RSS

Tag Archives: ธรรมศาสตร์

“ทำวิจัยในยาม(ยุ่ง)ยาก” …เกษียร เตชะพีระ

ทุกวันนี้นอกจากสอนวิชาระดับปริญญาเอกและช่วยงานบริหารในคณะ บ้างแล้ว ผมก็มี ภาระรับผิดชอบต้องเดินทางจากบ้านที่หนองแขมไปสอนหนังสือปริญญาตรีที่ธรรม ศาสตร์รังสิต ใช้เวลาไป-กลับอยู่บนถนนเบ็ดเสร็จราว 4 ชั่วโมง นานกว่าที่ไปสอนคาบละ 3 ชั่วโมงเสียอีก กว่าจะถึงบ้านก็คอแหบ ตัวเหนียว หน้าดำ หมดแรงพอดี

ด้วยเงื่อนไขเวลาทำนองนี้ ก็น่าคิดว่าคณาจารย์และนักวิจัยชาวธรรมศาสตร์จะสนองเป้าหมายนโยบายของผู้ บริหารที่ต้องการปรับเปลี่ยนธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และเพิ่มยอดตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์และอื่นๆ ด้วยการผลิตงานค้นคว้าวิจัยออกมาให้มากๆ อย่างไร?

นี่ยังมิพักต้อง พูดถึงหน้าที่บังคับให้อาจารย์ทุกคนกรอกเอกสารประเมินผลทีคิวเอฟของ สกอ. ทุกคาบการสอน รวมแล้วคนละเป็นร้อยหน้าต่อภาคการศึกษา ด้วยคำถามมหัศจรรย์พันลึกอย่าง

… อะแฮ่ม, ในแต่ละคาบการสอน ท่านได้ตั้งเป้าจะสั่งสอนคุณธรรมความดีอะไรให้นักศึกษามั่ง? ใช้วิธีการอบรมบ่มสอนอย่างไร? เสร็จแล้วมีการตรวจสอบชั่งวัดประเมินผลเชิงปริมาณว่านักศึกษาได้กลายเป็นคน ดีจริงตามที่ท่านตั้งเป้าหรือไม่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด?!?!?!?

จน ผมเคยคิดมุขว่า พอต้นชั่วโมงเข้าชั้น ผมจะโยนเหรียญบาทกำหนึ่งเข้าไปกลางห้อง เมื่อสอนเสร็จเลิกชั้น ก็จะให้นักศึกษาช่วยกันเก็บเหรียญบาทมาส่งคืน ถ้าได้เหรียญครบ แสดงว่าพวกเขามีคุณธรรมดีใช้ได้เต็มร้อย ถ้าไม่ครบ แสดงว่าคุณธรรมยังขาดพร่องไปเป็นตัวเลขปริมาณกี่บาท กี่สตางค์ กี่เปอร์เซนต์ คาบหน้าชั่วโมงถัดไป ก็ยกระดับการวัดคุณธรรมให้สูงขึ้นเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท ฯลฯ ตามลำดับ

นอก จากตกเป็นเหยื่อหนูตะเภาของบรรดาผู้ปรารถนาดีที่มีอำนาจแต่ไม่รู้สภาพความ เป็นจริงแล้ว คนสอนหนังสืออย่างผมก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับนักศึกษาประเภท…สอนไปหนึ่ง ชั่วโมง แม่เจ้าประคุณเพิ่งเปิดประตูห้องเรียนเดินนวยนาดเข้ามานั่งทำตาบ้องแบ๊วไม่ รู้ไม่ชี้

สักพักหนึ่งจู่ๆ คุณเธอก็ลุกขึ้นเยื้องยุรยาตรลับหายออกไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์ข้างๆ เปิดเครื่องนั่งเคาะคอมพ์โดยไม่บอกกล่าวอาจารย์ผู้สอนเหมือนเป็นแค่หัวหลัก หัวตอตั้งโด่เด่อยู่หน้าห้องเรียน…

ในสถานการณ์ totally absurd แบบนี้ เราจะทำวิจัยอย่างไรดีครับท่านอธิการบดี, นายกสภามหาวิทยาลัย, และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ?

ที่ผ่านมา ผมดิ้นรนเอาตัวรอดโดยใช้วิธีพยายามประสานงานวิจัยเข้ากับการสอนประจำครับ

คือ ในวิชาหนึ่งๆ นอกจากเนื้อหาหลักประจำวิชานั้นๆ แล้ว ผมก็ลองเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สอดคล้องอยู่ในขอบข่ายของวิชา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และตัวเองอยากรู้อยากวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสสร้างเงื่อนไขให้สามารถผสานการอ่านค้นคว้า เตรียมสอนที่ทำอยู่เป็นประจำเข้ากับส่วนหนึ่งของงานวิจัย, เพิ่มขยายปรับปรุงเนื้อหาวิชานั้นๆ ให้มีประเด็นแปลกใหม่ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น, กระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเองในหัวข้อประเด็นนั้นๆ, แล้วผมเองก็พลอยได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าวจากการบ้านรายงานที่นักศึกษาค้นคว้าทำมาส่ง

เสมือนหนึ่งพวกเขาเป็น “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ โดยปริยายอะไรทำนองนั้น

เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ นอกจากสอนเนื้อหาหลักเรื่องการเมืองโลก ยุคหลังสงครามเย็น, วิวัฒนาการของรัฐสมัยใหม่, เกณฑ์วัดประเภทและฐานคิดของประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ, ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ, ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ตามปกติแล้ว

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551-2553) ผมก็เพิ่มเนื้อหาประเด็น “วิกฤตซับไพรม์และวิวัฒนาการของระเบียบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เข้าไปด้วย

และเพราะมันเป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็อยากรู้ จึงค้นคว้าเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งหนังสือ ตำรา บทความ การ์ตูน ข่าวสาร รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วนำไปสอนพลาง วิจัยพลางอย่างสนุกเพลิดเพลิน

หลังเก็บสะสมฐานข้อมูลและ แนวคิดข้อถกเถียงได้พอสมควร ผมก็เขียนเป็นรายงานวิจัยให้แก่ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์” เสร็จปลายปีก่อนและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นตำราประกอบการสอนต่อไป

มา ปีนี้ จบประเด็นเก่าไป ผมจึงลองเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมพิเศษใหม่ในเนื้อหาวิชาให้สอดรับกับ สถานการณ์บ้านเมืองและความสนใจทางวิชาการของตัวเอง ได้แก่เรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย : ข้อคิดและประสบการณ์จากบางประเทศ” โดยค้นคว้าเอกสารตำราบทความ รายงานข่าว รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทย

สืบเนื่องจากที่ตัวเองได้ทำวิจัยเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป” ของไทยเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายปีก่อน (รวมพิมพ์ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?: สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤตการเมืองไทย, 2554, คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบขยายมุมมองพรมแดนเพดานความรู้เกี่ยวกับสถาบันอัน สำคัญยิ่งของสังคมไทยให้พิสดารกว้างขวางออกไป ทั้งสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย

นอกจากค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลความรู้เพื่อบรรยายหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน” (ประวัติศาสตร์ราชากับชาติในการเมืองโลกยุคใหม่ถึงปัจจุบัน, กรณีประเทศอังกฤษ, ยูกันดา, เนปาล, ตองกา), “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” (เน้นอังกฤษ), “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมและความเห็นต่าง” (กรณีสวีเดนกับอเมริกา) แก่นักศึกษาในวิชาแล้ว

ผมก็ให้การบ้านนักศึกษาลองไปค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเองในประเด็นคำถามว่า:

“ให้ นักศึกษาเลือกประเทศในโลกปัจจุบันที่มีสถาบันกษัตริย์มาหนึ่งประเทศ (นอกจากประเทศไทย) ซึ่งอาจปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ/constitutional monarchy หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/absolute monarchy และบรรยายโดยสังเขปเกี่ยวกับฐานะ บทบาททางการเมืองการปกครองของสถาบันกษัตริย์ของประเทศนั้น ในความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองการปกครองอื่นๆ พร้อมทั้งปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดที่อาจมีจากอดีตถึงปัจจุบัน”

ผล จากการเรียนไป สอนไป วิจัยไปของผมและ “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ 60 กว่าคน ในขั้นต้นปรากฏว่าเราได้ค้นพบและเรียนรู้อะไรแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่รู้มา ก่อนซึ่งจะขอคัดมาเล่าต่อ พอเป็นกระสายดังนี้: –

1) เกี่ยวกับงานเรื่อง The English Constitution (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ค.ศ.1867) ของ Walter Bagehot (ค.ศ.1826-1877) ที่ถูกถือเป็นตำราแม่บทต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น

แรก เริ่มเดิมทีงานชิ้นนี้ทยอยตีพิมพ์เป็นบทความ 9 ตอน ลงในนิตยสาร The Fortnightly Review จาก พ.ค.1865-ม.ค.1867, ตัว Walter Bagehot เองเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษผู้รับผิดชอบดูแลนิตยสาร The Economist อยู่นานถึง 17 ปี และปลุกปั้นมันจนกลายเป็นนิตยสารธุรกิจการเมืองชั้นนำของโลกตราบเท่าทุก วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บ้านเราเวลาอภิปราย เรื่องสถาบันกษัตริย์ในระบอบการเมืองไทยมักอ้างอิงถึง The English Constitution เสมอ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญ 3 ประการ

ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ/the right to be consulted, สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ/the right to encourage, และสิทธิที่จะทรงตักเตือน/the right to warn

ปรากฏว่าเอา เข้าจริงประเด็นที่นักวิชาการไทยมักหยิบยกมาอ้างเป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p.111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-114) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp.82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาวราว 208 หน้า (ไม่นับบทนำ, อ้างจากฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ.1963 โดย The Fontana Library)

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ แนวเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมิได้มุ่งไปในทิศทางที่ข้อความ ซึ่งมักถูกยกมาอ้างชวนให้เข้าใจไปได้เลย

กล่าวคือ Bagehot ไม่ได้เขียนงานนี้จากจุดยืนนิยมชมชื่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ไม่มีข้อแม้
หากแสดงท่าทีแบบนักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสังกัดชนชั้นกระฎุมพีผู้ยึดความจริงเป็นที่ตั้งและเลือดเย็น

ดัง ที่เขาสรุปไว้ใน เชิงอรรถสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือว่า ระบอบดังกล่าวของอังกฤษเป็นเพียง “a disguised republic” เท่านั้นเอง (p.266n1)

2) อังกฤษก็มีคณะองคมนตรี (the Privy Council) เช่นกันแต่ไม่เหมือนของไทย

ใน ขณะที่ของไทยมีประธานและคณะองคมนตรีรวมกันไม่เกิน 19 คน, พระมหากษัตริย์ทรงเลือก, แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย, โดยต้องไม่เป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, สมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ นั้น (มาตรา 12, 13, 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)

ปรากฏว่าตาม เอกสารราชการฉบับร่างชื่อ The Cabinet Manual-Draft: A guide to laws, conventions, and rules on the operation of government ที่สำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษตีพิมพ์ออกมา เมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ซึ่งสำหรับประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างอังกฤษ ต้องถือว่าเอกสารนี้ใกล้เคียงเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่สุด เท่าที่เขาจะมีได้ (ดู http:// http://www.cabinetoffice.gov.uk/ sites/default/files/resources/cabinet-draft- manual.pdf) นั้นได้ระบุข้อกำหนดเรื่อง The Privy Council ของอังกฤษไว้ว่า (ข้อ 27-30 ของเอกสาร pp.17-18): –

ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะองคมนตรี ของอังกฤษส่วนมากแล้ว ประกอบด้วยรัฐมนตรี, สมาชิกรัฐสภาและตุลาการ, องค์อธิปัตย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

องคมนตรี เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ดังนั้น สมาชิกคณะองคมนตรีส่วนใหญ่ (ตามข้อมูลปี ค.ศ.1993 อังกฤษมีองคมนตรีถึง 400 คน! ซึ่งจะมาประชุมเต็มองค์คณะพร้อมกันเฉพาะเมื่อองค์อธิปัตย์เสด็จสวรรคต หรือในสถานการณ์พิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น) จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจการประจำวันของคณะองคมนตรี โดยมากแล้วกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นๆ

ประธานองคมนตรีโดยทั่วไปแล้วเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งมักได้แก่ผู้นำแห่งสภาสามัญหรือสภาขุนนาง

ปัจจุบันนี้ผู้เป็นประธานองคมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของคณะองคมนตรี

3) นักศึกษาได้ค้นคว้ามารายงานว่าในสวีเดนปัจจุบัน ไม่มีหลักปฏิบัติเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย และดังนั้นจึงไม่มีกรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในเรื่อง ดังกล่าว

กฎหมาย ปกครอง (The Instrument of Government) ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1974 และ เป็นกฎหมายพื้นฐาน 1 ใน 4 ฉบับ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของสวีเดนนั้น ได้ขยายบทบาทรัฐสภา (The Riksdag) ออกไป โดยให้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมาย ได้โดยพระมหากษัตริย์มิต้องทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก่อน อันแตกต่างจากแบบแผนปฏิบัติในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ดูรัฐธรรมนูญสวีเดนจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสวีเดนที่ http://www.riksdagen.se/templates/R_Page____6307.aspx ; และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สวีเดนที่ http://www.royalinsight.net/content/swedish-monarchy-overview )

หากมีข้อมูลความรู้อื่นๆ ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าต่ออีกในโอกาสหน้า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316173391&grpid&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่มใหม่ครับ…..

download กันได้แล้วครับ

SocialJournalVol02No02_Online (ขนาด 2.61 MB)

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 11, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ถึงเวลาอุดมศึกษา “ยูเทิร์น” โดย ดร.พิภพ อุดร

ยิ่งนับวัน มาตรฐานอุดมศึกษาไทยก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง ด้วยหลงงมงายในความเชื่อพื้นฐานผิดๆ ที่อาจจะนำพาการศึกษาไทยให้ถอยหลังไปกว่าครึ่งศตวรรษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ความพยายามในการสร้าง “กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.)” ที่บังคับกะเกณฑ์ ให้ทุกมหาวิทยาลัยที่จะให้ปริญญาเดียวกัน ต้องมีโครงสร้างหลักสูตร เหมือนๆ กันทั่วทั้งประเทศ ทำราวกับว่าเป็นระบบ “การผลิตแบบเหมาโหล” ที่ผู้มีอำนาจออกใบสั่ง ให้แต่ละมหาวิทยาลัย ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ตลาดได้โดยมีคุณสมบัติเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะผลิตจากมหาวิทยาลัยใดก็ตาม
เท่ากับตีราคาว่ามหาวิทยาลัยก็มีคุณค่าไม่ต่างจาก “โรงงานรับจ้างผลิต” ซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทาง กับการส่งเสริม “ความงอกงามทางปัญญา” อันเป็นหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

เคยสงสัยไหมว่า ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ เกษตร มหิดล เป็นมหาวิทยาลัยที่ต่างตั้งขึ้นมาเพื่อด้วย วัตถุประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกัน เพื่อทำหน้าที่ เป็น “ขุมปัญญา” แก่สังคมในด้านที่แตกต่างกัน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อันเป็นการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐ ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด เวลาผ่านมาไม่กี่สิบปี ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยสอนเหมือนกันหมด มีหลักสูตรแบบเดียวกันหมด

มาวันนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ทบทวนว่ามีอะไรผิดพลาดกับทิศทางที่กำลังมุ่งไป กลับซ้ำเติมให้หนักหนากว่าเดิมด้วยการทำให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องใช้หลักสูตร เดียวกัน เพื่อทำให้เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะกำหนดโครงสร้างหลักสูตรไว้เหมือนกัน ใช้ชื่อวิชาเดียวกัน คำอธิบายรายวิชาเดียวกัน
ซึ่งเป็นความพยายามที่กำลังทำให้ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ทางการศึกษากลายเป็น “มาตรฐานขั้นสูง” กำลังให้คุณค่า “ความเหมือน” มากกว่า “ความต่าง” และเป็นความหลงผิดในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงว่า “เขียนหลักสูตรไว้ให้เหมือนๆ กัน” แล้วจะทำให้เกิด “มาตรฐานคุณภาพแบบเดียวกัน”

ทำไม “เชียงใหม่” จะต้องใช้หลักสูตรเดียวกับ “สงขลา” ทำไม “อุบล” จะต้องเหมือน “บูรพา” ทำไม “ภูมิภาค” จะต้องเหมือน “ส่วนกลาง” ทำไมไม่ให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งงอกงามตามศักยภาพ และทำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสังคม และชุมชนในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ ทำไมไม่สนับสนุนการแข่งขันเพื่อ พัฒนาให้เกิดความแตกต่างทางการศึกษา อันจะนำมาซึ่งความงอกงามทางปัญญา

ทำไมจึงดูถูกสถาบันการศึกษาว่า หากไม่กำหนดไม้บรรทัดไว้ แล้วแต่ละมหาวิทยาลัยจะเหลวไหล ทำไมดูแคลนประชาชนไทย ว่าจะไม่มีวิจารณญาณดีพอที่จะเลือกได้ว่าสถาบันไหนดี และเหมาะสม กับเป้าหมายในชีวิตของตนเอง

ทำไมรัฐบาลจึงไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำในการสร้างโอกาสทางการศึกษาด้วยการ สนับสนุนทุน การศึกษาแก่นักศึกษาทุกคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และต้องการความช่วยเหลือ ทางการเงิน
ทำไมไม่สนับสนุนเงินทุนวิจัยให้เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเพื่อให้เกิดการ สร้างองค์ความรู้เพื่อแก้ ปัญหาสังคมไทย มากกว่าที่จะส่งเสริมให้ไปลอกความรู้ฝรั่งมาท่องสอนในห้องเรียน

ทำไมไม่สนับสนุนให้แต่ละมหาวิทยาลัยทุ่มเทไปในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจน เป็นที่ประจักษ์ มากกว่าที่จะมาคอยบังคับให้ทำอะไรเหมือนๆ กัน โดยไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่าง

ทำไมไม่สร้างระบบจูงใจให้มหาวิทยาลัยแข่งขันกันเพื่อสร้างความเป็นเลิศ ทางวิชาการให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และอย่างน้อยเป้าหมายเฉพาะหน้าที่สำคัญคือเป็นผู้นำทางการศึกษาในระดับ อาเซียน มีองค์ความรู้ด้านอาเซียน มีการสอนภาษาอาเซียน ฯลฯ

ทำไมมัวมาสร้างกฎเกณฑ์บนกระดาษที่เสียเวลา และสิ้นเปลืองทรัพยากร ด้วยการบังคับให้กรอก แบบฟอร์ม มคอ. ทั้งหลายทั้งปวง ราวกับมหาวิทยาลัยเป็นเด็กอนุบาลที่ต้องคัดลายมือเป็น การบ้านส่งอาจารย์ ซึ่งไม่ได้ช่วยประกันการสร้างคุณภาพให้การศึกษาแม้แต่น้อยนิดแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังเป็น อุปสรรคใหญ่หลวงต่อความยืดหยุ่น และรวดเร็วในการปรับหลักสูตรการศึกษาให้ เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำหนด “กรอบมาตรฐานหลักสูตร” เป็นประกาศของกระทรวง ก็ยิ่งเท่ากับ เป็นการใส่ “โซ่ตรวน คุมขัง” พัฒนาการแห่งการศึกษา เพราะทุกคนก็รู้ว่าระเบียบราชการแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ยากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีระเบียบราชการที่ล้าหลังเต็มประเทศไทยไปหมด ในทุกวันนี้ จะแก้ไขอะไรก็ใช้เวลาเนิ่นนาน และทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ

ขอตั้งคำถามถึงบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งกันทุก วันนี้ ว่ามีพรรคใดหรือไม่ ที่นอกเหนือจากการลดแลกแจกแถมเงินรายเดือน ยกเว้นดอกเบี้ย ยกเว้นภาษี ให้กับประชาชนทุกอาชีพ ทุกช่วงอายุแล้ว จะยังให้ความสำคัญกับพัฒนาสติปัญญาของคนในชาติให้งอกงาม และกอบกู้ความหลงผิดในทิศทางของอุดมศึกษาไทยให้คืนกลับมาโดย “การยกเลิก การบังคับใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.)” ที่นอกจากจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางการศึกษาแล้ว ยังเป็นภาระที่ถ่วงความก้าวหน้าทางวิชาการอีกด้วยได้หรือไม่

หากนักการเมืองคนใดที่ถูกวางตัวไว้ให้รับตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาคนใหม่” จะประกาศนโยบายนี้ให้ชัดเจน ก็จะขอสนับสนุนให้ผู้คนที่ใส่ใจ และห่วงใยในการศึกษาของชาติ ไปเลือกท่านมาเป็นรัฐบาลเพื่อฉุดรั้งการศึกษาไทยไม่ให้หลงทางมากไปกว่านี้ โดยทั่วกัน

กรุงเทพฯ ธุรกิจ วันที่ 30 มิ.ย. 54

http://goo.gl/waWg8

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่ในยุคการเมืองมวลชน

โดย เกษียร เตชะพีระ



(เรียบเรียงเพิ่มเติมจากคำอภิปรายของผู้เขียนในวงสนทนาแบบเปิดข้างต้น)

เบื้องหน้าทิศทางการเปลี่ยนแปลงใหญ่ 3 ด้านของสังคมการเมืองไทยที่ได้นำไปสู่วิกฤต รุนแรงในระยะหลายปีที่ผ่านมา (ดังที่เขียนถึงในสัปดาห์ก่อน) พอจะมีทางออกอะไรจากวิกฤตดังกล่าวได้บ้าง ในอันที่จะนำสังคมการเมืองไทยผ่านช่วงการเปลี่ยนแปลงไปโดยไม่บอบช้ำเสียหาย ยิ่งไปกว่านี้?

ขณะแนวคิดที่โลกตะวันตกคุ้นเคยในการใช้รับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงคือ สัญญาทางสังคมใหม่ (The New Social Contract/Le nouveau contrat social/Der neue Sozialvertrag) ซึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายกันกว้างขวางในช่วงก่อตั้งและขยายสหภาพยุโรปหรือ ช่วงวิกฤตซับไพรม์ และเศรษฐกิจโลกถดถอยใหญ่ในอเมริการะยะหลัง ฯลฯ

แนวคิดที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยกว่าในสังคมไทย และอาจเหมาะกับการปรับประยุกต์มารับมือวิกฤตการเปลี่ยนแปลงแบบเฉพาะที่เราเผชิญคือ รัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย (The Thai Cultural Constitution) ซึ่งอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เสนอไว้อย่างเฉียบแหลมเป็นระบบในนิตยสาร ศิลปวัฒนธรรม เดือนพฤศจิกายน ปี พ.ศ.2534 และถูกนำไปอ้างอิงตีความวิเคราะห์ถกเถียง วิพากษ์วิจารณ์อย่างแพร่หลายต่อมา (เช่น บวรศักดิ์ อุวรรณโณ, กฎหมายมหาชนเล่ม 2, 2537 ; ยุกติ มุกดาวิจิตร, “คนเสื้อแดงกับรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทย”, วิภาษา, 3: 2, 2552; รวมทั้งมีฉบับแปลเป็นอังกฤษโดย Chris Baker ที่ http://kyotoreview.cseas.kyoto-u.ac.jp/issue/issue2/article_243.html)

 

สรุปฟันธงคือ ผมคิดว่าเพื่อหาทางออกจากวิกฤตการเมือง เราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยใหม่สำหรับยุคการเมืองมวลชนปัจจุบัน ซึ่งมีแก่นสารสำคัญที่มุ่งทำให้รัฐและการเมืองมวลชนเป็นอารยะหรือศิวิไลซ์

ใน แง่เหตุผลความจำเป็นของการทำให้รัฐศิวิไลซ์ อาจารย์ผาสุก พงษ์ไพจิตร ได้เสนอไว้ อย่างพิสดารแล้วในปาฐกถารำลึกศาสตราจารย์ W.F. Wertheim ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 เรื่อง Civilising the state: state, civil society and politics in Thailand (http://www.iias.nl/asia/wertheim/lectures/WL_Phongpaichit.pdf) ผมขอไม่เอ่ยซ้ำในที่นี้

ทว่า พฤติกรรมที่เป็นจริงในการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนของฝ่ายต่าง ๆ รอบหลายปีที่ผ่านมา ทำให้ประจักษ์ชัดว่าลำพังการเรียกร้องให้รัฐใช้อำนาจอย่างศิวิไลซ์ฝ่ายเดียว เท่านั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป จำต้องเรียกร้องให้ขบวนการการเมืองของมวลชนทุกสีทุกฝ่ายเคลื่อนไหวอย่าง ศิวิไลซ์ด้วย

(ในประเด็นนี้ มุมมองของผมพ้องรับกับข้อเสนอต่างหากของอาจารย์ประจักษ์ ก้องกีรติ ในบทความ “ประชาสังคม ความรุนแรง และการล่มสลายของประชาธิปไตย : ความสำคัญของแนวคิด เรื่องความมีอารยะและการเมืองแบบอารยะของเอ็ดเวิร์ด ชิลส์” ใน เมืองไทยสองเสี่ยง : สภาพปัญหา แนวโน้ม และทางออกวิกฤตการเมืองไทย ซึ่งคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์กำลังจะตีพิมพ์ออกมา)

ในทรรศนะของผม เนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับวัฒนธรรมไทยที่จำต้องปรับปรุงใหม่ให้ ตอบรับกับยุคการเมืองมวลชนมีอย่างน้อย 4 ประการ ด้วยกันดังนี้: –

1) ถือความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัยของสังคมไทย

ใน โฆษณาทีวีผลิตภัณฑ์รักษาสิวของ ดร.สมชายหลายปีก่อน ปรากฏฉากหนุ่มวัยรุ่นมายืนบนเกาะกลางถนนใต้เสาสัญญาณจราจรแล้วกางแขนสอง ข้างออกพร้อมร้องตะโกนว่า:

“สิวเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ข้อเสนอของผมคือ อยากให้คนไทยตระหนักดังๆ ได้แล้วว่า :

“ความขัดแย้งเป็นเรื่องธรรมชาติ!”

ความ ขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมชาติพอๆ กับความรู้รักสามัคคี สนิทสนมกลมเกลียวนั่นแหละ ไม่มีอะไรผิดปกติวิสัยหรือไม่ธรรมชาติ หรือไม่ไทยไปกว่ากัน

การยึดมั่นถือมั่น (psycho-cultural fixation) ว่าความขัดแย้งกันทางการเมืองเป็นเรื่องผิดปกติ ไม่ธรรมชาติหรือไม่ไทย ทำให้มีท่าทีหวาดระแวงเกลียดชัง “สิว”, ไม่ค้นคว้าเข้าใจสมุฏฐาน หรือเหตุแห่ง “สิว”, แก้ไขรักษา “สิว” ผิดๆ ถูกๆ เช่น เอะอะก็อับอายที่เป็น “สิว”, เกิดปมด้อยที่ใบหน้ามี “สิว”, พยายามปิดงำอำพราง “สิว”, เก็บกดกำราบ “สิว”, สุดท้ายก็ไปเที่ยวไล่บี้ “สิว” จนออกอาการอักเสบแดงบวมปูดกระทั่งเกิดรอยแผลเป็นปรุพรุนไปทั้งหน้า เป็นต้น

นี่ เป็นผลของการยึดติดความคิดยุคก่อนมีโทรศัพท์มือถือ, ก่อนมีแล็บท็อป, ก่อนมีแอปเปิล-ไอพอด-ไอแพด, เป็นความคิดย้อนยุคสมัยสงครามเย็น เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน, แล้วใช้มันมาชี้นำการใช้อำนาจบ้านเมืองในปัจจุบัน ซึ่งก็แหงอยู่แล้วว่าย่อมแสดงอาการออกไปในเชิงขัดขืนฝืนทวนกระแส ความเปลี่ยนแปลงที่เป็นจริงของบ้านเมือง แบบอวดกร่างกร้าวร้าวแต่ช่างเชยบรม

การอ้างอิงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของบ้านเมืองไม่ขาดปาก ก็ไม่ได้ทำให้ความคิดนั้นเชยน้อยลงแต่อย่างใด

เอา คนที่มีความคิดเมื่อวานนี้มาใช้อำนาจบังคับบัญชาใหญ่โตมหาศาลในวันนี้ มันก็ย่อมบิดเบนเฉไฉไม่มีทางก้าวไปทันพรุ่งนี้อย่างถูกทิศทางได้

คน ไทยไม่เลิกทะเลาะกันหรอก และไม่มีวันจะเลิกทะเลาะกันด้วย ควรหัดยอมรับปรับตัว ปรับใจให้เข้ากับโลกจริงนอกชุมชนหมู่บ้านในฝันหรือค่ายทหารเสีย เมื่อเห็นความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติวิสัย-ธรรมชาติ-และไทยๆ เหมือน “สิว” ก็จะได้ไม่ใช้กำลังบังคับหักห้ามชาวบ้านไม่ให้เขา แต่งหลากสี, เห็นต่างคัดค้านหรือขัดแย้งกัน แต่หาทางให้คนไทยทะเลาะกันต่อไปได้อย่างสันติ โดยไม่ต้องฆ่ากันกลางถนนทุกๆ บ่อยต่างหาก

(จะว่าไปการมองความขัดแย้งเป็นธรรมชาติไม่ใช่เรื่องง่าย สำหรับคนไทย เพราะมันล่วงละเมิดทิฐิหยั่งลึกของความเป็นไทย แบบราชการที่ว่ารัฐกับสังคมเหมือนองคาพยพของร่างกาย : ทุกส่วนทุกคนเหมือนอวัยวะ ซึ่งมีหน้าที่เฉพาะตามธรรมชาติของมัน ใครมีหน้าที่ตามธรรมชาติอะไรก็ทำๆ ไป แล้วบ้านเมืองส่วนรวมหรือร่างกายก็จะดีเอง

 

อย่าไปทะลึ่งทำนอกหน้าที่ หัวมีไว้คิด ตีนมีไว้เดิน ปากมีไว้สั่ง จะเอาตีนมาคิดชี้นำแทนหัวได้อย่างไร มันผิดหน้าที่ตามธรรมชาติ

 

นักศึกษาจึงมีหน้าที่เรียน ชาวนามีหน้าที่ปลูกข้าว กรรมกรมีหน้าที่เข้ากะโรงงาน ไม่ใช่ประท้วงเดินขบวนปิดถนนก่อม็อบวุ่นวาย ความขัดแย้งระหว่างอวัยวะในร่างกายจึงไม่ควรมี หากต้องทำหน้าที่ประสานสอดคล้องกัน

 

ไม่อย่างนั้นเวลาก้าวเดิน ตีนข้างซ้ายดันมาเตะตัดตีนข้างขวาก็แย่ เดินไปไม่เป็นเท่านั้นเอง ฯลฯ ความคิดน่ารักเรียบร้อยแบบนี้ อยู่กับราชการไทยมาตั้งแต่สมัยจอมพลสฤษดิ์เป็นอย่างช้าแล้ว)

2) ปฏิเสธเป้าหมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง

เป้า หมายสุดขั้วสุดโต่งทางการเมือง (เช่น สงครามครั้งสุดท้าย, กวาดล้างทุจริตคอร์รัปชั่นให้หมดไปจากแผ่นดินแบบม้วนเดียวจบ, ขอนายกฯพระราชทาน, ระบอบแต่งตั้ง 70 เลือกตั้ง 30, ระบอบที่ไม่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฯลฯ) แม้จะแหลมคมชัดเจน และสะใจมวลชนโดยเฉพาะ เวลาขึ้นไฮด์ปาร์กบนเวที (ซึ่งก็คือ การถือไมค์ประกาศความคิดเห็นของตัวดังสนั่นลั่นถนนอยู่ข้างเดียวโดยไม่มีใคร เถียงได้ นานๆ เข้าก็ชักเคลิ้มว่านั่นคือสัจธรรมนี่หว่า…..)

แต่ การเมืองสุดโต่งขัดฝืนโครงสร้างอำนาจ, โครงสร้างความรู้สึก, พื้นฐานทางประวัติศาสตร์และดุลกำลังที่เป็นจริงของสังคมการเมืองเกินไป

 

ผลที่จะค่อยปรากฏก็คือ โดดเดี่ยวตัวเอง ไล่มิตร เพิ่มศัตรู เมื่อทำไม่ได้จริงเพราะเป้าไกลเกินไป มวลชนอกหักผิดหวังในราคาคุย ชักท้อแท้เสื่อมถอย แกนนำก็กลับยิ่งดื้อรั้นก้าวร้าวรุนแรงไปไกลสุดโต่งขึ้นกว่าเก่า ด้วยเชื่ออย่างสิ้นสงสัยในความถูกต้องโดยปราศจากเงื่อนไขของตัว (และความผิดพลาดอันเลวร้ายต่ำทรามของผู้เห็นต่างจากตัว มองคนอื่นว่าเห็นต่างจากตัวเองเฉยๆ ไม่ได้ มึงต้องเลวด้วย เพราะถ้ามึงไม่เลว แล้วกูจะดีไปได้ยังไง วะ, แหะๆ)

การ เมืองแบบสุดโต่งกลายเป็นเรื่องของการทำลายล้างสิ่งดีงามอื่นๆ ทั้งหมดลงไปในนามของสิ่งดีงามอย่างเดียวที่ตัวเองเชื่อ โดยที่สุดท้ายสิ่งดีงามที่ตัวเองอวดอ้างก็ไม่ได้มาจริง, ชัยชนะใดที่ได้มาแม้ฮึกเหิม แต่ก็แห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา เพราะคับแคบด้านเดียวขัดฝืนความเป็นจริง และก็ไม่ยั่งยืนอยู่เพียงชั่วครู่ชั่วคราว แล้วก็หดฝ่อไป เปิดทางให้ชีวิตอันหลากหลายดำเนินสืบต่อ

3) วิธีการสำคัญกว่าเป้าหมาย

พึง ตระหนักว่าวิธีการก็คือ เป้าหมายที่กำลังอยู่ในกระบวนการคลี่คลายปรากฏเป็นจริง (The means is the end in the process of becoming.)

หากในนามของเป้าหมายที่ถูกต้องดี งาม (เช่น ประชาธิปไตย, ปราบคอร์รัปชั่น, ปราบยา เสพติด) แต่ใช้วิธีการที่ผิดหรือเลวทรามต่ำช้าอย่างไรก็ได้ไม่เลือก (เช่น รัฐประหาร, สองมาตรฐาน, ฆ่าตัดตอน) ผลลัพธ์บั้นปลายไม่มีทางจะออกมาดีงามตามเป้าหมายที่คาดหวังได้

ปลูก เมล็ดพันธุ์ใดก็ย่อมได้ผลตามนั้น พระพุทธเจ้าบอกไว้แล้วตั้งแต่ 2500 กว่าปีก่อน ถ้าไม่เชื่อก็เบิ่งตาดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับบ้านเมืองของวิธีการเฮงซวย สารพัดที่ใช้ๆ กันมาอย่างสิ้นคิดในหลายปีหลังนี้เถิดว่าได้อะไรมาบ้าง? เสียอะไรไปบ้าง? และเหลืออะไรอยู่บ้าง?

4) เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน โดยเฉพาะฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง

 

เป็นเรื่องที่พอเข้าใจได้ ถึงแม้อาจไม่เห็นด้วย ว่าทำไมบุคคลจึงมีความเห็นทางการเมืองแตกต่างรุนแรงแบบหนึ่งๆ แต่มันเป็นเรื่องเหลือวิสัยที่จะเข้าใจและไม่อาจเห็นด้วยได้ว่า ทำไมจึงต้องเกลียดชังเคียดแค้นดูหมิ่นเหยียดหยามคนที่เห็นแตกต่างจากตัว ราวกับเขาเป็นสัตว์เดรัจฉาน ไม่ใช่ผู้ ใช่คน ไม่อาจมองเห็นและนับถือว่าเขาก็เป็นคนที่คิดเองเป็น และมีเหตุมีผลเช่นกัน

วัฒนธรรม การถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์ตั้งอยู่ในหมู่คนด้วยกันที่ถือเป็นสัตว์ประเสริฐ หรืออารยชนที่เสวนา และเปลี่ยนแปลงความคิดซึ่งกันและกันได้ด้วยเหตุผลน่าเสียดายที่หลายปีหลัง นี้วัฒนธรรมดังกล่าวเสื่อมถอยลงมาก และถูกแทนที่ด้วยวัฒนธรรมสร้างเสริมพอกพูนความเกลียดชังในหมู่มวลชน ความอนารยะป่าเถื่อนค่อยแพร่ลามจากเว็บบอร์ด เว็บไซต์ วิทยุทีวีไปสู่เวทีชุมนุมและจลาจลบนท้องถนน

อหิงสาและสันติวิธีจึงมี ไว้ใช้สำหรับมวลชนพวกเดียวกัน แต่ขีดเส้นแบ่งคั่นไม่เผื่อแผ่ไปถึง ฝ่ายตรงข้ามและคนนอกหากเป็นพวกนั้นถึงล้มหายตายจากไปบ้าง ก็ช่างหัวมัน ไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อะไรด้วย

เท่ากับปล่อยให้เส้นแบ่งข้างแบ่งสี แบ่งฝ่ายกลายเป็นเส้นขีดคั่นความเป็นคนและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นคนของตน ไป ทั้งในระดับขบวนการและมวลชนแต่ละคน

ถ้าไม่ลบเส้นแบ่งนั้น ทิ้ง ทำใจให้กว้าง มองเห็นความเป็นคนและเคารพศักดิ์ศรีของฝ่ายตรงข้าม แล้วขอโทษ ก็คงยากที่การเมืองมวลชนจะเป็นแบบศิวิไลซ์

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“สมยศ เชื้อไทย” ทุกก้าวย่าง อย่างครูกฎหมาย ปรมาจารย์ เขาสอนหนังสือกันอย่างไร ?

อ.สมยศ….เป็นตัวอย่างครูที่ผมอยากเอาอย่างครับ…แม้โดยความรู้ ความสามารถคงต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่โดยความตั้งใจที่จะถ่ายทอดวิธีคิดให้ลูกศิษย์ผมก็เต็มที่ครับ ขอคาราวะครูนอกห้องเรียนด้วยคนครับ …………………………………………………………………………………………………………….   จุลสารสมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เล่มล่าสุด  นำเสนอบทความเรื่อง “ทุกก้าวย่าง อย่างครูกฎหมาย” เพื่อเป็นอนุสรณ์และเป็นเครื่องแสดงคารวะในความรู้และคุณธรรมของครูกฎหมาย ชื่อ “สมยศ เชื้อไทย”  อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ผ่านอายุครบ 5 รอบ   อาจารย์สมยศ มีหลักคิดในการใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย นั่นคือ การให้คือความสุข  ตะวันตกทำให้เรากลวงในศีลธรรม แต่ตะวันออกทำให้จิตใจเราเจริญงอกงาม   “มติชนออนไลน์” นำเสนอเรื่องราวของ ครูกฎหมายที่ชื่อ สมยศ เชื้อไทย ซึ่งเราเชื่อว่า ครูพันธุ์นี้ใกล้สูญพันธุ์ เข้าไปทุกที


สอนวิธีคิด

ผมเป็นอาจารย์มาตั้งแต่ปี 2517 เริ่มต้นก็เป็นอาจารย์ติวก่อน แต่วิชาที่ผมชอบสอนมากที่สุด คือ วิชานิติปรัชญา ผมจะใส่หลักธรรมะเข้าไปด้วย ในช่วงหลังผมพยายามใช้วิธีบรรยายให้น้อยลง แต่จะใช้วิธีถามคำถาม และกระตุ้นให้นักศึกษาคิดและตอบ อีกวิชาหนึ่งที่สำคัญคือ วิชาแพ่งหลักทั่วไป เป็นวิชาแรกที่ต้องสอนเด็ก ที่ไม่เคยเรียนกฏหมายให้รู้จักกฏหมาย ทำความเข้าใจกฏหมายซึ่งสำคัญมาก ผู้สอนต้องมีประสบการณ์การสอนสูงจึงจะทำให้นักศึกษาที่เข้ามาใหม่สามารถ เริ่มต้นการศึกษาวิชากฏหมายได้ดี
ในตอนที่ผมสอนนักศึกษาอาจจะไม่สามารถเข้าใจได้ทั้งหมด เพราะยังใหม่อยู่ แต่ผมจะสอนวิธีคิดไว้ให้คิดอย่างเป็นระบบ ซึ่งผลพวงจะมาปรากฏให้เห็นที่วิชานิติปรัชญาว่า นักศึกษามีวิธีคิดหรือไม่ บางครั้งพอไปเจอศิษย์เก่าได้คุยไม่เท่าไหร่ จะรู้ทันทีว่าจบจากธรรมศาสตร์ เพราะมีวิธีคิดที่แสดงให้เห็นเช่นนั้น ที่ธรรมศาสตร์เราสอนแบบสำนักคิด มีวิธีคิด มีหลักในการคิด จากประสบการณ์ในการสอนทำให้ผมเข้าใจว่า บางครั้งนักศึกษาที่ไม่เข้าใจในวิชาที่สอนทั้งๆที่เข้าเรียน อาจเป็นเรื่องของวิธีคิด ซึ่งการแก้ปัญหาเราจะต้องปรับวิธีคิด วิธีเรียนของนักศึกษาเสียก่อน
เช่น ในวิชานิติปรัชญา ถ้านักศึกษามีวิธีคิดแบบนิติศาสตร์โดยแท้ก็จะไม่เข้าใจในวิชานี้ เดี๋ยวนี้ผมให้ความสำคัญกับการสอนวิธีคิดให้นักศึกษามากขึ้น ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจ ผมจะเรียกมานั่งคุยสองคนว่าไม่เข้าใจตรงไหน ต้องทำให้เข้าใจ ยิ่งไม่เข้าใจยิ่งท้าทาย ถ้านักศึกษาไม่เข้าใจ แล้วมาถาม ผมจะถามกลับไปว่า เรื่องนี้คุณคิดอย่างไร คุณต้องเริ่มคิดของคุณก่อน ผมจึงจะแนะวิธีคิดให้ เหมือนไปที่ไหนแล้วเค้าปิดประตูอยู่ แล้วเดินกลับเลน ก็จะเข้าไปในห้องหรือสถานที่นั้นไม่ได้ คุณก็ต้องพยายามผลักหน่อยดันเอาหน่อย ถ้าไม่ล็อก ประตูจะค่อยๆเปิดเอง ผมจะสอนให้เค้าคิดและพยายาม เสี้ยวหนึ่งก็ยังดี แต่อย่าตอบว่าไม่ทราบ ผมชื่นชมเสมอถ้าคุณพยายามตอบ เพราะนั่นคือประตูที่จะนำไปสู่ความเข้าใจ  


ความสงสัยคือ ความโง่  

สมัยก่อนผมคิดว่า “ความสงสัยคือความโง่” แต่ตอนนี้กลับคิดใหม่ “ถ้าสงสัยต้องดีใจเพราะเป็นความรู้” โดยเน้นแบบโสคราติส (Socrates) ที่ว่า “ความสงสัยคือความรู้”

ผมไม่ชอบสีน้ำตาล

ตลอดชีวิตการเป็นครู ผมตรวจข้อสอบมาเป็นหมื่นๆข้อแล้ว แต่ก่อนอาจารย์มีน้อย อาจารย์ต้องสอนและตรวจข้อสอบเยอะมาก บางภาคเรียน ผมเคยตรวจเป็นพันๆข้อ ผมสนใจตรวจข้อสอบ เพราะถือเป็นการประเมินการสอนของเรา ทำให้ทราบว่าในประเด็นไหนที่อธิบาย ไม่ชัดเจนหรือนักศึกษาเข้าใจไปอีกอย่าง ซึ่งเราต้องอธิบายให้ชัดขึ้น ขยายความให้มากขึ้น การตรวจข้อสอบจึงช่วยให้ผมพัฒนาการสอนได้ดีขึ้น แต่ก็มีบ้างที่รู้สึกว่ามันมากเกินไป ในบางครั้งพอผมเห็นซองสีน้ำตาล ผมแทบไม่อยากจะทำอะไร แต่ตอนหลังผมได้หลักธรรมะจากท่านอาจารย์พุทธทาสว่า ให้ถือว่า การทำงานของเราคือการปฏิบัติธรรม
ตอนนี้พอผมได้ข้อสอบ    ผมจะคิดว่าเราได้ปฎิบัติธรรมแล้ว เราได้ทำสมาธิ พอเริ่มตรวจข้อสอบผมจะหยุดทุกอย่าง ปิดโทรศัพท์ นั่งลง ตรวจข้อสอบอย่างต่อเนื่องอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง ในบางครั้งก็ปวดตา ปวดหลัง แต่ก็รู้สึก ไม่รู้เบื่อเหมือนสมัยก่อน สำหรับเทคนิคในการตรวจข้อสอบ ผมจะใช้วิธีสุ่มอ่านคำตอบก่อน เพื่อกำหนดเกณฑ์การให้คะแนน จากนั้นจึงจะเริ่มลงมือตรวจ ในการตรวจข้อสอบจะใช้วิธีตรวจทีละข้อ เพราะสามารถทำให้ตรวจข้อสอบได้เร็ว ถ้าตอบถูกจะตรวจเร็ว แต่ถ้าตอบผิดหรือก้ำกึ่งจะช้า คำตอบประเภทนี้ผมจะดึงออกมาก่อน เพราะจะทำให้ความเร็วในการตรวจลดลง
ส่วนเกณฑ์การให้คะแนนของผมจะให้ทฤษฏีดอกบัว ผมจะปัดคะแนนให้กับนักศึกษาที่ได้ 59 คะแนน เพราะผมเห็นว่านักศึกษาที่ได้ 59 คะแนน กับนักศึกษาที่ได้ 60 คะแนน ไม่ได้ต่างกัน นักศึกษากลุ่มนี้เหมือนกับบัวที่จะบานในวันรุ่งขึ้น ส่วนนักศึกษาที่ได้ 58 หรือ 57 คะแนน ผมจะพิจารณาจากคะแนนที่ได้รายข้อ ถ้าตอบได้ในเกณฑ์ 14 หรือ 15 คะแนน และมีบางข้อพลาดไปได้ 8 หรือ 9 คะแนน ก็อาจจะบวกคะแนนเพิ่มให้จาก 14 คะแนน เป็น 15 คะแนน สองหรือสามข้อไม่มีปัญหา
นักศึกษากลุ่มนี้เหมือนดอกบัวที่จะบานในวันต่อๆมา สำหรับวิชาที่ตรวจข้อสอบยาก คือ วิชานิติปรัชญา เพราะเป็นวิชาที่ฝึกให้นักศึกษาคิดได้ คิดเป็น และมีวิธีคิด การให้คะแนนจะต้องพิจารณาจากการจัดระเบียบความคิดของนักศึกษา ถ้าสามารถจัดระเบียบความคิดได้ก็ใช้ได้ ในส่วนของนักศึกษาที่สอบตกก็จะมาขอคำแนะนำในการตอบข้อสอบ ซึ่งผมก็ได้ให้คำแนะนำไป

แต่ที่มีปัญหาคือ นักศึกษาที่ตกวิชาเดียวหลายครั้ง เรียกว่า “พวกโรควิชาเดียว” นักศึกษากลุ่มนี้จะเบื่อการอ่านเพราะต้องอ่านซ้ำเก่าและคิดว่ารู้แล้ว จึงไม่ค่อยอ่าน หรืออ่านอย่างไม่ถี่ถ้วน ตอบข้อสอบก็ตอบแบบเดิมๆ ก็ตกเหมือนเดิม เพราะว่าไม่รู้ ว่าผิดตรงไหน และมักตื่นเต้นในการทำข้อสอบ ในการแก้ปัญหา จึงให้นักศึกษาตอบข้อสอบมาให้ผมตรวจ เพื่อจะแนะนำการตอบข้อสอบให้ถูกต้อง


ครูต้นแบบ
ใน สมัยผมเป็นนักศึกษา อาจารย์ที่มาสอนก็เป็นปรมาจารย์ทั้งนั้น หลายๆท่านก็จะมีวิธีการสอนที่แตกต่างออกไป ผมก็เอามาจากหลายๆท่าน อย่างท่านอาจารย์พจน์ บุษปาคม ท่านสอนละเมิด ท่านจะสอนจากกรณีศึกษา (Case) ให้เรารู้จักคิดว่ากรณีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับหลักกฏหมายอะไรบ้าง ท่านอาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ท่านจะเน้นในเรื่องของคุณธรรม การคิดกฏหมายอย่างละเอียดลึกซึ่ง ก็เรียนรู้จากท่านอาจารย์จิตติ ติงศภัทิย์ และวิชานับนิ้วผมก็เอามาจากท่านอาจารย์หยุด แสงอุทัย ซึ่งท่านใช้สอนในวิชากฏหมายอาญา ผมก็เอาใช้กับการสอนในวิชากฏหมายแพ่ง ซึ่งวิธีคิดแบบนี้ ทำให้การคิดของเราเป็นจังหวะเป็นระบบ ส่วนความคิดเชิง Concept ก็ได้จาก ท่านอาจารย์ปรีดี เกษมทรัพย์ รวมทั้งวิธีคิดในเชิงทฤษฎีกฏหมายก็เรียนรู้มาจาก ท่านอาจารย์ปรีดี เป็นส่วนใหญ่ และเริ่มรู้สึกเป็นนักวิชาการก็มาจากท่าน และสำนึกในบุญคุณของท่านอาจารย์มาจนถึงปัจจุบันนี้
ก่อนที่ผมจะไปสอน ผมจะเตรียมการสอนทุกครั้ง อย่างน้อยที่สุด 15 นาที ผมจะทำสมาธิ วันหนึ่งต้องสอนหลายวิชา ทำอย่างไรจะพูดเรื่องที่สอนให้ดีขึ้นๆ งานสอนทำให้เราไม่หยุดคิด คิดได้ลึกขึ้น คนนั่งรอเรา เป็นร้อย ต้องใส่ใจ ผมจะบอกอาจารย์รุ่นน้องเสมอว่า เราเป็นมืออาชีพ อย่าทำแบบไม่ได้เตรียม ……………………………………………………………


ชีวิตของคนธรรมดาๆ ชีวิตของ “ครู” คนหนึ่ง


จากการที่มีพ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน ทำให้อ่านวารสารผู้ใหญ่บ้าน ทำให้ได้อ่านวารสารผู้ใหญ่บ้านจนเกิดความชอบในตัวบทกฏหมาย ความประทับใจในการทำหน้าที่ของพ่อที่ใช้กฏหมายในการแก้ปัญหาให้ลูกบ้าน และค่านิยมของคนใต้ที่มีต่อวิชาชีพกฏหมาย สิ่งเหล่านี้ได้ทำให้อาจารย์สมยศเกิดความชอบและต้องการที่จะมาเรียนกฏหมาย ที่ธรรมศาสตร์ ประกอบกับได้ช่วยครูสอนหนังสือตั้งแต่เด็ก และการเป็นติวเตอร์ให้กับเพื่อนๆที่ทำกิจกรรมร่วมกันที่ธรรมศาสตร์ ก็เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้อาจารย์สมยศ ได้ก้าวมาสู่ชีวิตการเป็นครู เส้นทางชีวิตที่ดูธรรมดาๆ เป็นเหตุเป็นผลเช่นนี้ กลับสะท้อนให้เห็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา อาจจะหาพบได้ยากในสังคมปัจจุบัน ที่ผู้คนมุ่งตรงไปยังผลที่จะได้รับมากกว่าเหตุและผล การเรียนกฏหมาย ในปัจจุบันจึงอาจไม่ใช่การเรียนเพราะความชอบหรือความต้องการนำความรู้ทาง กฏหมายไปใช้ให้เกิดประโยชน์แก่สังคม (ที่ไม่เหมือนในอดีต) ซึ่งอาจเป้นโอกาสที่นำไปสู่ตำแหน่งสำคัญ สถานะทางสังคม และค่าตอบแทนที่สูงกว่าอาชีพอื่นๆ ชีวิตธรรมดาๆของอาจารย์สมยศ จึงอาจถือเป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตที่มีเป้าหมายและมีความมุ่งมั่น ที่จะทำในสิ่งที่ตนเองชื่นชอบ โดยมิได้มุ่งหวัง เพียงผลประโยชน์ที่ตนจะได้รับ และเมื่อชีวิตได้ก้าวสู่การเป็นครู อาจารย์สมยศ ก็เป็นผู้ที่มีความตั้งใจ ที่จะพัฒนาการสอนของตนเองอยู่เสมอ
โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ ต้องการให้ลูกศิษย์สามารถเรียนรู้ และเข้าใจในวิชาที่สอนได้อย่างถี่ถ้วน และที่สำคัญอาจารย์สมยศยังได้สอนความเป็นคนให้เกิดขึ้นในจิตใจของลูกศิษย์ สอนให้มองเห็นความทุกข์ของผู้อื่น สอนให้รู้จักการให้ โดยเฉพาะนักกฏหมาย จะต้องใช้ความรู้ทางกฏหมายให้เป็นประโยชน์แก่คนในสังคม ชีวิตของอาจารย์สมยศ เป็นตัวอย่างของการใช้ชีวิตธรรมดาและเรียบง่ายและเป็นตัวอย่างของครูที่ทำ หน้าที่ความเป็นครูได้อย่างสมบูรณ์

 

ป้ายกำกับ: , ,

จากไพร่ฟ้าสู่ความเป็นพลเมือง (From Subjects to Citizenship)

อภิชาต สถิตนิรามัย คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง เรียกคนเสื้อแดงว่าเป็น “คนยากจน หรือคนที่เข้าไม่ถึงข้อมูลข่าวสารเพียงพอ” [1] ส่วน ส.ส.แห่งพรรคประชาธิปัตย์ผู้หนึ่งพูดถึงเสื้อแดงอีสานว่า เป็นได้แค่คนรับใช้และเด็กปั๊ม แปลไทยเป็นไทยได้ว่า คน เสื้อแดงในทัศนะของทั้งสอง คือคนต่างจังหวัดต่ำชั้น ซึ่งถ้าไม่เป็นคนจนก็เป็นคนโง่ หากแปลเป็นภาษาแห่งการดูแคลน การชุมนุมของคนเสื้อแดงก็คือ “ม็อบเติมเงิน” กล่าวได้ว่ามุมมองต่อ “ชาวบ้าน” เช่นนี้เป็นมุมมองมาตรฐานของชนชั้นกลางชาวเมือง พูดอีกอย่าง คนชั้นกลางในเมืองใหญ่ยังคงมองชนบทในแบบ “โง่-จน-เจ็บ” ผู้ไม่มีสำนึกทางการเมืองเป็นของตนเอง อันเป็นภาพซึ่งถูกแช่แข็งมาหลายสิบปีแล้ว

ทัศนะแบบ “โง่-จน-เจ็บ” กลายเป็นสมมุติฐานสำคัญในการสร้าง “ทฤษฎี” สองนัคราประชาธิปไตยอันโด่งดังของเอนก เหล่าธรรมทัศน์ในปี 2537 ซึ่งมีข้อสรุปว่า คนชนบทเป็นแค่ฐานเสียง แต่ไม่ใช่ฐานนโยบาย [2] ในขณะที่คนเมืองเป็นฐานนโยบายของนักการเมือง และจากจำนวนที่มากกว่ามากของคนชนบท เขาจึงเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาล (ฐานเสียง) ส่วนคนเมือง (ฐานนโยบาย) เป็นผู้ล้มรัฐบาลผ่านสื่อ หรือการประท้วง ข้อสรุปนี้สร้างจากข้อสมมุติว่า เนื่องจากคนชนบทเป็นคน “โง่-จน-เจ็บ” การออกเสียงเลือกตั้งจึงไม่ได้คิดแบบ “เสรีชน” เช่นคนเมือง แต่เป็นเรื่องของผู้น้อย “ที่ใช้การลงคะแนนเสียงเป็นการเลือกว่าจะเชื่อมโยงตนเองและชุมชนเข้ากับเจ้า นายหรือสายอุปภัมภ์สายใด” [3] ดังนั้นชนบทจึงเป็นแค่ฐานเสียงไม่ใช่ฐานนโยบาย

สาเหตุที่ชนบทในทัศนะของเอนกอยู่ภายใต้การอุปภัมภ์เกิดจากการที่ชนบทถูก ทอดทิ้งจากรัฐ ปล่อยให้ภาคชนบทอันเท่ากับภาคเกษตรกรรมซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าเมืองมากล้าหลัง และมีพลังการผลิตต่ำ ดังนั้นจึงยากจน พึ่งตัวเองไม่ได้ และต้องเข้าสังกัดสายอุปภัมภ์ใดสายหนึ่ง โดยแลกคะแนนเสียงกับเงินหรือความช่วยเหลืออื่นๆ ทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง หรือหลังการเลือกตั้งจากนักการเมือง

มุมมองของเอนกข้างต้น สร้างขึ้นจากภาพชนบทในทศวรรษ 2523 เช่นเดียวกับนักวิชาการอื่นๆ ที่ศึกษาเรื่องเจ้าพ่อและการซื้อเสียงในชนบท เราอาจยอมรับได้ว่า ทัศนะข้างต้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงของชนบทในทศวรรษนั้น แต่ตลกร้ายก็คือ ในขณะที่เอนกเขียน “สองนัครา” ในปี 2537 นั้น ชนบทกลับกำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อย่างรวดเร็ว ซึ่งนักวิชาการทั้งหมดมองไม่เห็น ในช่วงนั้น แรงเหวี่ยงของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ทำให้นักวิชาการพุ่งความสนใจไปสู่การศึกษาบทบาททางการเมืองของชนชั้นกลาง การศึกษาชนบทเองกลับถูกละเลยจากนักวิชาการทั้งหลาย

ทศวรรษ 2523 เป็นช่วงที่การประนีประนอมระหว่างชนชั้นนำทางอำนาจเริ่มลงตัว กลายเป็นระบอบ ประชาธิปไตยครึ่งใบอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งนิธิเห็นว่าเป็น “ระบอบ เลือกตั้งที่มีการกำกับโดยกองทัพร่วมกับชนชั้นนำตามจารีต เข้ามาร่วมกำหนดการจัดตั้งรัฐบาลโดยลับๆ หรือโดยเปิดเผย คือก่อรัฐประหารยึดอำนาจ ตั้งรัฐบาลชั่วคราวแล้วจัดการเลือกตั้งใหม่” การเลือกตั้งระดับชาติ [4] จึงเกิดขึ้นค่อนข้างสม่ำเสมอ ความ สม่ำเสมอนี้จึงทำให้ผู้ที่ต้องการเข้าสู่สนามเลือกตั้งทั้งหลาย คุ้มค่าที่จะสร้างสายอุปภัมภ์ ซึ่งเป็นความสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยนในหลายมิติและในระยะยาวขึ้นเพื่อเชื่อม ต่อกับผู้มีสิทธิลงคะแนน ในอีกทางหนึ่ง ชาวชนบทก็ตระหนักดีว่า คะแนนเสียงของตนไม่สามารถแปรเปลี่ยนเป็นนโยบายระดับมหภาคที่ “กินได้” ดังเช่นที่เกิดขึ้นครั้งแรกหลัง พ.ศ.2544 มันจึงสมเหตุสมผลมากที่เขาจะยอมแลกคะแนนเสียงของตัวเองกับ โครงการพัฒนาระดับท้องถิ่นที่ ส.ส.ดึงมาลงเขตเลือกตั้งของตัวในช่วงระหว่างการเลือกตั้ง และเงินสดๆ ในช่วงการหาเสียง

สิบปีหลังจากกำเนิดของ “สองนัครา” อัมมาร สยามวาลาได้ทบทวนอดีตและมองอนาคตของภาคเกษตร แล้วสรุปว่า ชนบทไทย “จะ มีฐานะความเป็นอยู่ที่ค่อยๆ ดีขึ้น สมการที่เป็นสมมติฐานหลักของการเมืองไทยคือ ชนบท = เกษตรกรรม = ความยากจน น่าจะเป็นจริงน้อยลง อย่างน้อยก็ในส่วนที่ระบุว่าเป็นชนบทหรือเกษตรกรแล้วต้องยากจน” [5] เนื่องจากตั้งแต่ทศวรรษ 2533 เป็นต้นมานั้น แรงงาน (หนุ่มสาวอายุ 15-34 ปี) จากภาคเกษตรและชนบทไหลออกในอัตราเร่งในช่วง             2532-2541       สู่เมือง และส่วนใหญ่สู่โรงเรียน เมื่อย้ายออกแล้วหนุ่มสาวจำนวนมากกว่า 3.5 ล้านคนเหล่านี้จะไม่หวนกลับไปทำงานในภาคเกษตรอีก ข้อเท็จจริงนี้ทำให้ภาคเกษตรขาดแคลนแรงงานอย่างหนัก เกษตรกรจึงต้องหันมาใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีทดแทนแรงงานอย่างกว้างขว้าง พร้อมๆ ไปกับการใช้แรงงานรับจ้าง ในทางสังคม กิจกรรมการเกษตรจึงเลิกเป็นกิจกรรมแบบครอบครัว

กล่าวอีกแบบคือ สังคมชนบทไทยเลิกเป็นสังคมชาวนาแล้ว (no longer a peasant society) แต่แตกตัวออกเป็นสองกลุ่มย่อยคือ กลุ่มมืออาชีพหรือเกษตรพาณิชย์ และกลุ่มดั้งเดิมหรือเกษตรพอเพียง โดยกลุ่มแรกจะมีอายุน้อยกว่า ใช้เทคนิคการผลิตสมัยใหม่ เข้าใจและรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ และขนาดของไร่นามีแนวโน้มที่จะใหญ่ขึ้นด้วย เนื่องจากเขาก้าวข้ามข้อจำกัดของแรงงานครอบครัวด้วยเครื่องจักรและลูกจ้าง พวกมืออาชีพจะมีรายได้สูงกว่าระดับเฉลี่ยของเกษตรกรในปัจจุบันมาก และจะกลายเป็นกลุ่มหลักของภาคเกษตร ส่วนกลุ่มที่สองนั้น จะเป็นคนสูงอายุที่ลูกหลานย้ายออกไปแล้ว อาศัยเงินส่งกลับของลูกหลานจากนอกภาคการเกษตร ส่วนตัวเองก็ทำการเกษตรแบบพอยังชีพ และจะมีความสำคัญน้อยลงเรื่อยๆ

นอกจากนี้ การแยกตัวของภาคเกษตรออกจากสังคมชาวนายังแสดงออกด้วยความหลากหลายของอาชีพ ใหม่ๆ ในชนบท เช่นรับเหมาก่อสร้าง ตัดผม เสริมสวย ค้าปลีก ขายอาหารสำเร็จรูป ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์หรือเครื่องจักรกลการเกษตร ซึ่งในอดีตไม่สามารถมีได้เพราะอุปสงค์ไม่เพียงพอ ดังนั้น ไม่เพียงแต่สัดส่วนของเกษตรกรจะลดลงเมื่อเทียบกับประชากรไทยทั้งหมดเท่านั้น แต่ลดลงเมื่อเทียบกับประชากรในชนบทเองด้วย

หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต 2553 นี้เองที่ Keyes เสนอบทความ “From Peasant to Cosmopolitan Villagers: Refiguring the ′Rural′ in Northeastern Thailand” ที่ให้ภาพการเปลี่ยนแปลงในรอบห้าสิบปีของหมู่บ้านหนองตื่น อ.เมือง จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งสอดรับกับภาพของอัมมารอย่างมาก

กล่าวคือ Keyes พบว่าในปี 2548 นั้น ไม่มีครอบครัวใดในหมู่บ้านนี้ปลูกข้าวเพื่อขายอีกต่อไป แต่เป็นการปลูกเพื่อบริโภคเองในครอบครัวขยายของตนเพื่อลดความเสี่ยงเท่านั้น [6] ตัวอย่างเช่น ครอบครัวหนึ่งมีพี่น้องสี่คน ชายสองหญิงสอง ลูกชายทั้งสองและสามีของลูกผู้หญิงคนหนึ่งทำงานขับแท็กซี่ในกรุงเทพ ส่วนลูกผู้หญิงคนสุดท้ายยังคงอยู่ในหมู่บ้าน ปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งสี่ครอบครัว โดยใช้เทคนิกการปลูกข้าวแบบใช้ทุนเข้มข้นในทุกขั้นตอนการผลิต [7] ส่วนทั้งสามคนในเมืองก็ส่งเงินกลับไปเป็นทุน และลงแรงไปช่วยทำนาเป็นครั้งคราว ในแง่นี้จึงไม่แปลกที่คนขับแท็กซี่ผู้นี้จะเรียกตัวเองว่าเป็น “ชาวบ้าน” หรือ “ชาวนา” ทั้งๆ ที่รายได้เกือบทั้งหมดของเขามาจากนอกภาคการเกษตร เช่นเดียวกับคนที่หมู่บ้าน

Keyes เสนอต่อไปว่า การอพยพออกจากภาคการเกษตรมาสู่เมืองในช่วงแรก ตามด้วยการไปทำงานต่างประเทศในช่วงหลัง โดยเริ่มจากแรงงานชาย ตามด้วยผู้หญิงในยุคต่อมา สร้างประสบการณ์ทำงานต่างถิ่นให้แก่ชาวบ้าน ประกอบกับการขยายตัวด้านการศึกษาและความแพร่หลายของสื่อสารมวลชน ทั้งหมดนี้ได้ทำให้โลกทัศน์ของ “ชาวบ้าน” เปลี่ยนไปมาก คนชนบททุกวันนี้จึงเป็น “ชาวบ้านผู้รู้โลกกว้าง” (cosmopolitan villagers) ซึ่งห่างไกลยิ่งนักจากภาพชาวบ้าน-ชาวนาแบบเศรษฐกิจพอยังชีพ ซึ่งมีลักษณะ โง่-จน-เจ็บ อย่างที่เป็นในทศวรรษ 2493

จากบทความของอัมมารและ Keyes เราอาจสรุปได้ว่า สังคมชนบทไทยมิได้เป็นสังคมชาวนาอีกต่อไป แม้ว่าเขายังคงเรียกตัวเองว่า ชาวบ้านหรือชาวไร่-ชาวนาเช่นเดิม แต่เราอาจจะสรุปภาพสังคม “หลังชาวนา” ในปัจจุบันได้ว่า เป็นสังคมที่ผู้คนมีวิถีชีวิตทางเศรษฐกิจแบบตลาดอย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการผลิตในภาคเกษตรหรือนอกภาคเกษร คนเหล่านี้มีรายได้สูงขึ้น และมีแหล่งรายได้หลักจากงานนอกภาคเกษตรกรรม เข้าถึงสื่อ เช่นโทรทัศน์และโทรศัพท์มือถืออย่างทั่วถึง ลูกหลานมีการศึกษาสูงขึ้น รวมทั้งมีแบบแผนการบริโภคไม่แตกต่างจากคนเมือง คนกลุ่มนี้คือสิ่งที่นิธิเรียกว่า “ชนชั้นกลางระดับล่าง” หรือ “คนชั้นกลางรุ่นใหม่” [8] แต่คนเหล่านี้ ล้วนขาดหลักประกันความมั่นคงในชีวิต เช่นไม่ได้อยู่ในอาชีพที่ได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายประกันสังคม

ดังนั้น “คนเหล่านี้ต้องการพื้นที่ทางการเมือง เพื่อผลักดันผลประโยชน์ของตนเอง ปัญหาที่เขาเผชิญอยู่เป็นปัญหาทางการเมือง ไม่ใช่การร้องทุกข์ทางเศรษฐกิจ หรือร้องขอการอุปถัมภ์จากรัฐ” [9] ดังที่ช่างเฟอร์นิเจอร์เสื้อแดงหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอดอยสะเก็ด กล่าวว่า “(เมื่อก่อน) พึ่งพานโยบายรัฐน้อย หมดหน้าข้าวก็ต้องปลูกแตง ปลูกอย่างอื่นต่อ วนๆ กันไป ไม่ได้คิดถึงนโยบายของรัฐ คิดว่าต้องช่วยเหลือตัวเองเป็นหลัก เมื่อก่อนยังมีที่ดินทำกินอยู่ แต่พอที่ดินไม่มี เราก็ต้องพึ่งพิงนโยบายรัฐมากขึ้น และรู้สึกว่าการเลือกตั้งสำคัญกับตัวเองมากขึ้น” [10]

ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ก็ตาม ประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งระดับชาติที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับแต่ทศวรรษที่ 2523 และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นหลังปี 2542 ซึ่งกำหนดโดยรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ทำให้โดยปกติแล้วท้องที่หนึ่งๆ จะมีการเลือกตั้งในทุกระดับประมาณ 5-6 ครั้งต่อสี่ปี ไม่ว่ากระบวนการเลือกตั้งจะ “บริสุทธิ์ยุติธรรม” มากน้อยเพียงใดก็ตาม คงกล่าวได้ว่า อุดมการณ์ประชาธิปไตยในแง่มุมที่ว่า ทุกคนมีหนึ่งเสียงเท่าเทียมกันในการแต่งตั้งและถอดถอนผู้ปกครองของตน ได้กลายเป็นสำนึกของชาวบ้านแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2540 และรัฐบาลไทยรักไทยไปแปรเปลี่ยนคะแนนเสียงของชาวบ้านเป็นประชาธิปไตย “ที่กินได้” ขึ้นเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ในปี 2544 ในรูปของนโยบายประชานิยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน การรับจำนำพืชผล ซึ่งสอดรับกับความต้องการของชาวบ้านอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงการเหล่านี้ลดความไม่มั่นคงในชีวิตทางเศรษฐกิจแบบอิงตลาดอย่าง แนบแน่นของเขาลง ในสายตาของชาวบ้าน การรัฐประหาร 2549 จึงเป็นการปลดผู้บริหารที่เขาเป็นผู้แต่งตั้งด้วยวิถีทางที่ไม่ถูกต้อง ในแง่นี้เป้าหมายเริ่มต้นของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงคือการปกป้องประชาธิปไตย ที่กินได้ของเขา

จึงไม่แปลกเลยที่การรัฐประหารครั้งล่าสุด จะไม่สามารถรื้อฟื้นระเบียบทางการเมืองให้เกิดขึ้นได้ดังเช่นการรัฐประหารใน อดีต เนื่องจากชนชั้นกลางรุ่นใหม่ ซึ่งก็คือเสียงส่วนใหญ่ของสังคมในปัจจุบัน เกิดสำนึกใหม่ทางการเมือง เขาเห็นว่าตนเป็นพลเมือง เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนทางอำนาจที่จะกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง เขาไม่ใช่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินอีกต่อไป เขาเรียกร้องต้องการสิทธิ์-เสียงที่เท่าเทียมกับชนชั้นสูง-กลาง การรัฐประหารและความอยุติธรรมทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมาในสายตาของพวก เขาแล้ว จึงเป็นความพยายามของชนชั้นนำที่จะตัดสิทธิ์-ปิดพื้นที่ทางการเมือง และทำให้เขากลับไปเป็นไพร่ฟ้าเช่นเดิม ดังเช่นที่ เสื้อแดงมอเตอร์ไซต์รับจ้างท่านหนึ่ง อธิบายถึงสาเหตุที่ตนออกมาต่อสู้ว่า “ทุก วันนี้พวกผมมองว่ามันไม่มีสิทธิเสรีภาพ อย่างคนในมหาวิทยาลัยมองว่ามีเสรีภาพ เพราะพวกเค้า (ตำรวจ) ไม่อยากไปต่อล้อต่อเถียงด้วย แต่คนอย่างพวกผมไม่มีเสรีภาพ บางทีตำรวจก็มาขอเหล้าลังหนึ่ง ถ้าไม่ให้มันก็มาจับอีก บอกว่าไม่ใส่หมวกกันน็อกบ้าง รองเท้าไม่เรียบร้อยบ้าง ถ้าอย่างอาจารย์มหาลัย ไปขอเหล้าขวดหนึ่ง ตายเลยตำรวจคนนั้น ความเหลื่อมล้ำทางสังคมมันเยอะ ความกดดันของคนจนมันเยอะ พอมีหนทางออกมาต่อสู้ก็ต้องออกมา พอถึงจุดๆหนึ่งโดยยิงตายเยอะ มันเอาจริง ก็หลบก่อน แต่วันหนึ่งลุกฮือก็ไม่แน่”

โดยรวมแล้ว อาจสรุปได้ว่าทัศนะประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงนั้น มีจุดเน้นอยู่ที่อำนาจทางการเมืองสูงสุดต้องเป็นของประชาชน ต้องมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก ต้องมีสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนชั้นนำต้องเคารพผลการเลือกตั้ง ต้องไม่แทรกแซงการเมืองผ่านใช้อำนาจนอกระบบ ดังที่ชาวบ้านเสื้อแดงอีกผู้หนึ่งนิยามประชาธิปไตยว่า “ต้อง มาจากประชาชนโดยตรง ตราบใดที่ต้องให้ (ผู้มีอำนาจ) คอยอนุญาต มันก็ไม่เป็นประชาธิปไตย ต้องมีสิทธิในการเลือกผู้นำของเรา ถ้าไม่ดีก็ว่ากันไป ต้องไม่ถูกรัฐประหารไล่คนของเราออก”

ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ภาพชาวบ้านแบบโง่-จน-เจ็บ และตกอยู่ใต้ระบบอุปภัมถ์ของนักการเมือง ซึ่งเป็นภาพมาตรฐานของคนชั้นกลางเก่าในเมือง ดังเช่นที่กล่าวอ้างโดยเจิมศักดิ์ ปิ่นทองข้างต้นนั้น จึงเป็นภาพที่ฉายขึ้นเพื่อที่จะปฎิเสธความเป็นพลเมืองของคนเสื้อแดง เราต้องพยายามเขาใจว่า ณ ขณะนี้เขาไม่ได้ร้องขอความจุนเจือแบบสังคมสงเคราะห์จากชนชั้นนำ แต่เขาต่อสู้เพื่อหาความเท่าเทียมทางการเมือง เพื่อสิทธิ์-เสียงที่เท่าเทียม เพื่อเป็นกลไกที่จะแก้ไขโครงสร้างสังคม-เศรษฐกิจอยุติธรรมที่เขาพบเจอมาตลอด ชีวิตต่างหาก ในแง่นี้ความพยายามที่จะปฎิรูปความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ หากยังไม่ยอมรับความเท่าเทียมของความเป็นพลเมืองของชาวบ้าน จึงยากที่จะสำเร็จโดยพื้นฐาน

อ้างอิง

  1. อ้างใน Keyes, C. “From Peasant to Cosmopolitan Villagers: Refiguring the ′Rural′ in Northeastern Thailand” บทความเสนอในการบรรยายพิเศษ จัดโดยโครงการปริญญาเอก ภาควิชามนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ 15 พ.ย. 2553.
  2. เพื่อความเป็นธรรมกับเอนก เขาพูดถึง “จน-เจ็บ” แต่ไม่ได้มองว่าชาวบ้านโง่
  3. เอนก เหล่าธรรมทัศน์ (2538) สองนัคราประชาธิปไตย กรุงเทพ:สำนักพิมพ์มติชน. น. 8
  4. นิธิ เอียวศรีวงศ์ “พื้นที่การเมืองที่ปิดไม่ลง” มติชนออนไลน์, 2010-11-30, 10:51.
  5. อัมมาร สยามวาลา “ชราภาพของภาคเกษตร: อดีตและอนาคตของชนชทไทย” บทความเสนอในที่สัมมนาวิชาการประจำปี 2547 เรื่อง เหลียวหลังแลหน้า: ยี่สิบปีเศรษฐกิจสังคมไทย จัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) วันที่ 27-28 พฤศจิกายน 2547 หน้า 11.
  6. (social insurance) พูดอีกแบบคือ ไม่ว่าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจจะผันผวนอย่างไร ครอบครัวตนอย่างน้อยก็จะมีข้าวกิน
  7. อ้างแล้ว หน้า 15-16
  8. จากการสำรวจขั้นต้น เราพบว่าคนเสื้อแดงแถบนครปฐมมีรายได้เฉลี่ยต่อหัวถึงกว่า 5,000 บาทต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าเส้นความยากจนของสภาพัฒน์มาก
  9. นิธิ อ้างแล้ว
  10. ข้อมูลจากการสนทนากลุ่มในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง จังหวัดเชียงใหม่ ม.ค. 2554

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1305288860&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 15, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

การวางแผนเชิงตรรกะ logical framework

29-31 มีนาคมที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปเป็นวิทยากร workshop เรื่องการเขียนโครงการพัฒนา ให้แก่ สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยใช้เครื่องมือที่รู้จักกันในชื่อ logframe เป็นเครื่องมือช่วยในการ formulate และเขียนโครงการ

ซึ่งผมได้แปล เรียบเรียงเอกสารประกอบการประชุมเพื่อประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม และอาจเป็นประโยชน์แก่ท่านอื่นๆ ที่สนใจ

ผมจึงขอนำ file มา post ไว้ ณ ที่นี่ครับ

เอกสารคู่มือฉบับรวม

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 31, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,