RSS

Tag Archives: ชุมชน

การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 1″ เอชไอเอชุมชน สร้างอำนาจทางปัญญาในการกำหนดอนาคตตนเองและสังคม”โรงแรมรามาการ์เด้น

เมื่อชาวบ้านขอแบ่ง อำนาจ ความรู้ และเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพออกจากมือของผู้เชี่ยวชาญที่รับงานทำ EIA มากันกว่า 30 ปี แต่ผลที่เกิดขึ้นกับ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และชุมชน สะท้อนว่า ความรู้จากสถาบันวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมีข้อบกพร่องอยู่มาก (มิพักต้องอ้างเหตุผลใดๆ)

ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนที่ทำ HIA ด้วยตนเอง / ความเคลื่อนไหวเรื่อง HIA ชุมชน จากต่างประเทศทั้งแคนดาดา ญี่ปุ่น ……….วันที่ 16-17 ก.ค. ณ โรงแรมรามาการ์เด้น…….ครับ

กำหนดการ
http://www.thia.in.th/welcome/article_read/56

ส่วนเอกสารประกอบและกรณีศึกษา….ได้ที่นี้ครับ
http://www.thia.in.

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม : ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม :ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ[1]

บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานการประเมินผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วม  ((rapid) social impact assessment)[2] ของธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 7-22 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Post-Disaster Need Assessment  (PDNA)[3] ที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ (ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การสำรวจผลกระทบทางสังคมของธนาคารโลก จะดำเนินการหลังน้ำลดแล้ว 3 อาทิตย์ แต่การศึกษาในเมืองไทยครั้งนี้ดำเนินการในช่วงที่บ้างพื้นที่ยังมีน้ำท่วมครั้งและบางพื้นที่น้ำเพิ่งจะลดลงประมาณ 1 อาทิตย์)

การทำประเมินผลกระทบทางสังคมนั้น ดำเนินการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี อุทัยธานีและนครสวรรค์ (ดำเนินการทำ pre-test ที่จังหวัดปราจีนบุรี) โดยเน้นการศึกษาในระดับชุมชน ครอบคลุมทั้งชุมชนเมือง และชนบท จำนวน 12 ชุมชน ใช้แนวทางการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด)  สัมภาษณ์เชิงลึก (indept-interview) กับผู้นำท้องถิ่น ผู้ด้อยโอกาส ผู้หญิง เป็นต้น จำนวน 70 คน และจัดสนทนากลุ่ม (focus group discussion) รวม 30 กลุ่ม โดยครอบคลุมกลุ่มข้าราชการเงินชั้นผู้น้อย  กลุ่มชาวนา กลุ่มผู้นำ และกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (contents analysis) ตามประเด็นที่กำหนดได้แก่

  • Aids distribution and governance
  • Social relation and cohesion
  • Livelihood and Coping Strategies

แต่ในบทความนี้ จะไม่ได้เขียนอธิบายผลของการศึกษาตามประเด็นข้างต้น แต่จะเขียนอธิบายแบบบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตต่างๆ ภายใต้กรอบเนื้อหาตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และระดับกลไกการจัดการ


[1]  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] กรุณาดู แนวทางการสำรวจและเนื้อหาผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วมของประเทศอื่นๆ เช่น ของฟิลิปปินส์ล่าสุด http://pdf.ph/downloads/PDNA/PDNA-Social_Impact_Assessment_FINAL_20100725.pdf

[3] กรุณาดู แนวทางของ PDNA ได้ใน http://recoveryplatform.org/pdna/  โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า DALA (Damage and Lost and Need Assessment) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลความเสียหาย ที่เน้นเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตต่างๆ เป็นหลัก

…………………………………

หากสนใจอ่านต่อ โปรด d/l ที่นี่ ครับ ชุมชน การปรับตัว บทบาทของท้องถิ่นและรัฐในยามภัยพิบัติ (ขนาด file 560 KB)

 
2 ความเห็น

Posted by บน มกราคม 2, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

การวางแผนเชิงตรรกะ logical framework

29-31 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากร workshop เรื่องการเขียนโครงการพัฒนา ให้แก่ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือที่รู้จักกันในชื่อ logframe เป็นเครื่องมือช่วยในการ formulate และเขียนโครงการ

ซึ่งผมได้แปล เรียบเรียงเอกสารประกอบการประชุมเพื่อประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม และอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ที่สนใจ

ผมจึงขอนำ file มา post ไว้ ณ ที่นี่ครับ

เอกสารคู่มือฉบับรวม

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 31, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน : เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน

บทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชื่อโครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน (ระยะที่ 1 และ 2) รวมถึงการได้ข้อมูลจากพื้นที่อื่นๆ และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทีมวิจัยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐาน โดยมีกรอบคิดที่ว่า องค์กรการเงินรากฐานนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยตัวชี้วัดใน 2 มิติควบคู่กันไป (double bottom line) นั่นคือ พิจารณาตัวชี้วัดมิติด้านการเงินและตัวชี้วัดมิติทางสังคม เพื่อให้สะท้อนจุดหมายของการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ กองทุนหมู่บ้าน ในการพิจารณาตัวชี้วัดทางการเงินนั้นในโครงการมุ่งไปที่การชี้ให้เห็น ปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้จัดการก่อนที่จะเกิดปัญหา ในขณะที่มิติทางสังคม ต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องสวัสดิการ และการเข้าถึงเงินของคนจน

บทความจะทำหน้าที่อภิปรายขยายความในประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นย้อนแย้งในการจัดการขององค์กรการเงินฐานราก ที่ต้องชั่งน้ำหนัก (trade – off) เพื่อจัดการให้เกิดดุลยภาพระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน โดยมีประเด็นที่ชวนให้ใคร่ครวญ อาทิ

1) เก็บเงินที่เหลือฝากแบงค์พาณิชย์ ซื้อสลากออมสิน VS ลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

2) ลดต้นทุนองค์กร VS ลดต้นทุนชาวบ้าน

3) บริการเฉพาะคนในชุมชน VS ขยายกิจการข้ามพื้นที่  เป็นต้น

ลำดับการนำเสนอ จะได้แสดงข้อมูล ข้อค้นพบบางประการจากการทำงานสนาม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์กรการเงินรากฐาน จากนั้นจึงนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามลำดับ

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม ก็โหลดเลยครับ file ขนาด 430 KB

องค์กรการเงินชุมชน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

5 ปีที่หายไปของเศรษฐกิจพอเพียง (2541-2545)

เป็นงานชิ้นเล็กๆ ที่ผมเขียนขึ้น ช่วงที่รัฐบาลทักษิณบริหารประเทศ เพื่อนำเสนอ กับ ทางผู้ประสานงาน สกว. แต่ งานออกไปในแนววิพากษ์ วิจารณ์ ตั้งคำถาม… มันจึงถูกทิ้งร้างไป

วันนี้ไปรื้อของเก่าๆ มา เลย หยิบมา post ครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะบ้าง

 

file เอกสารเป็น pdf จำนวน 82 หน้า ขนาด 1 MB โหลดที่นี่ ครับ   5ปี

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 23, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จดหมายเปิดผนึกเวทีประสบการณ์ชุมชนโมเดลปฏิรูปประเทศไทย “นี่คือโอกาสสุดท้ายของประเทศไทย”

ถึง

นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูป

นพ.ประเวศน์ วะสี ประธานคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

วันที่ 26 กันยายน 2553

สถานการณ์ การต่อสู้ของชุมชน เพื่อการรักษาฐานทรัพยากรธรรมชาติที่ชุมชนพึ่งพิงนับวันจะมีความรุนแรงขึ้น เป็นสิ่งที่สะท้อนทำให้เห็นว่าเป็นความล้มเหลวของการเมืองระบบตัวแทนและระบบ ราชการ ในการช่วยปกป้องสิทธิชุมชน ตามรัฐธรรมนูญมาตา 66 และ 67 ที่ ระบุชัดเจนว่าชุมชนมีสิทธิในการปกป้องดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรอย่าง ยั่งยืน แต่จากแผนการพัฒนาและปัญหาที่เกิดขึ้น กลับตอกย้ำว่าชุมชนทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศถูกละเมิดสิทธิ และผู้อยู่เบื้องหลังการทำลายวิถีวัฒนธรรมชุมชน คือ นักการเมือง และทุนที่ทำธุรกิจเน้นการใช้ค้าทรัพยากรธรรมชาติแบบไม่รับผิดชอบต่อสังคมและ สิ่งแวดล้อมแทบทั้งสิ้น สิ่งเหล่านี้ทำให้ชุมชนต้องลุกขึ้นมารวมกลุ่ม และทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยอย่างเป็นรูปธรรม

จาก การ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของเครือข่ายชุมชน ได้มีกระบวนการพัฒนาและแก้ปัญหาภายในชุมชนอย่างสอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรม ชุมชน ประกอบด้วย จังหวัดร้อยเอ็ด จังหวัดยโสธร จังหวัดอุบลราชธานี และจังหวัดสุรินทร์ มากกว่า 400 คน ซึ่งเป็นตัวแทนจากเครือข่ายกว่า 200 ชุมชนต้นแบบ

บทสรุปจากการแลกเปลี่ยนที่ถือว่าเป็นทางรอดของประเทศไทย มีดังนี้ (1) เรื่องความมั่นคงทางอาหาร คือ การที่ชุมชนมีอาหารอย่างเพียงพอ ให้ความสำคัญกับการเกษตรปลอดสารเคมี การมีส่วนร่วม รวมกลุ่มผลิต รวมกลุ่มขาย การอนุรักษ์พันธุ์พืชและพันธุ์สัตว์ดั้งเดิมของท้องถิ่น แทนการผูกขาดของบริษัท (2) ปัญหาที่ดิน ระบบนิเวศของพี่น้องชาวอีสาน ในมิติของชุมชน ห้วย หนอง คลองบึง ดินน้ำป่า นั้น เป็น แหล่งอาหาร เป็นทรัพยากรของชุมชน เป็นสิ่งที่ชุมชนต้องเข้าถึงได้ ไม่ใช่เป็นของใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะนี้เป็นปัญหาจากเรื่องกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม และเอื้อประโยชน์ให้คนกลุ่มเดียว รวมทั้งกลไกของรัฐ แก้ไขปัญหาที่ล่าช้า ไม่จริงใจ ทำให้ชาวบ้านเห็นว่ารัฐไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐาน ผูกขาดการพัฒนาและรวมศูนย์อำนาจที่กรุงเทพ ฯ (3) การศึกษาทางเลือก ต้อง สร้างคนให้เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง ไม่หลอกหลวงประชาชน โรงเรียนต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคม การศึกษาต้องใช้เพื่อชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้เรื่องศีลธรรม (4) สุขภาพทางเลือก ชุมชนยังมีระบบการดูแลสุขภาพกับหมอพื้นบ้านและใช้ความรู้เหล่านี้ในการรักษา ต้องสนับสนุนสิทธิหมอพื้นบ้าน และสร้างเครือข่ายหมอพื้นบ้าน (5) การสื่อสารของชุมชน ความสำคัญคือการยกระดับให้สังคมและสื่อมวลชนเข้าใจเรื่องชุมชนโดยช่องทางสื่อชุมชนหลากหลายรูปแบบ (6) การพัฒนากลุ่มเยาวชน ปัจจุบันเยาวชนอยู่ในพื้นที่เสี่ยงมาก ควรสนับสนุนให้มีพื้นที่สำหรับการแสดงออกของเยาวชน สร้างความเข้มแข็งในชุมชน ด้วยคุณธรรมจริยธรรมและการมีส่วนร่วมของคนทุกวัย

จาก ประสบการณ์ทั้งหมดที่สั่งสมมาของคนอีสาน จึงมีข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทยโดยมีรูปธรรมที่ชุมชน ไม่ใช่การแก้ปัญหาที่โครงสร้างเพียงอย่างเดียว ดังข้อเสนอต่อไปนี้

 

การแก้ปัญหาความเดือดร้อนเร่งด่วนของชุมชน

1.กรณี ความเดือดร้อนเรื่องที่ดินจากข้อพิพาทระหว่างชุมชนกับรัฐ มีการจับกุมดำเนินคดีตัดฟันต้นไม้ และการลงพื้นที่รังวัดแนวเขต โดยชาวบ้านไม่มีส่วนร่วม ของเจ้าหน้าที่จากกรมอุทยาน กรมป่า ฯลฯ ให้รัฐยุติการจับกุมและหาแนวทางแก้ไขปัญหาโดยการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน และช่วยเหลือชาวบ้านที่ถูกจับกุมดำเนินคดีอย่างเร่งด่วน

ให้ มีนโยบายคุ้มครองพื้นที่การทำเกษตรโดยการรับรองสิทธิให้มีความมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับสิทธิชุมชนก่อนสิทธิของเอกชน กรณีปัญหาที่สาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน แต่มีบุคคลเข้าไปใช้ประโยชน์หรือออกโฉนดทับพื้นที่สาธารณะ ให้มีการตรวจสอบและยกเลิกทั้งประเทศ

2.กรณีการ สำรวจพื้นที่ตามแผนการสร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในจังหวัดอุบลราชธานีของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิต และมีกระบวนการสร้างความแตกแยกในชุมชนท้องถิ่น โดยวิธีการต่างๆ เสนอให้รัฐยุติกระบวนการดังกล่าว กรณีปัญหาเขื่อนปากมูลให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาตามข้อตกลงที่วางไว้ กรณีเขื่อนในลำน้ำโขงให้ยกเลิกทั้งหมดเพราะกระทบต่อวิถีชีวิตของชุมชน อย่างมหาศาล การสร้างสายส่งไฟฟ้าแรงสูงให้ยกเลิกและให้ยึดหลักเคารพในสิทธิชุมชน กล่าวคือ ให้ยกเลิกสัมปทานของรัฐในพื้นที่ชุมชนและพื้นที่ซึ่งชุมชนใช้ประโยชน์

3. ให้แก้ปัญหากรณีสัญชาติในพื้นที่ซึ่งมีความกลมกลืนทางวัฒนธรรมโดยเร่งด่วน เช่น กรณีคนไร้รัฐในพื้นที่ชายแดนไทย-ลาว

 

ข้อเสนอระยะกลาง

1.ให้ มี การส่งเสริมการเกษตรผสมผสานโดยใช้วิถีวัฒนธรรมเป็นตัวตั้ง เน้นเรื่องการคุ้มครองพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ คุ้มครองอาชีพที่หลากหลาย โดยเฉพาะพันธุ์ข้าว และจัดสรรให้มีปัจจัยการผลิตโดยเฉพาะที่ดินทำกินอย่างเท่าเทียม โดยประกาศพื้นที่นำร่องเป็นเครือข่ายฯ จังหวัด ป่าชุมชน หรือชุมชนต้นแบบและสนับสนุนงบประมาณโดยตรงในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และเสริม ความเข้มแข็งองค์กรชุมชน

2.ให้ ใช้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายหลักในการแก้ปัญหาที่ดิน และปฏิรูปกฎหมายที่ดินที่เกี่ยวข้องให้เอื้อต่อการแก้ปัญหาคนจน เช่น ยกระดับระเบียบโฉนดชุมชนเป็น พรบ.โฉนดชุมชน ฯลฯ โดยต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าควบคู่กับการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

3.กำหนด เขตนิเวศวัฒนธรรมเพื่อคุ้มครองและอนุรักษ์วิถีวัฒนธรรมชุมชน เพื่อการจัดการทรัพยากร ความหลากหลายทางชีวภาพ การเข้าถึงและใช้ประโยชน์ตามวิถีดั้งเดิมโดยการมีส่วนร่วมของชุมชน

4.ให้ ยก เลิกโครงการที่มีผลกระทบต่อสิทธิชุมชนชัดเจน เช่น โครงการเหมืองแร่โปแตช และต้องจัดให้มีการจัดทำการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาพประชาชน โดยการมีส่วนร่วมทุกขั้นตอนอย่างเปิดเผยรอบด้าน

5.ให้ มี การส่งเสริมสวนสมุนไพรชุมชนและรับรองหมอพื้นบ้าน เพื่อสนับสนุนการดูแลสุขภาพชุมชนอย่างเอื้ออาทร โดยประกาศเป็นพื้นที่ต้นแบบแห่งการเรียนรู้ รัฐต้องสนับสนุนด้านทรัพยากร และงบประมาณตรงที่ชุมชน ให้ออกใบประกอบโรคศิลป์กับหมอพื้นบ้านที่ชุมชนรับรอง

6.ให้ มี การตั้งหน่วยงาน หรือกรมสื่อสารชุมชน เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชนมีพื้นที่ในการเผยแพร่สาธารณะ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการผลิตสื่อชุมชนในหลากหลายรูปแบบเช่น เพลงพื้นบ้าน วัฒนธรรมท้องถิ่น หนังสร้างสรรค์สังคม หรือเรื่องสั้นสารคดี โดยการสนับสนุนให้มีการพัฒนาบุคลากรชุมชนอย่างเป็นระบบโดยงบประมาณของรัฐ อย่างเพียงพอ

7.ส่ง เสริมสนับสนุนให้มีการปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ โรงเรียนต้องสร้างคนให้เป็นคนมีคุณธรรมชั้นสูง ไม่หลอกหลวงประชาชน ต้องสร้างคนมีคุณธรรมให้มากที่สุด โรงเรียนต้องพัฒนาคนให้เป็นคนดีของสังคมก่อนที่จะเป็นคนเก่ง การศึกษาเพื่อใช้ในชีวิตประจำวัน สิ่งสำคัญคือ การเรียนรู้เรื่องศีลธรรม และส่งเสริมให้เยาวชนได้มีพื้นที่ในการสร้างตัวตน โดยใช้วัฒนธรรมชุมชน ได้แสดงความสามารถ ได้ฝึกทักษะ ด้านต่างๆ เช่น ดนตรี กีฬาที่สร้างสรรค์

8.ให้ มี การกระจายอำนาจสู่ประชาชนโดยตรง ประชาชนต้องมีสิทธิในการกำหนดแนวทางการพัฒนาประเทศ โดยให้จัดสรรงบประมาณของรัฐในการสนับสนุนการพัฒนาองค์กรชุมชนโดยตรง ให้มีการจัดตั้งสภาประชาชนอยู่ในระบบประชาธิปไตย ควบคู่ไปกับสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา

การส รุป บทเรียนชุมชนเพื่อหาทางออกประเทศไทยครั้งนี้เป็นรูปแบบที่ครอบคลุมรอบด้าน ที่สุดซึ่งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูปประเทศ และรัฐบาลนำข้อมูลไปใช้เพื่อการปฏิรูปได้ในทันที โดยไม่มีความจำเป็นต้องทำเหมือนกันทั่วประเทศอย่างไม่ต้องรอผลจากการประชุม ของกรรมการเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คณะกรรมการฯควรฟังเสียงและข้อเสนอของคนจนเพื่อตอบโจทย์ในการปฏิรูปประเทศ ไม่ใช่คนจนเป็นเพียงองค์ประกอบในการปฏิรูปประเทศไทย

ด้วย ความ เคารพ

เครือข่ายชุมชนภาคอีสาน 7 จังหวัด

วันที่ 26 กันยายน 2553

ณ ศูนย์ประสานงานเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง จังหวัดอุบลราชธานี(คปสม.อบ.)

 

ป้ายกำกับ: , ,

สรุปงานกับชุมชนซอยงามดูพลี

วันนี้มีงานสรุปบทเรียนกับ แกนนำชุมชนซอยงามดูพลี ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ชุมชน

1) ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์

2) ชุมชนบ้านมั่นคง

3) ชุมชนบ้านเอื้ออาทร

แม้ว่าจะเป็น 3 ชุมชนที่อยู่ติดๆๆๆๆ กัน แต่ลักษณะของที่อยู่อาศัย และความมั่นคงของบ้านกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

– ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์ จัดเป็นชุมชนบุกรุกที่กรมธนารักษ์ และที่ของทหาร..ปัจจุบันมีข่าวว่า ทหารเขาจะไล่รื้อแล้ว

– ชุมชนบ้านมั่นคง จัดเป็นชุมชนที่มีความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยพอสมควร และมีระบบการเงินที่ค่อนข้างดี …หากแต่มีความไม่มั่นคงระดับครัวเรือนที่ต้องหาทางหนุนเสริมอยู่ด้วย

– ชุมชนเอื้ออาทร…จัดเป็นชุมชนที่ดูเหมือนจะมั่นคง หากแต่ ห้องพักกลับมีสภาพไม่ต่างจากการเป็นห้องเช่าในตึกใหญ่ เพราะคนมีเงินก็มากว้านซื้อแล้วปล่อยเช่าให้กับพนักงานบริษัทเอกชนในย่านสาทร

…..ดูเหมือนการทำงานของแกนนำชุมชนทั้ง 3 จะไม่ง่ายเอาเสียเลย อุปสรรคขวางหนามยังรออีกเพียบครับ…เป็นกำลังใจ สู้กันต่อไปนะครับ

 
 

ป้ายกำกับ: ,

เตรียมพบกับ วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน ฉบับที่ 3…….ต้นเดือนกันยายน นะคร้าบ

วันนี้ เอาบทบรรณาธิการ มาให้ ชิม กันก่อนครับ

………………………………………………………………..

 วารสารเล่มที่ท่านถืออยู่นี้มีชีวิตอยู่รอดปลอดภัยมาได้ 3 ฉบับ ก็นับว่าเป็นโชคดีอยู่ไม่น้อย ยอดจำหน่ายวารสารวิชาการเล่มเล็กๆ ที่มีเนื้อหาเฉพาะกลุ่มเช่นนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงยอดจำหน่ายครับ แต่เพื่อให้มีพื้นที่ทางวิชาการด้านชุมชนที่มากขึ้น และใช้วารสารเป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความเคลื่อนไหวของมิตรสหายทางวิชาการและนักปฏิบัติการสายชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ พวกเราอาจารย์ในภาควิชาก็มีหน้าที่หาเงินมาเป็นทุนอุดหนุนการพิมพ์ ในฉบับนี้เรายังได้จัดทำเป็น e-journal (เหมือนกับเขาบ้าง) เผยแพร่พร้อมกันไปด้วย ทั้งนี้ก็หวังที่จะเพิ่มปริมาณการเข้าถึงให้มากยิ่งขึ้นและเพื่อความสะดวกในการใช้งาน (แม้ว่าตัวเลขการเข้าถึงทำนองนี้ จะไม่ถูกนับเป็นผลงานที่ใช้ประเมินก็ตามที)

ในฉบับนี้เรากำหนดเนื้อหาให้เป็นเรื่อง ความ (ไม่) มั่นคงของเกษตรกรไทย เพื่อขยายให้เห็นถึงความเสี่ยง การเปลี่ยนแปลง ปรับตัว ทางเลือก และทางรอดของเกษตรกรในยุคโลกโลกานุวัตรและในยุคอะไรๆ ก็ชุมชน โดยประกอบด้วยบทความวิชาการจากนักวิชาการรุ่นใหม่ 6 บทความ เริ่มจากบทความที่เป็นการทบทวนวรรณกรรม เรื่อง ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ (Actor-network Theory) ในระบบอาหารและการเกษตร (Agri-food) ของ อารตี อยุทธคร ที่เสนอ ทฤษฎีเครือข่ายผู้กระทำการ หรือ ANT ที่นำมาใช้อธิบายปรากฏการณ์ที่เปลี่ยนไปของเครือข่ายการเกษตรซึ่งมิได้จำกัดอยู่แค่ในระดับชุมชนท้องถิ่นหรือประทศอีกต่อไปแล้ว แต่เชื่อมโยงกับโลกอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกัน อารตี ก็ได้วิเคราะห์ให้เห็นช่องโหว่ของทฤษฎี ซึ่งเธอก็มีข้อเสนอเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าวก่อนนำทฤษฎี ANT ไปใช้งาน และเรื่อง การสร้างภูมิคุ้มกันแก่ชุมชนเกษตรกรไทยที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรี ของ จิรพรรณ  นฤภัทร ที่ได้นำเสนอ บทสรุปของผลกระทบจากข้อตกลงว่าด้วยการค้าสินค้าเกษตรขององค์การการค้าโลก พร้อมกับเสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคเกษตร

ส่วนบทความที่เหลือเป็นความต่อเนื่องจากงานวิทยานิพนธ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง อาหารของชุมชน : มองผ่านพิธีกรรมฟ้อนผีมดบ้านดอกบัวและบทวิเคราะห์กรณีคนในเป็นผู้ศึกษา จุดเด่นของงานชิ้นนี้ คือ ผู้เขียน หรือ ณัฐภัทร์ สุรินทร์วงศ์ เป็นคนใน ในฐานะม้าขี่ในพิธีฟ้อนผีมด ซึ่งในงานวิชาการบางสาขาก็ปฏิเสธเด็ดขาดกับเรื่องแบบนี้ เพราะคาดว่าคงเต็มไปด้วยอคติที่เลี่ยงไม่ได้…แต่พูดก็พูดเถอะ มีงานศึกษาใดบ้างที่ปลอดจากอคติ หรือจริตความชอบเป็นส่วนตัว ตามมาด้วยบทความเรื่อง ผักพื้นบ้าน ทางเลือกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรไทย ซึ่งเขียนโดย จุไรรัตน์ ปิยะวัชร์ และ บทความเรื่อง การท่องเที่ยวเพื่อการศึกษาโดยชุมชน : ประสบการณ์จากบ้านจำรุง ซึ่งเขียนโดย อัมรินทรา ทิพย์บุญราช งาน 2 ชิ้นนี้ ทำการศึกษาในบ้านจำรุง ตำบลเนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง ที่พยายามเสนอให้เห็น ทางเลือกและการปรับตัวของชุมชนเกษตร จากความไม่มั่นคงที่เขากำลังเผชิญอยู่ กล่าวอย่างถึงที่สุด การแสวงหาทางเลือก ทางออกเพื่อความอยู่รอดของเกษตรกรและชุมชนไทยนั้น อาจเห็นเป็นเฉดของระดับการเปลี่ยนแปลง (range) ตั้งแต่การปรับที่ตัวเอง ปรับที่ระบบวิถีการผลิตในระดับไร่นา ไปเป็นแบบพอเพียง ลดการพึ่งพาภายนอก ค้นหาทางเลือกต่างๆ เพื่อความอยู่รอดทางเศรษฐกิจ เรื่อยไปจนถึง การมุ่งมั่นเปลี่ยนโครงสร้างและนโยบาย โดยการเข้าร่วมในการเคลื่อนไหวทางสังคมในชื่อกลุ่มต่างๆ หรือแม้แต่สมัชชาคนจน

และอีกหนึ่งในเฉดของการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พระนิวัฒน์ จันมา ได้เสนอบทความเรื่อง แรงงานต่างด้าวในภาคเกษตรกรรมกับผลกระทบต่อชุมชน ที่ฉายภาพให้เห็นการเปลี่ยนแปลงอีกรูปแบบหนึ่งที่เกิดขึ้นกับชุมชนเกษตรติดเขตชายแดนไทย – พม่า อันเนื่องมาจากการขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตร

และปิดท้ายกับการเสนอทางเลือกที่ป็นการสร้างตลาดน้ำของชุมชนชาวสวนกับบทสัมภาษณ์สบายๆ จากชาวสวนรุ่นสุดท้ายแห่งคลองบางระมาด ชวน ชูจันทร์  ลุงชวน ริเริ่มสร้างตลาดน้ำคลองลัดมะยมในฐานะที่เชื่อว่ามันจะทางรอดของเกษตรกรชาวสวนแบบเขาและเพื่อนบ้าน และตลาดน่าจะเป็นพื้นที่ในการสร้างสรรค์ชุมชนแบบใหม่ ชวน ชูจันทร์ เป็นอดีตนักศึกษาจากรั้วเหลืองแดงทั้งปริญญาตรีและโท ลุงชวนเล่าอย่างภูมิใจว่า เขาน่าจะเป็นนักศึกษาธรรมศาสตร์ในยุค 16 คนเดียว ที่ยังทำนาระหว่างเรียนหนังสือ เข้าใจชีวิตชาวนาอย่างถ่องแท้ผ่านชีวิตของตัวเอง เมื่อจบจากธรรมศาสร์ ก็ไปทำงานโรงงานน้ำตาล และนั่นทำให้ลุงชวนได้มีโอกาสสัมผัสและรู้รสชีวิตชาวไร่อ้อยที่ไม่หวานเหมือนอ้อยที่เขาขาย  ลุงชวนยังเคยเฉียดเข้าไปสู่วงการการเมืองในนามพรรคพลังธรรมระยะสั้นๆ ซึ่งเมื่อพ้นจากงานการเมือง ชีวิตกลับมีทางเลือกให้ 2 ทาง หนึ่งคือ ไปเป็นนักปกครอง เมื่อสอบได้ตำแหน่งปลัดในอันดับต้นๆ ของประเทศ สอง กลับบ้าน….ครับ ลุงชวนเลือกที่จะกลับบ้านมาเป็นชาวสวนที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะตามแบบฉบับของชาวสันติอโศก ลุงชวน เป็นทั้งนักอ่าน นักคิด นักปฏิบัติในเนื้อในตัว มุ่งมั่นที่จะใช้เวลาที่เหลืออยู่ปฏิรูปประเทศไทยในระดับฐานล่างให้สังคมได้เห็นกัน…ลองตามอ่านเรื่องราวของชุมชนและตลาดในเล่มต่อนะครับ

ส่วนในคอลัมภ์แนะนำหนังสือนั้น ก็มีหนังสือ 3 เล่มมาแนะนำกันครับ เริ่มจาก Flexible Peasants : Reconceptualizing the Third World’s Rural Types หรือ ในชื่อไทยว่า พลวัตและความยืดหยุ่นของสังคมชาวนา : เศรษฐกิจชุมชนภาคเหนือและการปรับกระบวนทัศน์ชุมชน ที่เขียนโดย  ยศ สันตสมบัติ ตามมาด้วยหนังสือของ Jonathan Rigg ในชื่อ More than the Soil, Rural change in Southeast Asia ใครเป็นแฟนานุแฟนของ อ.Rigg ก็ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้นะครับ  ส่วนเล่มสุดท้าย คือ Social Entrepreneurship : what everyone needs to know ของ David Bornstein และ Susan Davis ใครที่ชอบงานของ Bornstein ในเรื่อง HOW TO CHANGE THE WORLD ที่มีแปลเป็นไทยแล้วในชื่อ พลังความคิดใหม่เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลก ก็ไม่น่าพลาดเล่มนี้เช่นกันครับ

พระคุ้มครอง บุญรักษาผู้อ่านทุกท่านครับ

 

ป้ายกำกับ: , ,

พลังสีแดง : การจัดตั้งของภาคการผลิตไม่เป็นทางการ (3)

เขียนโดย อ.อรรถจักร สัตยานุรักษ์

คราวก่อนหน้านี้ ผมได้พูดถึงความเปลี่ยนแปลงของการทำมาหากินในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ ที่ส่งผลทำให้คนจำนวนไม่น้อยเปลี่ยนแปลงวิธีคิด

วิธีรู้สึกที่มีตัวตนของตนเอง โดยได้เชื่อมต่อตนเองเข้ากับสังคมที่กว้างขวางขึ้น พร้อมกับได้ก่อสร้างองค์กรเครือข่ายอย่างไม่เป็นทางการขึ้นมา ซึ่งเป็นไปโดยอัตโนมัติ เพื่อเอื้อให้การผลิตไม่เป็นทางการนั้นดำเนินไปอย่างดีที่สุด

ที่กล่าวมาทั้งหมด ก็คือ โครงสร้างพื้นฐานของกลุ่มการผลิตภาคไม่เป็นทางการ ที่ได้สร้างสมขึ้นมาอย่างยาวนานในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แต่ปัญหา ก็คือ คนกลุ่มนี้ได้เข้ามาสู่การเคลื่อนไหวการเมืองครั้งใหญ่นี้ได้อย่างไร อะไรเป็นพลังในการจุดชนวนให้เกิดการปะทุขึ้นมาได้ใหญ่โตขนาดนี้

ผมคิดว่าประเด็นแรกสุดที่ต้องทำความเข้าใจ ก็คือ ความเปลี่ยนแปลงของการเป็นพลเมืองที่ไม่กระตือรือร้นมาสู่การเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้น (Passive Citizenship to Active Citizenship) 

การเชื่อมต่อตนเองเข้ากับสังคมที่กว้างขวาง ได้ทำให้คนในภาคการผลิตไม่เป็นทางการเริ่มตระหนักถึงความเป็นพลเมืองในรัฐไทยมากขึ้น เพราะชีวิตการทำมาหากินได้เข้าไปเกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐมากกว่าเดิม อาทิเช่น สถานที่วางขายของ การเคลื่อนย้าย และขนส่งสินค้า ฯลฯ 

การก่อตัวของความสำนึกพลเมืองในระยะแรก แม้ว่ายังคงอยู่ในลักษณะของสำนึกพลเมืองที่ไม่กระตือรือร้น กล่าวคือ ยังคงยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ไม่ได้เกาะกลุ่มกันถกเถียง หรือแสดงตนต้องการเปลี่ยนแปลงสภาพตนเองแต่อย่างใด แต่ขณะเดียวกัน การขยายพื้นที่การดำรงอยู่ร่วมกับสังคมที่เพิ่มมากขึ้น ก็นำมาสู่การเริ่มต้นสำนึกถึงความเท่าเทียมกัน ในความเป็นพลเมืองภายใต้ความแตกต่างระหว่างชนชั้นมากขึ้นตามไปด้วย

ความสำนึกเช่นนี้ปรากฏชัดเจนในชีวิตประจำวันที่พวกเธอและเขาต้องพบปะกับลูกค้าชนชั้นกลางที่แสดงตนเองว่าอยู่คนละพวกหรือคนละชั้นกับเธอ การโอภาปราศรัยระหว่างลูกค้ากับแม่ค้าไม่ได้เป็นไปในระนาบเดียวกัน การใช้สรรพนามเรียกอย่างนับญาติไม่ใช่เรื่องปกติที่จะใช้กันได้ ขณะเดียวกัน ลูกค้าก็แสดงความเหนือกว่ากว่าเสมอมา

ตัวอย่างที่ชัดเจนมากกว่าเพียงแต่อาจจะไม่ตรงกับประสบการณ์การค้าในภาคการผลิตนอกระบบนัก ก็คือ การแบ่งชนชั้นระหว่างข้าราชการชั้นประทวนกับข้าราชการชั้นสัญญาบัตร ซึ่งเป็นเรื่องดำเนินมาอย่างปกติยาวนาน ทุกคนยอมรับความแตกต่างนี้ แต่ในปัจจุบัน เมื่อเกิดสำนึกในพลเมืองที่เท่าเทียมกันเกิดขึ้น จึงทำให้รู้สึกถึงความแตกต่างทางสถานะและชนชั้นนี้ชัดเจนมากขึ้น

จนไม่น่าแปลกใจหากข้าราชการชั้นประทวน จะเข้าร่วมกับการเคลื่อนไหวเสื้อแดงนี้มากมาย เพราะที่สำคัญ ก็คือ ภรรยาของข้าราชการชั้นประทวนซึ่งโดยมากแล้วจะเป็นผู้ประกอบการในภาคการผลิตไม่เป็นทางการจะเป็นผู้ที่มีความสำนึกเช่นนี้สูงกว่าสามี และมักจะเป็นผู้กระตุ้นเร่งเร้าให้สามีรู้สึกถึงความแตกต่างนี้ และเมื่อภรรยาเป็นปัจจัยกระตุ้นเช่นนี้ มีหรือสามีไทยจะกล้าปฏิเสธได้

ความแตกต่างทางชนชั้นที่ปรากฏอยู่ในชีวิตประจำวันเช่นนี้ ได้กลายมาเป็นความคับข้องใจฝังอยู่ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด และเมื่อเกิดเหตุการณ์หรือเกิดการจุดประเด็นใดก็ตามที่เกี่ยวข้องอยู่กับความแตกต่างทางชนชั้นเช่นนี้ ก็จะสามารถกลายเป็นเชื้อไฟจุดเอาความคับข้องใจให้ปะทุมาโดยง่าย ลองนึกถึงปฏิกิริยาของผู้คนตอนนายหมูแฮมที่ขับรถชนคนจนตาย หรือจะย้อนไปไกลหน่อย อาทิเช่น คำว่า “สินค้าแบกะดิน” ได้ทำให้กลุ่มพลังธรรมชนะเลือกตั้งมาอย่างท่วมท้น 

ในช่วงแรกของความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นหลังการรัฐประหาร ฝ่ายเสื้อแดงรุ่นแรกๆ ซึ่งเป็นปัญญาชนได้พยายามเคลื่อนไหวด้วยประเด็นของประชาธิปไตย ซึ่งก็ได้ผลระดมคนได้ไม่มากนัก แต่ภายหลังมาเมื่อกลุ่มนักการเมืองเสื้อแดงที่มาจากสมาชิกสภาแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งไม่ได้มีฐานเสียงระบบอุปถัมภ์แบบสมาชิกสภาแบบเขตพื้นที่ นักการเมืองกลุ่มนี้น่าจะมีความรู้สึกสอดคล้อง หรืออย่างน้อยน่าจะมีความรู้สึกร่วมกับคนที่อยู่ในภาคการผลิตไม่เป็นทางการ การเคลื่อนไหวทางการเมือง จึงได้เปลี่ยนแปลงจากการรณรงค์ประเด็นประชาธิปไตยแบบชนชั้นกลาง มาสู่การสร้างชุดคำอธิบายการเคลื่อนไหวการเมืองประชาธิปไตยแบบเน้นความแตกต่างทางชนชั้น ซึ่งได้แก่ “อำมาตย์-ไพร่”

พลังดึงดูดและแรงผลักดันให้เกิดการรวมกลุ่มออกมาสู่การเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเร่าร้อนและรุนแรงเช่นนี้ จึงไม่ใช่แค่ประเด็นของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น แม้ว่าพวกเขาจะรอเสียงของอดีตนายกรัฐมนตรีทุกคืน แต่ลึกลงไปนั้นเป็นประเด็นของความคับข้องใจที่ฝังอยู่ในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดมาเนิ่นนาน

หากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ มีโอกาสกลับมาสู่การเมืองจริงๆ (ซึ่งผมคิดและพูดมานานแล้วว่าไม่มีทางเป็นไปได้) การบริหารงานแบบทักษิณ ก็จะทำให้คนกลุ่มนี้หันหลังให้แก่เขาในเวลาไม่นานนัก 

ดังนั้น ไม่ว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองครั้งนี้จะจบลงอย่างไร รัฐบาลที่จะเข้ามามีอำนาจต่อไปจำเป็นต้องคิดในประเด็นความแตกต่างทางชนชั้นนี้ให้มาก เพราะไม่ใช่เพียงแค่การช่วยเหลือทางด้านการกระจายรายได้เท่านั้น หากแต่ต้องทำความเข้าใจในเรื่องที่ลึกลงไปในระบบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดของสังคมเลยทีเดียว

พลังสีแดง (2) https://wwisartsakul.wordpress.com/2010/04/10/

พลังสีแดง (1) https://wwisartsakul.wordpress.com/2010/04/04/

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 16, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“หมอประเวศ” ชี้คำตอบของการพัฒนาประเทศดีที่สุด เริ่มที่”ชุมชน”

หลังพบความล้มเหลวของประเทศไทยในทุกด้านเกิดจากการสร้างพระเจดีย์จากยอด ราษฏรอาวุโสแนะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เริ่มที่ชุมชน ให้อปท.มีบทบาทแก้ไขปัญหา ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่นร่วมกัน…

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การขับเคลื่อนท้องถิ่นสู่การพัฒนาประเทศ” จัดโดยภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเห็นว่า การพัฒนาท้องถิ่นคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบรากหญ้า นั่นคือ ท้องถิ่น นำโดยผู้นำท้องถิ่นและคนในท้องถิ่นที่มองเห็นปัญหาได้ครอบคลุม ช่วยให้ท้องถิ่นสามารถปกครองตัวเอง สร้างนโยบายการพัฒนาและดูแลทุกข์สุขโดยคนในชุมชนเพื่อชุมชน

ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรหลากหลายที่พร้อมจะนำมาพัฒนาประเทศ ปัจจุบันยังพัฒนาไม่ตรงจุด เนื่องจากการปกครองส่วนกลางสร้างนโยบายออกมารองรับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ แต่ระบบวัฒนธรรม ความเชื่อที่แตกต่างกันในระดับภูมิภาค ไม่สามารถทำให้นโยบายดังกล่าวนำไปใช้พัฒนาครอบคลุมทุกภาคส่วนได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรรีบแก้ไข คือ การช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การสร้างวิธีการแก้ไขและช่วยพัฒนาประเทศร่วมกัน

“เราควรสร้างรากฐานให้มั่นคงก่อนที่จะพัฒนาระบบส่วนอื่น เหมือนการสร้างฐานพระเจดีย์ นั่นคือ เริ่มจากฐานที่อยู่ส่วนล่าง ที่มีอยู่มากในชุมชนท้องถิ่น ต้องมั่นคงแล้วจึงไปพัฒนาส่วนบนฐานพระเจดีย์ต่อไป ดังนั้นควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ จากการคิดเชิงเทคนิคมาเป็นการคิดเชิงโครงสร้าง ให้จุดสำคัญเริ่มที่ชุมชน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทแก้ไขปัญหา ผ่านตัวแทนผู้นำท้องถิ่นที่ประชาชนไว้ใจ ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่น นำมาพัฒนาและสร้างให้มีการจัดการและพัฒนาชุมชนด้วยกันเองอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม การศึกษา รวมถึงเรื่องโลกร้อน ที่กำลังคุกคามกับสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลก”

ศ.นพ. ประเวศ กล่าวถึงการสร้างการพัฒนาแบบสร้างพระเจดีย์ว่า หากฐานพระเจดีย์ของสังคม คือชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็งทุกๆ ด้าน เมื่อระบบฐานมั่นคงแล้วจึงนำไปบูรณาการด้านอื่นเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ให้ปกครองตัวเองได้ ครอบคลุม 8 ด้าน คือ 1. เศรษฐกิจ 2. จิตใจ 3. สังคม การมีส่วนร่วม 4. วัฒนธรรม 5. สิ่งแวดล้อม 6. สุขภาพ 7. การศึกษา 8. การเรียนรู้ประชาธิปไตย เมื่อนำทุกอย่างมาบูรณาการและพัฒนาไปด้วยกันจะเป็นคำตอบของการพัฒนาประเทศอย่างดีที่สุด

“ในประเทศไทย มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 7 พันแห่ง หากให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยจัดการสร้างชุมชนเข้มแข็ง จะสามารถช่วยให้การพัฒนาขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว ดีกว่าการรอรับนโยบายมาจากส่วนกลาง และทำตาม หลังจากนั้นก็หายไป ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม สิ่งที่ถูกต้อง คือ เราควรจะปล่อยให้ท้องถิ่นสร้างพลังความเข้มแข็งได้ด้วยตนเอง เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวสนับสนุน เกิดการอยู่ได้ด้วยตนเอง ช่วยรักษา ช่วยกันดูแล ให้ความสำคัญของชุมชน ช่วยหาสาเหตุปัญหา สิ่งที่ต้องการของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงภายในประเทศ”

แม้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ส่วนกลางก็ควรเข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของการเพิ่มพูนความรู้ในการสร้างแนว ความคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยให้ส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีแล้วอยู่ในส่วนท้องถิ่นเข้าไปร่วมจัดการศึกษา ร่วมมือช่วยแก้ไข และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือพัฒนา เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ

ด้านพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ฝึกฝนในการฝึกสอนเรื่องการเมืองการปกครองให้มีส่วน ร่วมในการปกครองตนเอง ให้คนในท้องถิ่นคุ้นเคยในการใช้การเมือง และความมีศรัทธาในการเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นองค์กรที่ปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศซึ่งเป็นกฎ ไกหลักในการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น สร้างภาวะการอยู่ดีกินดี แก่พลเมือง ในระดับประเทศต่อไป

ขณะที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 1 ใน สมาชิกเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เวทีปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปชอบคิดว่าส่วนกลางจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และรอให้ส่วนกลางช่วยเหลือ โดยที่ไม่ทำอะไร แต่ความจริงแล้วต้องเริ่มจากท้องถิ่นเอง เริ่มจากชุมชน รักชุมชน มองทุกปัญหาเป็นปัญหาของส่วนร่วม และช่วยกันพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อท้องถิ่น เกิดการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การพัฒนาประเทศก็จะนำไปสู่ทิศทางที่เข้มแข็งต่อไป

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264145779&grpid=01&catid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 22, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,