RSS

Tag Archives: บทความ

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม : ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม :ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ[1]

บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานการประเมินผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วม  ((rapid) social impact assessment)[2] ของธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 7-22 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Post-Disaster Need Assessment  (PDNA)[3] ที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ (ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การสำรวจผลกระทบทางสังคมของธนาคารโลก จะดำเนินการหลังน้ำลดแล้ว 3 อาทิตย์ แต่การศึกษาในเมืองไทยครั้งนี้ดำเนินการในช่วงที่บ้างพื้นที่ยังมีน้ำท่วมครั้งและบางพื้นที่น้ำเพิ่งจะลดลงประมาณ 1 อาทิตย์)

การทำประเมินผลกระทบทางสังคมนั้น ดำเนินการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี อุทัยธานีและนครสวรรค์ (ดำเนินการทำ pre-test ที่จังหวัดปราจีนบุรี) โดยเน้นการศึกษาในระดับชุมชน ครอบคลุมทั้งชุมชนเมือง และชนบท จำนวน 12 ชุมชน ใช้แนวทางการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด)  สัมภาษณ์เชิงลึก (indept-interview) กับผู้นำท้องถิ่น ผู้ด้อยโอกาส ผู้หญิง เป็นต้น จำนวน 70 คน และจัดสนทนากลุ่ม (focus group discussion) รวม 30 กลุ่ม โดยครอบคลุมกลุ่มข้าราชการเงินชั้นผู้น้อย  กลุ่มชาวนา กลุ่มผู้นำ และกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (contents analysis) ตามประเด็นที่กำหนดได้แก่

  • Aids distribution and governance
  • Social relation and cohesion
  • Livelihood and Coping Strategies

แต่ในบทความนี้ จะไม่ได้เขียนอธิบายผลของการศึกษาตามประเด็นข้างต้น แต่จะเขียนอธิบายแบบบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตต่างๆ ภายใต้กรอบเนื้อหาตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และระดับกลไกการจัดการ


[1]  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] กรุณาดู แนวทางการสำรวจและเนื้อหาผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วมของประเทศอื่นๆ เช่น ของฟิลิปปินส์ล่าสุด http://pdf.ph/downloads/PDNA/PDNA-Social_Impact_Assessment_FINAL_20100725.pdf

[3] กรุณาดู แนวทางของ PDNA ได้ใน http://recoveryplatform.org/pdna/  โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า DALA (Damage and Lost and Need Assessment) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลความเสียหาย ที่เน้นเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตต่างๆ เป็นหลัก

…………………………………

หากสนใจอ่านต่อ โปรด d/l ที่นี่ ครับ ชุมชน การปรับตัว บทบาทของท้องถิ่นและรัฐในยามภัยพิบัติ (ขนาด file 560 KB)

 
2 ความเห็น

Posted by บน มกราคม 2, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง

โดย ขวัญสรวง อติโพธิ

ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง

เสื้อแดงเหิมเกริมชง 24 มิ.ย.วันชาติ…เสนอ “กก.สมานฉันท์” 7 ปม เลิกยุบพรรค-ไม่ตัดสิทธิหน.-กก.บริหาร…สงครามศาสนา! ครม.ใต้ถกเครียดผวาลามหนัก “ป๊อก”ซัดส.ส.ป้ายสี…

ด่าคนกรุงโง่เง่า “ปลอด”ซัดพวกเลือก ปชป…ตีกลับตั้งสภาปฏิรูปการเมืองให้เพิ่มข้อเสนอ ปัญหาให้ชัด…อ้างชาวบ้านยังรัก”ทักษิณ” “พท.”ฮึกเหิม ชนะขาดเลือกตั้งสกลนคร…

ลองเรียบเรียงถ้อยคำทำนองพาดหัวข่าวเรื่องราวด้านสังคมและการเมืองในบ้านเมืองของเราให้ไหลออกมาเป็นฝูง แล้วถอยออกมาถอนหายใจมองห่างๆ ท่านผู้อ่านคงรู้สึกได้ว่าบ้านนี้เมืองนี้กำลังมีปัญหาเรื่องบรรทัดฐานการถือผิดถือถูกร่วมกัน มิหนำซ้ำยังถูกซ้ำเติมคุกคามด้วยสภาพการอยู่ร่วมกันเป็นสังคมที่เกาะกันไม่ติด แตกแยกกันไปหมด

บ้านเมืองเรากำลังพูดกันไม่รู้เรื่องเห็นพ้องกันไม่เป็น ดูท่าจะเดินเข้าไปหาความแตกแยกและความล้มเหลวของรัฐและการอยู่ร่วมกันในระบอบประชาธิปไตย

ในแง่งานความคิดด้านสังคมและการเมือง ควรหรือไม่ที่จะมาร่วมกันคิดดูสักตั้งว่า ความถูกผิดในสังคมและการยึดโยงอยู่ร่วมกันได้ในสังคมใหญ่นั้นมันคืออะไร มีหลักมีแนวอะไรให้คิดให้ยึดถือ ได้หลักแล้วจึงเอามามองมาจับปัญหาของสังคมเราอีกทีหนึ่ง

ตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่เหล่า

Picture1MARTIN HUERLIMANN (มาร์ติน ฮัวร์ลิมานน์) ตากล้องชาวสวิสเก็บภาพในชีวิต

ประจำวันคนบางกอกไว้มากมายเมื่อห้าสิบกว่าปีมาแล้ว ภาพที่ยกมาเห็นเป็นชุมชนตลาดค้าขายริมคลองทางฝั่งธนฯ มีทางเดินกึ่งระเบียงวิ่งใต้ชายคาหน้าห้องแถวร้านค้า ขณะเดียวกันก็ลดหลั่นเป็นคั่นเป็นบันไดเพื่อเชื่อมโยงติดต่อกับการค้าขายในลำคลอง

ผ่านเลนส์ของฮัวร์ลิมานน์จะเห็นเรือหกเจ็ดลำและคนร่วมสิบสี่คนกำลังดำเนินชีวิตร่วมกัน มีทั้งบนฝั่งและในน้ำ มีทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ต่างค้าขายพูดจาเล็งแลซึ่งกันและกันอย่างมีชีวิตชีวา การสื่อสารและการใช้ภาษากำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้นในบริบทของวิถีชีวิตไทยๆ ในกลุ่มสังคมชุมชนตลาดริมน้ำแห่งนี้

จากมุมมองของ JUERGEN HABERMAS (ยัวร์กเก้น ฮาเบอร์มาส) บรมครูนักคิดชาวเยอรมันอาจระบุได้ว่า คนทั้งกลุ่มนี้กำลังช่วยกันสร้างการรับรู้โลกของสังคม ซึ่งต้องรับรู้ร่วมกันกับผู้อื่น เพราะต้องผ่านภาษาที่เป็นสมบัติร่วมกันของสังคม ต้องผ่านการเรียนรู้การใช้ภาษาในการสื่อสาร ความหมาย ความตั้งใจกับผู้อื่น ต้องการตกลงหรือกระทำร่วมกับผู้อื่น

ในภาพจะเห็นเด็กๆ สี่คนกำลังเข้ามาร่วมวงเป็นส่วนหนึ่งกับกิจกรรมในชีวิตประจำวันตรงนี้ พวกเด็กๆ กำลังซึมซับและเรียนรู้ที่จะเป็นคนไทยและเป็นชาวชุมชนโดยไม่รู้ตัว

ฮาเบอร์มาสฟันธงว่า ชีวิตอย่างที่เห็นในภาพนั้นกำลังแอบสร้างอัตลักษณ์ขึ้นสองส่วน คือ อัตลักษณ์ความเป็นตัวเองซึ่งต่างไปจากคนอื่นกับอัตลักษณ์ร่วม (COLLECTIVE IDENTITY) ซึ่งเหมือนๆ กับคนอื่น กล่าวให้ลึกขึ้นไปอีกก็คือการก่อรูปของอัตลักษณ์บุคคลและอัตลักษณ์กลุ่มนั้นต้องทำโดยผ่านกระบวนการเข้าคลุกคลีจนยอมรับซึ่งกันและกัน (MUTUAL RECOGNITION) ระหว่างสมาชิกภายในกลุ่มพร้อมๆ กับยอมรับความเหมือนๆ กันภายในกลุ่ม

ขยายความตามฮาเบอร์มาส ชาวบ้านในย่านตลาดริมคลองนี้ สมัยนั้นคงจะมีตัวตนกันแตกต่างหลากหลายเป็นที่ยอมรับซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกันต่างก็ถือตนว่าเป็นชาวคลองนี้ เป็นชาวคลองที่ถือว่ามีตัวตนแตกต่างจากคลองบางย่านอื่นๆ

สังคมที่มีภาวะการคล้องจองกันไปกันได้ทั้งตัวตนคนเดี่ยวอันแตกต่างหลากหลายกับตัวตนหมู่เหล่าอย่างนี้ถือเป็นคุณสมบัติทางสังคมอันประเสริฐ มีคุณภาพคือความสามัคคีและความสมานฉันท์อันไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าว ทั้งมีวุฒิภาวะในเชิงประชาธิปไตยที่จะร่วมกันกำหนดอนาคตทั้งของตนเองและของบ้านเมืองร่วมกัน

ต้องเห็นพ้องร่วมกันทั้งตัวบุคคลและกลุ่มสังคม

อัตลักษณ์หรือตัวตนมิได้มีไว้เฉยๆ เพราะตัวตนนี้ในที่สุดก็ต้องเป็นนาย (SUBJECT) ตัวเอง ต้องทำการตัดสินใจหรือมีอัตวินิจฉัย (AUTONOMY) เป็นของตัวด้วย คำถามจึงเกิดขึ้นว่าแล้วการตัดสินใจของกลุ่มบุคคล ไล่ไปตั้งแต่ ชุมชน ท้องถิ่น หรือกระทั่งประเทศชาติเกิดขึ้นได้อย่างไร

สังคมมีทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวตนหมู่ การเป็นนายเหนือการกระทำของตนเอง ด้วยการตัดสินใจใดๆ จึงต้องมีทั้งการตกลงเห็นพ้องกันได้ทั้งตัวตนเดี่ยวและตัวหมู่เหล่าไปพร้อมๆ กัน สภาพเช่นนี้อาจารย์ ธีรยุทธ บุญมี เรียกเป็นคำไทยแกมคำบาลีว่าเป็นกระบวนการอธิการและอธิการภวะร่วม (SUBJECTIVITY-INTERSUBJECTIVITY) ของสมาชิกในสังคม

สภาพที่มีชื่อน่าเวียนหัวนี้แท้จริงมีความสำคัญเพราะจะเป็นเครื่องยืนยันพิสูจน์ถึงความชอบธรรมและจริงแท้ต่างๆ ของการตัดสินใจใดๆ ในสังคม

ยกตัวอย่าง ที่เคยเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือระบอบตัวแทนซึ่งได้ความชอบธรรมมาจากการใช้สิทธิของบุคคล ซึ่งสิทธินี้คล้ายๆ ว่ามีอยู่จริงและมีมาก่อนแล้ว แต่ในสายตาของฮาเบอร์มาส สิทธิไม่ใช่มาจากกฎธรรมชาติหรืออยู่ดีๆ ก็อยู่ติดตัวเป็นของมนุษย์ แต่สิทธิมาจากความจำเป็นในการติดต่อสื่อสารและอยู่ร่วมกันของผู้คนในสังคม เข้าลักษณะเป็นการปฏิบัติการร่วมและความสัมพันธ์ร่วมของบุคคลและกลุ่มสังคมที่ต้องร่วมกันบัญญัติขึ้นมาให้ปรากฏ

มองกันอย่างนี้ การต้องเกิดจากกระบวนการสื่อสารแลกเปลี่ยนหรือวาทกรรมของมนุษย์ บวกกับการต้องเข้าลักษณะเป็นการตกลงร่วมกันได้ทั้งบุคคลและกลุ่มสังคมไปพร้อมกัน คือข้อแม้สำคัญของสภาพการตกลงเห็นพ้องต้องกันในสังคมที่แท้จริง

ข้อแม้ทั้งคู่จะเปลี่ยนภาพประชาธิปไตยที่ถูกยึดตรึงขึงแน่นในระบบตัวแทนในรัฐสภาไปเป็นระบอบการเมืองของการสื่อสาร (DISCURSIVE DEMOCRACY) ที่มีชีวิตชีวาไม่หยุดนิ่ง ความชอบธรรมต่างๆ ก็จะได้มาจากกระบวนการสนทนาสื่อสารแลกเปลี่ยน สิทธิต่างๆ อยู่ดีๆ จะมาเกิดก็ไม่ได้เพราะต้องมีพื้นฐานจากกระบวนการสนทนาสื่อสารและเคลื่อนไหวเห็นพ้องร่วมกันทั้งบุคคลและกลุ่มสังคม แม้กระทั่งกระบวนการทางกฎหมายก็เป็นกระบวนการสื่อสารสนทนา ไม่ใช่เป็นการใช้สิทธิของบุคคลในฐานะเป็นผู้ตรากฎหมายอีกต่อไป

จากหลักการเรื่องอัตลักษณ์และหลักการการเห็นพ้องต้องกันของสังคมที่กล่าวผ่านมาแล้ว ต่อนี้ไปจะขอนำมาใช้วิเคราะห์สภาพบ้านเมืองของเราในปัจจุบัน

การสร้างสมานฉันท์ที่เลื่อนลอย

ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าความสมานฉันท์เป็นคุณภาพที่จะออกมาเองจากสังคมที่มีคุณสมบัติของการมีตัวตนหรืออัตลักษณ์ในสองลักษณะพร้อมๆ กัน คือ การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างซึ่งกันและกันของตัวตนของบรรดาสมาชิกในสังคม ขณะเดียวกันก็มีโอกาสเรียนรู้ร่วมกันและตระหนักยอมรับร่วมกันถึงความเหมือนกันภายในกลุ่มด้วย

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นการมีทั้งอัตลักษณ์เดี่ยวและอัตลักษณ์ร่วมนั้นจะแกล้งมี แกล้งเป็น หรือจงใจจะสร้างขึ้นก็ไม่ได้ ทั้งนี้เพราะต้องเกิดจากโอกาสการมีและใช้ชีวิตคลุกคลีร่วมกันอย่างเป็นธรรมดา เกิดการสื่อสารและรับรู้โลกของสังคมร่วมกันอย่างแท้จริง จนเกิดกระบวนการสร้างปั้นแต่งและยอมรับอัตลักษณ์นั้นขึ้นมาเองในใจ

มองในแง่นี้ปัญหาของการมีตัวตนชาติของเราที่อ่อนแอและแตกแยกอยู่ในทุกวันนี้ จนเกิดความแตกต่างขัดแย้งทั้งในเชิงพื้นที่ เชิงศาสนาและวัฒนธรรม ตลอดจนเชิงการเมืองและผลประโยชน์นั้น ล้วนมีปัญหารากโคนอยู่ที่บรรดาความแตกต่างหลากหลายของชุมชน และของท้องถิ่นไทยของเรานั้นไม่เคยมีวิถีชีวิตธรรมดาที่เปิดโอกาสให้เกิดการสื่อสารพบปะคบหาจนเกิดการรู้จักและยอมรับซึ่งกันและกันว่ามีความแตกต่างระหว่างกันและพบว่ามีความเหมือนร่วมกันในการอยู่ร่วมกันเป็นชาติเป็นประเทศกันเลย

การรวมศูนย์ของรัฐและชาติไทยที่กรุงเทพฯกับทรรศนะและวิธีคิดอำนาจนิยมโดยมองเห็นว่าเป็นบ่อเกิดของความมั่นคงนั้น ในที่สุดกลับจะต้องพบว่าในระยะยาวกลับเป็นต้นเหตุของความไม่มั่นคงไปเสียแล้ว

นี่ยังไม่ได้พูดถึงรูปแบบเศรษฐกิจที่มุ่งทำมาหากินบนความได้เปรียบกับโลกภายนอก และละเลยการสร้างภูมิภาคเศรษฐกิจที่แตกต่างหลากหลายและมีความสามารถในการแข่งขันภายในประเทศ ละเลยการสร้างโอกาสชีวิตที่คนท้องถิ่นจะมีโอกาสเป็นนายของตัวเองได้

ความยากจนทางเศรษฐกิจและความจนยากของโอกาสชีวิตเช่นนี้ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคือโอกาสและอาหารของระบบอุปถัมภ์ที่เข้าครอบงำซ้ำเติมให้สำนึกตัวตนความเป็นชาติไทยร่วมกันย่ำแย่หนักเข้าไปอีก

คณะกรรมการสมานฉันท์ระดับชาติที่กำลังร่วมกันค้นหาประดิษฐ์กลยุทธ์การสร้างความสมานฉันท์ให้กลับคืนมา จึงเป็นคณะบุคคลที่จะน่าสงสารและหลงทางสะเปะสะปะเป็นอย่างมากถ้าไม่ตั้งหลักคิดให้ลึกซึ้งตรงเป้า และรู้กระจ่างในปัญหาสาเหตุรากโคน

ล่าสุดมานี้ทราบข่าวว่ามีสมาชิกบางกลุ่มคิดอ่านให้หาทางเขียนกฎหมายบังคับให้เกิดความสมานฉันท์กันเสียแล้ว เรียกว่าจะเอาตัวหนังสือบังคับให้มีคุณภาพกันเสียเลยแทนที่จะไปใส่ใจแก้ไขกันที่คุณสมบัติสังคมที่กำลังเป็นปัญหา

นิสัยมุ่งแต่จะเขียนกฎหมายและตั้งองค์กร

ฮาเบอร์มาสเป็นนักคิดนักวิชาการที่เชื่อมั่นในการเดินทางของปัญญาและเหตุผลของมนุษยชาติ เขาเชื่อและเขาเห็นว่าถูกผิด จริยธรรม คุณธรรมนั้นมนุษย์ร่วมกันพัฒนาขึ้นมาเองจากความจำเป็นที่ต้องดำเนินชีวิตร่วมกัน สื่อสารสร้างความเข้าใจกัน แล้วจึงนำมาบัญญัติสถาปนาตั้งมั่น (INSTITUTIONALIZATION) ให้เป็นกฎหมายของสังคม การมีกฎหมายจึงเกิดภายหลังที่สังคมมีความเป็นสังคมที่ถือถูกเห็นผิดขึ้นมาเสียก่อน

หนักขึ้นไปกว่านั้น ฮาเบอร์มาสยังลงรายละเอียดระบุว่า การจะตกลงใจอะไรร่วมกันนั้นต้องเป็นกระบวนการเห็นพ้องต้องกันของทั้งบุคคลและกลุ่มบุคคล จะเป็นอื่นไปไม่ได้

มองอย่างนี้ฟันธงกันได้เลยว่าประเทศไทยเรามีรัฐมีองค์กรและสถาบันที่เที่ยวยกร่างรัฐธรรมนูญและเขียนกฎหมายโดยหลุดลอยห่างไกลจากการสื่อสารแลกเปลี่ยนของประชาชนในชีวิตปกติ ไม่มีบรรทัดฐานความถูกผิดในสังคมที่รองรับอยู่ก่อนแล้วมากมายเต็มไปหมด เป็นการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอย่างน่าเศร้า

ขณะเดียวกันก็เมื่อเห็นปัญหาเห็นความจำเป็นต้องแก้ไขอะไรก็ชอบก่อตั้งองค์กรตั้งสถาบัน เพื่อทำหน้าที่สร้างคุณภาพความดีต่างๆ ตามที่คิดหวังไปเอง โดยที่ตัวสังคมเองยังไม่มีคุณสมบัติซึ่งต้องเกิดจากการเรียนรู้และเห็นพ้องต้องกันอย่างลึกซึ้งและครอบคลุมเสียก่อน สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ผู้ตรวจการรัฐสภา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทีวีไทยทีวีสาธารณะ ฯลฯ ใช่ทั้งนั้น เขียนไล่ได้อีกเป็นกะตั้ก

การตั้งให้มีโดยสังคมยังไม่เป็นจึงเที่ยวเกิดซ้ำรอยกับการมีกฎหมายเพื่อบังคับให้สังคมเป็นอีกชั้นหนึ่ง ทั้งนี้ยังไม่พูดถึงว่าการใช้กฎหมายและการตั้งสถาบันองค์กรเหล่านี้นอกจากจะไม่ได้ผลไม่เข้าเป้าเพราะผิดวิสัยสังคมแล้ว ยังกลายเป็นเครื่องมือของการแสวงหาผลประโยชน์และอำนาจ

รวมทั้งเล่นพรรคเล่นพวกกัดขาเลื่อยเก้าอี้กันอย่างน่าสังเวชใจ

ส่งท้าย

บทความนี้ชื่อว่า “ทำไมถึงแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่อง” เรียบเรียงขึ้นมาเพราะต้องการจะชวนท่านผู้อ่านคิดไปให้ลึกที่สุดว่า ชะรอยสังคมเราคงมีปัญหาที่สั่งสมมาจากกระบวนการเปลี่ยนแปลงพัฒนาตัวในอดีตของเราเอง เป็นปัญหาทางสังคม การเมือง และวัฒนธรรม ที่ทำให้เราไม่อาจสร้างความเป็นตัวตนของท้องถิ่นและประเทศชาติที่ผูกพันกันเข้มแข็ง ไม่อาจสร้างหรือเป็นนิติรัฐที่มีกฎหมายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคุณค่าในใจในอุปนิสัยของประชาชน

ผลของมันสั่งสมและกำลังปะทุให้เห็นเป็นความแตกแยกและพูดกันไม่รู้เรื่องของสังคมในทุกวันนี้

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01act01300652&sectionid=0130&day=2009-06-30

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เปิดผลศึกษาจำนำข้าว ชาวนายากจนไม่ได้ประโยชน์

เปิดผลศึกษา ทีดีอาร์ไอ ระบุโครงการรับจำนำข้าว ผลประโยชน์ตกกับชาวนาเพียง 40.2% หน่ำซ้ำชาวนาในส่วนที่ยากจนที่สุดในภาคอีสานยังเข้าไม่ถึง

 

มติครม.ที่กำหนดให้วันที่ 5 มิ.ย.ของทุกปี เป็นวันข้าวและวันชาวนาแห่งชาติ แสดงให้เห็นถึงการให้ความสำคัญกับชาวนา กระบอกเสียงใหญ่ของนักการเมือง ต้องไม่ลืมว่า ไทยยังเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวหัวแถวของโลก

 

ด้วยความสำคัญที่ว่านี้ ทำให้ข้าวถูกนำมาใช้เป็น “สินค้าการเมือง” ผ่านโครงการรับจำนำ ที่มักจะกำหนดราคารับจำนำข้าวไว้สูงกว่าราคาตลาด นอกจากจะเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดแล้ว ยังทำให้รัฐบาลขาดทุนซ้ำซากเป็นหนี้ธกส.กว่าแสนล้านบาทในปัจจุบัน จากภาวะซื้อแพง-ขายถูก กลายเป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลนำโดยพรรคประชาธิปปัตย์ตัดสินใจล้มประมูลข้าว 2.6 ล้านตันในช่วงที่ผ่านมา สุ่มเสี่ยงต่อการนำมาเป็นประเด็นทางการเมือง กระทบเสถียรภาพของรัฐบาล

 

การเปลี่ยนรูปแบบจากการจำนำข้าว เป็นการ “ประกันราคา” ที่คาดหวังกันว่าจะเป็นทางเลือก-ทางรอดของการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อทำเข้าจริงๆแล้ว จะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่ 

 

ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยว่า จากการศึกษาของทีดีอาร์ไอ พบว่าโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งชาวนาน่าจะได้รับผลประโยชน์ไปแบบเต็มๆนั้น แท้ที่จริงผลประโยชน์จากโครงการนี้ตกอยู่กับชาวนาเพียง 40.2%

 

ที่สำคัญยังเป็นชาวนาในเขตชลประทานภาคกลาง/เหนือตอนล่างที่มีฐานะดี ที่ได้รับประโยชน์มากถึง 35% ยังถือเป็นกลุ่มคนรวยที่สุด 20% แรกของครัวเรือนไทย

 

ขณะที่ชาวนาที่จนที่สุดได้รับประโยชน์จากโครงการนี้เพียง 4.6% เท่านั้น เนื่องจากเป็นชาวนาที่อยู่ในภาคอีสาน ซึ่งไม่มีข้าวส่วนเกินเหลือขาย ส่วนใหญ่จะเป็นการผลิตเพื่อบริโภคเอง

 

ผลประโยชน์ส่วนที่เหลือตกแก่โรงสี 13.5%  โกดังเก็บข้าว 4.4% ผู้ส่งออก มากถึง 23.7% หน่วยราชการ 14.5% และเงินรั่วไหลสูญเปล่าไป 3.6%

 

เมื่อข้าวส่วนใหญ่อยู่ในมือรัฐบาล สถานะของรัฐจึงไม่ต่างกับการเป็น “ผู้ค้าข้าวรายใหญ่”  เช่น ปริมาณข้าวนาปรังปี 2552 เข้าโครงการภาครัฐถึง 6 ล้านตัน จากผลผลิตทั้งประเทศที่ 7.7 ล้านตัน

 

ผลศึกษายังพบว่า รายรับ-รายจ่ายตัวเงินของโครงการ ณ 31 มีนาคม 2552  พบว่า รัฐต้องมีค่าใช้จ่ายในโครงการรับจำนำกว่า 50,000 ล้านบาท แต่กลับมีรายได้จากการขายข้าวเพียง 32,000 ล้านบาท (แบ่งเป็นรายได้จากการขายข้าวเปลือก 72,000 ล้านบาท และข้าวสารมูลค่า 25,420 ล้านบาท) ส่งผลให้รัฐขาดทุนจากการดำเนินการมากถึง 18,000 ล้านบาท จากการประกันราคาข้าวที่สูงกว่าตลาด แต่กลับนำมาประมูลขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด

 

เฉลี่ยแล้วรัฐขาดทุนจากการดำเนินการ ตันละ 3,093 บาทต่อตัน จากการรับจำนำที่ต้นทุนตันละ 9,393 บาท ส่งผลให้มีเงินคืนกลับเข้ารัฐเหลือเพียงตันละ 6,200 บาท เท่านั้น

 

ในจำนวนนี้ ยังไม่รวมเงินกู้ที่กู้มาจากธกส.ที่มีภาระดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นทุกปี เพื่อนำมาใช้ดำเนินการต่างๆ ที่ไม่นำมาคิดมูลค่าในปัจจุบัน ประกอบด้วย เงินให้กู้จำนำยุ้งฉาง 11.62  ล้านบาท เงินให้กู้จำนำใบประทวน 33.17 ล้านบาท การดำเนินงานธกส. 2.35 ล้านบาท การดำเนินงานองค์การคลังสินค้า(อคส.) 1.23 ล้านบาท ค่าจ้างสีข้าว/ขนส่ง 2.32 ล้านบาท และอื่นๆ เช่น จดทะเบียนประชาสัมพันธ์ 0.059 ล้านบาท 

 

ดร.นิพนธ์ ยังระบุว่า นโยบายจำนำข้าวยังกระทบไปถึงความสามารถในการ “ส่งออก” ของไทย เพราะราคารับจำนำที่บิดเบือนทำให้ราคาข้าวไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงต้นฤดูกาลผลิตจึงต้องปล่อยให้เวียดนามส่งออกข้าวไปให้หมดก่อน ค่อยถึงคิวข้าวไทย

 

ขณะเดียวกัน คุณภาพข้าวของไทยก็ลดต่ำลง เพราะชาวนาปลูกข้าวโดยเน้นเพียงปริมาณ มากกว่าคุณภาพ เพราะหวังขายข้าวให้กับโครงการรับจำนำ

 

ดังนั้น โครงการรับจำนำข้าว จึงถือเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ข้าวไทยคุณภาพต่ำลง

 

การจำนำยังเป็นวิธีสิ้นเปลืองที่สุดในการช่วยเหลือชาวนา และชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับผลประโยชน์ และยังทำให้เอกชนถลุงทรัพยากรเพื่อใช้วิ่งเต้นให้เข้ามาแบ่งค่าเช่าจากโครงการ

 

กลายเป็นบ่อเกิดของช่องทางการทุจริตอย่างเป็นกระบวนการ แถมยังเป็นเรื่องยากที่รัฐจะเข้าไปดำเนินการ เริ่มจากการที่ชาวนาจดทะเบียนพื้นที่เพาะปลูกเกินจริง มีการสวมสิทธินำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาจำนำ ขณะที่โรงสีก็เห็นช่องทางสวมสิทธิเป็นชาวนาก่อนจะลักลอบขายข้าวให้รัฐ

 

นอกจากนี้ ยังมีความเสียหายที่เกิดจากการที่โรงสีแสวงหากำไรจากการโกงส่วนต่างความชื้นและน้ำหนัก รวมถึงการวิ่งเต้นไปจำนำข้าวข้ามเขต ขณะที่กลุ่มโกดังรับฝากข้าวก็สามารถเรียกเก็บเงินใต้โต๊ะกับเซอร์เวย์เยอร์ (ผู้ตรวจสอบคุณภาพข้าว) และนำข้าวมาลักลอบขาย

 

ผู้ส่งออกยังเห็นช่องทางซื้อข้าวราคาต่ำ โดยรวมตัวกันฮั้วประมูลเพื่อกดราคาซื้อข้าวจากภาครัฐ รวมไปถึงการวิ่งเต้นเปลี่ยนเงื่อนไขการประมูล หรือ ทิ้งสัญญาประมูล

 

ขณะที่นักการเมือง ก็รู้เห็นเป็นใจเปิดช่องให้มีการปรับเปลี่ยนเงื่อนไข หรือถอนรายชื่อผู้ส่งออกออกจากบัญชีดำ (แบล็กลิสต์) รวมถึงอนุมัติให้จำนำข้ามเขต โดยการตกลงขายข้าวราคาถูกก่อนหน้านั้น รวมไปถึงข้าราชการก็รู้เห็นเป็นใจในกระบวนการดังกล่าว ไม่ว่าจะยินดีหรือฝืนใจ ก็ตามที

 

กลายเป็น Political Corruption บ่มเพาะการทุจริตในทุกระดับของการผลิตและค้าข้าว

 

อย่างไรก็ตาม แม้โครงการรับจำนำจะมีผลเสียนานัปการ แต่รัฐบาลทุกยุคกลับยังใช้นโยบายนี้พยุงราคาสินค้าเกษตร เพราะสามารถเป็นเครื่องมือในการ “หาเสียง” จากเกษตรกรและยังเป็นแหล่งหาเงินแหล่งใหญ่เพื่อนำมาใช้ในการเลือกตั้งครั้งหน้า กลายเป็นวงจรอุบาทก์ 

 

ประกันราคา ใช้เงินต่ำกว่า

 

ดร.นิพนธ์ ยังกล่าวถึงผลศึกษาโครงการประกันความเสี่ยงราคาข้าวว่า จะมีหลักการเพียงประกันราคา ไม่ใช่การยกระดับราคา เพราะต้องการแก้ไขปัญหาความเสี่ยงจากราคาสินค้าเกษตรที่ผันผวน และชาวนาถูกกดราคารับซื้อ โดยไม่ต้องกังวลว่า เมื่อถึงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตจะมีราคาต่ำ

 

วิธีการดังกล่าว ยังถือเป็นการตัดปัญหาของรัฐที่จะต้องสูญเสียงบประมาณไปกับการดำเนินการ เพราะระบบการประกันราคา จะเป็นการทำสัญญาระหว่าง ธกส.กับ ชาวนา โดยรัฐมีหน้าที่เพียงจ่ายส่วนต่างระหว่างราคาประกัน กับราคาตลาด นอกจากนี้ยังจะช่วยลดการสวมสิทธินำข้าวประเทศเพื่อนบ้านมาเข้าโครงการรับจำนำ เพราะจะมีการลงทะเบียนเกษตรกรในพื้นที่เพาะปลูกไว้อย่างชัดเจน

 

นอกจากนี้ แนวทางการดำเนินงานยังจะ “จำกัดวงเงิน” ให้เกษตกรเข้าร่วมโครงการในวงเงินไม่เกิน 3.5 แสนบาท โดยมีสมมติฐานในการใช้งบประมาณสูงสุดที่ 36,703 ล้านบาท (ต่ำกว่าการใช้งบประมาณจากโครงการรับจำนำข้าว) บนสมมติฐานที่ราคาประกัน ตันละ 8,500 บาท และบนสมมติฐานที่รัฐจะจ่ายค่าเบี้ยประกัน 1,951 บาทต่อตัน

 

อย่างไรก็ตาม แนวทางการประกันราคา ยังมีปัจจัยที่เป็นความเสี่ยงหากเกิดกรณีขายสัญญา และมีการสวมสิทธิลงทะเบียนเป็นเกษตรกร ขณะที่การจัดเก็บข้อมูลค่าตลาดกลางค่อนข้างหายาก เพราะได้ถูกทำลายไปแล้วจากโครงการรับจำนำที่ผ่านมา ทำให้การประเมินราคารับประกันค่อนข้างยาก

 

ขณะที่ ดร.สมพร อิศวิลานนท์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เห็นว่าหากรัฐยังคงดำเนินนโยบายจำนำราคาข้าวต่อไป จะทำให้รัฐบาลขาดทุนจากการดำเนินการมากขึ้นกว่าปัจจุบันที่ขาดทุนไปแล้วกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินกู้มาจากธกส.กลายเป็นสาเหตุทำให้ธกส.ไม่เคยปิดบัญชีโครงการรับจำนำได้ แต่กลับยิ่งพอกพูนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ให้สูงขึ้น

 

ขณะเดียวกัน รัฐยังไม่มีเงินมาชดเชยธกส.หากปล่อยให้ธกส.คอยเติมเงินมาใช้เป็นเครื่องมือรับจำนำให้กับรัฐบาลก็จะทำให้ธกส.เดินสู่ภาวะขาดทุนสะสมอย่างหนัก จนอาจจะต้องปิดกิจการภายใน 2 ปีจากนี้ ดร.สมพร คาดการณ์และว่า

 

โครงการรับจำนำที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกุศโลบายของนักการเมืองซึ่งใช้เป็นเครื่องมือหาเสียง โดยมี “โรงสี” ที่สนิทกับนักการเมืองเข้ามาช่วยรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูง และขายในราคาต่ำ แต่เมื่อนำมาแปรสภาพเป็นข้าวสารโรงสีจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ตั้งแต่การรับจำนำเพื่อกินส่วนต่าง

 

นอกจากนี้ ยังเปิดช่องทางให้นำข้าวเก่ามาเวียนเทียนจำนำใหม่ หรือ นำข้าวใหม่ไปขายในช่วงที่ราคาข้าวสูง และเมื่อสิ้นสุดกระบวนการที่รัฐนำข้าวที่จำนำไปประมูลแล้ว ก็จะได้รับค่าฝากเก็บ และค่าแปรสภาพ

 http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090629/54800/ทีดีอาร์ไอ-เปิดผลศึกษาจำนำข้าว-ชาวนายากจนไม่ได้ประโยชน์.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 29, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม

เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ปาฐกถาเนื่องในวัน 24 มิ.ย. เปลี่ยนแปลงการปกครอง ชี้รัฐไทยวิธีคิดล้าหลัง ตามไม่ทันโลกยุคใหม่-ต้นตอความขัดแย้ง

ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวปาฐกถาในการสัมมนาทางวิชาการ “70ปีสยามเป็นไทย” เรื่อง “พัฒนาการของรัฐกับความขัดแย้งภายในของชาวสยาม” ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเห็นว่าความขัดแย้งในสังคมไทยปัจจุบันเกิดจากการพัฒนาการของรัฐไทยในอดีต ที่รวมศูนย์อำนาจไว้ส่วนกลางและการสร้างชาติสมัยใหม่ ที่บีบบังคับให้กลุ่มคนที่อยู่ภายในอาณาเขตรัฐไทย มีวัฒนธรรมแห่งชาติร่วมกันและมีอัตลักษณ์วัฒนธรรมชาติเหมือนกัน ซึ่งต่างจากรัฐไทยโบราณที่ยอมรับความแตกต่างเหล่านี้ ดังนั้นจึงเกิดความขัดแย้งปรากฏให้เห็นในอดีตเมื่อไม่นานมานี้จนถึงปัจจุบัน เช่น 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และความขัดแย้งทางการเมือง โดยมีข้อเสนอทางออกที่น่าสนใจดังนี้

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและสังคมในระยะหลังก็ทำให้อำนาจผูกขาดในการนิยามความเป็นชาติและปลูกฝังสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติลดน้อยถอยลงอย่างรวดเร็ว

เมื่อระบบการเมืองการปกครองของไทยมีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และสังคมไทยมีแนวโน้มเป็นเสรีนิยมมากกว่าเดิม การตรวจสอบท้าทายค่านิยม ตลอดจนบรรทัดฐานของความเป็นคนไทยที่รัฐกำหนดจึงมีโอกาสเกิดมากขึ้นเป็นธรรมดา ยังไม่ต้องพูดถึงการถอนตัวจากวัฒนธรรมแห่งชาติของคนรุ่นโลกาภิวัฒน์

พูดอีกแบบหนึ่ง คือ ในปัจจุบัน คนไทยเริ่มมีความคิดไม่ตรงกันมากขึ้นเรื่อยๆ เกี่ยวกับความเป็นชาติและความเป็นไทย และการผูกขาดคำนิยามของจินตภาพเหล่านี้ นับวันจะทำได้ยากขึ้น

เพราะฉะนั้น ในระยะที่ผ่านมา ถ้าประเทศไทยไม่มีกระบวนการแก้ไขความขัดแย้ง(Conflict Resolution) ที่สอดคล้องกับสภาพพหุลักษณ์ (Pluraism) ที่กำลังก่อตัวขึ้นอย่างเพียงพอ หรือถ้าหากยังมีการยืนกรานนิยามความเป็นชาติในแนวทางใดแนวหนึ่งอย่างตายตัว โดยไม่มีการรับฟังความเห็นที่แตกต่าง ก็อาจนำไปสู่การปะทะรุนแรงระหว่างหมู่ชนที่ได้ชื่อว่าสังกัดชาติเดียวกันได้ทุกหนแห่ง

การขยายตัวของเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเข้าไปสู่ภูมิภาคต่างๆ ไม่เพียงเปลี่ยนวิถีชีวิตในต่างจังหวัดให้เกี่ยวโยงและขึ้นต่อระบบตลาดเท่านั้น หากยังจัดจำแนกชนชั้นในสังคมชนบทขึ้นมาใหม่ (Class Differentiation) ขณะที่ตัวเมืองต่างจังหวัดกลายเป็นศูนย์กลางการค้ามากขึ้นเรื่อยๆ พร้อมกับการเติบโตของชนชั้นกลางในภูมิภาค และการปรากฏขึ้นของชนชั้นนำใหม่ในท้องถิ่น(Local Elites) ซึ่งทุกวันนี้ชนชั้นนำและคนชั้นกลางในต่างจังหวัดอาจจะใช้ภาษาและมีวิถีชีวิตใกล้เคียงกับพวกเดียวกันในเมืองหลวงมากกว่าบรรดาชาวนาชาวไร่ที่อยู่ล้อมรอบพวกเขาเสียอีก

ระบบรัฐสภาไทยนั้นมีปัญหาหลายอย่าง แต่อย่างน้อยที่สุด มันก็เป็นพื้นที่ทางการเมืองที่เปิดโอกาสให้ชนชั้นนำจากภูมิภาคต่างๆเข้าสู่ศูนย์อำนาจ และโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง มวลชนที่เป็นฐานเสียงย่อมสามารถต่อรองเอาผลประโยชน์จากนักการเมืองได้บ้าง ด้วยเหตุนี้การมีอยู่ของผู้แทนและนักการเมืองต่างจังหวัดจึงเท่ากับมีคนกลางคอยไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างรัฐที่รวมศูนย์กับประชาชนระดับรากหญ้าอยู่ในระดับหนึ่ง ที่สำคัญคือ สายสัมพันธ์นี้ได้ลดทอนความรู้สึกเป็น”คนนอก”ของภูมิภาคที่มีอัตลักษณ์ต่างจากเมืองหลวงและภาคกลางไปได้พอสมควร

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้าการขยายตัวอย่างกว้างขวางของเศรษฐกิจทุนนิยม และการเข้าถึงเอเยนต์การเมืองในระบบรัฐสภาด้วยความสม่ำเสมอมากขึ้น โอกาสที่ประชาชนเหล่านี้จะแปลกแยกแตกหักกับรัฐก็มีอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปของการแยกดินแดน และการร่วมขบวนปฏิวัติของฝ่าย”ซ้าย” ซึ่งสถานะดังกล่าวทำให้ในสายตาของรัฐ อิสานนับเป็นปัญหาความมั่นคงอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว

ปัญหาที่ตกค้างมาจากกระบวนการสร้างชาตินั้น มาถึงวันนี้อาจจะไม่ใช่ “เรื่องส่วนตัว” ระหว่างรัฐไทยและชาติไทยเหมือนแต่ก่อนแล้ว เพราะท่ามกลางกระแสโลกาภิวัฒน์ ทั้งตัวรัฐและประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองได้ถูกพลังอำนาจอื่นที่ไร้พรหมแดนเข้ามาดัดแปลงจนเปลี่ยนรูปลักษณ์ไปไม่น้อย กระทั่งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักหน่วง ที่นับว่าอันตรายก็คือ ขณะที่รัฐกำหนดสังคมไม่ได้เหมือนเดิมหรือเท่าเดิม ตัวสังคมเองก็แตกกระจายเป็นส่วนเสี้ยว ขาดการเชื่อมโยงกัน และยังไม่มีพลังพอที่จะพลิกฐานะมาควบคุมกำกับรัฐได้อย่างเป็นระบบเช่นกัน

อันที่จริง ก่อนเกิดวิกฤตพ.ศ.2540 และการเปิดเสรีทั่วด้านตามแรงกดดันของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) การพัฒนาแบบไม่ทั่วถึง(Uneven Development) ก็ผลิตปัญหาโดยตัวของมันเองอยู่แล้ว ตัวรัฐชาติเองก็สูญเสียฐานะไปหลายส่วน และอาจจะควบคุมกำกับทิศทางการพัฒนาประเทศไม่ได้อีกต่อไป ด้วยเหตุนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้เป็นแค่ประเด็นทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หากยังมีนัยสั่นคลอนระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติอย่างลึกซึ้งถึงราก

ประการแรก จินตภาพเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนถูกกัดกร่อนให้อ่อนลง เนื่องจากพลังอำนาจจากนอกประเทศเข้ามามีส่วนกำหนดนโยบายของรัฐไทยได้ในสัดส่วนที่สูงมาก

ประการต่อมา แนวคิดเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเองก็ถูกหักล้างไปมากเนื่องจากการเข้ามาผสมปนเปของผลประโยชน์ต่างชาติจนแยกไม่ออกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยแท้จริงแล้วเป็นผลประโยชน์ของใคร อันนี้ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าแนวคิดผลประโยชน์แห่งชาติไม่ค่อยสมจริงมาตั้งแต่แรกแล้ว

และประการสุดท้าย ในเมื่อรัฐชาติ ไม่ว่าระบบใด ล้วนอาศัยจินตภาพเรื่องผลประโยชน์แห่งชาติเป็นข้ออ้างความชอบธรรมในการใช้อำนาจ เมื่อมาถึงจุดนี้ ข้ออ้างดังกล่าวจึงขาดความหนักแน่นน่าเชื่อถือลงไปไม่น้อย กระทั่งเริ่มถูกคัดค้านถี่ขึ้นเรื่อยๆ สภาพดังกล่าวหมายความว่าการสร้างฉันทานุมัติทางการเมือง(Political Consensus) จะกระทำโดยอาศัยข้ออ้างลอยๆเกี่ยวกับชาติไม่ได้อีกต่อไป ซึ่งก็มีชนชั้นนำบางกลุ่มฝืนทำอยู่ หากจะต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของกลุ่มก้อนองค์กรต่างๆ จากภาคประชาชนหรือประชาสังคมมาตกลงกับรัฐหรือตกลงกันเองจึงจะแก้ปัญหาได้

เรื่องที่น่าวิตกเป็นอย่างยิ่งก็คือ ทุกวันนี้บรรดาผู้ที่เกี่ยวข้องกับศูนย์อำนาจยังคงพยายามจัดเระเบียบการปกครองตามกรอบคิดเก่าๆอยู่ตลอดเวลา ทั้งๆที่สถานการณ์ในระยะ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ทั้งระบบอำนาจนิยมนอกเครื่องแบบและระบอบประชาธิปไตยที่อาศัยอำนาจรัฐแบบแนวดิ่ง ต่างก็ล้มเหลวในการดูแลบ้านเมือง

อย่างไรก็ตาม ทางออกยังพอมีอยู่บ้าง ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองความสัมพันธ์ทางอำนาจได้ทันเวลา ซึ่งเราในที่นี้ หมายถึง ผู้ที่เกี่ยวข้องกับอำนาจรัฐ ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม พูดให้ชัดก็คือ อันดับแรก ในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ทางอำนาจ หรือที่ชอบเรียกว่าปฏิรูปการเมืองนั้น จุดเน้นไม่ควรจำกัดอยู่แค่การปรับแบ่งพื้นที่ระหว่างชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ แม้ว่าสิ่งนี้จะจำเป็น หากจะต้องเปิดพื้นที่ให้การเมืองภาคประชาชน อันประกอบด้วยประชาธิปไตยทางตรงของชุมชนรากหญ้า และบทบาทตรวจสอบของภาคประชาสังคมในเมืองมากขึ้น ทั้งนี้เพื่อรองรับสภาวะการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐที่ถูกผูกมัดไว้กับอิทธิพลไร้พรหมแดนอย่างหนึ่ง กับเพื่อป้องกันตัวจากแรงอัดกระแทกของทุนนิยมข้ามชาติอีกอย่างหนึ่ง

อันดับต่อมา ถึงเวลาแล้วที่จะต้องลดความสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์อำนาจลงบ้าง และหันมาให้ความสำคัญกับแนวคิดเรื่องการพัฒนาแบบทางเลือก(Alternative) ของชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น กล่าวคือ รัฐจะต้องเลิกวางแผนหากำไรให้คนส่วนน้อยในนามของคนทั้งชาติ หรืออย่างน้อยต้องเลิกใช้ข้ออ้างแบบนั้นเสียที รวมทั้งต้องกระหนักว่าการใช้อำนาจของรัฐชาติขับเคลื่อนการเติบโตแบบทุนนิยมอย่างไม่หยุดยั้ง นับเป็นการใช้อำนาจทำร้ายพลเมืองส่วนใหญ่อย่างรุนแรงที่สุด เพราะมันมีผลให้การจัดสรรทรัพยากรไม่เท่าเทียมและไม่ทั่วถึง วิบากกรรมดังกล่าวส่งผลให้จำนวนคนจนเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนับวันยิ่งกลายเป็นเบี้ยทางการเมืองที่ถูกใช้ประโยชน์โดยชนชั้นนำกลุ่มต่างๆ

ในขณะที่รัฐไทยมีฐานะเป็นผู้จัดการสาขาของระบบทุนนิยมโลกมากขึ้น และมีลักษณะชาติน้อยลง อำนาจรัฐที่รวมศูนย์ไว้อย่างเต็มเปี่ยมจะยิ่งแก้ปัญหาภายในประเทศไม่ได้ เพราะฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็ว จะต้องมีการจัดระเบียบอำนาจกันใหม่ให้กับประชาสังคม สามารถกำกับรัฐและชุมชนท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดวิถีชีวิตของตน เพราะฉะนั้น มีแต่ต้องแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงที่เปลี่ยนไป เราจึงจะอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข แม้ในอนาคต คนไทยยุคหลังสมัยใหม่อาจจะกลับคล้ายชาวสยามในอดีต คือ มีอัตลักษณ์ ที่ผิดแผกแตกต่างกันทั้งประเทศ แต่ก็คงสามารถอยู่ร่วมกันได้ ถ้าพื้นที่การเมืองถูกจัดสรรไว้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม มันคงไร้เหตุผลสิ้นดี ถ้านักธุรกิจจากทั่วโลกสามารถเข้ามาหาเงินในเมืองไทยได้อย่างสะดวก แล้วชาติพันธุ์พื้นเมืองกลับถูกรังเกียจเดียดฉันท์ ในเมื่อทุนนิยมโลกาภิวัฒน์ทำให้รัฐไทยเลิกตั้งคำถามต่อนักลงทุนว่า “เป็นคนไทยหรือเปล่า” แล้วทำไมต้องถามชาวไร่ชาวนาตามป่าเขา ถามปัญญาชนที่คิดแตกต่างจากรัฐ หรือแม้แต่ถามผู้ใช้แรงงานจากประเทศบ้านด้วยคำถามแบบนี้

ระเบียบอำนาจใหม่ในทิศทางดังกล่าวยังคงต้องอาศัยเวลาผลักดันให้ปรากฏเป็นจริง แต่แนวโน้มสถานการณ์หลังรัฐชาติหรือหลังสมัยใหม่ (Post Modernity) ก็นับว่าเปิดโอกาสให้ทิศทางนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ทิศทางการเมืองใหม่ที่ไม่ได้เอารัฐเป็นตัวตั้ง หากถือมนุษยชาติ ชุมชนท้องถิ่น และปัจเจกภาพของปัจเจกบุคคลเป็นตัวตั้ง ไม่ว่าประเด็นการเข้าถึงทรัพยากร เรื่องสิ่งแวดล้อม ความยุติธรรม ตัวตนทางวัฒนธรรม หรือคุณค่าความเป็นคน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 25, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ปัญหาความขัดแย้ง ระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ

โดย ระพี สาคริก

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับอำนาจรัฐ ซึ่งขณะนี้เกิดขึ้นโดยทั่วไปแทบทุกเรื่องที่กระจายอยู่บนแผ่นดินไทย แม้กระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้ถูกขอร้องให้ไปร่วมเสวนาในรายการโทรทัศน์ เรื่องปัญหาที่ กทม.กำลังพิจารณาย้ายชาวบ้านซึ่งอยู่บริเวณป้อมพระกาฬมายาวนาน เพื่อออกไปสู่แผ่นดินใหม่ซึ่งชาวท้องถิ่นคงจะต้องไปสร้างที่อยู่อาศัยต่อไป คงไม่ใช่ให้เงินไปแล้วจะจบสิ้นถ้าไม่นึกถึงคุณค่าของจิตใจคนที่จำต้องตกอยู่ในสภาวะสูญเสียถิ่นกำเนิดของแต่ละคน

หลังจากนั้นฉันก็ได้รับการขอร้องจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯให้ไปร่วมประชุมพิจารณาปัญหาเกี่ยวกับราษฎรที่ตั้งรกรากอยู่ในเขตป่าไม้ซึ่งภายหลังพื้นที่ดังกล่าวได้ประกาศให้เป็นป่าสงวนของชาติ หรือไม่ก็เข้าไปอาศัยอยู่ในภายหลังเพราะความไม่รู้

นอกจากนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่สื่อรายงานออกมาเมื่อไม่นาน ถ้าแต่ละคนไม่ลืมง่าย เรื่องนั้นก็คือ “ปัญหาเกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่น” ซึ่งได้มีการเคลื่อนไหวจากด้านล่างมานานพอสมควรแล้ว

ก่อนอื่นฉันคงต้องขอร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสองฝ่ายเจริญสติเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการพิจารณารู้เหตุรู้ผลซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งหลักการนี้สามารถนำมาใช้ในการแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง ไม่ว่าจะใช้เวลาสั้นยาวแค่ไหนซึ่งจริงๆ แล้วมีนิทานอีสปบทหนึ่งซึ่งบัดนี้ฉันมีอายุ 87 ปี แต่ก็ยังจำได้ดีตั้งแต่เมื่อครั้งยังเรียนอยู่ในชั้นมัธยมตอนต้น เรื่อง “น้ำผึ้งหยดเดียว ที่นำไปสู่สงครามกลางเมือง”

เธอที่รักทุกคน ก่อนอื่นขอให้หวนกลับไปมองสู่อดีตยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพราะจะได้ไม่ทำให้การแก้ปัญหาในปัจจุบันมีสภาพเหมือนกับเป็นการพายเรือในอ่าง โดยเฉพาะอดีตที่ล้อมกรอบใจเธอเองนั่นแหละ ถ้าเธอเป็นคนมีสติช่วยให้สนใจปฏิบัติทุกสิ่งทุกอย่างจากความจริงที่อยู่ในใจตัวเองโดยไม่มองแต่เพียงปัญหาเฉพาะหน้าก็น่าจะยอมรับความจริงว่า “นิสัยคนไทยส่วนใหญ่มักดูถูกของเล็ก รวมทั้งเป็นคนลืมง่ายจึงมองข้ามของเล็กที่เป็นรากฐาน ไปสนใจของใหญ่”

เธอรู้ไหมว่าประเด็นดังกล่าวเกิดจากอะไร ฉันจะบอกความจริงให้ก็ได้ว่า สภาพที่ชี้ให้เห็นมาแล้วก็คือ “คนลืมตัว” เพราะเป็นความขาดสติ ทั้งๆ ที่สิ่งเล็กๆ นั้นหากมองได้ไม่ถึงเพราะตกอยู่ในความประมาทย่อมนำไปสู่ความหายนะในอนาคตที่เกิดจากเรื่องใหญ่ได้ไม่ยาก

ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในขณะนี้นั้นแท้จริงแล้วหาใช่เกิดเป็นเรื่องใหญ่มาแต่อดีต แต่เป็นเพราะว่าเราทั้งสองฝ่ายซึ่งตกอยู่ในความประมาทขาดสติจึงไม่หันหน้าเข้ามาปรึกษาหารือกัน ก่อนที่จะคิดลงมือทำ ทั้งผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยและผู้ถืออำนาจ ซึ่งเรื่องนี้ถ้าจะโทษทั้งสองฝ่ายโดยขาดเงื่อนไขที่ช่วยให้คิดได้ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้นก็คงไม่ชอบด้วยหลักธรรม เพราะเหตุว่า ถ้าไม่ลืมตัวก็คงจะรู้เองว่าฝ่ายหนึ่งถืออำนาจอยู่ในมือส่วนอีกฝ่ายหนึ่งมาด้วยใจ ดังนั้น จะให้ทั้งสองฝ่ายมีจุดยืนซึ่งมีน้ำหนักเท่ากันย่อมยังไม่สอดคล้องกันกับเหตุและผล

อนึ่ง ถ้าคิดจะแก้ปัญหาให้สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ฝ่ายที่ยืนอยู่ด้านบนควรมีลักษณะแบบตาชั่ง ซึ่งหมายความว่า “เมื่อด้านหนึ่งขึ้นข้างบนอีกด้านหนึ่งควรจะลงข้างล่าง” สิ่งนี้ก็คือ เมื่อแต่ละคนมีทั้งร่างกายและจิตใจ ดังนั้น เมื่อร่างกายขึ้นไปอยู่ด้านบน จิตใจก็ควรจะลงมาสู่ด้านล่างและนำปฏิบัติเพื่อคนข้างล่างอย่างมีความสุข

ประเด็นนี้เป็นหลักธรรมะจึงรับรองว่าสามารถแก้ไขปัญหาได้ทุกเรื่อง แม้แต่ปัญหาที่แฝงอยู่ในวิถีการจัดการศึกษาซึ่งถือว่าเป็นพื้นฐานการพัฒนาสังคมอย่างสำคัญ รวมทั้งปัญหาเศรษฐกิจแม้แต่เรื่องคอร์รัปชั่น นอกจากนั้นประเด็นที่ได้หยิบยกมาชี้แนะให้ปฏิบัติก็คือหลักประชาธิปไตยที่ไม่ต้องนำเรื่องอื่นมาอ้าง

ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าเธอสามารถเรียกสติกลับคืนมาได้ คงนึกถึงคำเตือนจากคนในอดีตที่กล่าวฝากไว้ว่า “การคิดแก้ปัญหา อย่าหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า” ไม่เช่นนั้นแล้วอาจบานปลายไปสู่อนาคตที่ก่อผลเสียหายให้กับสังคมและประเทศชาติอย่างร้ายแรงก็ได้

อนึ่ง ในเมื่อสิ่งใดก็ตามที่อยู่บนพื้นฐานด้านจิตใจมนุษย์ย่อมมีความละเอียดอ่อนเป็นธรรมชาติ และรู้สึกได้ยากสำหรับมนุษย์ทุกคนผู้มีกิเลสไม่ว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝ่ายที่ถืออำนาจ ถ้ารากฐานจิตใจไม่เข้มแข็งพอ ก็อาจมีน้ำหนักในด้านขาดสติมากกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง ดังนั้น ด้านนี้จึงควรมีความเมตตาอยู่ในส่วนลึกของหัวใจดังเช่นที่สัจธรรมได้ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “เมื่อมีอำนาจก็ควรจะมีความเมตตาเอาไว้เพื่อสร้างสมดุลภายในจิตใจ เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี”

ก่อนอื่นคงต้องหวนกลับมายอมรับความจริงว่า ปัญหานี้เกิดขึ้นมานานแล้วกว่าจะรู้สึกได้ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายถ้าจะพูดสั้นๆ ก็คือ ควรจะใจเย็นที่สุด ซึ่งเรื่องนี้น่าจะเป็นผลดีด้วยกันทั้งคู่โดยเฉพาะการเรียนรู้ที่ช่วยให้เกิดสติสัมปชัญญะอย่างเป็นธรรมชาติ ทั้งนี้ ถ้าทั้งสองฝ่ายถือสัจธรรมภายในจิตใจให้มั่นคงอยู่ได้แล้ว ควรจะได้รับประโยชน์แก่จิตใจตนเองอย่างลึกซึ้ง เพราะเหตุว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นครูสอนให้แต่ละคนมีโอกาสเรียนรู้ธรรมะ ถ้ารู้เท่าทันว่าวัดที่แท้จริงนั้นมันอยู่ในใจเราเอง ส่วนวัดที่เป็นวัตถุเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่านั้น

อาจกล่าวว่า “เรื่องที่มันเกิดขึ้นมาเป็นเวลานานแสนนานโดยไม่มีใครหันไปสนใจกับมัน แล้วอยู่ๆ เราจะแก้ปัญหาให้มันจบสิ้นโดยฉับพลันได้ยังไงกัน ทั้งสองฝ่ายควรจะหยั่งรู้ความจริงได้เองว่าการคิดและปฏิบัตินั้นมันชอบด้วยเหตุผลแล้วหรือเปล่า? ดังนั้น เรื่องนี้ถ้าฉันจะนำปัญหามาเฉลยคงไม่มีความประสงค์จะทำ เพราะถ้าขืนทำมันก็เหมือนกับดูถูกเธอโดยปริยายใช่หรือเปล่า”

อนึ่ง เรื่องความขัดแย้งนั้นมันเป็นธรรมดาของโลก แต่การคิดแก้ปัญหานั้นสิ ทั้งสองฝ่ายโปรดอย่าใช้อารมณ์ที่แฝงเอาไว้ด้วยกิเลส หากควรใช้ศิลปะซึ่งทุกคนควรจะมีอยู่ในจิตวิญญาณตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติอยู่แล้ว

ภายในพื้นฐานการจัดการศึกษาของไทยเท่าที่เป็นมาแล้ว เราลืมการเรียนรู้ในด้านศิลปะเพราะลืมตัวเนื่องจากศิลปะมีอยู่ในจิตวิญญาณของแต่ละคนอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้น ถ้าไม่ลืมตัวก็คงไม่ลืมสิ่งที่อยู่ในหัวใจตนเองอย่างแน่นอนจึงสามารนำเอาศิลปะอันเป็นธรรมชาติของชีวิตมาใช้ประโยชน์ในทางสร้างสรรค์ได้ไม่ยาก คงเน้นแต่วิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐาน ซึ่งสิ่งนี้เองที่มันทำลายจิตวิญญาณอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์แต่ละคนอย่างปราศจากความรอบรู้ แทบทุกครั้งที่ฉันพูดถึงปัญหาเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของเรา ซึ่งจริงๆ แล้วมันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันแทบทุกเรื่อง ดังเช่นที่คนสมัยก่อนได้เตือนสติลูกหลานไว้ว่า “อย่าเป็นคนรู้มาก” ประเด็นนี้หาใช่ว่าฉันจะรังเกียจวิทยาศาสตร์ก็หาไม่ หากเป็นเพราะเราเรียนวิทยาศาสตร์โดยปราศจากการใช้ศิลปะเป็นพื้นฐานใช่หรือเปล่า ถึงได้ทำให้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมีนิสัยลืมตัวจนกระทั่งใช้ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์กอบโกยเอาทรัพยากรธรรมชาติมาทำลายจนกระทั่งแทบไม่มีอะไรเหลือ

มีร้อยกรองบทหนึ่งที่ชี้เอาไว้อย่างชัดเจนว่า “ถ้าชาติย่อยยับอับจน คนจะสุขอยู่ได้อย่างไร” ในเรื่องนี้สิ่งที่เขียนมาแล้วทั้งหมดหลายคนอาจพูดว่า “ทำได้ยาก” ขอโทษทีนะถ้าฉันจะบอกความจริงกับเธอว่า “ความยากความง่ายนั้นไม่มีอยู่ในโลกของความจริง” ดังนั้น ถ้าเธอบ่นว่ายาก หากหวนกลับไปมองที่ตัวเธอเองก็น่าจะหมายความว่าเธอขาดความวิริยะอุตสาหะและขาดสมาธิที่จะนำปฏิบัติใช่หรือเปล่า ถ้าเธอคิดว่าง่าย น่าจะเป็นเพราะเธอตกอยู่ในความประมาทขาดสติเช่นนั้นหรือเปล่า ดังนั้น จึงสรุปได้ว่าขอให้มีกำลังใจในการนำปฏิบัติอย่างมุ่งมั่นดังเช่นที่หลักธรรมได้ชี้ไว้ว่า “จงเป็นผู้ตื่นอยู่เสมอ”

ส่วนฉันเองนั้นขอปวารณาตัวที่จะยืนอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทั้งในด้านความคิดและการปฏิบัติเพื่อให้กำลังใจแก่ทุกคน

นอกจากนั้นแล้วอาจมีบางคนอ้างว่าการปฏิบัติบนพื้นฐานความคิดที่ได้กล่าวมาแล้วน่าจะต้องใช้เวลาอันยาวนาน ดังนั้น จึงขอชี้แจงว่าในเมื่อเราปล่อยให้กาลเวลามันผ่านพ้นมาจนกระทั่งเกิดปัญหาขึ้นแก่สังคมแทบจะทั่วไปหมด ถ้าเราไม่มีนิสัยอ้างโน่นอ้างนี่ซึ่งถือว่าเป็นการหลีกเลี่ยงแล้ว

www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01way02140652&sectionid=0137&day=2009-06-14

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 14, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“เงินครบ….. จบแน่ ??”

โดย ดร.วรภัทร โตธนะเกษม

มีข่าวจากวงการศึกษา ที่น่าสนใจเมื่อสองวันก่อนนี้ โดยอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวันแถลงว่า ปีการศึกษานี้ จะไม่เปิดการสอนนักศึกษาปีหนึ่งคณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ เนื่องจากได้เปิดรับสมัครมาแล้วสองรอบ มีผู้สมัคร รวม 500 คน แต่ปรากฏว่า ไม่มีผู้สอบผ่านเกณฑ์ของสถาบันเลย แม้แต่คนเดียว

ผมคิดว่า ข่าวนี้น่าสนใจมาก ใครจะเชื่อว่าเรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ เพราะนักศึกษาตั้ง 500 คน ที่เข้าสอบวิชาพื้นฐาน แต่กลับปรากฏ (ตามข่าว) ว่า วิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งเป็นวิชาพื้นฐานที่สำคัญมากนั้น ผู้สอบได้คะแนนสูงสุด ได้เพียง 14 คะแนนเท่านั้น (จาก 100 คะแนน) และวิชาพื้นฐานอื่นๆ ซึ่งมีคะแนนเต็ม 100 เช่นกัน ก็ได้ไม่ถึง 50 คะแนน ตามมาตรฐานที่สถาบันฯ กำหนดไว้ ถ้าไม่บอกว่าสถาบันฯ ออกข้อสอบ หรือตรวจข้อสอบ “หิน” เกินไป (ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น) ก็คงต้องบอกว่า น่าห่วงใยการศึกษาของชาติมากพอสมควรทีเดียว แม้อธิการบดีจะพยายามอธิบายว่าอาจจะเป็นไปได้ว่าสถาบันฯ เปิดรับสมัครช้า ก็เลยได้ผู้สมัครซึ่งเป็นผู้ที่พลาดหวังจากที่อื่นมาแล้ว แต่ก็ยังเข้าใจได้ยากว่า นักศึกษาจำนวนถึง 500 คน มีคนสอบได้คะแนนสูงสุดเพียง 14 คะแนน เท่านั้นเองหรือ

วงการศึกษาบ้านเรา มีทั้งข่าวคราวที่น่าภูมิใจและน่าห่วงใยปรากฏให้เห็นเป็นระยะๆ เราดีใจที่เห็นเยาวชนของเราได้รับเหรียญทองทางวิชาการจากการแข่งขันระดับนานาชาติ แต่หลายครั้ง เราก็อดกังวลไม่ได้ กับคุณภาพการศึกษาของไทย นี่เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ได้รับฟังข่าวในลักษณะดังกล่าว ผมเอง คลุกคลีอยู่ในวงการศึกษามานาน บอกได้ว่าระยะหลังมานี้ สถาบันการศึกษาที่เปิดขึ้นมาใหม่ และ/หรือที่ขยายโปรแกรมต่างๆ ออกไปมากมายนั้น แข่งขันกันรับนักศึกษา จนบางแห่งอาจจะถึงระดับที่น่ากังวลทีเดียว ที่กล่าวเช่นนี้ ก็เพราะมีการพูดล้อเลียนกันในหมู่คณาจารย์ ว่าสถาบันบางแห่งนั้น “เงินครบ จบแน่” ……. (ซึ่งผมก็ไม่ทราบหรอกครับ ว่าหมายถึงสถาบันไหนกันบ้าง)

การศึกษาในระดับอุดมศึกษาของเราวันนี้ แข่งขันกันหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโครงการใหม่ๆ ทั้งปริญญาตรี โท และเอก รวมทั้งการขยายแคมปัสไปยังภูมิภาคต่างๆ และที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือขยับเข้ามาซื้อหรือเช่าอาคารกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อนักศึกษา ซึ่งเรื่องเหล่านี้ผมคิดว่าไม่ใช่สิ่งที่ผิด จริงๆ แล้วน่าจะเป็นสิ่งที่ดีด้วยซ้ำไป เพราะเป็นการตอบสนองความต้องการด้านการศึกษาของนักศึกษาและสังคม เพียงแต่จะต้องตระหนักด้วยว่า จะต้องสามารถรักษาระดับคุณภาพของการศึกษา ให้สูงและเหมาะสมกับศักดิ์ศรีของปริญญาที่นักศึกษาจะได้รับ ถ้าออกมาในรูปแบบ “เงินครบ จบแน่” จริงๆ แล้วละก็ ……..คงอดห่วงใยกันไม่ได้หรอกครับ

ผมอยู่ในแวดวงการศึกษาวิชาบริหารธุรกิจ มานาน และเคยตั้งคำถามตัวเองเหมือนกัน ว่าโครงการ MBA ที่เกิดขึ้นเยอะๆ เพราะ “ใครๆ ก็อยากได้ MBA” นั้น ถ้าหากคุณภาพการศึกษาของสถาบันบางแห่ง ไม่ค่อยจะดีนัก อย่างนี้แล้ว จะมีข้อเสียหายมากไหม ซึ่งผมตอบตัวเองว่าถ้ามองแบบเคร่งครัด ก็น่าจะถือว่าเสียหาย เพราะเป็นโครงการด้อยคุณภาพ แต่ขณะเดียวกัน ผมก็คิดว่า ถ้าทำใจให้กว้างหน่อย คิดเสียว่าคนที่ไปเรียน MBA นั้น แม้คุณภาพการศึกษาอาจจะย่อหย่อนบ้าง แต่หลังจากเขาสำเร็จการศึกษามาแล้ว ยังไงเสีย เขาก็น่าจะเป็นคนที่เก่งขึ้นกว่าคนเดิม ไม่มากก็น้อย น่ะ…..

เวลาคิดอย่างนี้ แม้จะไม่ถูกใจนัก ผมก็พอจะทำใจรับได้บ้าง แต่ MBA หรือหลักสูตรอื่นๆ ทางสังคมศาสตร์ นั้น อาจจะมีความต่างจากหลักสูตรสายวิทยาศาสตร์ อยู่บ้าง เช่น คนที่จะเรียนเพื่อเป็นวิศวกรนั้น อาชีพของพวกเขา จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของคนในสังคม จำนวนมาก เช่น ตึกที่เขาออกแบบ หรือควบคุมการก่อสร้าง หรือระบบไฟฟ้าของอาคาร เป็นต้น ดังนั้น น่าจะต้องถือว่าความรู้พื้นฐานด้านคณิตศาสตร์ของคนที่จะเข้าสู่วิชาชีพนี้ ต้องได้มาตรฐานที่ดีพอสมควร ถ้าคิดแบบนี้ ผมก็เห็นว่าการรักษามาตรฐานของสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน ถือว่ามีเหตุผลที่มีน้ำหนักอย่างยิ่ง

ข้ามจากระดับปริญญาตรี และโท ขึ้นไป เราก็เริ่มเห็นว่า ประมาณ 10 ปีที่ผ่านมานี้ โครงการปริญญาเอก ได้เริ่มปรากฏให้เห็นเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางแล้ว และเริ่มมีคำว่า “ดร.” นำหน้าชื่อผู้คนในสังคมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็เริ่มเป็นประเด็นในวงการศึกษาเช่นกัน ว่าจำนวน “ดร.” ที่ผลิตออกมาอย่างค่อนข้างจะรวดเร็วโดยบางสถาบันนั้น มีคุณภาพมากน้อยเพียงใด

นอกจากนั้น หลายสถาบันก็เริ่มผลิต “Journal” ขึ้นมา เพื่อให้ “เป็นหน้าเป็นตาทางวิชาการ” ของสถาบัน และเป็นแหล่งตีพิมพ์บทความ และบทวิจัยต่างๆ ของคนที่จะสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก แต่ขณะเดียวกัน ก็เริ่มมีข้อสังเกตว่า บทความที่ลงพิมพ์ใน Journal เหล่านี้ ได้คุณภาพเพียงใด? ผมเองเคยได้รับบทความจากกองบรรณาธิการ Journal แห่งหนึ่ง ขอให้ทำหน้าที่อ่านก่อนพิจารณานำลงพิมพ์ (ที่เรียกกันว่า Peer Review) แต่ปรากฏว่าผมอ่านไป 4-5 รอบ ก็ยังไม่เข้าใจเรื่องราวที่เขียน

และเมื่อสงสัยว่าตนเองอาจจะ “ไม่ฉลาดพอ” จึงลองส่งบทความนั้นให้เพื่อนร่วมงานระดับ PH.D. จากต่างประเทศอีกคนหนึ่งอ่าน โดยไม่บอกอะไรให้ทราบ เขากลับมาบอกว่า ไปอ่านมาแล้วหลายรอบ แต่ไม่เข้าใจว่าเขียนอะไรครับ…..

ผมจึงได้ส่งข้อวิจารณ์ไปที่ JOURNAL ฉบับนั้น ซึ่งก็ไม่ทราบเหมือนกันว่า บทความเรื่องนั้น ในที่สุดแล้วได้รับการตีพิมพ์หรือไม่ เพราะไม่ได้ติดตามอีกเลย ที่พรรณนามาทั้งหมดนี้ ก็เพราะไม่อยากให้คุณภาพการศึกษาของไทย มีแต่รูปแบบ เช่น มี JOURNAL หรือโครงการปริญญามากมาย แต่ขาดคุณภาพ และไม่อยากให้ประเทศเรา มีคนสำเร็จปริญญาโท-เอก มากมาย แต่บัณฑิตที่ผลิตออกมา กลับไม่สามารถเชิดหน้าชูตาในระดับภูมิภาคได้ ผมจึงขอฝากไปยังท่านอธิการบดีทั้งหลาย ว่า โปรดช่วยกันด้วย นะครับ

http://newsroom.bangkokbiznews.com/comment.php?id=6818&user=warapatr

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 6, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ด้วยจิตวิญญาณธรรมศาสตร์

นิธิ เอียวศรีวงศ์

ระยะเวลาประมาณสิบปีที่ผ่านมา มีการขยายตัวทางการศึกษาอย่างรวดเร็วมาก มีการเปิดสาขาวิชาในสถาบันราชภัฏถึงระดับปริญญาตรีและกำลังขยายไปสู่ปริญญา โท ยังมีเรื่องการผลักดันมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีเรื่องของความเห็นพ้องต้องกันหรือจะเรียกว่าฉันทามติของสังคมไทยซึ่งอาจจะ เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาด้วยการเรียกร้องและผลักดันให้มีการปฏิรูปการ ศึกษาและอย่างอื่นอีกมากมาย

จะเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือเพื่อแก้อะไรก็ตามแต่ ฉะนั้นผมเห็นว่า เรื่องของธรรมศาสตร์นั้น เราไม่ควรจะติดอยู่เพียงเรื่องของจิตวัญญาณที่ศักดิ์สิทธิ์เพียงอย่างเดียว ผมคิดว่าเป็นช่วงที่เหมาะที่พวกเราทุกคนจะหันกลับมาทบทวนในด้านอุดมการณ์ของการอุดมศึกษาให้ดีๆ และในอุดมการณ์การศึกษาที่เราจะต้องทบทวนอย่างมากนั้น ผมคิดว่าตัวหลักการสำคัญมันอยู่ในสิ่งที่ผมอยากจะเรียกว่า “จิตวิญญาณของธรรมศาสตร์” ถึงแม้จะชื่อว่าธรรมศาสตร์ก็ตามแต่ แต่คิดว่ามันน่าจะใช้กับอุดมศึกษาของประเทศเราทั้งหมดได้

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อผลิตคนไปป้อนระบบราชการหรือป้อนบริษัทธุรกิจเอกชน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือว่า มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นมหาวิทยาลัยเดียวในประเทศไทยที่ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อตอบสนองต่อตลาดงานจ้าง คือคิดถึงสิ่งอื่น ไม่ได้คิดถึงตลาดเป็นหลัก

ในเรื่องนี้ ฯพณฯ รัฐบุรุษอาวุโส พูดชัดเจนไว้ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ท่านบอกว่า มหาวิทยาลัยย่อมอุปมาประดุจบ่อน้ำ บำบัดความกระหายของราษฎร ผู้สมัครแสวงหาความรู้อันเป็นสิทธิและโอกาสที่เขาควรมีควรได้ตามหลักแห่งเสรีภาพในการศึกษา

ผมอยากจะย้ำว่า ท่านพูดถึงการแสวงหาความรู้ว่ามันเป็นสิทธิและโอกาสที่ควรมีควรได้ และเราลองย้อนนึกกลับไปที่การตั้งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั้งหมดในประเทศไทย มีใครพูดถึงสิทธิ พูดถึงการแสวงหาความรู้ว่าเป็นสิทธิอันควรมีควรได้บ้าง แต่หลายมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำไปในคำปรารภในการเปิดมหาวิทยาลัย พูดถึงการศึกษาตามอัตภาพ คือหมายความว่า อัตภาพของคุณควรมีการศึกษาเท่าไรก็เท่านั้น แต่ที่นี่เป็นมหาวิทยาลัยแห่งเดียวในประเทศไทยที่พูดถึงการศึกษา พูดถึงการแสวงหาความรู้ว่า เป็นสิทธิอันควรมีควรได้ พูดถึงเรื่องของการศึกษาว่ามีหลักการของเสรีภาพทางการศึกษา

ผมคิดว่าเราไม่พบอุดมคติแบบนี้ในจุดมุ่งหมายการก่อตั้งมหาวิทยาลัยของไทยที่ ใดเลย ถามว่าหลักการอันนี้ยังใช้ได้อยู่หรือไม่ สำหรับผมเอง ผมคิดว่า ยังใช้ได้ และควรจะต้องใช้อย่างยิ่ง มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะประเทศไทยเดินเข้ามาอยู่ในทาง 2 แพร่งที่สำคัญ ถ้าคุณไม่ใช้สิ่งที่ผมเรียกว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ มองการแสวงหาความรู้ว่าเป็นสิทธิ เป็นเสรีภาพที่ทุกคนควรมี แต่คิดว่าการศึกษาเป็นแต่เพียงการสร้างคนสร้างความรู้ไปตอบสนองธุรกิจและรัฐ แต่เพียงอย่างเดียวแล้ว ผมคิดว่าอนาคตประเทศไทยจะเดินไปอีกทาง

การเอาการศึกษาไปเชื่อมต่อกับตลาดนั้นผมว่ามันมีอันตราย เพราะการจัดการศึกษาโดยการเอาตลาดเป็นตัวนำ ถ้าตลาดมันไม่พัฒนา เช่น อุตสาหกรรมไทยเป็นอุตสาหกรรมสำหรับที่จะซื้อเทคโนโลยี ซื้อแม้กระทั่งวัตถุดิบ แล้วเอาแรงงานราคาถูกยัดลงไปในเครื่องจักรเพื่อผลิตออกไปขายถูกๆ ในตลาดอเมริกาหรือตลาดอะไรก็ตามแต่ ถ้าสภาพของตลาดมันเป็นอย่างนี้ ถามว่าเราต้องการมหาวิทยาลัยที่มีคุณภาพไปทำไม ไม่จำเป็นเลย

เราผลิตวิศวกรเพื่อสามารถไปอ่านคู่มือของเครื่องจักร รู้ว่าจะกดปุ่มตรงไหนได้ก็พอแล้วใช่ไหม เพราะตลาดงานจ้างไม่ต้องการความรู้ของวิศวกรมากไปกว่านี้ เหตุดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เราจึงมีวิศวกรแคทตาล็อก มีสถาปนิกก๊อปปี้ แม้แต่จิตรกรก็วาดก๊อกปี้เหมือนกัน คือไม่ต้องคิดไม่ต้องทำอะไร เพราะตัวตลาดจ้างงานมันไม่ต้องการความรู้มากไปกว่าแคตตาล็อคและก๊อปปี้

เพราะฉะนั้นการเอาการศึกษาไปผูกไว้กับตลาดการจ้างงานมันจึงอันตรายจริงๆ ไม่เท่านั้น ตัวตลาดงานก็ไม่มีโอกาสจะพัฒนาขึ้น จะมีแต่อาเสี่ยซื้อเครื่องจักรมาปั๊มของไปขายในราคาถูกๆเท่านั้นเอง ความสามารถที่จะพัฒนาตัวตลาดก็ไม่มี เพราะบัณฑิตที่ผลิตออกไปนั้น ผลิตเพียงเพื่อจะไปกดปุ่มเครื่องจักรที่เราเอามาจากเมืองนอก ฉะนั้น ตัวการศึกษาก็ตกต่ำลง ตัวงานในตลาดก็ไม่มีทางที่จะพัฒนาขึ้นได้

และบัดนี้ความสามารถในการแข่งขันอย่างที่ว่ามันหมดไปแล้ว ถึงได้เริ่มหันกลับมาบอกว่า เราไม่ต้องการวิศวกรแบบนี้ เราไม่ต้องการสถาปนิกแบบนี้ เราต้องการคนที่คิดเป็น เราต้องการอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา เพราะรู้อยู่ว่า ตลาดงานจ้างที่มีคุณภาพต่ำแบบนี้ ไม่สามารถไปแข่งขันกับใครในตลาดโลกได้แล้ว เพราะประเทศที่เขาสามารถมีแรงงานต่ำกว่าเรานั้นมีเยอะแยะไปในเอเชีย

แต่หลักการของธรรมศาสตร์นั้นตรงกันข้าม หลักการของจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ไม่ได้เอางานจ้างเป็นตัวตั้ง แต่เอาความกระหายใคร่รู้ของประชาชนเป็นตัวตั้ง เอาความกระหายใคร่รู้มาถือว่าเป็นสิทธิและเสรีภาพของคนที่สังคมที่เจริญแล้ว ต้องเคารพ มันจึงเป็นคนละเรื่องกันเลย มันจะมีความแตกต่างทางด้านการศึกษาอีกมาก ระหว่างมหาวิทยาลัยหรือการจัดการอุดมศึกษาที่เอาความกระหายใคร่รู้เป็นตัว ตั้งแทนที่จะเอาตลาดงานเป็นตัวตั้ง เพราะในที่สุด ถ้าเปรียบกับประเทศอื่นๆในโลกนี้ที่พัฒนาทางด้านอุดมศึกษามาไกลกว่าเราก็จะ พบว่า เขาไม่ได้ให้งานเป็นผู้สร้างบัณฑิต แต่เขาให้บัณฑิตเป็นผู้สร้างงาน

ผมอยากจะพูดด้วยว่า ตลอดเวลาหลายสิบปีหรืออาจจะเป็นศตวรรษแล้วก็ว่าได้ ชนชั้นนำไทยโดยส่วนใหญ่ ค่อนข้างกลัวคนมีความรู้มากๆ เพราะถ้าคนมีความรู้มากๆ อาจทำให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวายในทางสังคมการเมืองขึ้นได้ ชนชั้นนำไทยจึงพยายามอย่างยิ่งที่จะทำให้คนที่มีการศึกษามีพอๆ กับความสามารถจ้างงาน กลัวมากที่จะทำให้คนมีการศึกษามากกว่าตำแหน่งงาน แต่ความกลัวเหล่านี้ก็ไม่สามารถขจัดความปั่นป่วนวุ่นวายได้ ในขณะเดียวกัน ก็ก่อให้เกิดปัญหาการไม่พัฒนาในทุกๆด้านของประเทศสืบต่อมา

ถ้าเรายึดในจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์อย่างที่ท่านผู้ประศาสน์การได้แถลงเอาไว้ คือยึดในหลักสิทธิและเสรีภาพทางการศึกษาแล้ว การที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในเวลาต่อมากลายเป็นมหาวิทยาลัยที่ถูกเรียกโดย ทั่วๆไปว่า มหาวิทยาลัย “ปิด” จะมีปัญหามาก เพราะเท่ากับปฏิเสธตัวจิตวิญญาณตั้งแต่ต้นเลย เพราะคุณปิดเมื่อไร ก็แสดงว่าคุณไม่รับคนอื่นๆ อีกจำนวนมากที่เขาอยากจะเรียนในมหาวิทยาลัย เขากระหายใคร่รู้ เป็นสิทธิอันควรมีควรได้ของเขาแต่เผอิญเขาสอบเข้าไม่ได้ หรืออะไรก็แล้วแต่ เขาก็หมดสิทธิเสรีภาพอันนั้นไป ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพอันนั้นไป

อย่างไรก็ตามแต่ ผมไม่ได้บอกว่าธรรมศาสตร์ต้องกลับไปเป็นตลาดวิชา ผมคิดไม่ทัน และไม่ทราบเหมือนกันว่า ควรจะกลับหรือไม่ควรกลับ แต่ผมอยากจะอธิบายตรงนี้ว่า คำว่ามหาวิทยาลัย “ปิดรับนักศึกษา” ซึ่งเป็นภาษาทางการ ไม่ได้แปลว่า ปิดประตูมหาวิทยาลัยให้คนส่วนน้อยในสังคมเท่านั้นที่มีโอกาสเรียน มหาวิทยาลัย เพราะเราสามารถจำกัดจำนวนนักศึกษาโดยการเปิดประตูมหาวิทยาลัยให้กว้างกว่า ที่เป็นอยู่ก็ได้ อย่างน้อยที่สุดเราสามารถเปิดประตูมหาวิทยาลัยได้ 2 ด้านด้วยกัน

ด้านที่หนึ่ง คือการรับนักศึกษาจำนวนที่จำกัดไว้ หรืออาจจะรับเท่าเดิม แบ่งประเภทของนักศึกษาให้สามารถรับนักศึกษาได้กว้างกว่าที่เป็นอยู่

อย่างที่สอง เราอาจจะเปิดประตูมหาวิทยาลัยสำหรับการสร้างกำลังความรู้และกำลังคนแก่ประชาชนก็ได้ และขอให้เรามาดูว่ามหาวิทยาลัย “ปิดรับ” ต่างๆ รวมทั้งธรรมศาสตร์ในระยะหลังด้วยนี้ เปิดประตู 2 ด้านนี้ให้กับสังคมไทยหรือไม่ ผม

ขอพูดถึงด้านแรกก่อน

ขอให้ย้อนกลับไปคิดเมื่อมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเปิดขึ้นในตอนแรกนั้น นอกจากตัวมหาวิทยาลัยแห่งนี้เป็นลักษณะที่เรียกว่าตลาดวิชาแล้ว ขอให้สังเกตว่า คุณสมบัติของผู้มีสิทธิในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยแห่งนี้ ประกอบด้วยคนหลายประเภทมาก คือไม่ใช่เฉพาะที่จบ ม.8 หรือมัธยมปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการอย่างเดียว ยังเปิดให้กับข้าราชการทั้งหมด ตั้งแต่ชั้นเสมียน ซึ่งช่วงที่เปิดมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขอให้เข้าใจก่อนว่า มีข้าราชการที่ไม่จบปริญญาตรี ผมเข้าใจว่าประมาณ 80-90% มากมายมหาศาลเลย คนทั้งหมดเหล่านี้ไม่จบแม้แต่ ม.8 ก็เยอะมาก คนพวกนี้มีสิทธิในการเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์หมด ถ้าผู้บังคับบัญชายอม

นอกจากนั้นแล้ว ยังเปิดโอกาสให้ ส.ส.เข้าเรียน ยังเปิดให้ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นผู้แทนตำบล ซึ่งในช่วงหลัง 2475 จะเป็นผู้ไปเลือก ส.ส.อีกที ก็มีสิทธิที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองเหมือนกัน

ทีนี้ถ้าเราจับหลักของสิทธิเสรีภาพทางการศึกษาได้ เราก็จะพบได้ว่า การประเมินว่าใครควรเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย เขาไม่ได้ปล่อยให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้กำหนดแต่เพียงผู้เดียว ยิ่งคิดถึงว่าการกระจายการศึกษาของไทยมีจำกัดแค่ไหน มหาวิทยาลัยยิ่งปฏิเสธไม่ได้ใหญ่ว่า ตัวเองต้องมีหน้าที่ในการประเมินคนอื่นๆ ที่ไม่ได้จบมัธยมปลายตามหลักสูตรกระทรวงศึกษาธิการเข้าเรียนด้วย เปิดโอกาสให้ความรู้และประสบการณ์ที่เกิดในวิถีชีวิตจริงของคนเข้ามาอยู่ในมาตรฐานด้วย และนี่เป็นเรื่องสำคัญมาก

ลองคิดถึงผู้นำชาวบ้านที่สามารถสร้างกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ เก็บเงินได้เป็นร้อยล้านบาท ดำเนินกิจการบริการประชาชนดีกว่าที่รัฐบาลใดก็แล้วแต่สามารถให้บริการในด้านสาธารณสุข แม้แต่ 30 บาทรักษาทุกโรค เพราะแม้แต่การเยี่ยมไข้ เขายังจ่ายเงินค่าเยี่ยมไข้ แต่เผอิญว่าผู้นำจบแค่ ม.3 จึงไม่มีสิทธิเข้าเรียนมหาวิทยาลัย นี่มันอะไรกันครับ ทำไมคนที่ทำสิ่งเหล่านั้นได้ไม่สามารถต่อยอดประสบการณ์และความรู้ของเขาไปให้ไกลมากขึ้นกว่าเดิม

เพราะอย่างนั้นผมอยากจะพูดว่า สิ่งที่เป็นจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ มันหายไปหมดในระบบอุดมศึกษาของเรา เพราะเรามองมันแคบมากว่า จะต้องเอาคนจบ ม.ปลาย มาฝึกอะไรบางอย่างเพื่อไปกดปุ่มในโรงงานเป็น ถ้าคิดแค่นี้เราจะมองไม่เห็นคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยเลย ตรงข้ามกับจิตวิญาณธรรมศาสตร์ที่มองเห็นคนส่วนใหญ่เป็นหลักก่อน เพราะฉะนั้น มหาวิทยาลัยปิดจึงหมายถึงมาตรฐานที่แคบลงเมื่อเปรียบเทียบกับมหาวิทยาลัย วิชาธรรมศาสตร์และการเมือง โดยเลือกเฉพาะคนที่สามารถทำข้อสอบสอบเข้ามหาวิทยาลัย คนที่จบมัธยมปลายแล้วเอาคนที่เก่งที่สุดเข้ามา

ถามว่าคนที่เก่งที่สุดคือคนที่มีโอกาสในชีวิตดีที่สุดใช่ไหม อาจจะไม่ใช่ทุกคน แต่ส่วนใหญ่แล้วใช่ นี่คือความไม่เป็นธรรม และมหาวิทยาลัยก็รู้อยู่เต็มอกว่านี่คือความไม่เป็นธรรม แต่เราก็ทำสืบเนื่องตลอดมา คำถามว่าจิตวิญญาณธรรมศาสตร์อยู่ที่ไหน ? ผมจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะที่นี่ แต่ทั้งประเทศไทย จิตวิญญาณอันนั้นหายไปไหน ในแง่นี้ จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ คือการที่มหาวิทยาลัยเอื้อมมือออกไปสุดแขนเพื่อสัมผัสประชาชนให้มากที่สุด เท่าที่จะมากได้ ไม่ใช่หดมือเข้ามาแล้วให้ประชาชนเอื้อมสุดแขนเพื่อสัมผัสกับมหาวิทยาลัย ซึ่งมันตรงกันข้ามกับที่เรารู้จักทุกมหาวิทยาลัยในทุกวันนี้

ในอีกด้านหนึ่งที่ผมคิดว่ามหาวิทยาลัยสามารถเปิดประตูได้ คือการสร้างพลังความรู้ให้กับสังคม ผมอยากจะพูดสั้นๆ แต่เพียงว่า ถ้าเราเอาตลาดงานเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาของอุดมศึกษาของเรา คำถามก็คือว่า คนที่ไม่มีเงินจะจ้าง สถาบันที่ไม่มีอะไรจะจ้าง จะมีใครผลิตความรู้และผลิตบัณฑิตไปป้อนมัน และสถาบันที่ว่านั้นเยอะมาก เช่น ประเทศชาติเป็นต้น

ประเทศชาตินั้นไม่เคยจ้างใครเลย ถามว่ามหาวิทยาลัยไหนในโลกนี้จะผลิตคนและความรู้ไปรับใช้ประเทศชาติ แต่แน่นอนบริษัทซีพีมีเงินจ้าง คุณก็ผลิตคนและความรู้ไปป้อนบริษัทซีพี แต่ประเทศชาติไม่มีเงินจ้าง มีสิ่งที่ไม่มีเงินจ้างอีกมากครับ ระบอบประชาธิปไตยก็ไม่มีเงินจ้างใคร ใครจะผลิตคนไปป้อนประชาธิปไตย ไปรับใช้ระบอบประชาธิปไตย สัจจะออมทรัพย์อีกมากมายที่ไม่เงินจ้าง หมู่บ้านก็ไม่มีเงินจ้าง สหภาพแรงงานเวลานี้ยังไม่มีเงินจ้าง ธนาคารข้าวไม่มีเงินจ้าง ถ้าคิดถึงการไม่มีเงินจ้างนั้นมีมากมาย ซึ่งผมคิดว่ามีถึง 80% ของสังคมไทยที่ไม่มีเงินจ้าง และไม่มีเงินซื้อความรู้ของมหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยของเราทั้งหมดจะไม่ต้องตอบสนองสถาบันและกลุ่มคนเหล่านี้เลยหรือกระไร? ถ้าหากเราคิดจะเอาตลาดเป็นตัวตั้งอย่างเดียว เมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่รู้จะมีมหาวิทยาลัยไปทำไม เพราะไม่สามารถไปตอบสนองใครได้เลย คำว่าตอบสนองในที่นี้ ผมอยากจะให้เราย้อนกลับไปดูหลักสูตรของธรรมศาสตร์ หลักสูตรของธรรมศาสตร์นั้นผมคิดว่าเป็นหลักสูตรที่ประหลาดมาก คือเริ่มต้นจากคำถามที่มาจากสังคมไทยเอง

ธรรมศาสตร์ในระยะแรกสุดเมื่อเป็นมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง หรือ มธก. ถามว่า อะไรที่สังคมไทยขาด สังคมไทยขาดพลเมืองที่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตยอย่างมีประสิทธิภาพ เขาจึงสร้างหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิต (มธบ.) ขึ้นมา ซึ่งในทัศนะของผม ถ้าดูหลักสูตรธรรมศาสตร์บัณฑิตแล้ว ไม่ใช่หลักสูตรที่ผลิตเฉพาะทนายความ อาจจะเป็นทนายความก็ได้ เป็นครูก็ได้ แต่เขาเรียนหลายอย่างมาก เรียนเศรษฐศาสตร์ เรียนอย่างอื่น ยิ่งถ้าเราดูหลักสูตร ตมธก. (เตรียม มธก.) เข้ามาผนวกกับตัวหลักสูตร มธบ. ยิ่งจะพบว่า เขาเรียนกว้างมาก เรียนวรรณคดี เรียนอะไรต่ออะไรร้อยแปด เพื่อผลิตพลเมืองที่มีประสิทธิภาพในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีใครจ้าง แต่เป็นสิ่งที่ต้องผลิต

โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถามจากสังคมไทยทั้งหมด แล้วพยายามสร้างความรู้และคนไปป้อน ไม่ใช่ไปถามว่าซีพีขาดอะไร บริษัทเชลล์ขาดอะไร แล้วก็ผลิตคนไปป้อนบริษัทเหล่านี้อย่างที่มหาวิทยาลัยทำหลังปี 2490 เป็นต้นมาจนถึงทุกวันนี้ นี่คือจิตวิญญาณธรรมศาสตร์ จิตวิญญาณของความพยายามจะสร้างความรู้เพื่อเพิ่มพลังเพิ่มกำลังความรู้ให้กับประชาชน ซึ่งผมคิดว่าแทบจะไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดเทียบได้เลย

เกือบทุกมหาวิทยาลัยมีเรื่องของการจัดการทรัพยากร จะเป็นมหาวิทยาลัยใดๆ ก็แล้วแต่ แต่ไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งใดเลยที่ศึกษาเรื่องการจัดการทรัพยากรชาวบ้าน ฉะนั้นทุกครั้งที่รัฐคิดถึงเรื่องการจัดการทรัพยากร จะคิดอะไรที่ชาวบ้านทำไม่ได้เสมอ ความรู้ที่มหาวิทยาลัยจึงเป็นความรู้ที่จะผลักประชาชนออกไปจากการมีอำนาจโดยไม่ได้ตั้งใจนั่นเอง ซึ่งอย่างที่ผมพูดถึงหลักสูตร มธบ.นั้น กลับตรงกันข้าม เพราะผลิตความรู้ขึ้นมาเพื่อดึงประชาชนให้เข้ามามีอำนาจ นี่คือจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์

และถ้าธรรมศาสตร์จะย้ายไปอยู่รังสิต ผมคิดว่าความพร้อมหรือไม่พร้อมไม่ได้อยู่ที่ตัวตึก เพราะหลายที่ของมหาวิทยาลัย มุงหลังคาจากก็สอนได้ แต่ผมคิดว่า รังสิตนั้นเป็นดงของแรงงานไร้ฝีมือ ธรรมศาสตร์จะไปอยู่ที่รังสิต ความพร้อมไม่พร้อมพิสูจน์กันด้วย ธรรมศาสตร์พร้อมที่จะเป็นผู้นำในการสร้างความรู้สำหรับคนหรือแรงงานไร้ฝีมือเหล่านั้นหรือไม่ ? ความพร้อมของธรรมศาสตร์นั้นอยู่ตรงที่ว่า คุณกลับไปหาจิตวิญญาณอันเก่าได้ไหม กลับไปสร้างกำลังให้แก่ภาคประชาชนได้ไหม ?ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะเป็นหัวใจสำคัญที่สุด

ผมไม่อยากเห็นธรรมศาสตร์ถูกจำกัดอยู่ที่ท่าพระจันทร์ และไม่ใช่เพียงแต่ว่า จิตวิญญาณธรรมศาสตร์ควรจะขยายไปที่รังสิตเท่านั้น แต่ผมเสนอว่า มันควรขยายไปสามย่าน ควรขยายไปเชียงใหม่ ควรขยายไปวังท่าพระ ควรขยายไปทั่วประเทศไทย แม้แต่นครนายก สมุทรปราการ เพราะทุกสถาบันหลักล้วนแต่เป็นของประชาชนทั้งนั้น

ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะพูดก็คือ ท่าพระจันทร์ ถามว่าจะใช้ท่าพระจันทร์ทำอะไรได้บ้าง ควรมีปริญญาตรีหรือไม่ มีอะไรหรือไม่ ผมไม่ทราบทั้งสิ้น แต่ที่แน่นอน ไม่มีมหาวิทยาลัยไหนในประเทศไทยที่เหมือนกับธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์

กล่าวคือมันอยู่กลางชุมชน กลางชุมชนที่ไปมาสะดวกด้วย มาทางไหนก็ได้หมด คนทุกชั้นวรรณะมาธรรมศาสตร์ได้หมด นอกจากนั้นแล้วตรงนี้มันมีประวัติศาสตร์การต่อสู้ของประชาชนอยู่เต็มไปหมด นับตั้งแต่สมัยเสรีไทย มันมีเรื่องราวการต่อสู้เพื่อชาติบ้าง เพื่อประชาธิปไตยบ้าง เพื่อประชาชนบ้าง อยู่ตรงนี้แทบจะทุกหย่อมหญ้าของธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ฉะนั้นผมคิดว่า ไม่ว่าจะทำอะไรก็ตามแต่ ธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์ต้องเป็นศูนย์กลางความเคลื่อนไหวภาคประชาชนตลอดไป จริงๆแล้วผมอยากเห็นมหาวิทยาลัยแห่งนี้ตั้งงบประมาณสำหรับให้ประชาชนเคลื่อน ไหวด้วยซ้ำไป เพราะการเคลื่อนไหวเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และมหาวิทยาลัยเป็นส่วนหนึ่งสถาบันของการเรียนรู้

ผมอยากจะเห็นธรรมศาสตร์เป็นศูนย์กลางการเคลื่อนไหวของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการเมือง ศิลปวัฒนธรรม หรือเศรษฐกิจก็ตามแต่ ทำได้ไหมที่จะตั้งคล้ายๆ กับสังคีตศาลาสมัยก่อน แล้วมีงาน 104 ครั้ง ต่อปี ทุกเสาร์-อาทิตย์ ยกตัวอย่างง่ายๆ เวลานี้คนที่อยากเล่นเพลงสติงที่ไม่เล่นตามแนวของแกรมมี่และอาร์เอส ถามว่าจะเล่นให้ใครฟังได้บ้าง ไม่มี เพราะไม่มีที่ให้เขาเล่น จะต้องคิดให้ได้ว่าธรรมศาสตร์ เปิด ใครอยากจะเล่นอะไรที่ไม่เหมือนกับตลาดเขา เล่นเลย ไม่เก็บเงิน และยังอาจจะให้เงินช่วยอีกด้วย เพราะมีงบประมาณแล้ว เราช่วยได้

เพราะเวลานี้สิ่งที่น่ากลัวมากๆ ไม่ใช่อำนาจรัฐ >แต่เป็นอำนาจทุนและธุรกิจที่มันครอบงำเราหมด เราขยับไม่ได้ และถ้าธรรมศาสตร์ที่เคยเป็นหัวหอกของการต่อสู้อำนาจเผด็จการทหาร มาวันนี้ธรรมศาสตร์ต้องต่อสู้กับเผด็จการทุนและธุรกิจ เพราะจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์คือการต่อสู้กับเผด็จการ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 26, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,