RSS

Tag Archives: ฝึกสติ

ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ

โดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ
“ช่วงระหว่างที่เรา แปรงฟันสองสามนาที ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ ฉันมีอายุกว่า 80 ปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่ได้แปรงฟัน ฉันก็มีความสุขมาก”
 
หลังจากท่าน ติช นัท ฮันห์ พระมหาเถระในพุทธศาสนามหายาน นิกายเซน ชาวเวียดนามจากหมู่บ้านพลัม ประเทศฝรั่งเศส กลับมาเยือนเมืองไทยอีกครั้ง เพื่อจัดภาวนาสู่ศานติสมานฉันท์อย่างเป็นทางการครั้งแรก เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550  และครั้งนี้เป็นครั้งที่สองที่ท่านนำภาวนาในเมืองไทย
 

แม้ปัจจุบันท่านจะอายุ 85 ปี สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรงนัก เพิ่งเข้าโรงพยาบาลเมื่อครั้งนำภาวนาที่อเมริกา แต่การนำภาวนาร่วมกับนักบวชหมู่บ้านพลัมกว่า 80 รูป ท่านยังคงเบิกบาน ยิ้มน้อยๆ อย่างอ่อนโยนระหว่างการปาฐกถาธรรมเรื่องปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ ณ หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีคนฟังเต็มห้องประชุม
 

สาเหตุที่คำสอนของท่าน มีคนศรัทธาจำนวนมาก เพราะมีความเรียบง่ายและลึกซึ้ง สามารถนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ ท่านติช นัท ฮันห์ มีผลงานเขียนหนังสือกว่า 100 เล่ม ตีพิมพ์มากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนเล่ม และชุมชนแบบหมู่บ้านพลัมกระจายอยู่หลายประเทศ ทั้งในฝรั่งเศส อเมริกา เยอรมนี ฮ่องกง และล่าสุดในประเทศไทยที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งจะมีการทอดผ้าป่าในวันที่ 30 ตุลาคม นี้

และนี่คือ ปาฐกถาธรรม ปาฏิหาริย์แห่งปัจจุบันขณะ ที่ลึกซึ้งเรียบง่าย ในวันแรกของการจาริกธรรมจากท่านติช นัท ฮันห์ ครั้งนี้
 …………………….

เบิกบานยามเช้า

เมื่อเราตื่นขึ้น เราควรตระหนักรู้ว่า เรายังมีชีวิตอยู่ แล้วในยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้เรามีความฝันของเราและเราเบิกบานกับชีวิตที่ยังมี อยู่ ชีวิตเหล่านั้นก็ยังอยู่รอบข้างเรา เราจะเบิกบานในของขวัญเหล่านี้ เมื่อเราเป็นเช่นนั้น ความสุขก็จะอยู่กับเราทันที ช่วงระหว่างที่เราแปรงฟันสองสามนาที ก็สามารถทำให้เรามีความสุขได้ ฉันมีอายุกว่า 80 ปี ทุกครั้งที่แปรงฟัน ฉันมีความสุขมาก เราอาจใช้การภาวนาในการเข้าห้องน้ำ เรามีบทกลอนคาถาในระหว่างที่ห่มจีวร ช่วยให้เราตระหนักรู้ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันขณะ ให้กลับมาดูลมหายใจ ตามคำสอนเหล่านี้เรามีเงื่อนไขเพียงพอที่ทำให้เรามีความสุข เราไม่จำเป็นต้องวิ่งเข้าไปในอนาคตเพื่อแสวงหาความสุข เรามีเรื่องมากมายในปัจจุบันที่ทำให้เรามีความสุข
 

เพราะพวกเราเชื่อว่า ความสุขไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในขณะนี้ เราอยากมีอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เรามีความสุข  นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้เราวิ่งตามความอยากต่างๆ ที่เราอยากมี เราก็มีความทุกข์ พระพุทธองค์แนะนำว่า ให้เราสัมผัสกับความสุขในขณะนั้น ในพระสูตรพระพุทธองค์ได้เขียนไว้ว่า อดีตได้ผ่านไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง ชั่วขณะเดียวที่เรามีชีวิตอยู่อย่างแท้จริงก็คือ ปัจจุบัน 
 

เมื่อเราฝึกตามลมหายใจเข้าออก หายใจเข้าฉันตระหนักรู้ดวงตาของฉัน หายใจออกฉันมีความสุข ในช่วงเวลาสองสามนาที เธอก็ค้นพบว่า ดวงตาของเธอยังอยู่ในสภาพที่ดี ดวงตาที่อยู่ในสภาพที่ดีนั้นก็คือ เงื่อนไขที่ดี สรวงสวรรค์แห่งรูปสีสันก็อยู่กับเธอด้วย แต่ถ้าใครสักคนที่ตาบอด ไม่สามารถเบิกบานกับโลกและสีสันได้ เขาก็คงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมองเห็น เราเพียงแต่หายใจเข้าเท่านั้นเอง เราก็จะรู้ว่า เรามีเงื่อนไขแห่งความสุขอยู่ตรงนั้น

 

นิพพาน ที่นี่ เดี๋ยวนี้

เรามีพระสูตรอันหนึ่งที่เรียกว่า การพิจารณากายในกาย เราอยากเชื้อเชิญให้ฝึกพระสูตรนั้นตั้งแต่ศีรษะจนถึงฝ่าเท้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอได้แสวงหา มันอยู่ตรงนั้น ในปัจจุบันขณะ นิพพานความไม่เกิดอีกก็อยู่ตรงนั้นแล้ว พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงนิพพาน ณ ที่นี้และขณะนี้ ถ้าเราสามารถหลุดจากภาวะที่หลงอยู่ในอดีตหรืออนาคต เราก็สัมผัสกับนิพพานได้

แต่พวกเราหลายคนติดยึดกับความเศร้าโศก ความลังเลไม่แน่นอน ความกลัวที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ถ้าเรารู้วิธีที่จะฝึกเจริญสติ มีสมาธิ เราสามารถที่จะหลุดออกมาจากเรื่องเหล่านี้  ถ้าเรารู้วิธีตามลมหายใจของเราทุกย่างก้าวและรู้วิธีตั้งมั่นในปัจจุบันขณะ เราก็สามารถนำกายและใจของเรากลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน ช่วยให้เราเป็นอิสระจากความกังวลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นอิสระจากความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นในอดีต

 

ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ

ถ้าเรารักใครสักคน สิ่งที่เราอยากมอบให้กับคนรัก สิ่งนั้นก็คือ ความสามารถที่จะอยู่ตรงนั้นอย่างเต็มเปี่ยม เธอไม่สามารถรักใครสักคนได้ถ้าเธอไม่สามารถอยู่ตรงนั้น เธอต้องนำใจกลับมาหากายของเธอ ณ ที่นี่ ขณะนี้  และมองเข้าไปในตาของคนที่เธอรักแล้วกล่าวว่า “ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ”

ฉันรู้จักเด็กชายคนหนึ่งอายุ 11 ขวบ คุณพ่อของเขาสามารถซื้อทุกสิ่งทุกอย่างให้ลูก แต่เด็กชายคนนั้นไม่ต้องการอะไรมาก เพียงแค่ให้คุณพ่ออยู่ตรงนั้น เพราะเขาไม่ค่อยมีเวลาให้กับตัวเอง ลูกชายและภรรยา ถ้าชายคนนั้นรู้วิธีที่จะฝึกสติตามลมหายใจ เขาก็จะสามารถมองลงไปในหัวใจลูกชาย แล้วกล่าวว่า “ลูกที่รัก พ่ออยู่ตรงนั้นด้วยความสดชื่นสดใสด้วยความรัก”

ถึงแม้ว่าคนที่เรารักไม่ได้อยู่ตรงนั้น เธออาจโทรเข้าไปหาเขาแล้วบอกว่า “ที่รัก ฉันอยู่ที่นี่เพื่อเธอ” เมื่อเธอสังเกตว่า คนที่เธอรักไม่มีความสุข เธอก็สามารถใช้มนต์คาถาอีกข้อ “ฉันรู้ว่าเธอกำลังเป็นทุกข์ และนี่คือเหตุผลที่ฉันอยู่ตรงนี้เพื่อเธอ”

 

บ่มเพาะพลังสติ

การสอนของพระพุทธองค์ในอานาปานัสสติ สามารถนำมาประยุกต์ได้ในชีวิตประจำวัน การสร้างความเบิกบาน เป็นสิ่งที่เราทำได้ในการฝึกสติ การบ่มเพาะพลังแห่งสติในชีวิตประจำวันสามารถสร้างได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถหาซื้อได้ในร้านขายของ ในพระสูตรตามลมหายใจอย่างมีสติ พระพุทธองค์ได้แนะนำให้เรากลับมาสู่เรือนใจของเรา สัมผัสกับความรู้สึก ความเจ็บปวด แต่หลายคนไม่มีความกล้าพอที่จะกลับมาสู่เรือนใจของตัวเอง

คนส่วนใหญ่พยายามดิ้นหาความทุกข์ โดยใช้วิธีบริโภคเพื่อกลบเกลื่อนความทุกข์ของเรา เราไม่รู้วิธีที่จะรับมือกับความทุกข์ในตัวเอง และไม่รู้วิธีเปลี่ยนแปลงความทุกข์ และนี่คือเหตุผลที่เราทุกข์ และทำคนอื่นให้ทุกข์ต่อไป

ถ้าเราเรียนรู้การเจริญสติในชีวิตประจำวัน ใช้ชีวิตอย่างมีสติ เราก็จะมีความกล้าเพียงพอที่จะเผชิญกับความทุกข์ ถ้าเรารู้วิธีโอบรัดความทุกข์ ความเจ็บปวด ความเศร้าในตัวเรา เราก็จะมีความสามารถหลบความทุกข์เหล่านั้นได้

อย่างเวลาแม่ได้ยินเสียงลูกร้องไห้ แล้วโอบกอดกล่อมลูก แม่อาจไม่รู้เหตุผลการร้องไห้ แต่การกอดลูกด้วยความนิ่มนวลอ่อนโยน ก็สามารถทำให้ลูกนั้นบรรเทาทุกข์ได้ เช่นเดียวกัน ถ้าเราฝึกปฏิบัติเจริญสติ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่า สาเหตุของกิเลสของเรานั้นมาจากที่ไหน แต่ด้วยความจริงที่เราจะโอบกอดความรู้สึก เราก็สามารถที่จะบรรเทาความทุกข์แล้ว

 

ฟังด้วยความกรุณา

ในอริยสัจสี่ ข้อสองคือ สมุทัย เกี่ยวข้องกับรากของความทุกข์และธรรมชาติความทุกข์ ถ้าเรารู้วิธีฝึกเจริญสติ ก็จะมีวิธีตระหนักรู้สาเหตุของความทุกข์ตัวเอง เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง เมื่อเราเข้าใจความทุกข์ เราก็จะปล่อยให้หัวใจความกรุณาได้เบ่งบานออกมา

ถ้าถามว่า จะสร้างความกรุณาในหัวใจอย่างเรา ฉันก็จะบอกว่าให้มองอย่างลึกซึ้งในความทุกข์ของเธอ แต่ถ้าเธอไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ของเธอหรือสร้างความกรุณาในหัวใจของเธอ  เธอก็ไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ของคนอื่น และไม่สามารถมีความกรุณาต่อคนอื่นได้

ถ้าเธอไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ในตัวเธอเอง เธอก็ไม่สามารถจะรักและเข้าใจตัวเองได้  พระพุทธองค์ได้ทรงสอนเรื่องการฟังด้วยความกรุณาจะสามารถเชื่อมให้เราฟื้นฟู การสื่อสารกลับมาใหม่ บางครั้งเราไม่สามารถที่จะสื่อสารกับตัวเราเองได้ พวกเราหลายคนพยายามจะวิ่งหนีตัวเอง เพราะเราไม่รู้วิธีกลับมาฟังความทุกข์ในตัวเราเอง

เมื่อเธอสามารถที่จะสื่อสารกับตัวเธอเองได้แล้ว ก็ง่ายที่จะสื่อสารและฟื้นฟูการสื่อสัมพันธ์กับคนอื่นได้ง่ายขึ้น เธออาจจะไปหาคนรักแล้วกล่าวว่า
 “ที่รัก ฉันต้องการความช่วยเหลือของเธอ ฉันอยากให้เธอบอกความทุกข์ของเธอที่มีอยู่ ฉันไม่อยากทำให้เธอมีความทุกข์ต่อไป ฉันไม่อยากมีความผิดพลาดต่อไป ถ้าเธอไม่ช่วยฉัน แล้วใครจะช่วยฉันได้ ได้โปรดช่วยฉันเถอะ”

ถ้าเธอสามารถพูดกับคนคนนั้นด้วยวิธีการพูดแบบนี้ เธอก็สามารถเปิดหัวใจเล่าเรื่องความทุกข์ได้ ขณะฟังสิ่งที่คนคนนั้นพูด อาจทำให้เธอมีความรู้สึกโกรธ อคติ ถ้าเธอสูญเสียความกรุณา ก็จะไม่สามารถฟังอีกต่อไป เธอต้องจำอยู่เสมอว่า เธอต้องตามลมหายใจเข้าออก และจำไว้ว่า จุดประสงค์ในการฟัง ก็เพื่อให้คนคนนั้นได้มีโอกาสพูดออกมาและมีความทุกข์น้อยลง

สิ่งที่คนคนนั้นพูด อาจมีความคิดเห็นที่ผิด แต่เราตัดสินใจแน่วแน่ที่จะไม่ขัดขวางการพูดของคนคนนั้น เราอาจจะบอกในใจว่า อีกสองสามวันกลับไปใหม่ เพื่อให้คนคนนั้นมีความคิดเห็นที่ถูกต้องมากขึ้น แต่ระหว่างฟังจะเตือนตัวเองว่า ไม่ใช่เวลาขณะนี้ ขณะนี้คือการฟัง

 

พลังแห่งความสงบ

เราสามารถใช้คำสอนพระพุทธเจ้าเพื่อจะเกื้อกูลความสันติในสังคมและโลก ทุกปีหมู่บ้านพลัม ฝรั่งเศส จัดภาวนาให้คนปาเลสไตน์และอิสราเอลมาปฏิบัติร่วมกัน ฉันรู้เสมอว่า การเจรจาทางสันติภาพไม่สามารถที่จะได้รับผลดี เพราะพวกเขาไม่ได้นำคำสอนของพระพุทธองค์ไปใช้ในการเจรจา มักจะถกเถียงเรื่องสันติภาพในทันที ทั้งสองฝ่ายจะเต็มไปด้วยความลังเลสงสัย ความโกรธ ความกลัว ไม่เชื่อมั่นไว้ใจซึ่งกันและกัน และนั่นก็คือเหตุผลที่ไม่ทำให้การเจรจาเพื่อสันติภาพประสบความสำเร็จ

ในหนทางพุทธศาสนา ไม่ควรปล่อยให้ต่างฝ่ายต้องสนทนาถกเถียงกันทันที  เราสามารถใช้แบบฝึกหัดในพระสูตรเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายร่างกายและความเจ็บปวด เรารู้วิธีเจริญสติที่จะตามลมหายใจหยิบยื่นพลังแห่งความสงบให้พวกเขาที่เกิด ความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย

เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกสงบลง เราก็ฝึกให้เกิดความกรุณา แน่นอนว่าทั้งสองมีความทุกข์อย่างลึกซึ้ง ไม่ว่าจะฝ่ายสนับสนุนหรือฝ่ายค้านรัฐบาล เราต้องการเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ให้แต่ละฝ่ายเล่าถึงความทุกข์ เมื่อความกรุณาได้เกิดขึ้นในหัวใจทั้งสองฝ่ายแล้ว การเจรจาสันติภาพก็จะเกิดขึ้น

“เพื่อนที่รักในการช่วยเหลือชาวปาเลสไตน์และอิสราเอล เราได้เรียนรู้มากมาย ฉันเชื่อว่าคำสอนพระพุทธเจ้าสามารถช่วยให้คนสมานคืนดีกันได้ เพราะเราสามารถเกื้อกูลความปรองดองของประเทศชาติ”

รักที่แท้

คำสอนของนิกายจะสอนเรื่องความไม่แบ่งแยกหรืออุเบกขา ความทุกข์ของเขาก็คือ ความทุกข์ของเธอ ความสุขของเธอก็คือ ความสุขของเขา ในรักที่แท้นั้นไม่มีความทุกข์ที่เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลหรือความสุขของ ปัจเจกบุคคล และนี่คือความหมายของอุเบกขา

พระพุทธองค์ได้ทรงกล่าวถึงปัญญาที่ไม่แบ่งแยก เมื่อฉันมองในมือข้างขวาของฉัน ฉันสามารถที่จะเห็นปัญญาที่ไม่แบ่งของมือขวาของฉัน

มือขวาของฉันไม่เคยกีดกั้นแบ่งแยกมือซ้ายของฉันเลย มือขวาของฉันเป็นอิสระจากความคิดที่เปรียบเทียบว่า ฉันมีปมที่ดีกว่า ด้อยกว่า มือขวาของฉันได้ช่วยฉันเขียนบทกลอน ฉันไม่เคยเขียนบทกลอนด้วยเครื่องพิมพ์ดีดหรือคอมพิวเตอร์ ฉันใช้ปากกาเขียน

แต่มีอยู่วันหนึ่ง ฉันไม่มีปากกา ฉันต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดเขียนกลอน และนั่นเป็นครั้งเดียวที่ทั้งมือขวาและมือซ้ายเขียนกลอนด้วยกัน และฉันใช้มือขวาเขียนพู่กันด้วยคำสอน แต่กระนั้นมือขวาของฉันก็ไม่ได้มีความรู้สึกว่า เด่นกว่ามือซ้าย มือขวาของฉันไม่เคยพูดว่า “นี่มือซ้ายเธอดู ช่างไม่มีประโยชน์ซะเลย” มือซ้ายของฉันก็ไม่เคยมีปมด้อย มือทั้งสองของฉันได้ทำงานร่วมกัน

มีอยู่วันหนึ่งฉันพยายามแขวนภาพของฉัน มือซ้ายของฉันถือตะปู มือขวาถือฆ้อง วันนั้นฉันไม่สบายเท่าไหร่ แทนที่จะตอกตะปู ฉันก็ตอกหัวแม่มือ ในทันทีทันใดนั้นมือขวาของฉันก็วางฆ้องลง และประคับประคองมือซ้ายของฉัน โดยไม่มีความแบ่งแยกเลย เพราะความทุกข์ของมือซ้ายก็คือความทุกข์ของมือขวา และในหัวใจของฉันก็เข้าใจเช่นนั้น

มือซ้ายก็ไม่ได้มีความโกรธ และไม่ได้บอกว่า “มือขวาเธอทำให้ฉันเป็นทุกข์” นั่นคือ เหตุผลที่มือซ้ายและมือขวาสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ มือขวาของฉันก็เห็นมือซ้ายที่อยู่ในตัวเขา มือซ้ายของฉันก็เห็นเช่นเดียวกัน นี่คือ ปัญญาแห่งการไม่แบ่งแยกหรือการมองแบบสองขั้ว

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/hi-life/20101021/358850/%E0%B8%9B%E0%B8%B2%E0%B8%8F%E0%B8%B4%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%88%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B8%B0.html

Advertisements
 

ป้ายกำกับ: , ,