RSS

Tag Archives: ผู้นำ

ผู้นำไม่เอาไหนหน้าตาเป็นอย่างไร : พอใจ พุกกะคุปต์

หากผู้บริหารส่วนใหญ่ ยอมกลั้นใจถามตนเองว่า “ฉันเป็นหัวหน้าที่ไม่เอาไหนหรือไม่”

หลายท่านถามแล้ว คงไม่แคล้วส่ายหน้าอย่างมั่นใจ ไม่ใช่แน่นอน

ก็ผมไม่เคยโวยวาย ไม่กล่าวคำผรุสวาท ไม่ขาดสติ

ดูๆ ไป ท่าจะ “เอาไหน” อยู่ครับ

แต่…ก่อนจะฟันธงลงความเห็นใดๆ กรุณาฟังผลการศึกษาของสองที่ปรึกษาใหญ่ด้านการพัฒนาผู้นำ Jack Zenger และ Joseph Folkman ที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบผู้นำที่ประสบความสำเร็จ กับ ผู้นำที่ล้มเหลว ตลอดจนศึกษาผลการประเมินพฤติกรรมผู้บริหาร 30,000 คน จากมุมมองของหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้องรวมกว่า 300,000 คน

จากการเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้นำที่ไม่ประสบความสำเร็จ และผู้บริหารที่ได้คะแนนการประเมินต่ำที่สุด เป็นอันดับ 1-10% สุดท้ายในกลุ่ม นักวิจัยทั้งสองฟันธงว่า ผู้นำที่ไม่เอาไหนมีพฤติกรรมคล้ายกัน 10 ประการ

ที่สำคัญ ความคล้ายกัน กลับไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่ผู้นำเหล่านี้  “ทำ” อาทิ ขี้โวยวาย หรือ โมโหร้าย

แต่ พฤติกรรมที่ทำให้เขาถูกมองว่าไม่เอาไหน กลับกลายเป็นสิ่งที่เขา “ไม่ทำ” มากกว่า

พฤติกรรม 10 ข้อนี้มีอะไร โดยไล่เรียงลำดับตามความสำคัญ เรามาดูกันจากที่สำคัญสูงสุดก่อนค่ะ

 1 ผู้นำชืด ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้ตามมีพลัง และแรงบันดาลใจ ท่านเองก็มีพฤติกรรมทำงานแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ เฉื่อยเฉา ขาดพลัง นั่งตบยุง

ลูกน้องน้ำดีรู้ว่าอยู่ทีมนี้อย่างไรๆ ก็ไม่รุ่ง แต่ยุงไม่กัด

2 ผู้นำที่ไม่เข้มงาน ยอมรับงานแบบผ่านก็พอ โดยไม่ขอให้ลูกทีมทุ่ม ปล่อยให้ทีมทำงานแบบชิวๆ ทีมอื่นใดจะเหนื่อยยากลำบากแค่ไหนท่านไม่ว่า แต่ทีมข้า ใครอย่าแตะ

ลูกน้องที่อยากสบาย จะปลื้มนายเช่นนี้

แต่ลูกน้องที่อยากก้าวหน้า ขอเติบโตลืมตาอ้าปาก ยากที่จะศรัทธาหัวหน้าประเภทเน้นใจ แต่ไม่ได้งาน

 3 ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหัวหน้าที่ไม่เอาไหน

หากตนเองยังงงๆ มองไม่ขาด วาดฝันไม่ชัด ว่าจะนำทีมก้าวต่อไปที่ใด ก็คงได้แต่อาศัยบุญเก่า ลูกทีมเห็นอนาคตเน่ารำไร

 4 ผู้นำที่ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ชอบเก่งเดี่ยว ไม่เอี่ยวอิงกับใคร จึงไม่มีเครือข่าย ส่งผลให้ลูกทีมกลายเป็นกระเทียมลีบตีบเพื่อนไปด้วย

วันดีคืนดี ผู้นำประเภทนี้จะเห็นพรรคพวกในองค์กรเป็นคล้ายศัตรูคู่แข่ง เลยเอาแรงมาแก่งแย่งภายใน คนที่ดีใจที่สุดคือคู่แข่งตัวจริงนอกองค์กร

 5 ผู้นำที่ไม่เอาไหน พูดอย่างไร ต้องไม่ทำอย่างนั้น ขยันพูดอย่างทำอย่าง จนคนรอบข้างฟังแบบวรรค ฟังคำเว้นหลายคำ ฟังแบบขำๆ พอเป็นพิธี เพราะรู้ว่าลูกพี่ดีแต่แค่พูด

 6 ผู้นำที่ไม่เรียนรู้ ไม่ใช้ผิดเป็นครู ไม่รู้จักพัฒนา ผิดซ้ำผิดซาก พลาดแล้วทำโกรธโทษโน่นโทษนี่ พี่ไม่เคยทำอะไรผิด

เมื่อสะกดจิตตนเองได้ จนเชื่อปักใจว่าไม่ใช่ฉันที่พลาด เลยขาดการเรียนรู้ ดูไม่จืด

 7 ผู้นำที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ใครเสนออะไรใหม่ ก็ทำไม่ได้ยิน แม้ได้ยิน ก็ไม่ได้ฟัง นั่งหูทวนลม

ท่านมั่นใจว่าที่ทำมาดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงให้วุ่นวายทำไม ไม่เข้าท่า กรุณาอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน

 8 ผู้นำที่ไม่สนใจพัฒนาลูกน้อง มองว่าลูกน้องมีไว้ใช้งาน ไม่ได้มีไว้พัฒนา จ้างมาเพื่อให้ทำงาน หากต้องมาคอยสอน คอยป้อนความรู้ สู้ทำเองดีกว่า ชักช้า น่าเบื่อหน่าย

หากทำงานไม่ได้ ก็กรุณาไตร่ตรองว่าจะอยู่ให้เกะกะ หรือจะพิจารณาตนเอง

อย่างดี ผู้นำประเภทนี้มิได้ไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาทีม รู้ว่าต้องทำ เพียงแต่ยังไม่มีงบ ไม่มีเวลา ลูกน้องกรุณารอไป…ไม่มีกำหนด

 9 ผู้นำที่ไม่มีทักษะและจิตวิทยาเรื่องการบริหารคน ท่านเอะอะ ด่าทอ ถนัดทำให้ทีมท้อ ต่อว่าเสียๆ หายๆ ไม่ให้เกียรติใครๆ ไม่ใส่ใจดูแล

เมื่อใดลูกน้องคนไหนได้คำที่คล้ายๆ ชม จะรู้สึกพะอืดพะอม ร้อนๆ หนาวๆ ไม่แน่ใจว่าพี่เขาจะเอาอะไร หรือเดาว่าท่านคงเป็นไข้ จึงไม่ปกติ

 10 ผู้นำที่ไม่ถนัดในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเข้าข่ายละล้าละลัง นั่งคิดแล้วคิดเล่า จนสถานการณ์จากสดกลายเป็นเน่า กลายเป็นปัญหาเก่าเรื้อรัง

หรือท่านดูจะตัดสินใจได้อยู่ แต่ลืมเอาวิจารณญาณมาจากบ้าน การตัดสินใจจึงไม่ผ่านมาตรพื้นฐาน ส่งให้การทำงานเป็นเรื่องยากลำบากใจสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สรุปว่า ความยากในการปรับตัวปรับใจของผู้นำที่ไม่เอาไหน เกิดจากการไม่ตระหนักว่าเราเข้าข่ายหัวหน้าที่ไม่ได้ทั้งงานและใจจากคนรอบ ข้าง

เพราะผู้นำปัจจุบันที่เข้าข่ายไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มิได้เกิดจากสิ่งที่ท่าน “ทำ” แต่เป็นส่วนที่ท่าน “ไม่ได้ทำ” ซึ่งเห็นได้ยากกว่า

 ผู้นำที่อยากพัฒนาตน จึงต้องตั้งสติอดทน หมั่นศึกษาตนเองด้วยใจเปิดกว้าง เพื่อจะสามารถ “เห็น” กระจ่างได้ ในสิ่งที่ “ไม่มี” ให้เห็น

http://bit.ly/UxBz9k

 
1 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 12, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

คุยกันฉัน คนไม่รู้เศรษฐศาสตร์ (1) โดย เกษียร เตชะพีระ

(เรียบ เรียงจากคำบรรยายของผู้เขียนเรื่อง “คุยกันฉันคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์:ว่าด้วยความ (ไม่) รู้เศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ” ในงานเสวนา “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” ในโอกาสครบรอบ 72 ปี ของ ศ.ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ จัดโดยมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 28 พ.ค.2555)

ในฐานะคนสอนรัฐศาสตร์ ถ้าเลือกได้ผมคงเลือกหัวข้อเกี่ยวกับรัฐศาสตร์หรือการเมือง ในการคุยถึง “พลังแห่งความรู้แบบนิธิ” แต่เผอิญหัวข้อนั้นถูกจองไปก่อนแล้ว

ประจวบ กับทางสำนักพิมพ์ openbooks โดยคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา และ อาจารย์ปกป้อง จันวิทย์ ได้รวมบทความเกี่ยวกับเศรษฐศาสตร์และเศรษฐกิจของ อ.นิธิ พิมพ์ออกมาเป็นหนังสือ 3 เล่มชุด โดยเล่มแรกตั้งชื่อ เก๋ไก๋ชวนสนเท่ห์ว่า นิธิ เอียวศรีวงศ์ อ่านเศรษฐกิจไทย 1:ความ (ไม่) รู้เรื่อง เศรษฐศาสตร์ (2555) ผมจึงตัดสินใจเลือกหัวข้อในลักษณะเสวนาพูดคุยกับ อ.นิธิ ในฐานะคนไม่รู้ (เพราะไม่ได้เรียน) เศรษฐศาสตร์ (มาโดยตรง) ด้วยกันผ่านหนังสือเล่มนี้

แต่นอกจากหนังสือที่เป็นตัวจุดประกาย ความคิดแล้ว ก็มีเหตุผลทางความเป็นจริงพอสมควรที่จะพูดถึงเรื่องนี้ เนื่องจากภาคส่วนเศรษฐกิจของสังคมสำคัญขึ้นมากในโลกยุคโลกาภิวัตน์ จนถึงขั้นที่หลักคิดอย่างหนึ่งของลัทธิมาร์กซที่ว่า พื้นฐานเศรษฐกิจเป็นตัวกำหนดสังคมและการเมือง

ทั้งหมด (economic determinism) กลายเป็นที่ยอมรับของนักวิเคราะห์เศรษฐกิจทุนนิยมอย่างกว้างขวาง และบางตอนจากหนังสือเรื่อง Manifesto of the Communist Party (ค.ศ.1848) ของมาร์กซ และเองเกลส์ ก็ดูจะเป็นคำบรรยายระบบทุนนิยมโลกปัจจุบันที่แม่นยำสอดคล้องอย่างเหลือเชื่อ ทั้งที่เขียนมาแล้วร้อยกว่าปี

ก็แลชุดความรู้ความเข้าใจที่มนุษย์อาศัยใช้มาบริหารจัดการภาค ส่วนเศรษฐกิจอันสำคัญยิ่งนี้ย่อมได้แก่ เศรษฐศาสตร์ และเมื่อประเมินดูจากผลลัพธ์ของการบริหารจัดการดังกล่าวในระยะใกล้อันได้แก่ ความวิบัติใหญ่ของเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตซับไพรม์ในอเมริกาปี

ค.ศ.2008 จนถึงวิกฤตหนี้ภาครัฐในยุโรปทุกวันนี้แล้ว ก็คงพอเห็นได้ว่า ชุดความรู้ความเข้าใจดังกล่าวท่าจะมีปัญหา

น่า จะมีความบกพร่องผิดพลาดไม่พอเพียงอย่างร้ายแรงบางอย่างอยู่ในองค์ความรู้ เศรษฐศาสตร์แน่ จึงส่งผลให้การปฏิบัติจัดการล้มเหลวต่อเนื่องซ้ำซากขนาดนี้

แต่ มันคืออะไร? ความรู้เศรษฐศาสตร์ผิดพลาดไม่พอเพียงตรงไหน ทั้งในแง่หลักทฤษฎีและวิธีการศึกษา อันส่งผลถึงการประยุกต์วิเคราะห์ปัญหาเศรษฐกิจรูปธรรมโดยเฉพาะของไทย? เหล่านี้คือ ปัญหาที่ผมอยากชวนคุยผ่านการเสวนากับข้อถกเถียงของ อ.นิธิ ในหนังสือข้างต้น โดยแบ่งเป็นหัวข้อดังนี้:

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

2) คิดแบบเศรษฐศาสตร์คือคิดแบบไทยๆ

3) ความน่ากลัวของคนไม่รู้เศรษฐศาสตร์

4) นักเศรษฐศาสตร์ที่ดีเป็นอย่างไร?

5) จุดอ่อนของเศรษฐศาสตร์

1) ด้านดีของความไม่รู้เศรษฐศาสตร์

บุคลิก เด่นของงาน อ.นิธิ เรื่องเศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจคือ ท่านบอกเล่าสิ่งต่างๆ อย่างที่มันเป็น และเรียกชื่อมันตามจริง (Tells it as it is; calls it by its name) อย่างไม่กลบเกลื่อนแต่งแต้ม ด้วยศัพท์แสงขรึมขลังทางวิชาการ อันเป็นสิ่งที่นักเศรษฐศาสตร์หรือคนที่รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ทำไม่ได้… คำถามคือ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

ผมคิดว่า คำตอบอยู่ตรงคำขวัญที่รู้จักกันทั่วไปว่า “Knowledge is power.” หรือ “ความรู้คือ อำนาจ” เพียงแต่เราควรอ่านมันในความหมายยุคหลังสมัยใหม่แบบ Michel Foucault (ค.ศ.1926-84 นักปรัชญาและทฤษฎีสังคมชาวฝรั่งเศสผู้ลือชื่อ) ไม่ใช่ในแบบสมัยใหม่ของ Francis Bacon (ค.ศ.1561-1626 นักปรัชญาและวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ) ที่รู้จักกันทั่วไป กล่าวคือในแบบ ฟรานซิส เบคอนนั้น:

[ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์สร้างเสริมขึ้นมาบนฐานของตัวมันเอง] ? [ความรู้ทางวิทยา- ศาสตร์ย่อมก้าวหน้าสั่งสมพอกพูนไปอย่างแน่วแน่มั่นคง โดยค้นพบกฎเกณฑ์ใหม่ๆ และทำให้การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ๆ เกิดขึ้นได้] ? [ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทำให้คนเราสามารถทำสิ่งที่ไม่อาจทำได้ ถ้าไร้ความรู้นั้น] ? [ฉะนั้นความรู้คืออำนาจ] (The Philosophy Book, 2011, pp. 110 – 11)

ทว่าในความหมายแบบมิเชล ฟูโกต์ คำว่า “ความรู้คืออำนาจ” กลับแปลว่า “พอรู้มันปั๊ป ถูกมันครอบปุ๊ปเลย” หรือนัยหนึ่ง “Knowledge is power over the knower.” (“ความรู้คืออำนาจที่เข้ามา ครอบงำเหนือผู้รู้”) มันเป็นความรู้ที่เมื่อรู้แล้วก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาของ ผู้รู้

ทำให้ผู้ที่รู้มันกลายสภาพหรืออัตลักษณ์เป็น “นัก………..” ขึ้นมา เช่น พอรู้เศรษฐศาสตร์ เศรษฐ-ศาสตร์ ก็เข้ามาประกอบส่วนสร้างกำหนดตัวตนอัตตาให้คุณกลายเป็น “นักเศรษฐศาสตร์” เป็นต้น

นัยอันยอกย้อนซ่อนเงื่อนนี้ แฝงอยู่ในแนวคิดทฤษฎีเรื่อง subjection ซึ่งมีความหมายกำกวม 2 ชั้น 2 นัย

นัย แรก 1) คือ ผู้เรียนรู้ถูก subjected หรือเอาไปขึ้นต่อองค์ความรู้หรือวาทกรรมแห่งความรู้นั้น เหมือนถูกเจ้าเข้าสิงตกเป็นร่างทรงในกำกับของวาทกรรมความรู้ ไม่เป็นตัวของตัวเองอย่างเดิมอีกต่อไป

และแล้ว 2) ผู้เรียนรู้ที่ถูกเจ้าความรู้เข้าสิงแล้วนั้น ก็กลายสภาพหรืออัตลักษณ์ เป็น subject หรือองค์ประธาน/ตัวแทนของความรู้ (หรือนัก………) ใหม่ที่สามารถใช้ความรู้นั้นไป กระทำการเล่นงานเปลี่ยนโลกดัดแปลงความเป็นจริงให้เป็นไปตามวาทกรรมแห่งความ รู้ดังกล่าว

ดังที่ความรู้เรื่อง แผนที่และภูมิศาสตร์ของโลกแห่งรัฐชาติสมัยใหม่เข้ามาสิงและเปลี่ยนชนชั้นนำ สยามสมัยรัชกาลที่ 4 และ 5 ซึ่งเรียนรู้มันจากตะวันตก ให้ขึ้นต่อตรรกะวาทกรรมแห่งความรู้ดังกล่าว แล้วพวกเขาก็กลายเป็นองค์ประธาน/ตัวแทนแห่งความรู้นั้น (หรือนัยหนึ่งกลายเป็นผู้ปกครองภูมิกายา/Geo-Body ที่เรียกว่า รัฐชาติ, นักทำแผนที่ภูมิกายา, นักทำสงครามปกป้องชายแดน แย่งยึดอาณาเขตของภูมิกายากับบรรดามหาอำนาจอาณานิคม, ผู้รักภูมิกายาที่เรียกว่า รัฐชาติหรือ นักภูมิกายา-รัฐชาตินิยม ฯลฯ) เอาความรู้ที่ว่าไปเปลี่ยนพรมแดนและรัฐสยามเก่าให้กลายเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ ตามมา (ตามที่ อ.ธงชัย วินิจจะกูล ได้บุกเบิกค้นคว้าศึกษาไว้โดยพิสดารใน Siam Mapped: A History of the Geo-Body of a Nation, 1994 โดยเฉพาะหน้า 130)

ในความหมายนี้ ความ (ไม่) รู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ของ อ.นิธิ จึงเท่ากับความไม่ถูกครอบงำหรือเข้าสิงจากความรู้เรื่องเศรษฐศาสตร์ นั่นเอง

มติชน

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1343962865&grpid=&catid=02&subcatid=0200

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 3, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

การทำงานพัฒนาสังคม : ความตระหนักรู้ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง

วันนี้ได้รับโอกาสจากพี่จี๋ให้ไปชวนคุยเรื่อง การทำงานพัฒนาสังคม : ความตระหนักรู้ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง...กับ ผู้นำรุ่นกลางทั้งจาก NGO / GO / PO   มันส์ พอสมควร…ขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาส และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสนุกครับ

มีเนื้อหาใน 3 ประเด็น คือ 1) กรอบคิด 2) วิธีการ และ 3) องค์กรที่อ่อนแรงกับภาคประชาชนที่เปลี่ยนแปลง

file การทำงานพัฒนาสังคม  ที่ใช้ขวนคุย ขนาดประมาณ 3.04 MB

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 16, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

นิธิ เอียวศรีวงศ์ : ปรองดอง บนศพเกลื่อนกลาด

(ที่มา หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 4 มิถุนายน 2555)

 

ผมขอเดาว่า พ.ร.บ.ปรองดองผ่านสภาแน่ โดยร่างของ พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน เป็นร่างหลัก อีกทั้งไม่เป็นเหตุให้เกิดความขัดแย้งใหญ่ในสังคม หรือยังไม่เป็นเหตุให้เกิดในตอนนี้หรอก

หากผมเดาถูก ก็ไม่ได้เก่งกาจอะไร ใครที่ติดตามสัญญาณทางการเมืองมา ก็คงเดาได้อย่างเดียวกัน พ.ร.บ.ปรองดองที่มุ่งจะเอาคุณทักษิณกลับประเทศ จะเกิดขึ้นโดยไม่มีการเจรจาต้าอวยกันก่อน อาศัยแต่เสียงข้างมากในสภาเพียงอย่างเดียว ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้

เขาเจรจาต่อรองกันที่ไหน เมื่อไร และอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่มีสัญญาณที่ใครๆ ก็เห็นว่า ได้ตกลงกันถึงระดับที่พอใจแก่ทั้งสองฝ่ายแล้ว จู่ๆ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จะไปงานเลี้ยงที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์จัดขึ้น แสดงไมตรีตอบสนองกันให้สื่อได้เห็น จนแม้แต่เปิดบ้านต้อนรับการเข้าอวยพรในวันสงกรานต์แก่นายกฯยิ่งลักษณ์ และเมื่อเร็วๆ นี้ ยังพูดชมเชยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าเป็นคนดี ย่อมจะร่วมต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นได้ เหตุการณ์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ทางฝ่ายเสื้อแดงก็หยุดโจมตีพลเอกเปรม แกนนำบางคนถึงกับพูดยกย่อง บางคนไม่ยกย่อง แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าเกมส์เปลี่ยนไปแล้ว วาทกรรมอำมาตย์-ไพร่ค่อนข้างเลือนรางลง

ในข้อตกลงกันนี้จะมีรายละเอียดอย่างไร ผมไม่ทราบ แต่อยากเดาว่าคงต้องมีอย่างน้อยคือ

1/ คุณทักษิณกลับประเทศได้ ภาระทางคดีที่ดินรัชดานั้น จะได้รับการนิรโทษกรรม ส่วนคดีอื่นๆ ต้องว่ากันไปในแต่ละคดี ส่วนหนึ่งคงระงับการฟ้องร้อง (เพราะการถูกฟ้องร้องเป็นการกระทำที่เนื่องกับการยึดอำนาจ ในวันที่ 19 ก.ย.49) แต่คุณทักษิณจะไม่กลับเข้าดำรงตำแหน่งทางการเมืองอีก ตรงกับที่คุณทักษิณได้ให้สัมภาษณ์เองก่อนหน้านี้

ข้อตกลงนี้ อย่างน้อยก็ทำความมั่นใจแก่ผู้ที่เคยเป็นปฏิปักษ์ต่อคุณทักษิณว่า จะไม่ถูกปลดจากตำแหน่ง อย่างน้อยก็โดยยังไม่ทันตั้งตัว ส่วนตำแหน่งที่ได้มาเพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้น เอาไว้ต่อสู้กันใน ส.ส.ร.ต่อไปข้างหน้า

2/ ในส่วนข้าราชการประจำที่สำคัญๆ และเป็นกำลังหลักของฝ่ายปฏิปักษ์คุณทักษิณ น่าจะทำความเข้าใจกันแล้วว่า จะไม่โยกย้ายจนกว่าจะครบอายุเกษียณอายุ

3/ เมื่อเลิกแล้วต่อคุณทักษิณ ก็หมายความว่าต้องเลิกแล้วต่อฝ่ายตรงข้ามคุณทักษิณด้วย โดยเฉพาะทหารที่สังหารหมู่ประชาชน รวมทั้งฝ่ายพันธมิตร ที่ได้ละเมิดกฎหมายมาก่อน ข้อนี้เห็นได้ชัดในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองอยู่แล้ว

4/ ฝ่ายคุณทักษิณคงสัญญาว่า จะไม่ทำอะไรที่กระทบต่อโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมในประเทศไทย โดยอีกฝ่ายหนึ่งก็จะยุติการตามล้างตามผลาญฝ่ายคุณทักษิณในทางกฎหมาย (เช่น ละเมิดกฎหมายอาญา ม.112) ด้วย แต่ทั้งนี้ไม่รวมถึงคนอื่นซึ่งไม่ใช่คู่กรณี รัฐบาลยิ่งลักษณ์ยังมีหน้าที่ปราบปรามผู้ที่อาจสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจที่มีอยู่เดิมนี้ต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการกระทำที่น่าหวาดระแวงว่าผิดกฎหมายคอมพิวเตอร์, ม.112 หรือทำหนังทำละครที่ดูจะล้ำเส้น พวกนี้ต้องกำราบเอาไว้

เป็นอันว่า “ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไป” เพราะชนชั้นนำทั้งสองกลุ่มสามารถตกลงกันได้ในกติกาของความขัดแย้ง

อันที่จริง ชนชั้นนำไทยเคยขัดแย้งกันตลอดมา แต่ในที่สุดก็ตกลงกันได้ระดับหนึ่งเสมอ (หรือเกือบเสมอ หากไม่นับกรณีท่านรัฐบุรุษอาวุโสปรีดี พนมยงค์) ที่เกิดการนองเลือดเป็นครั้งคราว ก็เพราะมีคนหน้าใหม่ซึ่งไม่ได้อยู่วงในของชนชั้นนำเสนอหน้าเข้ามาร่วมวง จึงต้องใช้วิธีรุนแรงซึ่งทำให้เกี้ยเซี้ยกันยาก

คนหน้าใหม่เหล่านี้ ที่จริงจะว่าเข้ามาเองก็ไม่เชิงทีเดียวนัก ส่วนหนึ่งของเขาได้รับการเชื้อเชิญให้เข้ามาโดยบางกลุ่มของชนชั้นนำ ดังเช่นการลุกฮือขึ้นของประชาชนในวันที่ 14 ต.ค.2516 แต่เครื่องมือที่ใช้จนสำเร็จภารกิจแล้ว ควรกลับไปอยู่ในกล่อง ไม่ใช่มีเสียงของตัวเอง หรือไปดึงคนหน้าใหม่อื่นๆ เข้ามาในวงมากขึ้น ฉะนั้น จึงต้องเกิด 6 ตุลา ให้น่าสะพรึงกลัวเสียยิ่งกว่า 14 ตุลาเสียอีก เช่นเดียวกับพฤษฎามหาโหดใน 2535

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ การเกี้ยเซี้ยของชนชั้นนำเริ่มจะควบคุมความขัดแย้งได้ยากขึ้น เพราะคนหน้าใหม่ที่ถูกดึงเข้ามาร่วมวงในการต่อสู้ (หรือเข้ามาเองก็ตาม) เริ่มมีจำนวนมากขึ้น และที่สำคัญกว่านั้นคือหลากหลายขึ้นด้วย

ดังนั้น การเกี้ยเซี้ยครั้งนี้จึงต้องข้าม “ศพ” คนจำนวนมาก ทั้งที่หายใจไม่ได้แล้ว และศพที่ยังหายใจได้อยู่

92 ศพ (ข้อมูลบางแห่งว่าในปัจจุบันมีถึง 102 ศพเข้าไปแล้ว) ที่เสียชีวิตเนื่องจากการกระทำของรัฐใน 2553 ถูกข้ามไปหน้าตาเฉยอย่างที่เห็นๆ กันอยู่ ยังผู้บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน

แต่ไม่ใช่เพียงเท่านั้น กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งยังไม่ได้เป็นศพ ก็ถูกข้ามไปเหมือนกัน แม้พยายามดิ้นรนขัดขวางไม่ให้ข้าม เขาก็ข้ามไปจนได้

พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้โอกาสจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปี และโอกาสกู้หนี้อีกก้อนมหึมา ก็ยังอุตส่าห์แพ้การเลือกตั้งแบบถล่มทลาย ถูกข้ามไปเหมือนกัน เพราะถูกพิจารณาว่าเป็น “ศพ” ในทางการเมืองไปเสียแล้ว ยิ่งเล่นการเมืองแบบโต้วาทีเช่นนี้ ก็คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะฟื้น (หากจะมีโอกาสฟื้น) และถึงจะเปลี่ยนการแสดงเป็นปาหี่ ก็หาทำให้สถานการณ์ดีขึ้นไม่

แม้กระนั้น ศพทั้งสองก็มิได้ถูกกระทำย่ำยีอนาจาร เพราะ พ.ร.บ.ปรองดองได้นิรโทษกรรมไว้ให้เรียบร้อยแล้ว

สมาชิก นปช.ที่ต่อต้านอำนาจอันมาจากการรัฐประหาร และบางคนก็อาจสนับสนุนคุณทักษิณด้วย อย่างน้อยก็เชิงสัญลักษณ์ นี่ก็เป็น “ศพ” ที่ถูกข้ามไปจาก พ.ร.บ.ปรองดองเช่นกัน พวกเขาไม่ได้เสี่ยงชีวิตสู้เพื่อช่วยคุณทักษิณ แต่สู้เพื่อให้คุณทักษิณได้รับความยุติธรรม อย่างที่พวกเขาอยากเห็นสังคมไทยเป็นสังคมที่เคารพความเป็นธรรม หากคุณทักษิณทำผิดกฎหมาย คุณทักษิณก็สมควรได้รับโทษตามกฎหมาย แต่กระบวนการทางกฎหมายที่จะเอาผิดกับคุณทักษิณ ต้องโปร่งใส, เป็นธรรม และให้โอกาสสู้คดีอย่างเต็มที่เท่าที่กฎหมายซึ่งยุติธรรม (อันเปรียบเทียบได้กับนานาอารยประเทศ) มอบให้

โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนปฏิรูปอะไรในโครงสร้างอันไม่เป็นธรรมเลย คุณทักษิณก็จะเดินข้ามศพคนจำนวนมากกลับบ้าน ดังนั้น พวกเขาจึงเป็น “ศพ” อีกชนิดหนึ่งที่คุณทักษิณต้องก้าวข้าม (แล้วลืมพวกมันไป) เหมือนกัน

คนพวกนี้จะมีสักเท่าไร ผมตอบไม่ได้ แต่รู้แน่ว่ามีจำนวนมาก (อย่างน้อยก็มากกว่าศพพันธมิตรไม่เกิน 5,000 คนที่ชนชั้นนำได้ก้าวข้ามไปแล้ว) ผมประเมินจากปัจจัยสองสามอย่าง อาจารย์ธิดา ประธาน นปช.ในปัจจุบัน ซึ่งมีสามีเป็น ส.ส.สังกัดพรรคเพื่อไทย ได้แสดงจุดยืนให้เห็นว่า ไม่อาจเห็นด้วยกับข้อเสนอนิรโทษกรรมทุกฝ่ายในร่าง พ.ร.บ.ปรองดองได้ วิทยุเสื้อแดงในจังหวัดที่ผมอยู่ระดมสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.เกือบ 24 ชั่วโมง เสียงสะท้อนของคนเสื้อแดงจำนวนมากที่ออกมาในสื่อออนไลน์ และในการประชุมสัมมนาตามที่ต่างๆ รวมทั้งการกลับลำของคุณณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

ถ้าคนกลุ่มนี้มีจำนวนไม่มาก ก็ไม่ต้องมีปฏิกิริยาเช่นนี้

แต่คนพวกนี้ ทั้งที่อยู่ในพันธมิตร, ใน นปช. รวมกับคนที่สนับสนุนการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง เพราะคิดว่าจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง จะเป็นศพให้ข้ามไปเฉยๆ กระนั้นหรือ

ขออนุญาตใช้สำนวนของคุณ “ใบตองแห้ง” ที่ว่า คนเหล่านี้เป็นยักษ์ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาเสียแล้ว (คงจะกลับลงขวดหรือตะเกียงอีกได้ยาก)

แต่ยักษ์ไม่ได้ตื่นเพียงเพราะเหตุการณ์ชุมนุมใน 6-7 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่าพวกเขาถูกปลุกให้ตื่นจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจสังคมที่เกิดในเมืองไทยมากว่า 20 ปีแล้ว จากคนที่ไม่อินังขังขอบทางการเมือง กลายเป็นคนที่กระตือรือร้นจะมีส่วนร่วมทางการเมือง และเมื่อไม่มีพื้นที่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมได้มากกว่าหีบบัตรเลือกตั้ง จึงจำเป็นต้องใช้ท้องถนน

ผมไม่ได้ปฏิเสธนะครับว่า การเคลื่อนไหวของยักษ์เหลืองยักษ์แดงเหล่านี้มีชนชั้นนำบางกลุ่มสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง แต่ไม่พอหรอกครับ ไม่ว่าจะสนับสนุนอย่างไร ก็ต้องอาศัยเหตุปัจจัยบางอย่างที่ช่วยให้เขาเลือกจะตอบสนองต่อการสนับสนุนนั้นด้วย ชนชั้นนำที่คิดว่า เมื่อตนถอนการสนับสนุน ยักษ์ก็ต้องกลับลงขวดหรือลงตะเกียงไปเอง ออกจะคิดตื้นและสั้นไปหน่อย

ผมเห็นด้วยกับคุณ “ใบตองแห้ง” ว่า ยักษ์ไม่กลับลงไปแน่ ไม่ว่าแกนนำจะถอดสีไปอย่างไร เสื้อแดงและเหลืองจำนวนหนึ่ง ย่อมกระเสือกกระสนที่จะมีพื้นที่ทางการเมืองของตนเองต่อไปอย่างแน่นอน แม้อาจต้องเปลี่ยนสีเสื้อไปตามสถานการณ์ก็ตาม

ร่าง พ.ร.บ.นี้จึงไม่นำไปสู่อะไรสักอย่างเดียว นอกจากเอาคุณทักษิณกลับบ้าน (อย่างสง่างามไม่มากไปกว่าการหลบเข้าเมืองสักเท่าไรนัก) ความขัดแย้งยังคงมีอยู่ต่อไป แต่เมื่อขาดการสนับสนุนของชนชั้นนำ ก็อาจไม่บานปลายถึงขนาดยึดทำเนียบ-สนามบิน หรือยึดสี่แยกราชประสงค์ ที่สำคัญก็คือร่าง พ.ร.บ.ไม่ได้สร้างเงื่อนไขใหม่ และกติกาใหม่ สำหรับเปิดให้ความขัดแย้งสามารถดำเนินไปได้ โดยไม่กระทบถึงสิทธิเสรีภาพของผู้อื่น

ชนชั้นนำเกี้ยเซี้ยกันได้อีกครั้งหนึ่ง บนซากศพนานาชนิดอย่างเคย แต่ครั้งนี้จะไม่สามารถผัดผ่อนความขัดแย้งระดับรากฐานในสังคมได้เสียแล้ว ในที่สุด เมื่อชนชั้นนำลงมาหาประโยชน์จากความขัดแย้ง ก็จะกลับไปสู่การนองเลือดอีกครั้งหนึ่ง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1338801149&grpid=03&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 4, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เรียนรู้จากความสำเร็จ…ดร.พสุ เดชะรินทร์

ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนเมษายนที่จะถึงนี้มีความน่าสนใจอยู่ครับ

 

เนื่องจากทั้งฉบับนั้นมี แต่บทความที่เกี่ยวกับเรื่องของความล้มเหลวขององค์กรต่างๆ โดยมีบทความหนึ่งเขียนโดย Francesca Gino และ Gary Pisano ในชื่อเรื่องว่า Why Leaders Don’t Learn from Success ซึ่งเมื่อผมอ่านแล้วคิดว่าให้มุมมองใหม่ๆ ที่ดีพอสมควรจึงอยากจะขอนำมาแบ่งปันสำหรับท่านผู้อ่านในสัปดาห์นี้นะครับ โดยปกติแล้ว เรามักจะถูกสอนให้เรียนรู้จากความล้มเหลวต่างๆ ที่เกิดขึ้น จนกระทั่งมีคนไปแต่งเป็นเพลงอกหักเคล้าน้ำตาก็หลายเพลงที่สอนให้เราเรียนรู้ จากสิ่งที่พลาดไป แต่เรากลับมักจะละเลยการเรียนรู้จากความสำเร็จที่เกิดขึ้น และการที่เราไม่สามารถที่จะหัดที่จะเรียนรู้จากความสำเร็จนั้น ท้ายสุดแล้ว ก็อาจจะนำองค์กรสู่ความล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว โดยปกติเรามักจะมองหรือพิจารณาข้อมูลต่างๆ เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น แต่เรามักจะไม่พิจารณา หรือวิเคราะห์ผลการดำเนินงาน เมื่ออยู่ในช่วงสถานการณ์ที่ดี

ท่านผู้อ่านลองสังเกตดูก็ได้นะครับว่าทั้ง บุคคลและองค์กรที่ประสบความล้มเหลวจำนวนมากนั้น จะเป็นพวกที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อน แสดงให้เห็นว่าสาเหตุของความล้มเหลวของพวกที่ประสบความสำเร็จมาก่อนนั้นไม่ ได้อยู่ที่การไม่มีความสามารถในการเรียนรู้จากความผิดพลาดหรือล้มเหลวนะครับ แต่เกิดขึ้นจากการขาดความสามารถในการเรียนรู้จากความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลายคนและหลายองค์กรแล้ว เมื่อเราประสบความสำเร็จ เรามักจะมีความเข้าใจ พฤติกรรมหรือการกระทำบางอย่างที่ผิดแปลกออกไป

จะพบว่าพวกที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนนั้น (โดยเฉพาะประสบความสำเร็จอย่างมากๆ) หลายคน (องค์กร) มักจะเกิดความเข้าใจผิดและหลงตัวเองว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นมาจากทักษะ ความสามารถส่วนบุคคล หรือกลยุทธ์ที่เหนือชั้นกว่าผู้อื่น โดยมักจะไม่ค่อยมองว่าความสำเร็จนั้นอาจจะมาจากสภาวะแวดล้อมที่เอื้ออำนวย หรือปัจจัยอื่นๆ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตนเอง นอกจากนี้ การที่เรา หรือองค์กร ประสบความสำเร็จยิ่งขึ้นก็จะยิ่งทำให้เราเกิดความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจริงๆ แล้ว การมีความมั่นใจในตนเองก็ถือเป็นสิ่งที่ดีนะครับ เพียงแต่เมื่อประสบความสำเร็จและมั่นใจแล้วก็จะทำให้เราเชื่อว่าไม่ต้อง เปลี่ยนแปลงอะไรแล้ว เนื่องจากสิ่งเดิมๆ ที่ทำอยู่ก็ทำให้เราประสบความสำเร็จไปได้เรื่อยๆ

สุดท้ายเมื่อเราหรือองค์กรประสบความสำเร็จเราก็มักจะเลิกที่จะตั้งคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการหาคำถามว่าที่ผ่านมานั้นเราประสบความสำเร็จได้เพราะ อะไร และการเลิกตั้งคำถามก็คือการเลิกที่จะเรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆ ที่เราไม่คุ้นเคย

มีการวิจัยที่แสดงให้เห็นครับว่าคนส่วนใหญ่นั้น จะมีความคิดว่าเมื่อองค์กรประสบความสำเร็จในการดำเนินงาน ก็เปรียบเสมือนเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์หรือสิ่งที่องค์กร ดำเนินการอยู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีข้อมูลและองค์ความรู้ต่างๆ ที่ดีและจำเป็นอยู่แล้ว ดังนั้น บริษัทจึงไม่จำเป็นที่จะต้องรับฟังผู้อื่นหรือแสวงหาความรู้จากที่อื่น เนื่องจากความสำเร็จขององค์กรที่ผ่านมาในอดีตเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้อย่าง ชัดเจน ซึ่งจริงๆ แล้วความคิดเหล่านี้อาจจะไม่ถูกเสียทีเดียว เนื่องจากยิ่งองค์กรประสบความสำเร็จเท่าใด องค์กรก็ยิ่งควรจะทราบว่าการที่จะรักษาความสำเร็จไว้ได้นั้นไม่ใช่เรื่อง ง่าย ดังนั้น เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จแล้ว องค์กรก็ยิ่งควรที่จะเปิดใจรับฟังความคิดเห็นต่างๆ มากขึ้น รวมทั้งการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างๆ มากขึ้น

นอกจากนี้ เมื่อบริษัทประสบความสำเร็จ บริษัทก็จะฟังความเห็นจากบรรดาที่ปรึกษาหรือบุคคลภายนอกลดลง ทั้งนี้ เมื่อองค์กรประสบความสำเร็จแล้ว ผู้บริหารก็จะมีความเชื่อมั่นต่อความคิดเห็นของตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับความเห็นจากที่ปรึกษาที่เป็นบุคคลภาย นอกแล้ว ผู้บริหารก็จะมีความเชื่อมั่นว่าสิ่งที่ตนเองคิดนั้นเป็นสิ่งที่ถูก (เนื่องจากทำให้ประสบความสำเร็จมาก่อน) ทั้งๆ ที่ถ้ารับฟังความเห็นของบุคคลอื่นจะช่วยทำให้การตัดสินใจดีขึ้น ทำให้เกิดปัญหาหนึ่งที่มักจะพบในผู้บริหารบางคนที่ประสบความสำเร็จ นั่นคือ การไม่ฟังผู้อื่น เคยพบเจอนะครับ ที่ผู้บริหารบางท่านนั้นก่อนที่จะประสบความสำเร็จก็จะชอบขอความรู้และรับฟัง ความคิดเห็นจากผู้อื่น แต่เมื่อประสบความสำเร็จแล้วดูเหมือนพฤติกรรมและทัศนคติจะเปลี่ยนไป จะมีความเชื่อมั่นในความเห็นของตนเองมากขึ้น และเลิกหรือไม่สนใจที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น

นอกจากจะไม่รับฟังความเห็นของผู้อื่นแล้ว ยังพบอีกนะครับว่าถ้าผู้บริหารมีความมั่นใจมากขึ้นจากความสำเร็จที่เกิดขึ้น ยังจะทำให้ผู้บริหารท่านดังกล่าวพูดมากขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างการประชุมทีม หรือกลุ่มผู้บริหารระดับสูงด้วยกัน ทำให้แทนที่จะทำให้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นที่สำคัญจากผู้เข้าร่วมประชุม แล้ว ตัวเองกลับเป็นผู้ผูกขาดการพูดเสียหมด

ผมเคยอ่านเจอกรณีของบริษัทยีนส์ยี่ห้อหนึ่งที่ถือว่าเป็นผู้นำตลาดมาช้า นานในอดีต และเป็นยีนส์ที่เรียกได้ว่าเป็นยีนส์ในตำนาน แต่เมื่อบริษัทประสบความสำเร็จแล้ว บริษัทก็จะคิดตลอดเลยครับว่าตนเองนั้นรู้ดีที่สุด (เนื่องจากเป็นที่หนึ่งมาตลอด) บริษัทไม่จำเป็นต้องดูว่าผู้อื่นทำอะไร แต่ผู้อื่นจะต้องเป็นผู้คอยติดตามว่าบริษัททำอะไรบ้าง สุดท้ายก็ทำให้บริษัทแห่งนี้มียอดขายและส่วนแบ่งตลาดที่ตกลง เนื่องจากพฤติกรรมของลูกค้าที่เริ่มเปลี่ยนแปลง และกว่าจะรู้ตัวและปรับกลยุทธ์นั้น ก็ต้องถือว่าเหนื่อยกันพอสมควรเลยครับ

หวังว่าท่านผู้อ่านที่ประสบความสำเร็จคงจะได้มีโอกาสกลับไปเรียนรู้และ ทบทวนถึงสิ่งที่ทำให้ตนเองสำเร็จนะครับ รวมทั้งการเปิดและพร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นจากผู้อื่น เพื่อที่จะทำให้ท่านประสบความสำเร็จยิ่งๆ ขึ้นไปครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20110322/382960/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%88.html

 

 

 
1 ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 23, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

Practical Utopia สัมภาษณ์ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์”

Siam Intelligence Unit และรายการ Practical Utopia สัมภาษณ์พิเศษ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พ่อของเขาเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ พันศักดิ์จบการศึกษาด้านกฎหมายจากอังกฤษ เคยทำงานอยู่ในสหรัฐนับสิบปี หลังกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ พันศักดิ์เคยเริ่มทำหนังสือพิมพ์ “จตุรัสรายสัปดาห์” และภายหลังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Asia Times (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) องค์การมหาชนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าไทย

อ่านประวัติอย่างละเอียดของพันศักดิ์ได้จาก Political Base

ถอดความจากวิดีโอสัมภาษณ์

อะไรเป็นแรงจูงใจของการทำหนังสือ “จัตุรัส” ในอดีต

ผมอยากปลดปล่อย (unfreeze) ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งถูกแช่แข็ง (freeze) โดยการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส (french colonialism) และตามด้วยยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ (US strategic will) ในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ของเรากับลาว เขมร เวียดนาม ถูกตีความผ่านมหาอำนาจของโลก ดังนั้นการแกะ puzzle แรกของภูมิภาค ก็ต้องทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ไม่มีสงครามระหว่างกัน

คุณพันศักดิ์มีบทบาทอะไรบ้างในนโยบาย “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า” ในสมัยรัฐบาลคุณชาติชาย

ช่วยคิด ช่วยอธิบาย ช่วยบอกท่านว่าความหมายของมันคืออะไรบ้าง

ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าผมเป็นคนให้คำปรึกษา แต่คนที่รับความเสี่ยง (take risk) จริงๆ คือคนที่รับคำปรึกษาไปทำ เพราะฉะนั้นความดีต้องยกให้คนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดถึงผมมาก

จากที่เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมาพอสมควร เห็นอะไรมาบ้าง

คุณชาติชายอยากจะ manage กระทรวงกลาโหม ก็ถูกเตะไป นั่นหมายความว่าการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” นั้นเป็นการหลงผิด เป็นภาพลวงตาในทะเลทราย เพราะในความเป็นจริงคุณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไทยใน “นิยามปกติ” ของคำว่านายกรัฐมนตรี

คุณอภิสิทธิ์ก็เจอปัญหานี้แล้ว เจอว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” จริงหรือไม่

คิดว่าทำไมรัฐบาลที่เคยให้คำปรึกษา จึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะคุณพันศักดิ์ไปทำงานที่คุกคามใครเข้าหรือเปล่า?

คุณชาติชายให้ผมเข้าไปในฮานอยตอนที่ B52 กำลังบอมบ์อยู่ ผมไปคุยกับเวียดนามว่าคนไทยอยากสานเสวนาด้วย ในช่วงที่อเมริกันกำลังถอนตัวจากเวียดนาม งานของผมคุกคามประเทศไทยตรงไหน งานของผมทำให้ธนาคารทหารไทยสามารถเปิดสาขาที่ไซ่ง่อนได้ตอนที่สงครามเลิก มันคุกคามตรงไหน คงไม่ใช่ผมมั้ง

ผมว่าที่เค้ามีปัญหากัน มันเป็นเรื่องทัศนคติของอำนาจ (perception of power) มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

รัฐประหารเมืองไทย ผมสองในเท่าไรนะ สิบกว่า? คุณก็ต้องไปถามคนอื่นด้วยนะ ไปถามเขาด้วยว่าทำอะไรถึงโดน

ถ้าผมไม่ถูกรัฐประหารสิ น่าสนใจมากเลย คนที่เคยครองอำนาจอยู่ มีความเป็นเหตุเป็นผล (get rational) และเข้าใจอนาคต ผมโดนรัฐประหารก็หมายความว่า it stays the same ก็เท่านั้น

มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคมไทยด้วยหรือเปล่า

หรือว่าอาจมีคนบางกลุ่มเห็นว่า “ความชัดเจนในการมองอนาคต” ที่ผมให้คำแนะนำไป มันคุกคามเขาด้วย นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมเหมือนกัน

หรือว่าสังคมไทยต้องการให้ผู้คนกระแดะปริญญาโท ปริญญาเอกกัน โดยให้ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็น ”หน้าตา” ของคนไทย แต่ไม่อยากให้มีความเข้าใจในเนื้อหา ก็เท่านั้น

หรือไม่อยากให้วิเคราะห์พุทธศาสนาให้ทะลุ ถ้าคนไทยคนไหนวิเคราะห์พุทธศาสนาได้ทะลุจนคุกคาม “ความเป็นอยู่ปกติ” ของสังคมไทย มันไม่ได้

ผมว่าเราอยู่อย่างนั้นน่ะอยู่ได้ มีแต่ form ไม่ต้องมี substance เราอยู่ได้ ถ้าเราแค่ “รับทำของ” ไปเรื่อยๆ เรายอมเป็นประเทศที่เอาส่วนเกินของการผลิต (surplus) มาชดเชยความล้มเหลวของภาคการเกษตร (agriculture failure) เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สังคมไทยเคยชินในการหาเศษหาเลยจาก failure ถ้าเกิดภาคเกษตรไทยไม่มี failure สักสิบปี รายได้ของโครงสร้างสถาบันไทยต่างๆ จะมีปัญหา

แต่ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของโลกตะวันตก ในยุโรป เกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในหมู่บ้านกับชีวิตในเมืองมีปัญหาใน การผ่องถ่ายแรงงานกันไม่ได้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปตะวันตกช่วยเปลี่ยนสภาพ “ไพร่” มาเป็น “แรงงาน” แต่กลับไปสู่ความเป็นไพร่ไม่ได้ อันนี้มีคำถามว่าเป็นทิศทางของประเทศจีนปัจจุบันหรือเปล่า?

Pansak

แบบนี้เมืองไทยควรมีโครงสร้างทางสังคมอย่างไรครับ

วิธีการของเราก็คือ ต้องพยายามเชื่อมระหว่างการเป็นชาวไร่ชาวนากับการเป็นคนงานไปได้เรื่อยๆ ผ่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ และจะทำแบบนี้ได้เราต้อง “อัพเกรด” ชีวิตเกษตรในเชิงคุณภาพของการผลิต (qualitative change in production value)

ตอนนี้ความสามารถในการผ่องถ่ายกันระหว่างแรงงานในโรงงานกับชาวไร่ชาวนาก็ มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้ไปแตะต้องเลย ถ้าหากคุณไปคุยกับคนขับแท็กซี่ เขาก็จะบอกว่าปีนึงจะหยุดขับแท็กซี่สองหรือสามหน เพื่อกลับไปดูแลไร่นาของเขา เสร็จแล้วก็กลับมาขับแท็กซี่ต่อ

เมื่อเร็วๆ นี้มีวาณิชธนกิจไปสัมภาษณ์แผนการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เขาบอกว่าเปิดเซ็นทรัลในขอนแก่น ในอุดร ในจันทบุรี อะไรพวกนี้ ทีแรกเปิดแบบไม่ค่อยมีคุณภาพ ตอนหลังเปลี่ยนให้มันหรูเลย เอา Patek Phillippe แท้เรือนละล้านกว่าไปขายที่ขอนแก่น ปรากฎว่าขายหมดเลย คนก็เดินห้างกันใหญ่เลย

คุณคิดว่าใครไปเดินห้างพวกนี้? ก็ “ไพร่ขอนแก่น” คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่เริ่มมีกิจการขนาดเล็กของตัวเอง

เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้หรือเปล่า

คุณจะเห็นปรากฎการณ์ (phenomena) ของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ถ้ามองด้วยการวิเคราะห์สังคม พวกนี้มักจะมาโดยมีรถญี่ปุ่น รถกระบะ มากันหมด มีป้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในประชาไท บอกว่าเอารถจักรยานของหลานมาขายเพื่อเป็นทุนในการมาร่วม คุณจะเห็นว่าคนพวกนี้มีสินทรัพย์ (asset) และคนพวกนี้ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายทางการเมือง ในแบบที่ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์เหล่านี้ โดยผ่านขบวนการของเสื้อแดง

ขบวนการเสื้อแดงเป็นการเคลื่อนไหวแบบมาร์กซิสต์หรือเปล่า ไม่ใช่เลย ผมเรียกว่ามันเป็น “Petite Bourgeoisie Thai Style” (นายทุนน้อยแบบไทยๆ)

พวกเสื้อแดงเนี่ยมีแรงบันดาลใจ (inspiration) และความหวัง (aspiration) ที่อยากถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองแบบคนเสื้อเหลือง เราจะเห็นได้จากมุขที่พูดกันบนเวทีที่ราชประสงค์ว่า “ถ้าทหารบุกมาแล้วจะชี้ให้ดูว่าหลุยส์วิตตองอยู่ตรงไหน” โอ้โห คนอีสานที่มาร่วมชุมนุมเป็นหมื่นๆ มันเฮ

เอ คนเสื้อแดงที่เป็นไพร่ที่ถูกเรียกว่าควาย ทำไมรู้จักหลุยส์วิตตองวะ

ระบอบการปกครองในอุดมคติของคุณพันศักดิ์

ระบบอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น แต่ต้องคิดให้ทะลุว่าระบบนั้นสามารถสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสังคมได้หรือไม่ สร้างส่วนเกิน (surplus) มาชดเชยกับสิ่งที่คุณเรียกว่าพันธะทางศีลธรรม (moral obligation) ของรัฐได้หรือไม่ และถ้าได้ก็มีคำถามต่อไปว่า “at what cost?”

ที่ผมเสนอประชาธิปไตยก็เพราะว่าต้นทุน (cost) มันน้อยที่สุด

ประชาธิปไตยหมายความว่ามีต้นทุนในการคัดเลือกสิ่งที่เป็นมูลค่าต่ำ (low cost selection of value) และ cost นั้นถูกผลักไปที่ประชาชน ไม่ใช่ที่รัฐ

ความล้มเหลวทางการเมือง (political failure) จะทำให้เกิดต้นทุนไปยังสมาชิกของพรรคการเมืองที่เลือกตั้งแพ้ ไม่ใช่เกิดต้นทุนไปยังรัฐ

ประชาชนจะตอบสนองต่อนโยบายที่ผิดพลาด (policy failure) โดยการเตะนักการเมืองออกไป ตัวอย่างก็อย่างพรรคแรงงานของอังกฤษ อยู่มาตั้งสองสามสมัย โดนเตะออกไปโดยคนที่เคยเลือกพรรคนี้เอง

มีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราต้องยอมให้ประชาชนมี “สิทธิ์ที่จะเสี่ยงและเสียภาษี” เพิ่มขึ้น เราต้องเสริมพลังในการจ่ายภาษีให้ประชาชน

ถ้าเรารีดภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ซีพี ปูนซีเมนต์ไทย ฯลฯ เพียงอย่างเดียว จะมีบริษัทระดับนี้อยู่สักกี่รายกันเชียวในเมืองไทย ประเทศเพื่อนบ้านเรารีดภาษีนิติบุคคลน้อยกว่าเราตั้งเยอะ คุณคิดว่าถ้าทำแบบนี้เราจะไปไหวเหรอ? ก็ต้องรีดจากไพร่ใช่มั้ย

ทีนี้จะรีดจากไพร่ได้ยังไง มีทางเดียวคือต้องเพิ่มพลังในการเสียภาษีให้กับไพร่ จะได้สามารถลดภาษีของบริษัทลงได้

คนที่เสียภาษีเค้ามีศักดิ์ศรีนะ คนที่เสียภาษีเค้ามีพลังที่จะเสี่ยง และต้นทุนในการเสี่ยงก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของรัฐ เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงในการหารายได้จากรัฐมายังประชาชน

วิธีคิดของสังคมไทยมีธรรมาสน์เทศน์ 2 ธรรมาสน์ อันแรกคือ “ธรรมาสน์คุณธรรม” เทศน์ไปไม่รู้เนื้อหาอยู่ตรงไหน อีกอันคือ “ธรรมาสน์ MBA” ทั้งสองอันเหมือนกันคือเนื้อกลวง อย่างธรรมาสน์ MBA กำลังพังฉิบหายในยุโรป ในอเมริกา วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปีครึ่ง อเมริกาพิมพ์แบงก์มาเกือบตายปีครึ่ง แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย

เราชอบพูดกันนักว่าตลาดต่างประเทศวูบวาบ เราต้องสร้างการบริโภคในประเทศ (domestic growth) ไหนบอกหน่อยสิว่าทำไง ไม่เห็นมีใครพูดว่าจะสร้าง domestic growth ได้ยังไง

การที่ผมให้ไพร่มีศักดิ์ศรี (dignity) ในชีวิต คุณไม่เรียกนั่นเป็นคุณธรรมสูงสุดเหรอ

การสร้างมูลค่า (value creation) เป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ระดับจุลภาค (micro) ขึ้นไปจนบนสุด รัฐมีหน้าที่เตรียมเครื่องมือ (facilitate) ให้กับการสร้างมูลค่า รัฐไม่มีหน้าที่ดูถูกดูหมิ่นไพร่ว่าเป็นควาย หน้าที่ของรัฐคือเตรียมโครงสร้างให้เกิดปริมาณภาษีทั้งหมดที่เพียงพอ (volume collection of tax)

คุณพันศักดิ์เคยพูดถึงยุทธศาสตร์กางเขนหัวกลับ (Reversed Cross) ที่มีรถไฟจีนกับถนนของญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมีความเห็นอย่างไรบ้าง

(หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่องยุทธศาสตร์ Reversed Cross ได้จากบทความ พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า)

Reversed Cross ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ (strategy) แต่เป็นความจริงทางลอจิสติกส์ (logistic reality) ซึ่งมีผลกระทบที่จับต้องได้โดยตรง (tangible impact) กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

รถไฟจะช่วยลดต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้มหาศาล คนจะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เรื่องอะไรผมจะอยู่กรุงเทพ ผมต้องทำตัวแบบคนนิวยอร์ก มีแฟลตเท่ารูหนูอยู่ในเมืองสำหรับตอนไปดูโอเปร่าแล้วต้องค้างคืนเท่านั้น แต่บ้านจริงๆ อยู่ที่คอนเนคทิคัตแทน

ประเด็นของเราคือจะส่งออกรายได้ของเมือง (income of metropolitant area) ออกไปยังชนบทได้อย่างไร ตอนนี้มันทำได้บ้างในตอนสุดสัปดาห์จากการออกต่างจังหวัดของคนเมือง

แต่อีกหน่อยถ้ารถไฟออกมาจากคุณหมิงแล้ว กรุงเทพจะทำอย่างไร where is your role?

คุณจะห้ามจีนมาเปิดธนาคารตามเส้นทางรถไฟนี้หรือ บริษัทการเงิน การขนส่งและสต๊อกสินค้า เราจะห้ามไม่ให้เขาเข้ามาหรือ

หมายความว่าบทบาทในฐานะศูนย์กลางของกรุงเทพจะหายไป กรุงเทพต้องหาบทบาทใหม่ของตัวเองโดยเร็วที่สุด ก่อนจะหมดความสำคัญลงไป ก่อนสิบปีจะผ่านไป

พูดถึงรถไฟที่เชื่อมอาเซียนในแนวดิ่งไปแล้ว มองถนนของญี่ปุ่นที่จะเชื่อมอาเซียนในแนวขวางอย่างไร

ญี่ปุ่นใช้กระบวนการให้ทุนผ่านองค์กรต่างๆ เช่น อาเซียน เอเปก เพื่อเอาเงินมาสร้างถนนวิ่งไปยังทวาย เพื่อเชื่อมทางทะเลไปยังมาดราส (เมืองเชนไนในอินเดีย)

ญี่ปุ่นเขาบอกว่าเมืองไทยจะเอายังไงกับถนนก็เอาเสียทีเถอะ

ตอนนี้ญี่ปุ่นหิ้วเศรษฐกิจไทยอยู่ คุณรู้ใช่ไหม ถ้าเราถือว่า GDP ของเรา 65% มาจากการส่งออก ใน 65% นี่คุณคิดว่าเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 1,000 บริษัทของญี่ปุ่นสักเท่าไร หมายความว่ารายได้ของข้าราชการไทยถูกหิ้วโดยเพื่อนญี่ปุ่นของผมนะ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เหรอ

อีกหน่อยถ้าเราส่งออกไปเมืองจีน คิดเป็น 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ถ้าเกิดเรามีปัญหากับจีน การส่งออกลดลง อาจจะสัก 10% พอ คุณยุ่งไหม ดังนั้นตรงนี้ต้องเอาการบริโภคในประเทศมาสร้างสมดุล

รัฐจึงมีหน้าที่ต้องสร้างการลงทุนที่จะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าภายใน ประเทศ และนี่เป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ ไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจนะ เป็นนโยบายด้านความมั่นคง (security policy)

ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไรในภูมิภาคเอเชีย

เราจะเป็นตัวกลาง เมืองไทยควรหัดทำตัวเป็นเลบานอน ในสมัยก่อนที่จะฆ่ากันในยุค 1960s

เลบานอนคืออะไร? คือผู้ดี เป็นที่ที่อาหาร ผลไม้อร่อย วัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนสุดยอด เป็นที่ที่อาหรับกับยิวมา “เกี๊ยะเซียะ” กัน ขายของกัน เป็นที่ที่ทุกคนเอาเงินมาฝาก ธนาคารของเลบานอนครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่งมาก ถือเป็นกลุ่มประเทศอาหรับที่เคยรวย

เราต้องทำตัวเป็นเลบานอนในสมัยนั้น ให้ความสะดวกทั้งญี่ปุ่นและจีน มาบริหารทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างสงบสุขในประเทศไทย แล้วเราก็เกาะทั้งถนนและทางรถไฟ เอามาช่วยสร้าง domestic growth ของเราเองด้วย เป็นหนทางในการสร้างการเติบโตในประเทศ

แต่เราต้องนิ่ง นิ่งกับเพื่อนบ้านให้หมด อย่าแสดงความคลั่งชาติ เพื่อนบ้านก็อย่าคลั่งชาติ เราก็ไม่คลั่งชาติ ทั้งเวียดนาม ไทย ลาว เขมร

กลับมาที่นโยบายในสมัยทักษิณบ้าง นโยบายอย่าง “ประชานิยม” ถูกวิจารณ์มากว่าทำให้คนเป็นหนี้ มีคำอธิบายต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ

ผมพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า ผมอยากให้ชาวไร่ชาวนาไทยมีความสามารถในการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ (ability to have quality debt) แหม โกรธผมกันใหญ่ หาว่าผมทารุณโหดร้ายกับชาวไร่ชาวนา อยากให้ชาวไร่ชาวนามีหนี้

ถามหน่อยในทางเศรษฐศาสตร์ว่าถ้าทุกคนไม่มีหนี้ ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน (surplus) จะเกิดอะไรขึ้น

Interviewing with Pansak Interviewing with Pansak

มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการคิดนโยบายที่โดนใจประชาชนเป็นอย่างมาก

เอาง่ายๆ นโยบายปกติที่มาจากสภาพัฒน์ (NESDB) มันเป็นนโยบายที่มหภาคมาก ประชาชนก็เบื่อ เราก็รู้ว่าคนเบื่อ และในขณะที่คนมีพัฒนาการตลอดเวลา แต่กลับถูกกีดกัน (alienate) จากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเราต้องเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาทำ (function) และหวัง (hope) อยู่ในชีวิต ที่ผ่านมาเราได้แต่สร้างความหวังระดับมหภาคมากๆ (super macro hope) มันเลี่ยน คนก็เบื่อ คนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม อันนี้คุณทักษิณก็รู้ ยิ่งไปต่างจังหวัดยิ่งชัด

เราก็แค่ทำนโยบายออกมาให้ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่และหวังอยู่ ให้เป็นรูปธรรม และต้องสามารถอธิบายได้ในทางการเงินการคลัง

สังคมไทยตอนนี้มีความขัดแย้งกันมากทุกระดับชั้น คุณพันศักดิ์มองเรื่องนี้อย่างไร

เอาอย่างนี้ดีกว่า เราทำยังไงให้คนมุสลิมที่เคยถูกดูถูกว่ากินกาแฟ เล่นนกเขา ขี้เกียจ วันๆ ไม่ทำอะไร มีประสิทธิภาพในการทำระเบิดที่กดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ เอ๊ะ กระทรวงศึกษาไม่ได้สอนซะหน่อย โรงเรียนสอนศาสนาก็ไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้นต่อมคิด ต่อม passion ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้ ห้าหกปีที่ผ่านมาตายไปสี่พันกว่าคน ปีนึงเกือบพันกว่าคน

ระเบิดที่นนทบุรี ใช้ปุ๋ยยูเรีย อ้าว ระเบิดมึงทำไมไม่ไปขโมยมาจากกองทัพล่ะ เอ๊ะ ทำไมขยันถึงขนาดนี้ ทำขึ้นเอง อะไรไปกระตุ้นให้หัดทำอย่างที่คนมุสลิมเขาหัด

คุณต้องตั้งคำถาม ธรรมดาเค้าต้องไปขโมยระเบิดในกองทัพไม่ใช่เหรอ ง่ายดี ประเด็นไม่ใช่ไประเบิดตัวเองหรือระเบิดใคร ประเด็นอยู่ที่ว่า เอ๊ะ อะไรเกิดขึ้นในสังคมแบบพุทธ ซึ่งมีคนมุสลิมอยู่ข้างเคียง ทำไมคนสร้างระเบิดเก่งขึ้นจมเลย ทั้งที่ระบบการศึกษา สังคมไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้น passion ในการเรียนทักษะเหล่านี้

แล้วสังคมเราจะอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ มีคนเรียนการสร้างระเบิดด้วยยูเรีย เพื่อแสดงถึงความต้องการทางการเมืองของตัวเอง

คิดจะกลับสู่วงการการเมืองอีกเหรือเปล่า?

มีคนถามผมว่าจะกลับไปวงการเมืองอีกไหม ไม่แล้ว เหตุผลว่าไม่แล้วเพราะอะไร? ก็ให้พวกคุณเนี่ย เมืองไทย Next Generation, Go on Man! ไม่งั้น “ตาแก่คนนี้เอาอีกแล้ว”

Pansak

หมายเหตุในการแปล: บทถอดเทปนี้ได้ปรับแก้สำนวนการให้สัมภาษณ์ของคุณพันศักดิ์บางส่วน โดยเพิ่มคำแปลภาษาไทยสำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพิ่มคำขยายและเปลี่ยนวิธีการเรียงคำในประโยคเป็นบางจุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มเนื้อหาในส่วนที่ไม่มีในวิดีโอด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อความ

ด้วยข้อจำกัดในการแปลนี้ อาจส่งผลให้บทถอดเทปสูญเสียความหมายหรืออารมณ์ดั้งเดิมของการสัมภาษณ์ในฉบับ วิดีโอไปบ้าง ทางทีมผู้จัดทำขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ครบ 84 ปี คุรุ ชื่อ นิภา เรื่องลับที่ไม่มีใครรู้ว่า เป็นครู ดีกว่า เป็น หมอ !!!

เช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา    ตะบึงรถจากกรุงเทพฯ วิ่งไปเพชรบุรี   เพื่อไปร่วมงาน ครบรอบวันเกิด 84 ปี หรือ 7 รอบ ครูชื่อ “นิภา  เอี่ยมสำราญ”  

ครูนิภา อาจไม่มีชื่อเสียง  แบบครูอุ๊  ครูสมศรี ครูลิลลี่   อาจารย์อรรณพ  อาจารย์โต้ง   อาจารย์ปิง อาจารย์สงวน  ซุปเค และอื่นๆ   ที่เป็นสุดยอด ติวเตอร์ กวดวิชา ยอดนิยมแห่งยุค

“ครูนิภา”สอนวิชาสังคมวิทยา ตั้งแต่ยังสาว ๆ  จนเกษียณไปแล้ว กว่า  23  ปีแล้วก็ยังเป็นครู ในความทรงจำของบรรดาลูกศิษย์  ไม่เคยเปลี่ยนแปลง

ลูกศิษย์ของครูนิภาที่จบจาก “พรหมานุสรณ์”  เป็นอธิบดีในหลายกระทรวง  เป็นนายพล นายพัน นับไม่ถ้วน  เป็นนักการเมืองทั้งระดับท้องถิ่นและระดับชาติ  เป็นนายแพทย์ใหญ่   เป็นนักธุรกิจร้อยล้านหมื่นล้านนับนิ้วไม่ถ้วน   แต่แน่นอนว่า ลูกศิษย์ที่เป็นคนธรรมดา ๆ  แต่ไม่เคยลืมครูตัวเล็ก  ๆ  ก็มีไม่ใช่น้อย 

ครูนิภาในวัย 84 ปี ตัวเล็กลงมาก  สวมแว่นกรอบใหญ่เหมือนเดิม  แต่ยังคงแข็งแรง  ทว่า สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงคือ ความทรงจำเกี่ยวกับลูกศิษย์  เรียกว่า จำได้เกือบทุกรุ่น  ตั้งแต่รุ่นแรก คือ รุ่น ปี 2493  จนถึงรุ่นปี 2530

ไม่แปลกที่ วันนี้ บรรดา ลูกศิษย์ส่วนใหญ่ต่างก็เกษียณตามครูนิภา  แต่ความเป็นครูกับศิษย์ก็ไม่เคยเลือนหายไปตามกาลเวลา

นี่เองทำให้งานฉลอง 7 รอบอาจารย์นิภา คับคั่งและอบอุ่น เมื่อลูกศิษย์จากทั่วสารทิศ เดินทางกลับมาครูอันเป็นที่รัก

ในห้วงเวลาที่บรรดาลูกศิษย์กล่าวอวยพร และตัดเค้กวันเกิด    ครูนิภา ตื้นตันใจ  น้ำตาซึม   พูดเบาๆ ว่า วันนี้ มีความสุขที่สุด  ซาบซึ้งใจกับน้ำใจที่ลูกศิษย์เอื้ออาทรกับครูเก่าและแก่

แต่ความหลังที่ครูนิภา เล่าให้ลูกศิษย์ฟัง เป็นครั้งแรก  อาจทำให้หลายคนประหลาดใจ !!!

“จริงๆ แล้ว ตอนเป็นนักเรียน ไม่เคยคิดจะเป็นครู   ดิฉันอยากเป็นหมอมาก ไปสอนหมอได้ แต่ที่สุด ไม่ได้เรียนหมอ ต้องไปเรียนครู ที่วิทยาลัยครู สวนสุนันทา  ที่ผักไห่ เพราะเป็นช่วงสงครามโลก แล้วที่สุดก็เลยต้องเป็นครู   ตอนนั้นเสียใจมากที่ไม่ได้เป็นหมอ   “

เรื่องเล่า ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตครูไปตลอดกาลก็คือ  นางสาวนิภา สอบติดหมอ  แต่ระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรตกลงที่บ้าน ทำให้จดหมายให้ไปรายงานตัวนักเรียนแพทย์ …หายไป   ไม่มีใครรู้ว่า นิภา เอี่ยมสำราญ   เด็กเรียนเก่งติดบอร์ดของจังหวัดเพชรบุรี  ไม่ได้เป็นหมอ  เพราะระเบิดเจ้ากรรมลูกนั้น

จริงๆ แล้ว   ถ้าวันนั้นได้เป็น หมอ     อาจไม่น่าประทับใจและซาบซึ้งใจ เท่ากับเป็นครู ในวันนี้ 

เพราะปัจจุบัน ความสัมพันธ์ระหว่าง หมอ กับ คนไข้    จบลงด้วยการจ่ายค่ารักษาพยาบาล    ไม่มีใคร ยกมือไหว้หมอด้วยความสนิทใจเท่ากับยกมือไหว้ครู

เช่นเดียวกับ ไม่มีใคร ยกไหว้ ผู้พิพากษา  อย่างสนิทใจ  เพราะในศาลมีฝ่ายโจทก์และจำเลย  ใครชนะก็ยกย่องว่า ยุติธรรม  ใครแพ้ก็นินทาว่าร้าย ต่างนานา

ถามว่า อะไรทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่าง ครูนิภา กับ ลูกศิษย์   ไม่จางหายไปตลอดระยะเวลา 50-60 ปี   เมื่อเทียบกับอาจารย์สมัยนี้  นักเรียนแทบจำชื่ออาจารย์ไม่ได้ หลังรับสมุดพกไปได้ไม่นาน

อาจเป็นเพราะความรัก   ความปรารถนาดี  และหัวใจของคนที่เป็นครูอย่างแท้จริงนั่นเอง  

นี่คือ สิ่งที่ อาจารย์ยุคใหม่ ไม่มี    พวกเขาเป็นอาจารย์ เพราะมันคือ อาชีพ   ที่จ่ายค่าจ้างเป็นเงินเดือน หรือ จ่ายค่าเรียนกวดวิชา ด้วยอัตราที่แพงกว่าโรงเรียน

ตอนเข้าไปอวยพรครู ผมกระซิบบอกครูเบา ๆ  ว่า ”  ผมไม่ได้ เก่ง  ฉลาด  และร่ำรวย แบบคนอื่นเขา  แต่สิ่งที่ผมมีมากกว่า ใครหลายคนคือ ผมยึดมั่นในคำสอนของครู เรื่อง ความซื่อสัตย์สุจริต  และความถูกต้องเป็นธรรม เสมอมา “

ครูนิภา บอกว่า คำพูดของผม คือ ยาอายุวัฒนะที่ดีที่สุดของครู    !!!

แล้วงานเลี้ยงก็เลิกรา   บรรดาลูกศิษย์หลายรุ่น   บอกว่า  จะมาพบกันอีก ตอนครูอายุ 92 ปี.
 ขุนสำราญภักดี
 14  พ.ย. 2553 

 http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1289729963&grpid=01&catid=&subcatid=

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 14, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,