RSS

Tag Archives: ผู้ประกอบการทางสังคม

มหาวิทยาลัยนอกระบบ : มายาคติ หรือของจริง

ข้อเขียนการคัดค้านนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ และ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เผยแพร่อยู่ใน website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนตั้งแต่ปี 2549 แม้ว่าจะเป็นบทความที่ผ่านมาแล้วครึ่งทศวรรษ แต่บทความขนาดสั้นของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ก็ยังถูกนำมาใช้อ้างอิงบนหน้า Facebook “ม.นอกระบบ ม.เกษตร” และ “แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ”  พร้อมกับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2555 ทั้งจาก นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง บุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ หมอ พยาบาล ใน ห้วงยามที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นต้น กำลังเริ่มขยับเพื่อพามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ราชการ)

อ่านต่อ file ขนาด 420 KB ข้อสังเกตต่อบทความ มหาวิทยาลัยนอกระบบ

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เรื่องเกี่ยวกับ Social Economy สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม – social entrepreneurship

พอดีค้นเอกสารเจอ 2 ชิ้นน่าสนใจครับ

บทความแรกสำรวจในประเทศญี่ปุ่น socialEconomy_japan ขนาด file 179 kb

อันที่สองเป็นมุมมองจาระดับโลก socialEconomy    ขนาด file 721 kb

 

 

 

 
 

ป้ายกำกับ: ,

แผนกิจการเพื่อสังคม : มุมคิดและแผนธุรกิจจากนักศึกษาสายสังคม..ลองดู ครับ

ในเทอม 1/2554 ผม และ อ.เอิง กับ นศ. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ – คณะรัฐศาสตร์ มธ. อีก 1 โขยง = 9 กลุ่ม ได้เรียนรู้การทำกิจการเพื่อสังคมที่มี ผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายตามแต่ละกลุ่มจะสนใจ โดยมุ่งหวังที่จะใช้ ผลิตภัณฑ์และบริการเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลองดูกันครับ

SMOPT : หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ SMOPT  ขนาด file 603 KB

ผัก กะ แกง  ผักกะแกง   ขนาด file 1.26 MB

Oldy Club  Oldy Club Final ขนาด file 842 KB

บริการจัดส่งอาหารให้ผู้สูงอายุ  BFT Delivery  ขนาด file 1.01 MB

Change for Shift  change for shift  ขนาด file 500 KB

ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ   ขนาด file 743 KB

Blind shop  แผนธุรกิจ Blind shop    ขนาด file 535 KB

โปรดตดตามอีก 2 กลุ่มที่เหลือนะครับ…….

 
 

ป้ายกำกับ: ,

เฉดของประเภทกิจการเพื่อสังคม

ด้วยความหมายของกิจการเพื่อสังคม (social entrepreneurship) ที่มีการนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทำ โดยการสร้างธุรกิจที่มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ข้อดี ก็คือ มันสามารถครอบคลุมกิจการอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ข้อเสียของการให้ความหมายที่กว้างๆ ก็จะตามมาด้วยคำถามที่ว่า แล้วกิจการเพื่อสังคมจะแตกต่างจากกิจการอย่างอื่นๆ อย่างไร และหากไม่แตกต่าง เราจำเป็นต้องพัฒนากลไกการสนับสนุน ความรู้ ตัวอย่างต่างๆ หรือ นโยบายขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ทำไม

ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ชอบการให้ความหมายที่กว้างขวางเช่นนี้ เพราะดูเหมือนอะไรๆ ที่เป็นการทำธุรกิจที่ดีๆ หรือเป็นการทำเพื่อสังคม ก็จะถูกเหมาไปอยู่ในแข่งของการประกอบกิจการเพื่อสังคมไปเสียหมด

อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Inc ฉบับเดือนพฤษภาคมนี้ ได้เสนอการแบ่ง”เข่ง” เป็นส่วนต่างๆ เพื่อแยกแยะชนิดของกิจการเพื่อสังคม นั่นช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดที่จำกัดและคับแคบออกไปได้เป็นอย่างดี ผมเลยขอนำแนวทางการแบ่งของ Inc. มาแบ่งปันในที่นี่ด้วย

Inc. นั้นแบ่งประเภทของกิจการเพื่อสังคม ออกเป็น 6 ประเภทตามลักษณะของกิจการและความมุ่งหมายในการจัดตั้งกิจการ ได้แก่

อ่านต่อ……เฉดของการประกอบการเพื่อสังคม (566 KB)

 

ป้ายกำกับ: ,

การเรียน MBA ในอีกมิติหนึ่ง โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์

คำถามหนึ่งที่ผมมี อยู่ในใจมานานแล้ว ก็คือ หลักสูตรและเนื้อหาวิชาการต่างๆ ที่เราสอนกันทางด้านบริหารธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักสูตร MBA นั้น

 

ส่วนใหญ่เราจะนำมาจาก ตำราต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศตะวันตก ดังนั้น สิ่งที่ผู้เรียนได้ศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ของไทยนั้น จะมีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยเพียงใด จริงอยู่นะครับที่นอกเหนือจากทำธุรกิจในประเทศแล้ว เรายังต้องพัฒนาผู้เรียนของเราให้เป็น Global Citizen ที่สามารถอาศัยอยู่และทำงานได้อย่างภาคภูมิใจในสังคมนานาชาติ แต่ก็ควรหรือไม่ ที่จะมีเนื้อหาทางด้านบริหารที่อยู่ภายในบริบทของสังคมไทยผสมผสานหรือเป็น ส่วนหนึ่งด้วยหรือไม่ ในฐานะของคนสอนทางด้านบริหารธุรกิจคนหนึ่ง ผมก็มีคำถามดังกล่าวอยู่ในใจมานานพอสมควรและเมื่อสี่ปีที่แล้วก็ได้ทดลองนำ รูปแบบการเรียนการสอน MBA ในอีกมิติหนึ่งมาทดลองใช้ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ซึ่งจากการลองถูกลองผิดมาตลอดสี่ปี ก็ทำให้ได้ประสบการณ์และอีกมิติหนึ่งของการสอนทางด้านบริหารธุรกิจ เลยอยากจะขอนำมาเสนอในสัปดาห์นี้ครับ

ปกติเวลานิสิตทำรายงานต่างๆ ก็มักจะหนีไม่พ้นการออกไปสัมภาษณ์บริษัทต่างๆ หรือการหาข้อมูลผ่านทางเน็ต แต่สี่ปีที่ผ่านมา ผมได้ขอความร่วมมือกับหน่วยงานราชการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดน่าน หรือสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ ในการให้โอกาสนิสิต MBA ได้ลงพื้นที่โดยการไปอาศัยอยู่กับชาวบ้านและชุมชนต่างๆ และช่วยเหลือชาวบ้านและชุมชนในการพัฒนาธุรกิจที่เป็นธุรกิจชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือพัฒนาผลิตภัณฑ์จากชุมชน การออกแบบบรรจุภัณฑ์และตรายี่ห้อ การแสวงหาช่องทางการจำหน่าย การจัดทำแผนการตลาด ตลอดจนการจัดทำแผนธุรกิจสำหรับผลิตภัณฑ์ชุมชน และเมื่อจัดทำแผนธุรกิจเหล่านี้เสร็จสิ้นก็ต้องมีการนำเสนอต่อทั้งนัก วิชาการ ผู้บริหารของส่วนราชการ และตัวชาวบ้านและชุมชนที่ได้เข้าไปช่วยพัฒนา

กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวบางคนอาจจะเรียกว่าเป็น CSR ของผู้ที่เรียนทางด้านบริหารธุรกิจ แต่ผมมองว่าเป็น Win-Win-Win ของทั้งสามฝ่ายที่เกี่ยวข้องเลยครับ ส่วนราชการที่ให้การสนับสนุนก็มีผู้รู้ทางด้านการบริหารเข้าไปช่วยเหลือชาว บ้านและชุมชนที่ตนเองดูแล ในขณะเดียวกัน ทางชุมชนและชาวบ้านก็ได้รับมุมมองและวิธีการคิดแบบใหม่ๆ ที่เป็นไปตามหลักวิชาการและเป็นระบบมากขึ้น ได้มีโอกาสสอบถามหลายๆ ชุมชนที่นิสิตได้ลงไปช่วย ทุกชุมชนต่างก็พอใจกับผลที่ได้รับในแง่มุมที่แตกต่างกันออกไป และที่สำคัญที่สุด ก็คือ ตัวนิสิตเองก็ได้รับประโยชน์และประสบการณ์ที่ไม่สามารถหาได้จากการสอน หรือตำราในห้องเรียนครับ

เริ่มจากการได้นำหลักการ ทฤษฎี และความรู้ต่างๆ ที่เรียนในห้องเรียน ไปใช้ในทางปฏิบัติจริงๆ ซึ่งทำให้นิสิตเหล่านี้พบว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่เรียนในห้องเรียนแล้วพอจะ นำไปใช้จริงๆ ต้องมีการปรับให้เข้ากับบริบทของชุมชนและสภาพแวดล้อมอยู่พอสมควร อีกทั้งนิสิตเองก็มีความรู้สึกว่าชาวบ้านและชุมชนได้ตั้งความหวังไว้ที่ตัว นิสิต ดังนั้น นิสิตย่อมพยายามอย่างเต็มที่เพื่อช่วยเหลือชุมชนต่างๆ และไม่ทำให้ชาวบ้านผิดหวัง

สำหรับบทเรียนที่สำคัญที่สุดที่นิสิตได้รับจากกิจกรรมในครั้งนี้ คือ เรื่องของการนำแนวคิด ทฤษฎี และหลักวิชาการจากโลกตะวันตก มาปรับใช้ในบริบทของชนบทไทยครับ หลายๆ กลุ่มก่อนเข้าชุมชนก็ได้มีการทำการบ้าน หาข้อมูล สัมภาษณ์ผู้ประกอบการกันอย่างเป็นเรื่องเป็นราว (ตามแบบฉบับผู้เรียน MBA ที่ดี) แต่เมื่อลงพื้นที่ไปเจอชาวบ้าน นิสิตเหล่านั้นถึงกับตะลึงและอึ้งไปเหมือนกันครับ เนื่องจากสิ่งที่คิดไว้อย่างเต็มที่ตามการบ้านที่ทำมานั้น (เช่น บางกลุ่มจะนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาวางขายตามห้างใหญ่ในเมือง หรือขายผ่าน e-Bay) กลับตรงกันข้ามกับความต้องการของชุมชนครับ หลายชุมชนที่นิสิตเข้าไปนั้นจะมีความเป็นอยู่ที่พอเพียง ผลิตภัณฑ์ชุมชนที่ทำนั้นก็ทำขึ้นมาเป็นงานอดิเรก ไม่ต้องการที่จะขายให้ได้จำนวนมาก หรือที่ทำอยู่นั้นก็เพียงพอต่อการดำรงชีวิต อีกทั้งผลิตภัณฑ์ชุมชนหลายประการที่ทำอยู่ก็แทบจะไม่พอขายในจังหวัดหรือ ชุมชนของตนเองอยู่แล้ว เรียกได้ว่าหลายกลุ่มที่คิดแบบ MBA พอไปเจอกับความเป็นอยู่และความต้องการที่พอเพียงของชาวบ้านและชุมชน ก็ชะงักและปรับกระบวนท่าใหม่กันไปพอควร

การเรียนรู้ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของนิสิต ก็คือ การที่จะต้องทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชน ซึ่งผมมองว่าถือว่าเกิดการเรียนรู้ร่วมกันทั้งสองฝ่าย ทางชุมชนก็ได้เรียนรู้หลักทางวิชาการต่างๆ (ปีที่แล้ว มีนิสิตอยู่กลุ่มหนึ่งที่สอนชาวบ้านในการนำผลิตภัณฑ์ชุมชนมาผสม เพื่อทำเป็นยาหม่องสูตรต่างๆ) จากนิสิต และในขณะเดียวกัน นิสิตก็ได้เรียนรู้ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และการดำรงชีวิตแบบพอเพียงของชาวบ้าน ทำให้เกิดความผูกพันระหว่างนิสิตที่ลงไปในพื้นที่และชุมชนต่างๆ หลายกลุ่มที่เมื่อจบโครงการแล้วก็ยังเข้าไปช่วย เข้าไปเยี่ยมในชุมชนที่ตนเองรับผิดชอบอยู่ เกิดเป็นความผูกพันระหว่างกันที่ดี

ผมมองว่าการจัดกิจกรรมในลักษณะที่ได้นำเสนอมานั้นให้กับผู้ที่เรียนทาง ด้านบริหารธุรกิจ จะช่วยให้ผู้เรียนได้มีโลกทัศน์ที่กว้างและมีความเป็นไทยมากขึ้น แทนที่จะเรียนแต่กรณีศึกษาของ Google Nokia Steve Jobs Wal-Mart ผู้เรียนจะได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิตและแนวทางการทำธุรกิจของชุมชนต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และที่สำคัญ ก็คือ ชุมชนเหล่านี้ คือ ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ อีกทั้งยังได้ช่วยทำให้นิสิตรับรู้และรู้สึกถึงการได้นำสิ่งที่ตนเองมีความ รู้ ความชำนาญ ไปช่วยเหลือต่อชุมชนที่อาจจะมีผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพ แต่ขาดหลักวิชาการที่จะเข้าไปเกื้อหนุน

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20110215/376816/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99-MBA-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B6%E0%B9%88%E0%B8%87.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บิล เกตส์ ตอบคำถาม….ดร.ไสว บุญมา

นิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์การถามตอบสั้น ๆ ระหว่างชาร์ลี โรส และ บิล เกตส์

เนื่อง ในโอกาสที่มูลนิธิของบิล เกตส์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์พิมพ์รายงานประจำปีออกมา  ข้อคิดของบิล เกตส์น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวงเล็บ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคโปลิโอ บิล เกตส์ ตอบว่า อันที่จริงมูลนิธิของเขาครอบคลุมงานสุขอนามัยหลายด้าน แต่ตอนนี้โปลิโอได้รับความสำคัญอันดับต้นเพราะมองว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็ม ที่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เรามีโอกาสขจัดมันให้หมดไปจากโลกแบบสิ้นซากเช่นเดียวกับที่เราขจัดไข้ทรพิษ  ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น มันจะหวนกลับมาทำให้เด็กนับแสนต้องตาย หรือไม่ก็พิการ

(ข้อมูลล่าสุดบ่งว่าโรคโปลิโอยังหลงเหลืออยู่เพียงใน 4 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถานและไนจีเรีย ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ป่วยหลักพัน)

เขาขยายความต่อไปว่า การปรับปรุงสุขอนามัยให้ดีขึ้นแก้ปัญหาได้ถึง 3 อย่างคือ (1) ช่วยให้เด็กรอดชีวิต (2) ช่วยให้เด็กปราศจากผลเสียหายที่โรคร้ายอาจก่อให้เกิด อาทิเช่น มันสมองเป็นง่อย และ (3) เมื่อแน่ใจว่าลูกจะรอด พ่อแม่จะหยุดมีลูก  เรื่องนี้มีความน่าอัศจรรย์ นั่นคือ การมีสุขอนามัยดีแทนที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น มันกลับทำให้ลดลง  การทำให้เด็กมีสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาสารพัดอย่าง  ยิ่งกว่านั้น การขจัดโปลิโอจะเป็นการยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาอันแสนยากได้

ในด้านการต่อสู้กับมาลาเรีย บิล เกตส์ ตอบว่า เมื่อปีที่เขาเกิดคือ 2498 สภาอนามัยโลกตัดสินใจจะกำจัดมาลาเรีย  แต่ความพยายามไม่ได้ผลทันตาเห็นทำให้พวกเขาเสียกำลังใจไปมากเนื่องจาก มาลาเรียต้องใช้กรอบเวลายาวนานถึง 15-20 ปีจึงจะเห็นผล  มูลนิธิของเขาใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อค้นหาเครื่องมือที่จะ สู้กับมัน  เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งได้แก่วัคซีนซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดลองใน ระยะสุดท้ายแล้ว  อีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องมือวินิจฉัยโรคราคาถูก  ตอนนี้ทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก  อย่างไรก็ตาม เราต้องขจัดโปลิโอให้ได้ก่อน

(ปัญหาสำคัญยิ่งของการต่อสู้กับมาลาเรียในปัจจุบันได้แก่การกลายพันธุ์ ของเชื้อโรคเป็นชนิดดื้อยา  ยิ่งกว่านั้น ภาวะโลกร้อนเอื้อให้มันแพร่ขยายไปถึงเขตหนาวที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน  งานด้านนี้จึงมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น)

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐ บิล เกตส์ ตอบว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากสหรัฐจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 17.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ประเทศอื่นจ่ายต่ำกว่านั้นมาก นั่นคือ ประเทศที่จ่ายสูงรองลงมาจ่ายแค่ 12% และอังกฤษจ่ายแค่ 9% ของจีดีพีเท่านั้น  แต่ผลที่ออกมากลับไม่ต่างกัน  ระบบแรงจูงใจในสหรัฐกระตุ้นให้จ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์เพื่อ รักษาผู้สูงวัยอายุกว่า 70 และ 80 ปีโดยไม่มีข้อจำกัด  มันก่อให้เกิดการมองหาวิธีสารพัดที่จะใช้เงิน  การกระทำเช่นนั้นเป็นการช่วงชิงทรัพยากรไปจากผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการ สนับสนุนการศึกษา หรือว่าด้านอื่น

(หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กดดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐสำเร็จ  แต่มาถึงตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐต่าง ๆ กำลังท้าทายกฎหมายนั้น  ส่วนในอังกฤษ รัฐบาลก็พยายามปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลเพราะมองว่ารัฐจะไม่สามารถให้การ สนับสนุนได้หากไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสียตั้งแต่ในตอนนี้  การรักษาพยาบาลกำลังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยังหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ จึงมองได้ว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก)

ต่อคำถามเรื่องบางรัฐจะประกาศล้มละลายหรือไม่ บิล เกตส์ ตอบว่า มองจากด้านบัญชีน่าจะทำได้เพราะบางรัฐของอเมริกามีปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ  ทางออกคือต้องลดการใช้จ่ายลง

(ตอนนี้เทศบาลบางแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศล้มละลายแล้ว  แต่ยังไม่มีรัฐไหนบอกใบ้ว่าจะทำเช่นนั้น)

เกี่ยวกับด้านการศึกษา บิล เกตส์ ตอบว่า เขาตื่นเต้นมากที่จะมีวิธีวัดความสามารถของครูและจะสามารถแสดงให้ครูดูได้ ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร  เขาไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะแพร่ขยายออกไปได้เร็วสักเท่าไร  แต่การใช้วีดีทัศน์และการสำรวจจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่าครูเก่ง ๆ นั้นมีวิธีสอนอย่างไร  ด้านหนึ่งได้แก่ความสามารถในการอ่านว่าเมื่อไรเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ครูเก่ง ๆ มีความสามารถในด้านการใช้การโต้ตอบสูงมากซึ่งครูอื่นอาจเรียนรู้และนำไปทำ ให้การสอนของตนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(มูลนิธิของบิล เกตส์ กำลังสนับสนุนการนำร่องของโรงเรียนในด้านการค้นหาครูผู้มีวิธีสอนชั้นเลิศ  การนำร่องในแนวนี้มีกองเชียร์สำคัญในรูปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง)

เกี่ยวกับข้ออ้างที่ว่าอเมริกากำลังสูญความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี บิล เกตส์ ตอบว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้เนื่องจากอเมริกามีทั้งมหาวิทยาลัย ชั้นเยี่ยมและมีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก  ปัญหาอยู่ที่นโยบายซึ่งไม่เอื้อให้ผู้ต้องการอพยพเข้าอเมริกาทำได้ง่าย ไม่มุ่งทำให้การศึกษากลับมาเป็นเลิศอีก และไม่ลงทุนในด้านการฝึกฝนเยาวชนเท่าที่ควร

(บิล เกตส์ ต่อสู้กับรัฐบาลมานานเรื่องการออกวีซาให้แก่ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยว ชาญด้านต่าง ๆ  ตอนนี้สหรัฐออกวีซ่าชนิดนี้ให้ปีละ 65,000 คนเข้าไปทำงาน 3 ปีซึ่งอาจต่อได้ถึง 6 ปีและในบางกรณีอาจเปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวรได้  แต่บิล เกตส์ มองว่าเท่านั้นไม่พอเพราะบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถจ้างพนักงานตามที่ต้อง การได้ )

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sawai/20110211/376589/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน : เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน

บทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชื่อโครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน (ระยะที่ 1 และ 2) รวมถึงการได้ข้อมูลจากพื้นที่อื่นๆ และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทีมวิจัยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐาน โดยมีกรอบคิดที่ว่า องค์กรการเงินรากฐานนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยตัวชี้วัดใน 2 มิติควบคู่กันไป (double bottom line) นั่นคือ พิจารณาตัวชี้วัดมิติด้านการเงินและตัวชี้วัดมิติทางสังคม เพื่อให้สะท้อนจุดหมายของการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ กองทุนหมู่บ้าน ในการพิจารณาตัวชี้วัดทางการเงินนั้นในโครงการมุ่งไปที่การชี้ให้เห็น ปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้จัดการก่อนที่จะเกิดปัญหา ในขณะที่มิติทางสังคม ต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องสวัสดิการ และการเข้าถึงเงินของคนจน

บทความจะทำหน้าที่อภิปรายขยายความในประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นย้อนแย้งในการจัดการขององค์กรการเงินฐานราก ที่ต้องชั่งน้ำหนัก (trade – off) เพื่อจัดการให้เกิดดุลยภาพระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน โดยมีประเด็นที่ชวนให้ใคร่ครวญ อาทิ

1) เก็บเงินที่เหลือฝากแบงค์พาณิชย์ ซื้อสลากออมสิน VS ลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

2) ลดต้นทุนองค์กร VS ลดต้นทุนชาวบ้าน

3) บริการเฉพาะคนในชุมชน VS ขยายกิจการข้ามพื้นที่  เป็นต้น

ลำดับการนำเสนอ จะได้แสดงข้อมูล ข้อค้นพบบางประการจากการทำงานสนาม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์กรการเงินรากฐาน จากนั้นจึงนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามลำดับ

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม ก็โหลดเลยครับ file ขนาด 430 KB

องค์กรการเงินชุมชน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,