RSS

Tag Archives: ผู้ประกอบการทางสังคม

มหาวิทยาลัยนอกระบบ : มายาคติ หรือของจริง

ข้อเขียนการคัดค้านนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ และ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เผยแพร่อยู่ใน website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนตั้งแต่ปี 2549 แม้ว่าจะเป็นบทความที่ผ่านมาแล้วครึ่งทศวรรษ แต่บทความขนาดสั้นของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ก็ยังถูกนำมาใช้อ้างอิงบนหน้า Facebook “ม.นอกระบบ ม.เกษตร” และ “แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ”  พร้อมกับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2555 ทั้งจาก นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง บุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ หมอ พยาบาล ใน ห้วงยามที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นต้น กำลังเริ่มขยับเพื่อพามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ราชการ)

อ่านต่อ file ขนาด 420 KB ข้อสังเกตต่อบทความ มหาวิทยาลัยนอกระบบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เรื่องเกี่ยวกับ Social Economy สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม – social entrepreneurship

พอดีค้นเอกสารเจอ 2 ชิ้นน่าสนใจครับ

บทความแรกสำรวจในประเทศญี่ปุ่น socialEconomy_japan ขนาด file 179 kb

อันที่สองเป็นมุมมองจาระดับโลก socialEconomy    ขนาด file 721 kb

 

 

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 5, 2012 นิ้ว บทความ, หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

แผนกิจการเพื่อสังคม : มุมคิดและแผนธุรกิจจากนักศึกษาสายสังคม..ลองดู ครับ

ในเทอม 1/2554 ผม และ อ.เอิง กับ นศ. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ – คณะรัฐศาสตร์ มธ. อีก 1 โขยง = 9 กลุ่ม ได้เรียนรู้การทำกิจการเพื่อสังคมที่มี ผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายตามแต่ละกลุ่มจะสนใจ โดยมุ่งหวังที่จะใช้ ผลิตภัณฑ์และบริการเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลองดูกันครับ

SMOPT : หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ SMOPT  ขนาด file 603 KB

ผัก กะ แกง  ผักกะแกง   ขนาด file 1.26 MB

Oldy Club  Oldy Club Final ขนาด file 842 KB

บริการจัดส่งอาหารให้ผู้สูงอายุ  BFT Delivery  ขนาด file 1.01 MB

Change for Shift  change for shift  ขนาด file 500 KB

ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ   ขนาด file 743 KB

Blind shop  แผนธุรกิจ Blind shop    ขนาด file 535 KB

โปรดตดตามอีก 2 กลุ่มที่เหลือนะครับ…….

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 15, 2012 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,

เฉดของประเภทกิจการเพื่อสังคม

ด้วยความหมายของกิจการเพื่อสังคม (social entrepreneurship) ที่มีการนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทำ โดยการสร้างธุรกิจที่มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ข้อดี ก็คือ มันสามารถครอบคลุมกิจการอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ข้อเสียของการให้ความหมายที่กว้างๆ ก็จะตามมาด้วยคำถามที่ว่า แล้วกิจการเพื่อสังคมจะแตกต่างจากกิจการอย่างอื่นๆ อย่างไร และหากไม่แตกต่าง เราจำเป็นต้องพัฒนากลไกการสนับสนุน ความรู้ ตัวอย่างต่างๆ หรือ นโยบายขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ทำไม

ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ชอบการให้ความหมายที่กว้างขวางเช่นนี้ เพราะดูเหมือนอะไรๆ ที่เป็นการทำธุรกิจที่ดีๆ หรือเป็นการทำเพื่อสังคม ก็จะถูกเหมาไปอยู่ในแข่งของการประกอบกิจการเพื่อสังคมไปเสียหมด

อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Inc ฉบับเดือนพฤษภาคมนี้ ได้เสนอการแบ่ง”เข่ง” เป็นส่วนต่างๆ เพื่อแยกแยะชนิดของกิจการเพื่อสังคม นั่นช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดที่จำกัดและคับแคบออกไปได้เป็นอย่างดี ผมเลยขอนำแนวทางการแบ่งของ Inc. มาแบ่งปันในที่นี่ด้วย

Inc. นั้นแบ่งประเภทของกิจการเพื่อสังคม ออกเป็น 6 ประเภทตามลักษณะของกิจการและความมุ่งหมายในการจัดตั้งกิจการ ได้แก่

อ่านต่อ……เฉดของการประกอบการเพื่อสังคม (566 KB)

 

ป้ายกำกับ: ,

การเรียน MBA ในอีกมิติหนึ่ง โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์

คำถามหนึ่งที่ผมมี อยู่ในใจมานานแล้ว ก็คือ หลักสูตรและเนื้อหาวิชาการต่างๆ ที่เราสอนกันทางด้านบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตร MBA นั้น

 

ส่วนใหญ่เราจะนำมาจาก ตำราต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ดังนั้น สิ่งที่ผู้เรียนได้ศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ของไทยนั้น จะมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพียงใด จริงอยู่นะครับที่นอกเหนือจากทำธุรกิจในประเทศแล้ว เรายังต้องพัฒนาผู้เรียนของเราให้เป็น Global Citizen ที่สามารถอาศัยอยู่และทำงานได้อย่างภาคภูมิใจในสังคมนานาชาติ แต่ก็ควรหรือไม่ ที่จะมีเนื้อหาทางด้านบริหารที่อยู่ภายในบริบทของสังคมไทยผสมผสานหรือเป็น ส่วนหนึ่งด้วยหรือไม่ ในฐานะของคนสอนทางด้านบริหารธุรกิจคนหนึ่ง ผมก็มีคำถามดังกล่าวอยู่ในใจมานานพอสมควรและเมื่อสี่ปีที่แล้วก็ได้ทดลองนำ รูปแบบการเรียนการสอน MBA ในอีกมิติหนึ่งมาทดลองใช้ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งจากการลองถูกลองผิดมาตลอดสี่ปี ก็ทำให้ได้ประสบการณ์และอีกมิติหนึ่งของการสอนทางด้านบริหารธุรกิจ เลยอยากจะขอนำมาเสนอในสัปดาห์นี้ครับ

ปกติเวลานิสิตทำรายงานต่างๆ ก็มักจะหนีไม่พ้นการออกไปสัมภาษณ์บริษัทต่างๆ หรือการหาข้อมูลผ่านทางเน็ต แต่สี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดน่าน หรือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ในการให้โอกาสนิสิต MBA ได้ลงพื้นที่โดยการไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านและชุมชนต่างๆ และช่วยเหลือชาวบ้านและชุมชนในการพัฒนาธุรกิจที่เป็นธุรกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน การออกแบบบรรจุภัณฑ์และตรายี่ห้อ การแสวงหาช่องทางการจำหน่าย การจัดทำแผนการตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน และเมื่อจัดทำแผนธุรกิจเหล่านี้เสร็จสิ้นก็ต้องมีการนำเสนอต่อทั้งนัก วิชาการ ผู้บริหารของส่วนราชการ และตัวชาวบ้านและชุมชนที่ได้เข้าไปช่วยพัฒนา

กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวบางคนอาจจะเรียกว่าเป็น CSR ของผู้ที่เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ แต่ผมมองว่าเป็น Win-Win-Win ของทั้งสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลยครับ ส่วนราชการที่ให้การสนับสนุนก็มีผู้รู้ทางด้านการบริหารเข้าไปช่วยเหลือชาว บ้านและชุมชนที่ตนเองดูแล ในขณะเดียวกัน ทางชุมชนและชาวบ้านก็ได้รับมุมมองและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ ที่เป็นไปตามหลักวิชาการและเป็นระบบมากขึ้น ได้มีโอกาสสอบถามหลายๆ ชุมชนที่นิสิตได้ลงไปช่วย ทุกชุมชนต่างก็พอใจกับผลที่ได้รับในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ตัวนิสิตเองก็ได้รับประโยชน์และประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการสอน หรือตำราในห้องเรียนครับ

เริ่มจากการได้นำหลักการ ทฤษฎี และความรู้ต่างๆ ที่เรียนในห้องเรียน ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงๆ ซึ่งทำให้นิสิตเหล่านี้พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียนในห้องเรียนแล้วพอจะ นำไปใช้จริงๆ ต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทของชุมชนและสภาพแวดล้อมอยู่พอสมควร อีกทั้งนิสิตเองก็มีความรู้สึกว่าชาวบ้านและชุมชนได้ตั้งความหวังไว้ที่ตัว นิสิต ดังนั้น นิสิตย่อมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือชุมชนต่างๆ และไม่ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง

สำหรับบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่นิสิตได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้ คือ เรื่องของการนำแนวคิด ทฤษฎี และหลักวิชาการจากโลกตะวันตก มาปรับใช้ในบริบทของชนบทไทยครับ หลายๆ กลุ่มก่อนเข้าชุมชนก็ได้มีการทำการบ้าน หาข้อมูล สัมภาษณ์ผู้ประกอบการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (ตามแบบฉบับผู้เรียน MBA ที่ดี) แต่เมื่อลงพื้นที่ไปเจอชาวบ้าน นิสิตเหล่านั้นถึงกับตะลึงและอึ้งไปเหมือนกันครับ เนื่องจากสิ่งที่คิดไว้อย่างเต็มที่ตามการบ้านที่ทำมานั้น (เช่น บางกลุ่มจะนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาวางขายตามห้างใหญ่ในเมือง หรือขายผ่าน e-Bay) กลับตรงกันข้ามกับความต้องการของชุมชนครับ หลายชุมชนที่นิสิตเข้าไปนั้นจะมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ทำนั้นก็ทำขึ้นมาเป็นงานอดิเรก ไม่ต้องการที่จะขายให้ได้จำนวนมาก หรือที่ทำอยู่นั้นก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายประการที่ทำอยู่ก็แทบจะไม่พอขายในจังหวัดหรือ ชุมชนของตนเองอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหลายกลุ่มที่คิดแบบ MBA พอไปเจอกับความเป็นอยู่และความต้องการที่พอเพียงของชาวบ้านและชุมชน ก็ชะงักและปรับกระบวนท่าใหม่กันไปพอควร

การเรียนรู้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนิสิต ก็คือ การที่จะต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชน ซึ่งผมมองว่าถือว่าเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทางชุมชนก็ได้เรียนรู้หลักทางวิชาการต่างๆ (ปีที่แล้ว มีนิสิตอยู่กลุ่มหนึ่งที่สอนชาวบ้านในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาผสม เพื่อทำเป็นยาหม่องสูตรต่างๆ) จากนิสิต และในขณะเดียวกัน นิสิตก็ได้เรียนรู้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดำรงชีวิตแบบพอเพียงของชาวบ้าน ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างนิสิตที่ลงไปในพื้นที่และชุมชนต่างๆ หลายกลุ่มที่เมื่อจบโครงการแล้วก็ยังเข้าไปช่วย เข้าไปเยี่ยมในชุมชนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ เกิดเป็นความผูกพันระหว่างกันที่ดี

ผมมองว่าการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ได้นำเสนอมานั้นให้กับผู้ที่เรียนทาง ด้านบริหารธุรกิจ จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโลกทัศน์ที่กว้างและมีความเป็นไทยมากขึ้น แทนที่จะเรียนแต่กรณีศึกษาของ Google Nokia Steve Jobs Wal-Mart ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและแนวทางการทำธุรกิจของชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และที่สำคัญ ก็คือ ชุมชนเหล่านี้ คือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังได้ช่วยทำให้นิสิตรับรู้และรู้สึกถึงการได้นำสิ่งที่ตนเองมีความ รู้ ความชำนาญ ไปช่วยเหลือต่อชุมชนที่อาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักวิชาการที่จะเข้าไปเกื้อหนุน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20110215/376816/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-MBA-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2011 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บิล เกตส์ ตอบคำถาม….ดร.ไสว บุญมา

นิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์การถามตอบสั้น ๆ ระหว่างชาร์ลี โรส และ บิล เกตส์

เนื่อง ในโอกาสที่มูลนิธิของบิล เกตส์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์พิมพ์รายงานประจำปีออกมา  ข้อคิดของบิล เกตส์น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวงเล็บ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคโปลิโอ บิล เกตส์ ตอบว่า อันที่จริงมูลนิธิของเขาครอบคลุมงานสุขอนามัยหลายด้าน แต่ตอนนี้โปลิโอได้รับความสำคัญอันดับต้นเพราะมองว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็ม ที่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เรามีโอกาสขจัดมันให้หมดไปจากโลกแบบสิ้นซากเช่นเดียวกับที่เราขจัดไข้ทรพิษ  ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น มันจะหวนกลับมาทำให้เด็กนับแสนต้องตาย หรือไม่ก็พิการ

(ข้อมูลล่าสุดบ่งว่าโรคโปลิโอยังหลงเหลืออยู่เพียงใน 4 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถานและไนจีเรีย ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ป่วยหลักพัน)

เขาขยายความต่อไปว่า การปรับปรุงสุขอนามัยให้ดีขึ้นแก้ปัญหาได้ถึง 3 อย่างคือ (1) ช่วยให้เด็กรอดชีวิต (2) ช่วยให้เด็กปราศจากผลเสียหายที่โรคร้ายอาจก่อให้เกิด อาทิเช่น มันสมองเป็นง่อย และ (3) เมื่อแน่ใจว่าลูกจะรอด พ่อแม่จะหยุดมีลูก  เรื่องนี้มีความน่าอัศจรรย์ นั่นคือ การมีสุขอนามัยดีแทนที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น มันกลับทำให้ลดลง  การทำให้เด็กมีสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาสารพัดอย่าง  ยิ่งกว่านั้น การขจัดโปลิโอจะเป็นการยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาอันแสนยากได้

ในด้านการต่อสู้กับมาลาเรีย บิล เกตส์ ตอบว่า เมื่อปีที่เขาเกิดคือ 2498 สภาอนามัยโลกตัดสินใจจะกำจัดมาลาเรีย  แต่ความพยายามไม่ได้ผลทันตาเห็นทำให้พวกเขาเสียกำลังใจไปมากเนื่องจาก มาลาเรียต้องใช้กรอบเวลายาวนานถึง 15-20 ปีจึงจะเห็นผล  มูลนิธิของเขาใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อค้นหาเครื่องมือที่จะ สู้กับมัน  เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งได้แก่วัคซีนซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดลองใน ระยะสุดท้ายแล้ว  อีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องมือวินิจฉัยโรคราคาถูก  ตอนนี้ทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก  อย่างไรก็ตาม เราต้องขจัดโปลิโอให้ได้ก่อน

(ปัญหาสำคัญยิ่งของการต่อสู้กับมาลาเรียในปัจจุบันได้แก่การกลายพันธุ์ ของเชื้อโรคเป็นชนิดดื้อยา  ยิ่งกว่านั้น ภาวะโลกร้อนเอื้อให้มันแพร่ขยายไปถึงเขตหนาวที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน  งานด้านนี้จึงมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น)

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐ บิล เกตส์ ตอบว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากสหรัฐจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 17.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ประเทศอื่นจ่ายต่ำกว่านั้นมาก นั่นคือ ประเทศที่จ่ายสูงรองลงมาจ่ายแค่ 12% และอังกฤษจ่ายแค่ 9% ของจีดีพีเท่านั้น  แต่ผลที่ออกมากลับไม่ต่างกัน  ระบบแรงจูงใจในสหรัฐกระตุ้นให้จ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์เพื่อ รักษาผู้สูงวัยอายุกว่า 70 และ 80 ปีโดยไม่มีข้อจำกัด  มันก่อให้เกิดการมองหาวิธีสารพัดที่จะใช้เงิน  การกระทำเช่นนั้นเป็นการช่วงชิงทรัพยากรไปจากผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการ สนับสนุนการศึกษา หรือว่าด้านอื่น

(หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กดดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐสำเร็จ  แต่มาถึงตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐต่าง ๆ กำลังท้าทายกฎหมายนั้น  ส่วนในอังกฤษ รัฐบาลก็พยายามปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลเพราะมองว่ารัฐจะไม่สามารถให้การ สนับสนุนได้หากไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสียตั้งแต่ในตอนนี้  การรักษาพยาบาลกำลังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยังหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ จึงมองได้ว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก)

ต่อคำถามเรื่องบางรัฐจะประกาศล้มละลายหรือไม่ บิล เกตส์ ตอบว่า มองจากด้านบัญชีน่าจะทำได้เพราะบางรัฐของอเมริกามีปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ  ทางออกคือต้องลดการใช้จ่ายลง

(ตอนนี้เทศบาลบางแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศล้มละลายแล้ว  แต่ยังไม่มีรัฐไหนบอกใบ้ว่าจะทำเช่นนั้น)

เกี่ยวกับด้านการศึกษา บิล เกตส์ ตอบว่า เขาตื่นเต้นมากที่จะมีวิธีวัดความสามารถของครูและจะสามารถแสดงให้ครูดูได้ ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร  เขาไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะแพร่ขยายออกไปได้เร็วสักเท่าไร  แต่การใช้วีดีทัศน์และการสำรวจจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่าครูเก่ง ๆ นั้นมีวิธีสอนอย่างไร  ด้านหนึ่งได้แก่ความสามารถในการอ่านว่าเมื่อไรเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ครูเก่ง ๆ มีความสามารถในด้านการใช้การโต้ตอบสูงมากซึ่งครูอื่นอาจเรียนรู้และนำไปทำ ให้การสอนของตนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(มูลนิธิของบิล เกตส์ กำลังสนับสนุนการนำร่องของโรงเรียนในด้านการค้นหาครูผู้มีวิธีสอนชั้นเลิศ  การนำร่องในแนวนี้มีกองเชียร์สำคัญในรูปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง)

เกี่ยวกับข้ออ้างที่ว่าอเมริกากำลังสูญความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี บิล เกตส์ ตอบว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้เนื่องจากอเมริกามีทั้งมหาวิทยาลัย ชั้นเยี่ยมและมีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก  ปัญหาอยู่ที่นโยบายซึ่งไม่เอื้อให้ผู้ต้องการอพยพเข้าอเมริกาทำได้ง่าย ไม่มุ่งทำให้การศึกษากลับมาเป็นเลิศอีก และไม่ลงทุนในด้านการฝึกฝนเยาวชนเท่าที่ควร

(บิล เกตส์ ต่อสู้กับรัฐบาลมานานเรื่องการออกวีซาให้แก่ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยว ชาญด้านต่าง ๆ  ตอนนี้สหรัฐออกวีซ่าชนิดนี้ให้ปีละ 65,000 คนเข้าไปทำงาน 3 ปีซึ่งอาจต่อได้ถึง 6 ปีและในบางกรณีอาจเปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวรได้  แต่บิล เกตส์ มองว่าเท่านั้นไม่พอเพราะบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถจ้างพนักงานตามที่ต้อง การได้ )

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sawai/20110211/376589/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2011 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน : เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน

บทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชื่อโครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน (ระยะที่ 1 และ 2) รวมถึงการได้ข้อมูลจากพื้นที่อื่นๆ และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทีมวิจัยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐาน โดยมีกรอบคิดที่ว่า องค์กรการเงินรากฐานนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยตัวชี้วัดใน 2 มิติควบคู่กันไป (double bottom line) นั่นคือ พิจารณาตัวชี้วัดมิติด้านการเงินและตัวชี้วัดมิติทางสังคม เพื่อให้สะท้อนจุดหมายของการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ กองทุนหมู่บ้าน ในการพิจารณาตัวชี้วัดทางการเงินนั้นในโครงการมุ่งไปที่การชี้ให้เห็น ปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้จัดการก่อนที่จะเกิดปัญหา ในขณะที่มิติทางสังคม ต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องสวัสดิการ และการเข้าถึงเงินของคนจน

บทความจะทำหน้าที่อภิปรายขยายความในประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นย้อนแย้งในการจัดการขององค์กรการเงินฐานราก ที่ต้องชั่งน้ำหนัก (trade – off) เพื่อจัดการให้เกิดดุลยภาพระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน โดยมีประเด็นที่ชวนให้ใคร่ครวญ อาทิ

1) เก็บเงินที่เหลือฝากแบงค์พาณิชย์ ซื้อสลากออมสิน VS ลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

2) ลดต้นทุนองค์กร VS ลดต้นทุนชาวบ้าน

3) บริการเฉพาะคนในชุมชน VS ขยายกิจการข้ามพื้นที่  เป็นต้น

ลำดับการนำเสนอ จะได้แสดงข้อมูล ข้อค้นพบบางประการจากการทำงานสนาม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์กรการเงินรากฐาน จากนั้นจึงนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามลำดับ

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม ก็โหลดเลยครับ file ขนาด 430 KB

องค์กรการเงินชุมชน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2011 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

แปลจาก What dose a social entrepreneur do?  เป็นบทย่อยๆ ในหนังสือ Social Entrepreneurship : What everyone need to know……….

พวกเราอยู่ท่ามกลางความคิดดีๆ จำนวนมากและรูปแบบที่มีประสิทธิผล พวกเรารู้ว่าจะสอนเด็กๆ ที่ขาดโอกาสให้รู้จักอ่าน ลดการบริโภคพลังงาน และปรับปรุงการดูแลสุขภาพในต้นทุนที่ต่ำได้ เรารู้แม้กระทั่งว่าจะกำจัดพวกนักเลงที่มาระรานที่โรงเรียนอย่างไร ในบางระดับ ปัญหาทั้งหมดนี้ได้รับการแก้ไขไปแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา แต่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะปะติดปะต่อความรู้ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายและนำไปใช้ได้กับขนาดของปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่

โครงการของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจด้วยโครงการนำร่องและจบลงด้วยความผิดหวัง ในบทความเรื่อง Social Entrepreneurship: The Case for Definition ที่เขียนโดย Roger L.Martin และ Sally Osberg ได้เสนอว่า บทบาทของผู้ประกอบการทางสังคม คือ การเคลื่อนสังคมจาก “สภาพ สงบ แต่ขาดความสมดุล” ไปสู่ “สภาพใหม่ที่สมดุล สงบ” ซึ่งปลดปล่อยศักยภาพและบรรเทาความทุกข์ยากในขนาดที่มาก (major scale) ผู้ประกอบการทางสังคมทำงานเพื่อให้ ความคิดแจ๋วๆ ที่มีเหตุมีผล สามารถเกิดผลและสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การปฏิรูปเช่นนี้ ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งก็เป็นความยากที่มากกว่าปกติ 600 ปีที่แล้ว มาคิอาเวลลี เขียนไว้ในหนังสือ เจ้าผู้ปกครองว่า…

download ไปอ่านต่อครับ… 4 หน้า 233 kb ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 6, 2010 นิ้ว บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เปิดใจ”ควายลายจุด”แกนนอน”คนเสื้อแดง”…..โดย ชฎา ไอยคุปต์

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด ที่เพิ่งออกจากการถูกควบคุมตัวข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เพียง 2 วัน ประกาศนำผ้าแดงมาผูกที่ป้ายสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 11 ก.ค. เพื่อไว้อาลัยให้ประชาชน 90 ศพที่ถูกสังหารในเหตุการณ์สลายการชุมนุมจากเวทีผ่านฟ้าถึงราชประสงค์ ดำเนินการตามที่ได้บอกกับมิตรสหาย ว่า

ห้ามฉันพูด ฉันก็จะพิมพ์
ห้ามฉันพิมพ์ ฉันก็จะเขียน
ห้ามฉันเขียน ฉันก็จะยังคิด
หากจะห้ามฉันคิด ก็ต้องห้ามลมหายใจฉัน

เพื่อตอกย้ำการต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ตามแบบฉบับของ บก.ลายจุด การผูกผ้าแดงจึงเป็นเพียงแค่ 1 ภารกิจที่เขาจะยังดำเนินการต่อและทำควบคู่กับกิจกรรมอื่นๆ เท่าที่คิดและทำได้ไม่มีทาง “หยุด”

“ตอนที่ผมถูกจับเป็นสิ่งที่คาดการณ์ไว้แล้ว ไม่แปลกใจการจับกุม แต่แปลกใจข้อกล่าวหา เขาพยายามที่จะหยุดผม แต่หลังเหตุการณ์ผมไม่หยุดเลย ได้เสนอแนวคิดทางอินเตอร์เน็ต แนวคิดเรื่องวันอาทิตย์สีแดง ต่อสู้เชิงสัญลักษณ์ ใช้วัฒนธรรมการแต่งกายใส่เสื้อสีแดงวันอาทิตย์และรูปพระอาทิตย์บนหน้าจอเฟซบุ๊ค” นายสมบัติกล่าวย้ำถึงแนวทางการต่อสู้

บก.ลายจุด ยังตั้งใจให้รูปพระอาทิตย์สีแดงเป็นสัญลักษณ์การต่อสู้ของคนเสื้อแดงแทนรูป 3 เกลอ ที่จะออกจากโลกออนไลน์ไปปรากฎทุกที่ เสาไฟฟ้า กำแพง หน้าอกเสื้อ กลายเป็นพื้นที่การแสดงออกเป็นเครื่องหมายการต่อสู้ แต่ลำพังหากทำคนเดียวคงไม่สำเร็จเพราะไม่มีองค์กรและไม่ใช่แกนนำแต่เป็น “แกนนอน”

“ผู้ชุมนุมชอบหาแกนนำ พอแกนนำถูกจับแล้วก็ไปไม่เป็น มวลชนต้องมีภาวะผู้นำเพื่อจะได้ไม่ต้องพึ่งพาแกนนำในตอนที่ขาดแกนนำยังสามารถเคลื่อนเองได้  ผู้ที่นำตัวเองได้จึงเรียกว่า “แกนนอน” เป็นการเคลื่อนไหวไปในแนวระนาบเดียวกัน คือ มวลชนเป็นผู้ปฏิบัติ คิด อ่านโดยไม่ต้องรอแกนนำ หากแกนนำถูกเด็ดแล้ว เช่น ถ้าใครแหลมขึ้นมาจะถูกเด็ดหัวทันทีเหมือนกับผม ถ้าแกนนำถูกเด็ดแล้วทุกอย่างก็จบ  ต้องเปลี่ยนแนวคิดแทนที่จะหาแกนนำหันมาหาแกนนอน  ขับเคลื่อนได้ด้วยตัวเองไม่ต้องรอฟังข้างบน ไม่ลิงค์ในแนวดิ่งแต่ลิงค์ในแนวระนาบแล้วต่อยอด มันจะทำให้ขบวนมีเสถียรภาพ เพราะจริงๆแล้วตอนนี้ขบวนยังอยู่แต่เคลื่อนไม่ได้ มวลชนเสื้อแดงยังเหลือครบแต่ขยับไม่ได้ เพราะเสียแกนนำหลักไป 40-50 คน ก็ไปไม่เป็นตลกมากในองค์กรประชาธิปไตย” บก.ลายจุดกล่าว

นายสมบัติ อธิบายเพิ่มเติมว่าองค์กรประชาธิปไตยต้องสร้างรูปแบบที่สามารถเคลื่อนไหวเองได้ จากฐานล่างให้มวลชนเป็นหัวใจสำคัญต้องมีศักยภาพในการนำ ฉะนั้นจะกลายเป็นเบี้ยของผู้ปกครองชุดใหม่ เพราะพวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพื่อจะหลุดจากผู้ปกครองชุดเก่าเพื่อจะไปอยู่ภายใต้ผู้ปกครองชุดใหม่ แต่เราต่อสู้เพื่อเราจะเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย มวลชนควรต้องยกระดับเป็นผู้ปฏิบัติที่คิด อ่าน เป็น คิดอะไรได้ก็ทำ  ทำกิจกรรมอะไรก็ที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย 

“จริงอยู่ที่ว่าเราต้องมีศัทธาต่อผู้นำ แต่ถ้าไม่มีผู้นำต้องทำเองได้ มีก็ดีไม่มีก็ต้องทำได้”

“ผมมีความมุ่งมั่นที่จะทำมูลนิธิ 19 พฤษาคม ผมคิดว่าเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของประชาชนมันมีความหมาย ผมอยากจะเก็บรวบรวมเรื่องราวทำให้เป็นงานวิชาการ ส่วนหนึ่งมันมีช่องว่างความช่วยเหลือผู้บาดเจ็บผู้เสียชีวิต อยากเก็บข้อมูลเป็นระบบไปช่วยเหลือคนอย่างน้อยทำการเชื่อมโยงติดตาม วิเคราะห์ ต้องทำเป็นรูปแบบองค์กร ทำคนเดียวไม่ไหวคิดว่าจะดึงเพื่อนอาสาสมัครมาช่วยเหลือกัน ถ้าทำให้รูปเอ็นจีโอจะทำงานได้ง่าย เรื่องนี้มันยาวสักวันมันต้องย้อนกลับมาสู่หน้าประวัติศาสตร์ วันข้างหน้าต้องถูกชำระคลี่คลายว่าเกิดอะไรขึ้นต้องรวบรวมไว้ไม่ให้กระจัดกระจายความสลับซับซ้อนมันมากมายกว่าเหตุการณ์ 6 ตุลา องค์กรแบบนี้ต้องเกิดขึ้นให้ได้ก่อนเวลาจะล่วงเลยไปนานกว่านี้” บก.ลายจุดกล่าว

“ทางรัฐบาลพยายามจะเชื่อมโยงข้อมูลคนหายตอนที่ผมยังเป็นประธานมูลนิธิกระจกเงา นายกฯรองนายกฯตำรวจออกมาบอกว่ารายงานเราเชื่อถือไม่ได้เพราะว่ามีประธานเป็นคนเสื้อแดงทั้งที่เราทำรายงานคนหายมาแล้ว 7 ปี ที่ทำรอบนี้เพราะศอฉ.ประสานให้มูลนิธิฯทำให้เพราะมีชาวบ้านโทรไปสอบถามเรื่องคนหายที่ ศอฉ.แต่ ศอฉ.ไม่มีกลไกในการรองรับตรงนี้ เพราะศอฉ.มีหน้าที่ปราบอย่างเดียว จึงโยนมาที่มูลนิธิฯกระจกเงามีทั้งที่ผ่านมาทางศอฉ.และไม่ผ่านศอฉ. ซึ่งส่วนใหญ่ตรวจสอบแล้วเชื่อได้ว่าการหายจากเหตุการณ์ทางการเมือง หลังจากข่าวออกมาทำให้ฝ่ายนั้นกระทบกระทั่งมาตลอด ผมเห็นว่าการเคลื่อนไหวทางการเมืองมันแยกยากระหว่างบุคคลกับองค์กรจึงลาออกจากประธานมูลนิธิกระจกเงา”

อดีตประธานมูลนิธิกระจกเงาเล่าย้อนไปถึงวันที่ถูกจับเมื่อวันที่ 26 มิ.ย.ขณะที่ไปผูกผ้าแดงที่ราชประสงศ์ ซึ่งไม่รู้มาก่อนว่ามีหมายจับที่สน.วังทองหลางเป็นผู้ขอหมายจับแต่ไม่มีการแจ้งไปที่บ้านให้ทราบ แต่พอจะรู้ตัวว่าถูกติดตามแม่บ้านที่คอนโดโทรมาเล่าให้ฟังว่ามีตำรวจมาค้นที่ห้องแต่เป็นคอนโดที่ซื้อไว้นานแล้วแต่ไม่ได้อยู่ จากนั้นจึงระวังตัวตลอดเพราะก่อนหน้านี้คนเสื้อแดงที่มีบทบาทจะถูกตาม หลายคนต้องหนีไปอยู่เซฟเฮาส์ ไปต่างจังหวัดหรือไม่ก็เช่าโรงแรม  แล้วมีกิจกรรมเฉพาะออนไลน์แต่กิจกรรมโลกความเป็นจริงแทบจะไม่มีเลย  
 

บก.ลายจุด บอกว่า ตอนที่ถูกควบคุมตัวมีตำรวจมาสอบสวนทุกวันส่วนใหญ่พูดจาดี เข้ามาถามซ้ำๆวนไปวนมา เช่น “คุณรู้จักคนเสื้อดำในวันที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทำให้ประชาชน ทหารเสียชีวิตซึ่งเป็นการกระทำของคนเสื้อดำคุณรู้จักกับคนชุดดำไหม ” เป็นคำถามประหนึ่งว่ารัฐบาลเป็นผู้สังเกตการณ์ไม่ได้ทำอะไรเลยที่เกี่ยวข้องกับประชาชนที่เสียชีวิต และถามว่า “มีทัศนะอย่างไรที่จะทำให้สังคมไทยเกิดความปรองดองจะทำได้อย่างไร”   แทนที่จะไปถามรัฐบาล

“เป็นคำถามที่รู้สึกว่ามันไม่เแสดงความรับผิดชอบอะไร เหมือนจะโยนว่าผมจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งนั้น”

“วันที่ถูกจับที่แยกราชประสงค์ตรงป้ายสี่แยกหน้าห้างเกสร พลาซ่า หลังเตรียมไปผูกผ้าแดงที่เสาป้ายราชประสงศ์ เพราะผมเห็นว่าเป็นสัญลักษณ์ที่คนเสื้อแดงยังระลึกถึงเหตุการณ์การชุมนุม แม้ภาพการต่อสู้จะสลายไปแล้ว แต่ความรู้สึกของคนที่เคยเข้าร่วมที่จุดนั้นจะยังมองเห็นคนเสื้อแดงนั่งอยู่เต็มถนนเป็นภาพความทรงจำที่ซ้อนขึ้นมาบนภาพที่มีรถวิ่งอยู่เต็มถนนและคนเดินไปเดินมาเป็นพื้นที่ทางเศรษฐกิจ แต่สำหรับคนบางกลุ่มพื้นที่ราชประสงศ์เป็นเวทีแห่งการต่อสู้ ผู้คนที่เดินทางมาจากทั่วทุกสารทิศมีคนตาย ผมจึงเห็นว่าป้ายนี้เป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างที่เกี่ยวกับการต่อสู้ จึงไปผูกผ้าแดงไว้

ตอนที่ถูกควบคุมตัวไม่ใช่เหตุผลเรื่องการผูกผ้าแต่เป็นกิจกรรมการชุมนุมที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์วันที่ 21 อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมใต้ทางด่วนลาดพร้าว 21 พ.ค. หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ผู้คนกระจัดกระจายไม่รู้จะไปไหนเวทีย่อยแตกสลายไปหมด แต่ที่หน้าอิมพีเรียลลาดพร้าวกลุ่มคนเสื้อแดงยังไปนั่งคุยกันผมก็ไปด้วยเพราะไม่รู้จะไปไหนกัน เริ่มชวนกันมามากขึ้นวันที่ 20 พ.ค.มีประมาณ 30 คน และวันที่ 21 เพิ่มมากขึ้น 70-80 คน เอารูปมายืนคุยกันไม่ได้มีเครื่องเสียงอะไรเลย พอดีว่าชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่วัดปทุมวนารามวรวิหารที่เพิ่งออกมากำลังฟังกันอยู่ ส่วนหนึ่งก็นำภาพมาจัดกิจกรรมแปะไว้ที่เสาตอม่อ แขวนตามต้นไม้ เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้น ตำรวจมาไล่”

“ตำรวจกว่า 200 นาย มาปิดล้อมพร้อมอาวุธปืนยาว กระบอง โล่ รถจักรยานยนต์ หน่วยเคลื่อนที่เร็วเข้ามาปิดล้อมสวนหย่อมน่าตกใจมากเพราะเขาคงคิดว่าคนคงเยอะตำรวจจึงมากันมากขนาดนั้น ประชาชนที่เกาะกลุ่มกันวิพากษ์วิจารณ์ 7-8 คน สลายตัว ตัวใครตัวมัน จนถึงขณะนี้สวนย่อมแห่งนั้นถูกแผงเหล็กล้อมไว้หมดไม่มีใครเข้าไปวิ่งไปนั่งออกกำลังกายได้อีกแล้ว ทุกวันจะมีตำรวจประมาณ 12 นาย เฝ้าเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง ทำเป็นเรื่องใหญ่มากผมตกใจมาก”

นายสมบัติ ยังเล่าถึงที่มาของนามแฝง “บก.ลายจุด” ว่าเมื่อ10 กว่าปีที่แล้วเขาเป็น User รายแรกๆที่ใช้อินเตอร์เน็ตทำเว็บไซต์เข้าใจว่าเว็บไซต์เหมือนหนังสือเมื่อทำหน้าที่เว็บมาสเตอร์จึงเท่ากับเป็นบรรณาธิการ และช่วงนั้นมีหนังเรื่อง “101 dalmatians”  จึงเป็นชื่อขำๆผ่านบทความที่หนักจึงตั้งชื่อ บก.ลายจุด มีโลโก้เป็นรูปควายลายจุด เคยประกาศว่าตัวเองเป็น “ควายลายจุด”  ความหมาย คือ ควายเป็นสัญลักษณ์สังคมไทย แต่คนไทยปัจจุบันอาศัยอยู่ในเมืองที่ได้รับอิทธิพลจากทางตะวันตกพฤติกรรมบางอย่างเราเหมือนคนตะวันตก มีวิธิคิดบางอย่างที่เป็นสากลไปแล้ว ดังนั้นตัวเป็นควายลายเป็นจุดเปรียบเทียบให้เห้นว่าสังคมมันกำลังบูรณาการเข้าหากันระหว่างสังคมไทยกับสังคมตะวันตก

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 12, 2010 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

จิตวิญญาณผู้ก่อการ (ร้าย?) ทางสังคม…สัมภาษณ์พี่หนูหริ่ง

สัมภาษณ์ชีวิตด้านในของบก.ลายจุด “สมบัติ บุญงามอนงค์” แกนนำนปช.รุ่นที่ 2 และอดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา โดย วิจักขณ์ พานิช

ในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคม น้อยคนที่จะไม่รู้จัก “หนูหริ่ง” สมบัติ บุญงามอนงค์ หลายคนรู้จักเขาในนาม บก.ลายจุด ผู้ก่อตั้งและอดีตประธานมูลนิธิกระจกเงา  และอโชก้าเฟลโลว์หรือนักประกอบการทางสังคมดีเด่นปี ๒๕๔๓
หลังจากที่คร่ำหวอดในแวดวงคนทำงานเพื่อสังคมมากว่ายี่สิบปี หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าสู่เส้นทางสายการเมือง อย่างไม่สนใจคำครหาที่ว่า “หนูหริ่งเปลี่ยนไป” โดยเข้าร่วมต่อสู้กับแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) โดยที่เขาเป็นแกนนำรุ่นที่ ๒ ภายหลังที่แกนนำ นปก.รุ่นแรกถูกคุมขัง จากนั้น นปก.ก็พัฒนากลายมาเป็น แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งหนูหริ่งก็ยังคงเป็นกำลังสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงมาจนถึงปัจจุบัน
จากโลกอุดมคติของงานเพื่อสังคมมาสู่โลกของการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองที่ไม่ได้หอมหวนชวนโรแมนติก เช่นเคยที่หนูหริ่งเลือกที่จะเดินเข้าปะทะกับความขัดแย้ง เพราะสำหรับเขาแล้ว นั่นดูจะเป็นสถานที่ที่การปลดปล่อยทางจิตวิญญาณสามารถเกิดขึ้นได้อย่างทรงพลังที่สุด
การพูดคุยกับหนูหริ่งในครั้งนี้มีขึ้นตั้งแต่วันที่11 มิถุนายน 2553 และในวันที่ 26 มิถุนายน 2553 เพียงหนึ่งวันก่อนที่บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้จะถูกนำออกเผยแพร่ หนูหริ่งได้ถูกตำรวจสน.ลุมพินี เข้าจับกุมตัว ข้อหาฝ่าฝืนพรก.ฉุกเฉิน ขณะที่เขากำลังเตรียมงาน “วันอาทิตย์สีแดง” บริเวณสี่แยกราชประสงค์
วิจักขณ์: พี่รู้สึกมั้ยว่า ในสังคมไทยตอนนี้ช่องว่างระหว่างศาสนากับชีวิตคนมันห่างกันมาก
สมบัติ:อือ ใช่ เพราะศาสนาชอบพาไปหลีก…หลีกเร้นออกจากปัญหาของมนุษย์ไง มันก็เลยหลุด ใช้เทคนิคการหลุดออกไปทีละคน ทีละคน ใช่มะ เหมือนกับว่าพอคนจะเข้าสู่ศาสนาได้ ก็ต่อเมื่อมันทุกข์จนแบบหมดสภาพ จนต้องเลือกที่จะหลีกหนีออกจากสังคมไป ก็มักจะเป็นไปในทางนั้น แต่ว่ามันก็เป็นแค่การพ้นทุกข์ในระดับปัจเจก
วิจักขณ์: หรือแม้แต่กระทั่งท่าทีของศาสนาเพื่อสังคม เช่น ไปช่วย ไปสอน ไปดึงเค้าให้ออกมาจากความทุกข์ใจที่กำลังเจออยู่ ดูเหมือนจะเกี่ยวกับสังคม แต่ผมว่ามันก็ยังเป็นมิติแบบปัจเจกนิยมอยู่ ออกแนวสังคมสงเคราะห์มากกว่า แทนที่จะลงไปทำความเข้าใจความทุกข์ในมิติที่ลึกกว่านั้น
สมบัติ: อย่างงี้ ต้องไปอยู่ในคุกซักพัก
วิจักขณ์: (ยิ้ม)
สมบัติ: ชีวิตของคนในนั้น มันจริงและมันก็ซับซ้อนมาก ทำไมคนมันถึงมีวิญญาณแบบนั้น ความทุกข์ที่อยู่ตรงนั้นจะทำให้มุมมองเราจะเปลี่ยนเลยล่ะ มันจริงมาก
ริน (เพื่อนร่วมสนทนา):  มันไม่น่ากลัวเหรอพี่
สมบัติ:  ความน่ากลัวมันไม่ได้อยู่ตอนที่อยู่ในคุก ความน่ากลัวของคุกเนี่ย มันน่ากลัวตรงที่เราไม่สามารถเอาตัวเองออกจากมันได้ แต่ว่าลำพังแค่ในคุกเองไม่น่ากลัว อย่างคราวที่แล้วผมเข้าไป ผมไปในภาวะที่สามารถจะออกเมื่อไหร่ก็ได้ เพียงแต่ผมไม่ประกันตัว อยากจะเข้าไปดูว่าเป็นยังไง ก็…มีแรงกดดันพอสมควรนะ แต่มันก็ไม่ถึงขนาด…คือผมไม่ได้อยู่ในสถานะเดียวกับพวกนักโทษคนอื่น ยังไงผมก็สามารถจะกำหนดตัวเองได้ว่าจะออกเมื่อไหร่  ในคุกเนี่ย คนที่ดิ้นรนจะออกจะทุกข์มาก ยิ่งดิ้นรนจะออกเท่าไหร่ ก็ยิ่งทุกข์มาก แต่ใครที่ยอมรับได้ และปรับตัวได้กับตรงนั้น …ก็ทุกข์เหมือนกัน เพราะยังโดนกดอยู่ แต่ก็ไม่ทุกข์เท่าพวกที่ดิ้นรน 
เพราะฉะนั้น ลองหาเรื่องติดคุกดูสิ แล้วหาทางออกมา (หัวเราะ)
วิจักขณ์: (หัวเราะ)
สมบัติ: ดีกว่าพวกไปดูงาน ตอนที่นักศึกษามาดูงานนะ โคตรตลกเลย จัดฉากทุกอย่าง ไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรเลย คนละเรื่อง
วิจักขณ์: เคยได้ยินเรื่องนี้จากเพื่อนที่เข้าไปทำงานในคุกเหมือนกัน แต่ถึงจะลงไปในบทบาทผู้รับฟัง ผู้เยียวยา สอนภาวนา ทำอบรมให้คนในคุกเนี่ย มันก็ไม่เหมือนกัน คือเราก็ได้เรียนรู้จริง อะไรจริง แต่เราก็ยังอยู่ในโลกของเราอยู่ดี  มันจินตนาการไม่ออกเหมือนกันว่าถ้าเราไปอยู่ในคุกจริงๆ ธรรมะที่เราเรียนๆมามันจะยังใช้อะไรได้บ้าง ถ้าจิตไม่แข็งจริง มันก็หลุดเอาได้ง่ายๆ
สมบัติ: รั่วใช่มั้ย  มี [วิจักขณ์: ใช่ ใช่]  พวกรั่ว มี 
แต่ยังไงมันก็ต้องอยู่ให้ได้ แต่ที่มันจะเกิดขึ้นก็คือ ชีวิตมันจะกร้าน มันจะตายด้าน มันจะแห้ง คุกมันจะดูดความชุ่มชื้น ความมีชีวิตชีวาของเราไป ก็ไม่ถึงกับไม่มีความอารีอะไรกันเลยนะ แต่บางสิ่งบางอย่างมันจะหายไป
ภาวะตรงนั้นมันเป็นภาวะที่ซับซ้อนมาก เราจะเรียนรู้จิตวิญญาณของเราในอีกมิติหนึ่ง มิติทางศาสนาก็ว่ากันไปนะ   แต่อีกมิติหนึ่งก็คือ ความทุกข์มันกดคุณจน…  มันจะรีดไอ้ความดิบข้างในคุณออกมา อย่างเช่น วันที่ผมโดนย้ายห้องขัง จากห้องรวมไปห้องแยก คือเราอยู่ได้สองสามวันแล้วก็จะต้องถูกแยกห้อง ห้องแรกนี่ก็ใหญ่ๆดูแลดีหน่อย พอถูกแยกไป อยู่กันประมาณ ๖๐ คน แทบพลิกตัวไม่ได้ มั่นแน่นมาก คนป่วยไอ ไม่สบาย พัดลมเป่า หัวหน้าห้องที่เป็นแบบอาชญากรอะไรงี้ พัดลมเป่า ก็เสนอขอให้ปิดพัดลมบางตัว เพื่อนอีกคนก็เอาผ้าห่มไปให้ ไอ้หัวหน้าก็ตะโกนบอกว่าไม่ต้อง ให้มันตายไปซะ  ไอ้คนป่วยคนนั้นเป็นคนลาว ไม่ค่อยพูด ถูกจับเพราะเป็นคนเร่รอน มันเข้าไปนอนในจุฬาฯ ตรงระเบียงชั้นหนึ่ง ก็ถูกยามจับ พร้อมข้อหาพยายามลักทรัพย์ ในคุกเจ้าหน้าที่ไม่ใช่เป็นใครที่มาคอยดูแลจิตใจหรอก เป็นยังไงบ้าง อะไรแบบนี้ไม่มีหรอก ไม่มีซักแอะ บางคนอยู่ๆไปก็รั่ว วันๆเอาแต่ร้องไห้ไม่ทำอะไร ว่างก็ร้องไห้ ว่างก็ร้องไห้ มีสารพัดเลย อีกคนก็คนแก่เป็นอัลไซเมอร์ ถูกจับเพราะว่าไปขโมยรถ จริงๆที่บ้านก็มีฐานะนะ แต่อยู่ๆก็ไปเจอรถคันนึง แล้วไปขับ แล้วไม่รู้จะเอาไปคืนที่ไหน ที่มูลนิธิกระจกเงา ผมก็ทำเรื่องอัลไซเมอร์นะ ผมเข้าใจเรื่องแบบนี้เลย อ้าวแล้วไอ้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทางการแพทย์ที่จะมายืนยันล่ะไปไหน นี่เค้าทำอะไรไม่ได้เลย สภาพของเค้าเหมือนคนจะตายแล้ว พูดจาไม่รู้เรื่อง เหมือนคนที่เดินข้างถนนแบบนี้แหละ นึกดูสิ มีคนแบบนี้เข้าไปอยู่ 

 

คุกเป็นที่ที่ว่า ถ้าจะทำวิจัยเกี่ยวกับปัญหาทางสังคม ลงไปที่นี่เลย ศึกษากันให้ลึก แล้วโยงปัญหาพวกนี้ขึ้นมา มันจะโยงขึ้นไปข้างบนหมดเลย ไอ้ปัญหาสังคมไทยที่เราเห็นทำๆกัน แตะๆกัน มันทำไปในเชิงป้องกัน สร้างคนดีอะไรกัน มันก็ส่วนนึงนะ แต่ถ้าจะไปแก้กันจริงๆ ต้องลงไปที่นี่เลย มันเป็นท่อระบายน้ำ ทุกอย่างมันจะไปรวมกันที่นั่น แล้วคุณก็สังเคราะห์ ไล่ขึ้นมา เหมือนโครงการแยกขยะน่ะ คุณต้องศึกษาก่อนว่าในขยะมันมีอะไรบ้าง มันเป็นปลายท่อของระบบระบายน้ำ คุณจะรู้เลยว่าอะไรถูกทิ้งลงมาบ้าง
วิจักขณ์: ในแวดวงจิตจิต น้อยคนที่จะสนใจมองไปยังคนเหล่านั้น
สมบัติ: ใช่ พวกจิตนิยมก็มักจะไปสนใจที่เรื่องภายในของบุคคลว่าทำไมเค้าถึงเป็นแบบนั้น แต่ในสายสังคมมันต้องการกระบวนการการจัดการทางสังคม ไม่ใช่แก้ปัญหาทางจิตใจได้แค่นั้นแล้วจบ ความยากจนมันจะไม่จบลงง่ายๆตรงนั้น คนที่ไปอยู่ในคุกไม่ได้เป็นคนเลวในแง่ของจิตใจทั้งหมด แต่เค้าขาดโอกาส ขาดระบบการช่วยเหลือ การพัฒนามันต้องการกลไกทางสังคม คุณแก้ไม่ได้โดยการนั่งสมาธิ เยียวยา หรือทำจิตใจให้บริสุทธิ์ แค่นั้นมันแก้ไม่ได้หรอก (หัวเราะ)
วิจักขณ์: ในสถานการณ์แบบนั้นมันชัด เพราะเป็นภาวะที่คนเราถูกกด ถูกต้อนจนมุม ภาวะบีบคั้นได้รีดเอาจิตวิญญาณทั้งหมด ทุกสิ่งที่แอบซุกไว้ใต้พรม
สมบัติ:  มันจะปรากฏทั้งหมด มันจะเอาตัวตนของคุณข้างในออกมา ทุกอย่าง ทั้งความดิบ หรือแม้แต่สติปัญญา มันจะบีบเอาทุกสิ่งทุกอย่างออกมาหมด ทุกอย่างที่มี ที่คุณเก็บซ่อนมันไว้
วิจักขณ์: ที่พี่ชอบเอาตัวเองไปลองตรงนั้นตรงนี้ ลงไปปะทะกับปัญหาทางสังคม พี่หลงเสน่ห์ภาวะบีบคั้นตรงนั้นด้วยรึเปล่า
สมบัติ: เป็นไปได้ ตอนแรกไม่เป็น แต่พอใช้ชีวิตไปแล้วมันไปปะทะกับความทุกข์จำนวนมาก ระดับนึงนะ ไม่ถึงกับว่าหนักมากนะ พอถึงระดับนึงเนี่ย มันหลงเสน่ห์ความจริงตรงนั้น เวลาเผชิญความทุกข์ ผมไม่มีกระบวนการมาก ผมก็ซึมซับเข้ามา รับมาเลย พอเห็นปัญหาปุ๊บ ก็รับมันเข้ามา ดูดรับเลย พอรับเข้ามาแล้วก็ใคร่ครวญขบคิด ดูว่าเราจะตอบโต้กับปัญหานั้นยังไง
อย่างคุณจะเห็นว่า งานของกระจกเงาเนี่ย มาจากสภาวะแบบนี้ทั้งนั้น คือเราไม่สนใจเลยว่ามันเป็นเรื่องเหี้ยอะไร ขอให้มันเป็นปัญหา ถึงขนาดที่เราประกาศปรัชญาว่า “เราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้” เพราะฉะนั้นไม่ต้องถามว่ากระจกเงาทำอะไร เพราะเป็นเรื่องที่อธิบายยากมาก (หัวเราะ) หนึ่งเราทำทุกอย่างที่เราอยากทำ และเราทำได้ คือ ถ้าคุณอยาก ก็ในเมื่อคุณมีแรงบันดาลใจ เราก็จะส่งเสริมให้คุณได้ทำ ซึ่งก็ต้องทำได้ด้วยนะ ถ้าเสือกทำไม่ได้ก็ต้องใจเย็นนิดนึง เพราะว่ามันต้อง realistic (สมจริง) ด้วย อยากทำนี่มันเป็นเรื่องอัตวิสัยใช่มั๊ย แต่การทำได้นี่มันจะต้องตั้งอยู่พื้นฐานของความเป็นจริง  คุณจึงต้องคิดมากกว่าการอยากทำ เอ็นจีโอส่วนใหญ่มักจะมาจากการอยากทำ เอ็นจีโอกับพวกศิลปินนี่ใกล้กันมาก ผมเคยทำละครมาก่อน ผมจึงเข้าใจพวกเพื่อนที่เป็นศิลปิน เค้าจะคิดใหญ่ จะอะไรต่ออะไร เค้าไม่ได้คิดผิดนะ แต่เค้าขาดวิธีการบริหารจัดการความรู้ นี่คือสิ่งที่ขาดไปของพวก activist (นักกิจกรรมเพื่อสังคม) คือมันใช้ใจแต่ไม่ค่อยมีความรู้ในการจัดการ หรือมีความรู้ในการจัดการ พอทำไประดับนึงปุ๊บ ก็จะทำเล็ก แล้วก็จะไปเกาะกับวาทกรรมเรื่อง “small is beautiful” พอไปเกาะมันมาก ก็เป็นปัญหา เพราะมันจะกลายเป็นกำแพง กลายเป็นว่าคุณบอก small is beautiful ก็เพราะว่า ที่คุณต้องเล็กเนี่ย เพราะคุณใหญ่กว่านี้ไม่ได้ใช่มั้ย คุณไม่สามารถสร้าง impact (ผลกระทบ) กว่านี้ได้ใช่มั้ย คุณเลยกำหนดตัวเอง เพื่อป้องกันอะไร? เพื่อป้องกันความเจ็บปวด เพราะคุณกลัวเจ็บ คุณเลยไปไกลกว่านั้นไม่ได้ ทั้งๆที่คุณมองเห็นปัญหาใหญ่กว่านั้นเยอะ แต่คุณก็เลือกที่จะลดลิมิตของตัวเองลงมา เพื่อลดความเจ็บปวด แล้วคุณก็สร้างความสุข มันก็กลับไปสนองตัวคุณอีก พอคุณบล็อกว่าคุณทำแค่นี้ เพื่อสนองสิ่งที่คุณต้องการได้แล้ว คุณก็บอกตัวเองว่าคุณทำได้แล้ว อย่างน้อยที่สุดชั้นก็ได้ทำแล้ว และชั้นก็ทำได้แล้ว
วิจักขณ์: อะไรที่ทำให้พี่หลงใหลในการเข้าปะทะกับปัญหา
สมบัติ: เรื่องจิตวิญญาณสำหรับผม มันไม่ใช่เพื่อการหลีกเร้นออกจากสังคม ผมยังมีแรง แม้ผมจะอยู่ในวัย 40 แต่ผมคิดว่าผมยังมีพลังความเป็นหนุ่มสาวอยู่ ผมคิดว่าในวัยนี้ ผมต้องเป็น “ผู้กระทำการ” หรือผู้ขับเคลื่อนต่อสังคม  ในขณะเดียวกันก็อาจมีภารกิจในแง่ปัจเจก ที่มันจะต้องไปจัดการเรื่องจิตวิญญาณภายใน แต่การดูแลจิตวิญญาณภายใน ก็มีสภาวะที่เป็นไปได้อยู่หลายสภาวะ สภาวะหนึ่งก็อาจจะเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นในขณะที่เราเข้าสู่แนวปะทะ คือเข้าไปอยู่ในปัญหา แล้วให้ปัญหามันสอนเรา แล้วเราก็ได้ดูตัวเราเอง อย่างในสถานการณ์ช่วงนี้ ผมก็ต้องตั้งคำถามกับตัวเองเยอะนะ ใช่มะ ผมก็ต้องถามตัวเอง คนที่ต้องถามมากและตอบมาก ก็คือต้องถามตัวเองและตอบตัวเองให้ได้ ไอ้สังคมจะแคร์ไม่แคร์ผมเนี่ยไม่สำคัญ เนื่องจากผมใช้ชีวิตสายนี้มายี่สิบกว่าปี ดังนั้นผมได้ตอบคำถามสังคมไปเยอะมาก แล้วไม่ว่าจะยังไง คุณจะเห็นผมเป็นคนแบบไหน ผมไม่ค่อยแคร์ ไม่ใช่ว่าจะไม่แคร์เลยทีเดียว แต่คนที่แคร์ที่สุดคือ ตัวผมเอง เพราะผมต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อนว่า เมื่อวันนึงในอนาคต เรื่องราวเหล่านี้มันผ่านไป ผมต้องตอบตัวเอง ณ วันนั้นให้ได้ ว่าเมื่อมองย้อนกลับมาวันนี้ ผมทำอะไร และผมจะเคารพตัวเองได้มั้ย
วิจักขณ์: คือมองย้อนกลับมาแล้ว ไม่รู้สึกเสียดาย หรือเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำ
สมบัติ: ถูก ถูก การก้าวเดินมันเป็นเรื่องของการเลือก และความรับผิดชอบใช่มั้ย เมื่อเราตัดสินใจเลือก เราเป็นผู้เลือกนะ เลือก และผมเป็นผู้กระทำ ผมเป็นคนเขียนบทละคร ผมมีปรัชญาในเรื่องละครกับชีวิตอยู่ว่า ในการเขียนบทละครชีวิต เราเขียนบทได้ครึ่งหนึ่งของละครเรื่องนี้ ผมจะไม่ยอมให้ชีวิตผมเดินไปตามใครไม่รู้มาเขียนบทละครให้ผมเดิน ผมไม่ยอม ผมจะต้องเขียนบทละครนี้อย่างน้อยที่สุดครึ่งเรื่อง นี่เป็นบทละครของผมนะ ซึ่งพอจริงๆเรื่องของผมมันก็จะมีคนอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แต่อย่างน้อย ครึ่งนึงผมต้องเป็นคนกำหนด วันนึงในอนาคตผมจะต้องย้อนกลับมาวันนี้ให้ได้ว่า ผมทำสิ่งที่ผมเลือกแล้ว ส่วนผลกระทบทั้งหลายที่มีคนกังวล มันเป็นเรื่องเฉพาะหน้านิดหน่อย เอาจริงๆแล้วมันไม่ตายหรอก ถ้าตายนั่นก็อีกเรื่องนึงนะ คือ เราก็รับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ความยากลำบาก การใช้ชีวิตแปลกๆ หรือชีวิตที่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา แต่ผมเคยเหวี่ยงแล้วไง ชีวิตผมก็เหวี่ยงมาจนไม่รู้จะเหวี่ยงยังไงแล้ว
วิจักขณ์: ถึงแม้มันจะเหวี่ยง พี่ก็ยังพอใจที่ได้ขีดเส้นของตัวเอง ได้ทำอะไรออกมาที่เป็นรูปธรรม เป็นประสบการณ์ตรง
สมบัติ: ได้ครึ่งหนึ่ง ในบทละครเรื่องนี้ผมเขียนบทได้ครึ่งหนึ่ง
วิจักขณ์: ชีวิตที่พี่เลือกแบบนี้ เป็นที่ที่พี่ค้นพบจิตวิญญาณของตัวเอง ไม่ใช่ที่วัด หรือสถานปฏิบัติธรรม?
สมบัติ: ผมไม่ได้คิดเรื่องที่จะออกจากความทุกข์ ออกจากประเด็นปัญหาทางสังคม ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอย่างนั้น แต่วันนึง ไม่รู้จะเรียกว่าเป็นเรื่องศาสนาหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมสนใจเรื่องจิตวิญญาณ เรื่องภายใน ผมเชื่อว่าในสภาวะบางสภาวะจำเป็นที่จะต้องมีความเงียบพอสมควร เพื่อจะได้คุยกับตัวเอง
วิจักขณ์: พี่ยังมองว่า ช่วงวัยหนุ่มสาวยังเป็นช่วงของการเก็บทุนอยู่หรือเปล่า
สมบัติ: ไม่ใช่เก็บทุน ผมใช้ทุนที่ผมมี พลังงาน เงื่อนไขทางสังคม มันเป็นทรัพยากรที่เราใช้ได้ในเวลานี้
วิจักขณ์: แล้วมันถือว่าเป็นการเก็บต้นทุนทางจิตวิญญาณรึเปล่า
สมบัติ:ไม่ใช่เลย ผมไม่คิดแบบนั้น หนุ่มสาวเป็นช่วงเวลาทองของชีวิต  มันจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ที่มันแร๊งงส์ มันจะมีพลัง ความแรงของผมตอนนี้ก็ลดลงไปมากนะ ถ้าเทียบกับสมัยสิบ ยี่สิบปีก่อน ที่ผมสุดโต่งมาก เรียกได้ว่า hardcore เลยแหละ แรงส์เลยฮะ (หัวเราะ)
วิจักขณ์: แต่ถึงพี่จะบอกว่าเป็นช่วงของการใช้ทุนที่มี ใช้พลังหนุ่มสาวกระทำต่อสังคม แต่เท่าที่ฟังดูมันก็เหมือนจะมีอะไรที่เชื่อมโยงกับเรื่องทางจิตวิญญาณอยู่
สมบัติ:ผมอธิบายอย่างนี้ ผมคิดว่าผมเติบโต และเรียนรู้เรื่องจิตวิญญาณภายในจากสถานการณ์ที่เป็นสถานการณ์วิกฤต หรือการเดินเข้าสู่การปะทะกับปัญหาทางสังคม หรือปัญหาของผู้อื่น …ซึ่งมันก็ทำให้ตัวเองก็มีปัญหาไปด้วย แต่ถ้าเราสามารถที่จะอยู่ตรงนั้นได้ สำหรับผมมันจะเป็นโอกาสของการเติบโตทางจิตวิญญาณมาก
มนุษย์มันมีช่องทางทางจิตวิญญาณที่ไม่ต้องใช้ภาษา มีอยู่จริงเลย คุณใช้สมองสั่งไม่ได้เลย มันอธิบายไม่ได้ มันไม่ใช่การสื่อสารกันในระดับคำพูด คุณอาจจะฟังดนตรี หรือเข้าถึงงานศิลปะ มันเป็นการเชื่อมต่อกันทางจิตวิญญาณ ที่ก้าวข้ามข้อจำกัดทุกอย่าง เหมือนกัน ในทางสังคม ในบางสภาวะ เหมือนเวลาคุณเข้าไปในป่าดงดิบ ไม่เคยมาที่นี่นะ แต่ทำไมเราขนลุกวะ มันแปลกๆ มีคนอธิบายว่ามันเป็นการสื่อสารของธรรมชาติกับเซลล์ มันเคยเป็นของประเภทเดียวกัน มันเคยกลมกลืนกันอย่างที่สุด มันไม่ใช่ความคิด แต่เป็นความรู้สึก ภาวะแบบนี้มันมีอยู่จริง คือตัวจิตวิญญาณมันทำงาน
วิจักขณ์: พี่เคยรู้สึกอย่างนี้ เวลาที่ทำกิจกรรม พูดคุย หรือปฏิสัมพันธ์กับคนมั้ย
สมบัติ: ผมพยายามทำให้มิติทางจิตวิญญาณกับสิ่งที่ผมทำเป็นสิ่งเดียวกัน คือถ้าผมพบว่าจิตวิญญาณของผมเป็นเช่นนี้ ผมก็จะพยายามใช้ชีวิตให้ใกล้เคียงกับสิ่งสิ่งนั้น เพื่อที่ผมจะได้มีชีวิตไม่ขัดแย้งกับตัวเอง ถ้าเรามีชีวิตที่ไม่ขัดแย้งกับจิตวิญญาณของเรา เราจะปลดปล่อยพลังของตัวเองได้อย่างมหาศาล คนที่สามารถเข้าถึงตัวเองได้ เข้าถึงจิตวิญญาณของตัวเองได้ มันจะมีพลังมหาศาล
มันเป็นเรื่องของคุณค่า เป็นการตอบคำถามตัวเองได้ว่าเราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร เรื่องเกิดมาทำไมผมไม่สงสัยแล้ว คำถามก็คือเมื่อตอนนี้เราเกิดมาแล้ว แล้วเราจะใช้วันนี้ให้มีคุณค่าสูงสุด จนถึงวันที่เราไม่มีได้อย่างไร เราจะดำรงอยู่อย่างไร อันนั้นเป็นโจทย์สำคัญ
วิจักขณ์: ซึ่งการตอบคำถามนั้นมันเหมือนเป็นสัญญาณของการเริ่มต้น
สมบัติ:มันทำให้ทิศทาง หรือเข็มมุ่งนี้มันชัด มีทิศ มีทาง มีเข็มมุ่งก่อน ทำได้ไม่ได้นี้อีกเรื่องนึง พอโตขึ้น เราก็ได้เรียนรู้ว่า แค่ความตั้งใจดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ มันต้องการความสามารถ มันต้องการการวางแผน การเตรียมการ ทรัพยากร เพื่อเข้าสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งตรงนั้นก็เป็นเรื่องของความรู้ ความเฉลียวฉลาดที่จะเรียนรู้ระหว่างทาง สำหรับผู้ที่ต้องการสร้างผลกระทบ หรือสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม
พอเราได้ค้นพบคุณค่าบางอย่างของเรา มันเป็นการยอมรับว่าเราจะตายยังไง คนที่มีทัศนะของนักปฏิวัติ คนที่มองเรื่องของการปลดแอก การเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันจะต้องยึด เกาะเกี่ยวกับอะไรบางอย่าง ไม่งั้นเราจะตอบคำถามตัวเองไม่ได้ว่า ทำไมเราจะต้องเอาตัวเองไปใกล้ความเจ็บปวด หรือความเสี่ยงตาย ทำไมต้องเอาตัวเราเข้าไปใกล้กับความทุกข์ที่หนักหนา มันจะต้องมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตายใช่มั้ย เราถึงจะเอาตัวเองเข้าไป แล้วถ้าความตายมันเป็นที่สุด มันมีอะไรที่มีความหมายมากกว่าความตาย? ตัวอัตตามันก็ต้องอธิบายว่าอะไรที่จะมีความหมายมากกว่าความตาย อย่างเช่น โอเค บอกว่าเพื่อความรักเนี่ยเราตายได้ ฉันรักเธอนะ ฉันสามารถตายแทนเธอได้ สำหรับคนที่มีความกตัญญู ก็อาจจะบอกว่าฉันตายได้เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว
วิจักขณ์: แล้วจุดที่ความบ้าของพี่เพิ่มสูงขึ้น จนไปถึงการเป็นนักปฏิวัติ จู่ๆมันคงไม่ได้เกิดขึ้นทันทีทันใดใช่มั้ย
สมบัติ: ใช่ คือ ผมเห็นโครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางการเมือง ก็เรียนรู้สั่งสมมาเรื่อยๆ ถามคำถาม มีประสบการณ์มากขึ้น วันๆมันก็เอาแต่ตั้งคำถาม แล้วเราก็ใช้ชีวิตอยู่ในแวดวงที่มีการตีโจทย์เรื่องเหล่านี้อยู่ตลอดเวลา งานของผมก็ค่อนข้างว่าง ไม่ยุ่งกับเอกสาร เราก็ใช้ชีวิตอยู่กับเรื่องของความคิดหรือตัวที่เป็นประเด็นปัญหา เป็นข้อเท็จจริงมาก มันก็มีโอกาสสั่งสม เห็นเรื่องพวกนี้ ผมก็เคยนะที่คิดว่า คำตอบอยู่ที่หมู่บ้าน ขลุกอยู่ 5 ปี 7 ปี จนมีพี่คนนึงมาเคาะประตูบ้านผม ไปนอนคุยกัน “หนูหริ่ง สิ่งที่เธอทำน่ะดีนะ ชาวบ้านแถวนี้ได้สัญชาติ” ผมแม่งโคตรภูมิใจ ตอนนั้นผมทำงานตำบลเดียว เอ็นจีโอต่างจังหวัดแม่งทั้งภาคเหนือ ของผมตำบลเดียว ตำบลเดียวจริงๆ ผมช่วยให้ชาวบ้านที่ไม่มีสัญชาติเข้าสู่กระบวนการสัญชาติ แล้วได้สัญชาติ ผมตั้งเป้าไว้สามถึงสี่พันคน มันเป็นความภูมิใจในชีวิตได้แล้ว จากวันแรกที่คิดว่าจะทำยังไงให้เด็กคนนึงได้สัญชาติ พอทำงานแล้วยกกำลังเป็นพันนะ แต่คำถามก็คือว่า ไอ้ความรู้ที่เรามีอยู่ทั้งหมดกับปัญหาสังคมที่มันกว้าง ทำยังไงเราถึงจากสร้าง impact ที่มากขึ้นได้ ถ้าเรายังคงอยู่แต่ในหมู่บ้าน เราก็จะไม่สามารถสร้างผลกระทบเหล่านั้นได้
วิจักขณ์: ช่วงชีวิตที่กระจกเงาทำให้พี่ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
สมบัติ:การทำกระจกเงาทำให้ผมเรียนรู้ว่า ปัญหาในระดับจุลภาคนั้นมันเชื่อมโยงไปในระดับมหภาค  ตอนแรกเราคิดว่าไปทำการจัดการพื้นที่เล็กๆที่นึงได้ก็จบ แต่ความจริงมันไม่ใช่ ปัญหามันเชื่อมโยงกัน ไม่มีชุมชนใดที่สามารถหลีกเร้นจากโลกาภิวัตน์ แล้วไม่ต้องสัมพันธ์กับสังคมภายนอก ไม่มีเลย คุณจะไปหาชุมชนที่ว่านี้ที่ไหน เผ่าตองเหลืองอะไรงี้ เค้าจะวิวัฒนาการไป มึงยังต้องไปบอกเค้า อย่าเปลี่ยนนะ อย่าไปเปลี่ยน ซึ่งมันก็ไปกระทบเค้าอยู่ดี คือ คนเหล่านั้นถูกค้นพบหมดแล้ว ถูกกระทำหมดแล้ว แล้วเรื่องนโยบายมันก็ตามมาหมด เรื่องสัญชาติแต่ก่อนไม่สำคัญ แต่วันนึงมันสำคัญ เรื่องที่ดินทำกิน แต่ก่อนสำหรับชาวเขาไม่สำคัญ แต่วันนี้สำคัญ
วิจักขณ์: มันเริ่มไม่โรแมนติคอย่างที่คิดไว้ตอนแรกหรือเปล่า
สมบัติ:มันได้ไปค้นพบความจริง  เช่น ตอนอยู่เชียงรายตอนแรกนี่ชอบมาก มันหนาว ชาวบ้านเค้าบอกว่ามันเย็น ซึ่งในความรู้สึกผมตอนฟังเค้าดูแล้วความเย็นของเค้านี่มันยิ่งกว่าหนาว แล้วความเย็นของเค้ามันไม่ใช่แบบคนกรุงเทพฯที่ในปีนึงจะมีช่วงเวลาหนาวๆซักสองสามวัน เราก็หยิบเอาเสื้อหนาวที่มีฮู้ดมาใส่ ตอนผมเป็นนักเรียนก็จะเก็บเสื้อตัวนี้เอาไว้ ดีใจมากเวลาหนาว เราจะได้เอาเสื้อตัวโปรดออกมาใส่ …มันไม่จริงน่ะ 
ความงามมันมีอยู่ แต่ขณะเดียวกันมันก็มีความจริง และความจริงบางทีมันก็ท้าทาย ขมขื่น ยากลำบาก พอเป็นความจริงนั้นเราจะปัดได้ยังไง เราจะอยู่ได้ยังไงในโลกที่ไม่มีความจริง เราจะใช้ชีวิตแบบไหน โอเคเราอาจจะอยู่ได้ บางคนอาจจะสามารถเลือกสร้างเงื่อนไขของตัวเองให้ไปอยู่ในภาวะที่ไม่ต้องไปเผชิญความจริงที่เจ็บปวดได้
ความทุกข์นี่เป็นความจริงแบบนึงหรือเปล่า หรือไม่ใช่ความจริง?
วิจักขณ์: (หัวเราะ) เป็นดิพี่ ความทุกข์นะ
สมบัติ: เป็นใช่มั้ย? (ทำหน้าใสซื่อ)
วิจักขณ์: (หัวเราะ) นี่มุขป่าวเนี่ย (หัวเราะ)
สมบัติ: ไม่ ไม่ ไม่ ไม่ บางคนเค้าบอกเอาทุกข์ออกได้ แล้วมันเป็นความจริง สัจจะอะไรบางอย่าง ผมก็งงๆ  แต่คำถามของผมก็คือว่า มีคนอีกกี่คนล่ะที่ออกไปไม่ได้  แม่งเยอะมากกก…  คนจำนวนมากเลยที่อยู่ในความทุกข์
อย่างอาสาสมัครของผมที่ทำงานอยู่ที่เชียงราย ทำงานไปซักพักก็เดินมาบอกผม หนูประทับใจพี่มาก งานที่พี่ทำน่ะค่ะ แต่หนูไม่สามารถมาทำอย่างพี่ได้ เพราะหนูต้องกลับไปอยู่ในโลกของความเป็นจริง (หัวเราะ) แม่ง กูอยู่นี่หลายปี มึงจะกลับแล้วมาบอกกูว่า กูไม่ได้อยู่ในโลกของความเป็นจริง  แล้วนี่กูอยู่ที่ไหนวะเนี่ย (หัวเราะก๊าก)
เมื่อว่ากันด้วยโลกของความเป็นจริงเนี่ย ผมก็สงสัยว่าอะไรคือโลกของความเป็นจริง เวลาผมเจอคำพวกนี้นะ แม่ง..มันฉิบหายเลย มันก็จะนำไปสู่การขบคิด ตั้งคำถาม อะไร ยังไง มันจริง ไม่จริงยังไง หรือมันจริงทั้งนั้น อ้าวถ้ามึงจริง กูไม่จริง หรือจริงเหมือนกันยังไง แล้วเราก็คิดไปเรื่อยว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นจริงขึ้นมาได้ยังไง
ที่กระจกเงาผมค้นพบเรื่องงานอาสาสมัคร พบว่ามันเป็นเครื่องมือหนึ่ง ตอนนั้นผมตีโจทย์ออกแล้ว ว่าเราไม่มีทางไปได้สุดทาง มันเป็นเรื่องของกระบวนการ วิวัฒนาการทางสังคม และสิ่งที่เราต้องทำคือ “ส่งไม้ต่อ” แต่เวลาส่งไม้ต่อ อย่าไปส่งหนึ่งต่อหนึ่ง มันต้องส่งทีนึงแบบแจกไม้ไปเลย แจกไม้แล้ววิ่งกันออกไป อันนี้แหละคือสิ่งที่ต้องทำ ชวนคนให้เข้ามามีส่วนร่วม เป็นอาสาสมัคร หรือมีวิธีคิดที่อยากจะเห็นบางสิ่งบางอย่างเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องทุกอย่างหรอก ไม่ต้องเรื่องใหญ่ๆก็ได้ เท่าที่เค้าพอจะมีศักยภาพ หรือมีการปลดปล่อยอะไรบางอย่างในตัวเอง ณ ขณะนั้น แล้วเราก็เชื่อมกับเค้าเท่านั้นเอง เพียงแต่ว่า ถ้าเราผ่านกระบวนการปลดปล่อยตัวเองมาอย่างต่อเนื่อง เราก็อาจจะทำเรื่องอะไรที่ซับซ้อนขึ้นได้ หรือมี impact ที่มากขึ้นได้
วิจักขณ์: ดูเหมือนแนวคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของพี่ พี่ไม่ได้เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ลักษณะของการส่งไม้ต่อก็ไม่ใช่ว่าชั้นต้องเก่ง มีเพื่อนเยอะ เป็นที่ยอมรับ มีชื่อเสียง แต่พี่ได้สร้างตัวงานของพี่ให้มันเป็นที่เชื่อมต่อกับคนได้
สมบัติ: ใช่  คือถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของคนที่อยากมีชื่อเสียง คุณต้องวาง positioning (ตำแหน่งแห่งที่) ของคุณอีกแบบนึง คุณต้องขาย คุณต้องโชว์ ฉิบหายวายป่วงหมด แต่มันก็จะซ้อนทับกันระหว่างประโยชน์ของตัวเองกับประโยชน์สาธารณะ ถ้าทัศนะของเราเป็นทัศนะของคนที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม คุณก็จะต้องเลยจากตัวเองให้ได้ แต่คุณต้องใช้ตัวเองเป็นทุนนะ คือถ้าคุณไม่มีทุนของตัวเอง คุณจะทำสิ่งนั้นลำบาก [วิจักขณ์: จะไปยืมมือคนอื่น มันก็ไม่ได้]  ใช่  คืออย่างผมเนี่ยก็จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ตลอด กับเพื่อนผมหลายคนเวลาทำงานมากๆเข้าก็จะถูกพูดถึงว่า ไอ้ที่ทำเยอะๆเนี่ยอยากเอาหน้า อย่างผมก็โดนมาก หลังจากรัฐประหาร 35 ผมเดินเข้ามาทำงานการเมือง ก็จะโดนวิพากษ์วิจารณ์มาก คือมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่เพื่อนหรือคนในสังคมจะตั้งคำถามว่า  เฮ้ย ไอ้หนูหริ่งมันเตรียมสร้างตัวเองเข้าสู้เส้นทางทางการเมือง มันง่ายที่จะถูกอธิบายไปแบบนั้น แต่เมื่อเป็นแบบนั้น คุณต้องกลับมาถามตัวคุณเองก่อนว่า คุณกำลังเดินเข้าสู่เส้นทางทางการเมืองแบบไหน ใช่มะ คุณอาจจะถูกกล่าวหาว่า มึงถูกซื้อไปแล้ว เปลี่ยนไปแล้ว …มันง่ายน่ะที่จะพูดเรื่องแบบนี้ แต่ว่าผมอยู่ยาวพอที่จะพิสูจน์สิ่งที่คนพูดได้ ผมคิดว่าผมอยู่ยาวได้และผมมั่นคงพอที่ผมจะบอกได้ว่าสิ่งที่เราทำมาทั้งหมดนั้นเป็นไปเพื่ออะไร
วิจักขณ์:พี่ช่วยขยายความอีกนิด ตรงที่บอกว่าเราเริ่มต้นด้วยการเอาตัวเองเป็นทุน
สมบัติ: ในการประกอบการทางสังคมนี่ เราต้องเอาตัวเองเป็นทุนด้วย คุณต้องสะสมทุนในเรื่องของความรู้ สติปัญญา ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ คุณทำอะไรไปคุณต้องสะสมทุนตลอด เวลาคุณคิดอะไรขึ้นมาอย่างนึง คุณก็ต้องดูทุนที่มี อย่างเช่นตอนนี้ผมไม่มีเงิน คนคิดว่าผมแม่งรับเงินทักษิณ แต่เรื่องจริงคือผมไม่มีเงิน ประเด็นก็คือผมไม่มีทุน  ผมไม่มีห่าอะไร ผมไม่มีคนมาช่วยอะไร แค่ตอนนี้จะเอาเสื้อไปส่งต่อ ยังไม่มีมือไม้เลย แต่ถ้าผมมีทุน ผมมีอะไรล่ะ ผมมีเฟซบุ๊กในฐานะช่องทางการสื่อสาร ผมมีเครดิตบางอย่าง เครดิตก็เป็นทุนอย่างหนึ่ง ผมก็บริหารทุนที่ผมมีจากตรงนี้ แล้วก็สร้างimpact ทีนี้ในแง่การจัดการ การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมนั้นไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นผู้ประกอบการคนเดียว โจทย์ของผมก็คือว่า ผมอยากจะทำเป็นตลาด เหมือนตลาดมอเตอร์โชว์ ผมชอบมากเลย ไอ้คนทำมอเตอร์โชว์เนี่ย มันไม่ได้เอารถมาขายนะ มันทำแค่ตลาด เหมือนทำตลาดไทเงี้ยะ คุณเปิดพื้นที่ พื้นที่ตลาด แล้วคุณให้ผู้ประกอบการมาทำ โจทย์ผมก็คือว่าทำยังไงมันถึงจะมีผู้ประกอบการทางสังคมจำนวนมากที่ไปใช้พื้นที่ตรงนั้น  คุณเห็นคนอื่นทำ คุณก็อยากทำด้วย ผมกำลังพยายามตีโจทย์นี้อยู่ ว่าทำยังไงให้คนเล็กคนน้อย ที่แม่งวันๆเอาแต่ไปนั่งฟังเค้าปราศรัย นี่เลยคือจุดที่แย่ที่สุดจุดหนึ่งในขบวน คือ ช่วงเวลาสามสี่ปีในการต่อสู้เนี่ย มันไม่ได้ส่งสัญญาณหรือสร้างความรู้ในการเป็นผู้นำของตัวเอง ในการสร้างกิจกรรมของตัวเองขึ้นมา ผมพยายามจะบอกว่า คนเล็กคนน้อยต้องสร้างกิจกรรมของตัวเอง ผมจะเชียร์ให้คนตั้งวงแชร์ ส่งเสริมให้คนคิดทำโน่นทำนี่ ผมกำลังจุดประกายให้เกิดสิ่งนี้อยู่ แล้วก็ทำตลาด สร้างตลาดนัดของการทำกิจกรรมเพื่อสังคม หรือเพื่อประชาธิปไตย ให้คนได้มาปะทะสังสรรค์กัน
ในมุมมองของผู้ประกอบการทางสังคม คุณจะต้องจัดการตัวเอง ทุกคนต้องฝึกที่จะเป็นผู้นำของตัวเอง ผมเพียงแค่จุดประกาย แล้วคนก็รับเอาไปต่อยอด
วิจักขณ์: ทุนที่พี่มี ทุกอย่างที่มี สามารถให้คนเอาไปใช้ต่อได้ ให้เค้าเอาไปเป็นทำทุนได้ โดยที่เราไม่ได้ผูกมัดเค้าไว้
สมบัติ: ใช่ ผู้ประกอบการทางสังคม กับผู้ประกอบการทางธุรกิจต่างกันตรงนี้ ผู้ประกอบการทางธุรกิจจะคิดเรื่องที่ว่าตัวเองจะครอบ จะมีทัศนะเรื่องการครอบตลาดสูง แต่การเป็นผู้ประกอบการทางสังคมมันกลับตาลปัตรเลย เรามีทัศนะของการให้ คุณต้องปลดปล่อย ทัศนะของเราเป็นทัศนะของการปลดปล่อย คุณต้องปลดปล่อยคน จากมวลชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนไม่กล้าทำอะไร ไม่กล้าเขียน ไม่กล้าแสดงตัว ไม่กล้าไปเข้าร่วมทางการเมือง ไม่เคยไปร่วมชุมนุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว คุณจะทำยังไงที่จะยกระดับ ส่งเสริมศักยภาพของเค้าให้เค้าได้ปลดปล่อยพลังในตัวเองออกมา
วิจักขณ์:การส่งไม้ของพี่ มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องจิตวิญญาณอย่างหนึ่งด้วยมั้ย
สมบัติ: โอ แน่นอน ส่วนหนึ่งผมก็จะสื่อสารสิ่งที่อยู่ข้างในออกมาด้วย
วิจักขณ์: ซึ่งนั่นก็คือทุนของพี่ ที่คนสามารถเอาไปต่อยอดได้
สมบัติ: ถูก ถูก ส่วนใหญ่คนก็จะก็อปปี้ข่าว นอกจากก็อปปี้ข่าว ผมก็จะมีเขียนเรื่องทัศนะต่อข่าว ปรากฏการณ์ทางสังคม หรือบางทีก็สื่อสารภาวะข้างใน ผมนั่งอยู่นิ่งๆ จู่ๆมันก็ปรากฏ ผมก็เล่าเป็นเรื่องราวออกมา ถ่ายทอดให้คนได้ร่วมรับรู้ไปกับผม
วิจักขณ์: แล้วในทัศนะของผู้ประกอบการทางสังคม คนรับไม้อาจจะถูกจุดประกาย หรือได้รับแรงบันดาลใจจากพี่ไป แล้วพอเค้าออกไปทำด้วยตัวเอง เค้าก็อาจหลงลืมจิตวิญญาณตรงนั้นไป หรือเค้าอาจจะเอาไปต่อยอดคนละทิศคนละทาง ไม่ได้เคารพที่มาคือตัวพี่ซักเท่าไหร่ ถ้าเป็นอย่างนั้นพี่จะรู้สึกอะไรมั้ย
สมบัติ: คือ มันก็มีสิทธิ์ที่เค้าจะไปตกผลึกในภาวะของตัวเค้าเองได้ เราต้องเข้าใจว่าความคิดของเรามันไม่ได้เป็นของเรา ความคิดของเราเกิดจากความคิดของคนจำนวนมากที่เรารับเข้ามา และมันมาตกผลึกเป็นความคิดของเราในภาวะนั้นๆ สิ่งที่เป็นตัวผมเองจริงๆมันก็ไม่ได้มาจากตัวผม เท่านั้นเอง ผมเพียงแค่รับอิทธิพลทางความคิดของผู้อื่นมา แล้วมันก็มาตกผลึกในตัวผม แล้วผมก็ตอบโต้ออกไปในสถานการณ์ที่เป็นปัจจุบัน ในบริบทแบบนี้  เท่านั้นเอง
วิจักขณ์: ตัวคนจุดประกายก็ยังคงพัฒนาต่อไป คือเราไม่ต้องไปนั่งกอดความคิดแจ๋วๆของเราไว้ หวงว่าคนอื่นจะเอาไปใช้  เพราะตัวของนักประกอบการทางสังคมก็ยังคงพัฒนาตัวเองต่อไปท่ามกลางเหตุปัจจัยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
สมบัติ:อันนี้เป็นความมันส์ส่วนตัวเลยนะ ในฐานะเป็นคนที่ชอบแข่งขันกับตัวเอง ผมไม่แคร์หรอกว่าใครจะเอาความคิดของผมไปทำอะไร หรือว่าเก็ทไอเดียอะไรจากผม เพราะผมก็เชื่อว่าผมก็เก็ทไอเดียมาจากคนอื่น มันไม่ได้เกิดจากเราโดยลำพัง นวัตกรรมที่ว่า มันมีได้สองอย่างคือ ใหม่เลย ซึ่งผมไม่เชื่อ แต่ผมเชื่อว่ามันจะเกิดจากการต่อยอด แล้วก็จัดวางในพื้นที่ที่เหมาะสม  ถ้าคุณวางผิด ก็จบ ขณะเดียวกัน อย่างที่คุณพูดก็คือว่า เราก็ยังสนุกกับการต่อยอด คือ ผมไม่สนใจหรอก (หัวเราะ) เดี๋ยวผมก็จะไปทำสิ่งใหม่ มันก็เป็นความสนุกส่วนตัว แต่มันก็ไม่ได้ทำเพื่อความสนุกอ่ะนะ ความสนุกเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายคือเป้าหมาย
วิจักขณ์: สิ่งที่ทำให้สนใจ คือสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากกว่า
สมบัติ: ….จดจ่อ ผู้ประกอบการสังคมข้อแรกคือคุณต้องจดจ่อ คุณล็อคเป้าเลย ปัญหาของผมก็คือ ผมดันมีเป้าเยอะ มันเลยล็อคลำบากหน่อย (หัวเราะ) แต่พอมาช่วงหลังผมเรียนรู้ว่า ถ้าผมจะสร้างimpact ผมต้องสร้างคนที่ทำ ผมไม่ใช่คนทำแล้วต่อไปนี้ ผมสร้างคนที่ทำ แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งผมต้องทำ ผมจะพิสูจน์ให้ได้ว่าผมทำได้ ผมพิสูจน์กับการทำองค์กรมาหลายรอบ คือผมออกมาตัวเปล่าๆได้เลย ต้นทุนที่ผมมีอยู่ผมเชื่อว่าผมมาตัวเปล่าๆพอ ก็อาจจะใช้เวลานิดนึง แต่ถ้าผมจะทำการทดสอบอีกครั้ง ผมจะทำให้ดูว่าผมทำได้ แล้วมันจำเป็นมากเลย เพื่อจะดูว่าเรายังเป็นสิ่งนั้นอยู่รึเปล่า
วิจักขณ์: แต่ตอนนี้ก็เหมือนเป็นบททดสอบใหม่ ที่อยากจะลอง อาจจะไม่ได้เป็นการสร้างองค์กร แต่เป็นการสร้างคน
สมบัติ: สร้างขบวน ผมวิเคราะห์แล้วว่า การชุมนุมครั้งนี้มันจำเป็นต้องมีองค์กรอยู่หลายองค์กรนะ แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ขาดไปมากที่สุดในการต่อสู้รอบนี้ก็คือ การบริหารจัดการขบวน การบริหารจัดการวัฒนธรรมของขบวน มันไม่มีการคิดเชิงขบวน คือมันเกิดขบวนแต่ไม่มีการบริหาร เมื่อเราไม่มีการบริหารปุ๊บ ทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่ ไม่สามารถปรากฏศักยภาพที่มีอยู่ภายในได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือถ้าเราคิดตีโจทย์นี้แตกนะ คุณจะเห็นว่าดีไซน์ที่ผมทำกิจกรรมที่ผมทำในสองสามปีนี้ ไม่ใช่กิจกรรมทางการเมืองอย่างเดียว ไม่เลย เพราะผมจดจ่ออยู่กับเรื่องพวกนี้ ผมจดจ่ออยู่กับเรื่องขบวน ถ้าผมสนใจจะเอาชนะทางการเมือง วันนั้นผมต้องเข้าไปแล้ว เข้าไปชาร์จ เข้าไปตีแล้ว โจทย์ของผมที่ขบคิดมาโดยตลอด คือการปรับจากข้างล่างขึ้นมา ถ้าโจทย์นี้ถูกตีแตก ผมเชื่อว่ามันจะมีพลังมหาศาล 
วิจักขณ์: เหมือนพี่กำลังปลุกอะไรบางอย่างในตัวคนที่มีอยู่แล้ว ไม่ได้สร้างอะไรใหม่ขึ้นมายัดเยียดให้เค้า
สมบัติ: มันคือการปลดปล่อยตัวเอง ถ้าคุณไม่กลัว ไม่กลัวตาย ไม่กลัวจน ไม่กลัวคนอื่นดูถูก คุณลองนึกดู ถ้าคุณกล้าเปิดเผยตัวเอง โดยที่คุณไม่กลัวคนอื่นเค้าจะตำหนิคุณ เพื่อนฝูงจะตำหนิคุณ คุณไม่ได้อดตายหรอก ไปหาข้าวกินเอายังพอได้อยู่ คุณไม่มีที่นอน ไม่จริงหรอก คุณยังหาที่นอนได้อยู่ จริงๆเราเป็นอย่างนั้นน่ะ เราไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกขนาดนั้น แต่ถ้าคุณไม่กลัวที่จะสูญเสียสถานะ หรือสภาพการณ์บางอย่าง คุณลองคิดดู พลังของคุณจะขนาดไหน คุณแค่ปลดปล่อยกรอบ กำแพง เพดาน เอามันออกไป แล้วคุณก็แสดงพลังที่คุณมี คุณปล่อยไปได้อีกชั้นนึง คุณก็โตขึ้นได้อีก
วิจักขณ์: ฟังดูไม่ต่างกับมิติทางศาสนาเท่าไหร่ แต่ที่เราเห็นอยู่บ่อยๆศาสนากลับพยายามไปสร้างกรอบเรื่องความดี การปลดปล่อยศักยภาพก็เลยถูกจำกัดแค่ตรงที่ภาพของความดีนั้น มันไม่ได้ไปต่อถึงสิ่งที่เป็นเงื่อนไขทางสังคม วัฒนธรรม แล้วข้ามพ้นไปสู่ความจริงบางอย่างที่เป็นพื้นฐานกว่า ฟังดูแล้วพี่ทำงานกับอะไรที่มันพื้นฐานกว่านั้นเยอะ …มันคือความดีมั้ย (หัวเราะ)
สมบัติ: ไม่ใช่ มันคือภารกิจ เมื่อเราพบว่าเราเป็นใคร เราเป็นมนุษย์ เราเป็นสิ่งมีชีวิต ต้นไม้ก็เหมือนกัน คือ มันมีหน้าที่ มันมีภารกิจ มันมีภารกิจตายด้วยนะ การเกิดมาแปลว่าอะไร ผู้มาใหม่คือคือผู้รับไม้ และผู้ต่อยอด แล้วคุณจะต้องดำรงอยู่ถึงจุดหนึ่ง  แล้วคุณต้องตายนะ การตายเป็นภารกิจอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เป็นความผิดพลาดของธรรมชาติไม่ใช่ เพราะถ้าคุณไม่ตาย โลกหรือสังคมไม่สามารถที่จะมีผู้มาใหม่ได้ [วิจักขณ์: หรือถ้ามีมันก็ไม่โต] ใช่ ไม่โต คุณต้องรู้จักตาย รู้จักถอยออกมา เปิดทางให้เกิดการงอกใหม่ อย่างในป่าเนี่ย เราดูไม่ออกเลย มีไม้ใหญ่ล้ม ก็มีไม้อื่นโผล่ขึ้นมาเป็นไม้ใหญ่ต่อได้เลย คุณต้องตาย คุณต้องตาย มันถึงจะมีพื้นที่ให้คนข้างหลังได้ คนมักจะบอกว่าเรามีภารกิจแค่การมีชีวิตอยู่ ถูก เราใช้พลังชีวิตกระทำในภารกิจนี้จนถึงที่สุดเลย ทุกคนดิ้นรนเพื่อที่จะมีชีวิตรอด คนส่วนใหญ่แล้วใช้ทัศนะนี้ ทำภารกิจนี้ คือทำเพื่อให้ตัวตนมีชีวิตรอด ทำภารกิจนี้เพื่อจะมีชีวิตรอด แต่ว่าภายใต้การมีชีวิตรอดนั้น มันมีภารกิจการส่งต่อ คุณต้องไม่ลืม ซึ่งภารกิจส่งต่อนี้คนมักจะคิดออกตอนแก่
วิจักขณ์: ก็จริงนะที่เป็นภารกิจของคนแก่ แต่สำหรับคนหนุ่มสาวที่ทำอะไรบางอย่างถึงขนาดที่ยอมตายเพื่อสิ่งนั้นได้ มันก็ส่งไม้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
สมบัติ:  ถูก ถูก ถูก ไอ้ภารกิจนี้มันถูกฝังไว้ในตัวคนทุกคนเลยนะ ผมเคยเจอชาวบ้านคนนึงที่สึนามิ เค้าเล่าให้ฟังว่า วันนั้นเค้าวิ่งหนีน้ำนะ คลื่นแม่งมา ก็วิ่งหนีน้ำไปไกลมากตอนคลื่นลูกแรก พอมีคนบอกว่าคลื่นลูกสองกำลังจะมา แต่ว่ามีคนเจ็บอยู่ตรงนั้น เค้าเล่าให้ผมฟังนะ  พี่ หนูนะแม่ค้าคนนึง ชีวิตเกิดมานะไม่เคยคิดเรื่องงานที่จะไปช่วยเหลือชีวิตคนอื่น ทัศนะของหนูนะคือทำยังไงให้เลี้ยงผัวเลี้ยงลูกเนี่ยให้รอด หนูนะไม่เคยคิดจะไปช่วยเหลืออะไรสังคมเล้ย ทั้งชีวิตนี้เอาแค่ชีวิตตัวเองรอดเท่านั้นแหละ แต่วันนั้นหลังจากลูกแรกแล้ว หนูวิ่งหนีตาย แต่พอหันหลังกลับไป แม่งเห็นคนเจ็บอยู่ แล้วมีข่าวลือว่าจะมีลูกสอง ไม่น่าเชื่อ ไม่รู้หนูทำไปได้ไง หนูวิ่งกลับไป ไปเอามันออกมา
คุณจะวิเคราะห์ว่ายังไง คนที่ไม่ได้ผ่านกิจกรรมทางสังคม ผ่านกิจกรรมทางการเมือง ผ่านการศึกษาทางปรัชญา ศึกษาทางพุทธศาสนา คุณที่ใช้ชีวิตอีกแบบนึง เอาแค่ตัวเองรอด สถานการณ์แบบนั้น คือภาวะที่ปะทะ มันเข้าตีความเป็นมนุษย์ที่อยู่ข้างในที่สุด มันเกิดการต่อสู้กันข้างใน ว่ากูกับไอ้นั่นคนเดียวกันรึเปล่า เมื่อไรก็แล้วแต่ที่อยู่ในสถานการณ์แบบนั้น มันเกิดความเป็นร่วม ความเป็นเรา ภาวะร่วม นี่คือสาระสำคัญ เราเกิดภาวะนี้ขึ้น ภาวะร่วม เมื่อไรก็ตามที่มันเกิดภาวะร่วมนี้ขึ้นได้ คุณค้นพบว่ามันเป็นสิ่งที่ร่วมกันได้ มีความเป็นเรา เราต่างเป็นกันและกัน
เมื่อมันมีแรงกดดันถึงจุดนึง อย่างตอนนี้เนี่ย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นคุณไม่ควรไปเสียใจที่มันเกิดขึ้น หรือบอกว่าเลิกคิดเถอะ ถ้าคิดแบบนั้นงี่เง่ามาก
วิจักขณ์: ในช่วงเวลาปะทะ หรือวิกฤต ผมว่ามันก็เป็นช่วงของการช่วงชิงด้วย ถ้าเราสัมผัสถึงจุดที่ว่าเรากับเค้าเป็นคนเหมือนกันแล้วรู้สึกร่วมได้ มันก็มีพลังบางอย่างเกิดขึ้น แต่ถ้าในจุดที่วิกฤตแล้วเราถูกทำให้คิดไปอีกแบบ ว่ามันต่าง มันไม่เหมือนเรา จนถึงกับว่ามันไม่ใช่คนเหมือนเรา จนกลายเป็น เกลียดมัน ฆ่ามันเลย ปราบมันซะ วินาทีของการปะทะนั้นมันก็เป็นจุดของการช่วงชิง
สมบัติ: ถูก ผมจะมีขีดจำกัด เรื่องของการรักษาไว้ซึ่งความแตกต่าง หรือการปะทะ เพราะว่ามันเป็นการต่อสู้ มันก็ต้องมีการปะทะกันเป็นธรรมดา ผมเชื่ออย่างที่ปริญญา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล) เค้าพูดไว้นะ เค้าบอกว่าเหลืองแดงเป็นคุณูปการต่อสังคม ถ้าดำรงอยู่ต่อไปโดยที่ไม่ฆ่ากันจะเป็นคุณูปการอย่างสูง เราต้องใช้ทั้งเหลืองทั้งแดง ผมว่าจริง ความขัดแย้งนี่ก็จริง เสียดายที่มันมีการสูญเสีย ถ้าไม่สูญเสียแล้วเนี่ย ผมคิดว่าถ้ามองระยะยาว มันมีประโยชน์มาก ผมพร้อมที่จะชวนคนทะเลาะ ผมว่าเราต้องชวนกันทะเลาะ แต่ว่าเราจะทะเลาะกันยังไง นี่ก็หาทางทะเลาะอยู่ (หัวเราะ)
ส่วนพวกแนวร่วมเดียวกัน ก็ต้องมีการปะทะให้เกิดการเรียนรู้ หรือการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ฝึกหลักการ ความรู้ ความคิดให้แหลมคม อันนี้มันต้องปะทะกัน งานที่ผมทำก็คือทำในมิติแบบนี้
วิจักขณ์: คือชวนคนทะเลาะยังไง ให้มันสร้างสรรค์ มองความขัดแย้งเป็นเรื่องดี โดยที่ยังสามารถมองกันเป็นมนุษย์ ไม่เกลียดกันจนถึงต้องฆ่ากัน
สมบัติ: ใช่
วิจักขณ์: แต่คนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจ ก็ต้องมองการชวนทะเลาะแบบนี้ว่าเป็นการคุกคามถูกมั้ย [สมบัติ: ถูก] เป็นการก่อความไม่สงบ ก่อการร้ายอะไรก็ว่าไป ซึ่งมันก็จริงของเค้า แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการทางสังคม ก็คือการปะทะกันทางความคิดนั้นก็เป็นสิ่งที่พี่ต้องการอยู่แล้ว เพราะพี่ต้องการความเปลี่ยนแปลงที่มาพร้อมกับความตื่นของคน
สมบัติ: ถูก เค้าก็ต้องคิดอย่างนั้นแหละ คือทั้งสองฝ่ายก็มีพวกสุดโต่ง และพวกที่ล้าหลังอยู่ด้วย คุณต้องฉุดดึงเค้าให้กลับมาให้ได้ แม้แต่ในปีกของเสื้อแดงเอง ผมก็พยายามดึงเค้ากลับมา แต่ผมยอมรับเลยว่าคราวนี้ผมโกรธฉิบหายเลย ผมป่วยเลย ความมั่นคงทางจิตวิญญาณภายใน กับการตอบคำถามในสถานการณ์แบบนี้ ผมเขวเลย แม่ง เหี้ยมจริงๆ อย่างตอนนี้ก็ไล่ฆ่า ไล่เก็บ แบบนี้มันเกินไป มันไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองแล้ว คือความสกปรกทางการเมืองมันเรื่องนึง ถ้าคุณจะเล่นกันทางกฎหมาย คุณจะจับ มันก็ยังพอรับได้ คุณใช้คำบิดเบือน ปกปิด โกหก ใส่ร้ายอะไรกัน นั่นก็ยังพอทน แต่นี่มันถึงฆ่ากัน ไล่ล่ากันแบบนี้ มันเป็นขีดที่ผมรับไม่ได้
วิจักขณ์: เวลาเห็นพี่ในเฟซบุ๊กสื่อสารกับคนเสื้อแดง ผมชอบอย่างนึงคือ การสอนให้คนคิดเอง ไม่ได้ให้เชื่อในความดีของพี่หรือของใครนะ ที่สำคัญคือตัวละครที่เล่นอยู่ตอนนี้ก็ไม่ได้ดูดีเท่าไหร่ ไม่มีใครที่มีภาพของความดีความงามอยู่แล้ว แล้วภาพที่สื่อออกมาของเสื้อแดงก็เสียดสีด้วยความต่ำต้อยทางสังคมในทุกๆทาง แต่ผลก็คือมันได้ปลุกให้คนที่มาร่วมชุมนุมกลับมาตระหนักถึงศักดิ์ศรีของตัวเอง ในสิทธิเสรีภาพของคนธรรมดาๆคนหนึ่งมากขึ้น
สมบัติ: โดยหลักการแล้ว ผมคิดว่ามีความชอบธรรมอย่างไม่ต้องสงสัยเลย กับการที่คนจะลุกขึ้นมาเรียกร้องและต่อสู้  อันนี้หมายถึงของคนทุกคนนะ ถึงแม้ขบวนเสื้อแดงจะถูกวิพากษ์วิจารณ์เยอะ และมีความจริงอยู่ไม่น้อยทีเดียวเกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลในบางเรื่อง เช่น เรื่องการมีอาวุธอยู่ การที่มีโครงข่ายอำนาจที่เข้าไปจัดการ อาศัยเจตนาดี ความมีอุดมการณ์ของผู้คน เอาไปร่วมกับผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง แต่ว่าบวกลบแล้วผมก็ยังคิดว่ามีความชอบธรรม แต่ถึงยังไงก็แล้วแต่ผมก็คิดว่าต้องมีการปรับขบวน
วิจักขณ์: คืออย่างน้อยให้รูปขบวนมันนำไปสู่การเรียนรู้ พัฒนาตัวเองขึ้นไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ไหลไปตามความดำมืด
สมบัติ: ถูกๆ
วิจักขณ์: ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ค้างคาใจกับพวกผมที่ทำงานเพื่อสังคม หรืองานด้านการศึกษามาก คืออย่างพวกผมเนี่ย จะเลือกทำงานอะไร เราก็จะต้องดูว่างานนี้มันเป็นงานที่เอื้อประโยชน์ต่อสังคมจริง คนที่ทำเป็นคนที่ต้องมีจิตใจที่ไม่เห็นแก่ตัว ไม่เอาผลประโยชน์เข้าตัวเอง ทำเพื่อคนอื่นจริง ผู้นำเราก็ต้องเป็นแบบอย่างการอุทิศตน เป็นแรงบันดาลใจแบบพระไพศาล หมอประเวศ อ.สุลักษณ์ ประมาณนี้
แต่อย่างพี่ที่มาต่อสู้ทางการเมืองเนี่ย [สมบัติ: มีคนได้ประโยชน์ สู้ไป เราไม่ได้อะไรมาก คนอื่นเอาไปกิน] เออ เออ…คือมันไม่ pure (บริสุทธิ์) นะ ทัศนะเรื่องการเป็นแนวร่วม การต่อรองผลประโยชน์อะไรต่อมิอะไร รับได้ยังไงตรงนี้ จากที่ทำงานกระจกเงา งานอุดมคติมา พี่ปรับทัศนคติตรงนี้ยังไง
สมบัติ: เวลาเจอเรื่องแบบนี้ คุณต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ คุณต้องตอบคำถามตัวเองก่อน ว่าคุณทำเพื่ออะไร คือเราขัดเกลาตัวเองก่อน เราบริสุทธิ์ใจพอมั้ยที่จะเข้าไปร่วม กลับมาคำถามแรกเลยว่า ตกลงมึงไปทำเพื่อมึงจะไปตอบสนองให้กับนายใหญ่ หรือพวกต้องการป้อนอำนาจให้นักการเมืองหรือพวกอยู่ในอำนาจหรือยังไง อย่างตอนที่ผมกา ผมก็ต้องกาเพื่อไทย ถูกมั้ย จะไปกาไม่ออกเสียงอะไรก็ไม่ได้ ผมต้องไปกาเพื่อไทย ผมก็ต้องตอบตัวเองให้ได้ว่าผมกาไปเพื่ออะไรวะ กาไปเพื่อให้มันไปมีอำนาจหรือยังไง แต่อย่าลืมว่าระหว่างทางนี้คือขบวน สิ่งที่มันขาดจริงๆก็คือเรื่องของขบวน มันก็มีการเติบโตอยู่นะ กระบวนการทางความคิดอะไรก็เติบโต แต่ผมเชื่อว่าสิ่งที่เป็นเป้าหมายจริงๆ เป็นประโยชน์จริงๆ ก็คือประสบการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง คุณก็ใส่ฟืนไปเรื่อยๆ เติมไปเรื่อยๆ แล้วรอบนี้นะ ผมเชื่อว่ามันจะเปลี่ยนหมดเลย เรื่องซื้อเสียง ที่ชนชั้นกลางรังเกียจ และก็เป็นข้อเท็จจริงด้วย มันถึงพร้อมที่จะเปลี่ยน เรื่องทัศนะว่าอำนาจสูงสุดเป็นของใคร รอบนี้จะเปลี่ยน เรื่องการคิดเชิงยึดโยงความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับอำนาจส่วนบน มันมีโอกาสที่จะโยงกันได้หมด การถกเถียงรอบนี้ มันเป็นโอกาสของการเข้าห้องเรียนครั้งใหญ่ เราไม่เคยดีเบตเรื่องนี้กันอย่างจริงจังเลยในประวัติศาสตร์ชาติไทย นี่เป็นครั้งแรกที่เราได้ดีเบตในระดับชาติ ก่อนหน้านี้มันจบแล้วจบกัน รบกันทียิงกันตายแล้วก็เลิก แต่นี่ไม่ใช่ มันยืดเยื้อยาวนานพอที่จะทำให้เกิดการศึกษา ซึ่งเป็นการศึกษาตามอัธยาศัย มันยืดเยื้อยาวนานจนทำให้เกิดความรู้หรือทัศนะ ซึ่งอาจจะถูกอาจจะผิดบ้างไปตามเรื่อง เนื่องจากมันซับซ้อนมาก แต่มันก็ทำให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน มันเป็นการดีเบตครั้งใหญ่ในสังคมไทยว่าอะไรคือประชาธิปไตย อ.สุลักษณ์เคยเล่าให้ฟังว่า ทั่วโลกเคยผ่านช่วงนี้หมด ช่วงที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคม มันต้องผ่านช่วงนี้ ผมถึงถือหางปริญญาเรื่องการดำรงไว้ซึ่งเหลืองแดง และเรื่องการคงความขัดแย้ง (หัวเราะ)
ความขัดแย้งสำหรับผมไม่ใช่ปัญหา ตราบใดที่คุณยังไม่ฆ่ากัน และถ้ามีกติกา ถ้าเห็นต่างไม่เป็นไร ก็ว่ากันไป
วิจักขณ์: ในภาวะความขัดแย้งมันอุดมสมบูรณ์ด้วย
สมบัติ: (หัวเราะ) ใช่มั้ย มันไหล ข้อมูลมันไหล มีแง่มุม ได้มาถกเถียงกัน ผมก็เติบโตมาในภาวะแบบนี้ มันจริงดี
วิจักขณ์: ต่อสู้มาถึงตรงนี้ ผ่านความสูญเสีย ความเจ็บปวดมา พี่เยียวยาตัวเองยังไง ธรรมะหรือศาสนาจะช่วยเยียวยาพี่หรือคนเสื้อแดงได้ยังไงบ้าง
สมบัติ: ศาสนาต้องเป็นเรื่องอะไรที่คนยึดเหนี่ยวได้ ที่นี้ชีวิตผมไม่ได้มีคัมภีร์แบบนั้น คือผมไม่ได้มาจากพวกอ่านหนังสือธรรมะ ผมยึดหลักการของผม ไม่รู้ว่ามันตรงกับอะไรนะ มันเป็นหลักการเรื่องการเคารพความเป็นมนุษย์ ศาสนา คำสอนใด หรือหนังสือเล่มไหน ที่พูดถึงการเยียวยาคนที่อยู่ในฝ่ายที่เจ็บปวดนี้ได้ จะต้องสะท้อนถึงความเคารพในความเป็นมนุษย์ของทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะฝ่ายคนที่ได้รับผลกระทบ คนชั้นกลางที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย แล้วได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนไหวของเสื้อแดง แล้วก็ละเลยต่อการมีอยู่ การดำรงอยู่ หรือการจะมีชีวิตต่อไป หรือจะสู้ต่อไป ธรรมะที่ไม่เปิดให้เราสู้เลยผมคิดว่านั่นไม่ใช่ธรรมะ ไม่น่าจะเป็นหลักการที่เรายอมรับได้ แค่นี้แหละ ถ้าเคารพความเป็นมนุษย์ได้ก็จบ ผมเคารพถึงความสูญเสียของทหาร ผมเคารพถึงความสูญเสียของเจ้าของห้าง เจ้าของธุรกิจ ผมฟังได้ ปัญหาของผมตอนนี้ก็คือเสียงพวกนี้มันไม่ได้ครอบคลุมทุกกลุ่มเท่านั้นเอง ถ้าคุณครอบคลุมทุกกลุ่มเมื่อไหร่ปุ๊บเนี่ย โอเค แต่สิ่งที่ถูกเอามาใช้ในตอนนี้ มันได้ถูกเว้นวรรค หรือไม่ถูกนำมาพูดในบางเรื่อง ด้วยเหตุผลว่าต้องปรองดอง แต่จริงๆมันเป็นการกดขี่ กดทับ บอกให้เราเห็นความมนุษย์ของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่เขาไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเราเลย นั่นไม่ใช่การปรองดอง เมื่อคุณไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเรา คุณพูดกับเราในฐานะอะไร แล้วเราอยู่ในฐานะอะไร ในการที่จะต้องยอมรับหลักการของคุณ จำเลยหรือ?
วิจักขณ์: อันนี้เป็นสาเหตุนึงที่ทำให้คำว่าความสงบสุข หรือความดีมันใช้ไม่ได้เลยกับคนเสื้อแดงในตอนนี้
สมบัติ: เป็นยุคที่ความดีเป็นเรื่องน่ารังเกียจ เป็นยุคที่ความดีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือ เมื่อไรก็ตามที่ความดีถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อกระทำกับอีกฝ่าย ไอ้ธรรมาธิปไตยส้นตีน คำพวกนี้น่ารังเกียจ คุณเป็นพวกเผด็จการความดี หยาบกว่านั้นคือคุณเป็นความชั่ว คุณไม่ได้เชื่อเรื่องความดี แล้วคุณพูดความดีได้ยังไง คุณพูดปรองดองได้ยังไง มันไม่จริง อ้างคำพระ น่าสะอิดสะเอียน คุณจะอ้างทำไม ในเมื่อมันไม่จริงอย่างที่คุณเชื่อ แล้วคุณละเว้นด้วย คุณกำลังทำลายสิ่งที่เรียกว่าความดี อย่าใช้เลย พูดมาตรงๆดีกว่า ให้หยุด มิฉะนั้นราชการจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำการปราบปราม อย่างนี้ซะยังจะน่าสะอิดสะเอียนน้อยกว่า
วิจักขณ์: สุดท้ายนี้อยากให้พี่หนูหริ่งฝากธรรมะทิ้งท้ายจากใจคนเสื้อแดงหน่อย
สมบัติ:เราไม่ได้แกล้งที่จะมีความทุกข์โศก ความเจ็บปวด เราไม่ได้แกล้งและเราไม่ได้ปัด เรามีสิ่งนั้นอยู่เป็นเพื่อน คือ ถึงแม้ว่ามันจะไม่ใช่ความเจ็บปวดของคุณ คุณก็อย่าได้มาขโมยความเจ็บปวดของเราทิ้ง คือเรายังมีสิทธิ์ที่จะเจ็บปวด คุณเคยเห็นแม่ตีลูกมั้ย ตีแม่งแตกเป็นแนว “หยุดร้องเดี๋ยวนี้ มึงไม่หยุดกูจะตีมึงอีก” จะทำกันอย่างนี้รึ… คุณไม่มีสิทธิ์เอาไม้ออกมาหวดใคร คุณไม่เข้าใจความเจ็บปวดของเรา แล้วคุณยังจะขโมยความเจ็บปวดของเราไปทิ้งส้วมอีก
สัมภาษณ์: วิจักขณ์ พานิช
วัชรินทร์ สังขาระ ร่วมสนทนา
11 มิถุนายน 2553
www.tilopahouse.com

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 29, 2010 นิ้ว เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , , ,