RSS

Tag Archives: พระไพศาล

วิสัชนาเปิดผนึกถึงภัควดี ไม่มีนามสกุล…..โดยพระไพศาล วิสาโล

คุณภัควดี ไม่มีนามสกุล เขียนบทความชื่อว่า “ปุจฉาเปิดผนึกถึงพระไพศาล วิสาโล” http://prachatai3.info/journal/2010/08/30835เพื่อแสดงความเห็นตอบโต้บทสัมภาษณ์ของอาตมา ซึ่งตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจเมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม โดยมีการพาดหัวบทสัมภาษณ์ดังกล่าวว่า “พระไพศาล วิสาโล: ปฏิรูปอัตตาธิปไตย – ‘อภิสิทธิ์’ต้องกล้านำความเปลี่ยนแปลง” ซึ่งต่อมาได้มีการโพสต์ลงในเว็บไซต์ประชาไท(http://www.prachatai.com/journal/2010/08/30801)

ในบทความดังกล่าว คุณภัควดีมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับอาตมาหลายประการ ควรที่จะได้รับการชี้แจงในบทความนี้ ควบคู่ไปกับการอธิบายเพิ่มเติมของอาตมาเกี่ยวกับประเด็นต่าง ๆ ที่คุณภัควดี ได้เอ่ยถึง

คุณภัควดีได้ออกตัวก่อนที่จะแสดงความเห็นตอบโต้อาตมาว่า “ผู้เขียนมีข้อผูกมัดในทางสังคมและขนบธรรมเนียมประเพณีที่พึงให้ความเคารพ ต่อพระไพศาลในฐานะผู้อาวุโสกว่าและในฐานะมนุษย์ ซึ่งผู้เขียนก็จะให้ความเคารพตามข้อผูกมัดนี้ ไม่น้อยกว่านี้และไม่มากไปกว่านี้” อาตมาคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการแลกเปลี่ยนความเห็นกัน โดยไม่จำเป็นต้องเอาความเป็นพระภิกษุของอาตมามาเป็นเครื่องกีดขวางการวิ จารณ์ แต่จะว่าไปแล้วแม้จะมองว่าอาตมาเป็นพระภิกษุ (นอกเหนือจากการเป็นผู้อาวุโสและมนุษย์) คุณภัควดีหรือใครก็ตามย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความเห็นวิพากษ์วิจารณ์อาตมาได้ อยู่ดี เพราะพระภิกษุนั้นไม่ควรอยู่เหนือคำวิจารณ์ และสมควรถูกวิจารณ์ด้วยหากคิด พูด หรือทำไม่ถูกต้อง (ในสังคมไทยสมัยก่อน เป็นเรื่องธรรมดามากที่พระจะตกเป็นหัวข้อของการนินทาและวิจารณ์ประชดประชัน อย่างเผ็ดร้อนในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ นิทานตาเถรยายชี โดยชาวบ้านที่นับถือพระศาสนา ) ดังนั้นอาตมาจึงเห็นด้วยกับคุณภัควดีว่า “หากจะมีผู้อ่านท่านใดมาวิพากษ์วิจารณ์ด่าว่าผู้เขียน โดยยกเอาบาปกรรมนรกมายัดเยียดให้ ย่อมเป็นเรื่องไร้สาระ”

คุณภัควดีได้เริ่มต้นการวิพากษ์วิจารณ์ความเห็นของอาตมาในบทสัมภาษณ์ดัง กล่าว โดยกล่าวว่า “การเน้นที่ตัวบุคคลเป็นหลัก โดยละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออย่างมากก็กล่าวถึงโดยผิวเผินแต่ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริงนั้น เป็นประเด็นที่เห็นได้ชัดในบทสัมภาษณ์ของพระไพศาล” คุณภัควดีพูดต่อไปว่า “เริ่มต้นมาท่านก็กล่าวไว้ชัดเจนเลยว่า ความขัดแย้งทั้งหมดมีทักษิณเป็นศูนย์กลาง(ซึ่งท่านไม่ได้ขยายความว่า คำว่า “ศูนย์กลาง” นี้หมายถึง “สาเหตุ” “ต้นตอ” “ตัวการ” กินความมากน้อยแค่ไหน)”

ข้อความดังกล่าวชวนให้เข้าใจผิดว่า อาตมามองความขัดแย้งทั้งหมดในเมืองไทยขณะนี้ว่ามีคุณทักษิณอยู่เบื้องหลัง ที่จริงอาตมาพูดถึงประเด็นนี้เอาไว้ว่า ปัญหามันซับซ้อนกว่านั้น คือเป็นเรื่องที่มีสาเหตุในเชิงโครงสร้าง ดังอาตมาได้กล่าวว่า “แม้ปรากฏการณ์ที่มีอยู่นี้จะเป็นความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ (ชินวัตร อดีตนายกฯ) แต่ว่าสาเหตุรากเหง้าไม่ได้อยู่ที่คุณทักษิณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างของสังคมไทยในหลายมิติที่กำลังเปลี่ยนแปลง เช่น ประชาชนมีความสำนึกทางการเมืองมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นคนชั้นล่าง คนยากจน หรือ คนชั้นกลางระดับล่าง คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาอาจจะยอมรับความไม่เป็นธรรมในสังคมได้ ยอมรับในความเป็นสองมาตรฐาน ในความเหลื่อมล้ำได้ แต่เดี๋ยวนี้เขายอมรับได้ยากแล้ว และเป็นอย่างนี้ในหลายวงการ”

สำหรับข้อความที่ว่า “ความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ” (ขอให้สังเกตว่า อาตมาใช้คำว่า “ความขัดแย้ง”เฉย ๆ ไม่ได้ใช้คำว่า “ความขัดแย้งทั้งหมด”อย่างที่คุณภัควดีเขียน) อาตมาไม่ได้หมายความว่าคุณทักษิณอยู่เบื้องหลังความวุ่นวายทั้งหมดในเมือง ไทย แต่หมายความว่า ความขัดแย้งทางการเมืองในรอบหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะนับแต่ปี ๔๘ ล้วนล้อมรอบประเด็นเกี่ยวกับคุณทักษิณเป็นสำคัญ เริ่มตั้งแต่การชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเพื่อขับไล่คุณ ทักษิณในปี ๔๘-๔๙ ตามมาด้วยการชุมนุมเรือนหมื่นของผู้สนับสนุนคุณทักษิณในภาคอีสานและภาคเหนือ และที่สวนจตุจักร จนเกิดความหวั่นกลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์ม็อบชนม็อบอย่างนองเลือด การรัฐประหารปี ๔๙ เกิดขึ้นก็เพราะต้องการโค่นล้มคุณทักษิณ หลังจากนั้นก็มีการร่างรัฐธรรมนูญส่วนหนึ่งก็เพื่อสกัดกั้นคุณทักษิณ(และพวก พ้อง)จากวงการเมือง จนเกิดคดียุบพรรค ใช่แต่เท่านั้นพอถึงปี ๕๑ พันธมิตร ฯ ก็ประท้วงยืดเยื้อจนถึงกับยึดทำเนียบและสนามบิน ทั้งนี้เพื่อต่อต้านรัฐบาลสมัครและสมชายซึ่งถูกมองว่าเป็นนอมินีของทักษิณ และเพื่อคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งกลัวกันว่าจะเป็นการเปิดทางให้คุณ ทักษิณพ้นผิดหรือกลับสู่วงการเมืองอีก จนกระทั่งมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับคุณทักษิณ(และพวกพ้อง) ขณะที่ประชาชนอีกจำนวนหนึ่งก็ต่อต้านคนเสื้อแดงเพราะเชื่อว่าคนเสื้อแดงทำ เพื่อคุณทักษิณ ในที่สุดคนเสื้อแดงก็ถูกปราบปรามโดยรัฐบาลและกองทัพซึ่งมีผู้นำเป็นปฏิปักษ์ กับคุณทักษิณ

ปรากฏการณ์ทั้งหมดที่พูดมาอย่างย่อ ๆ หากไม่เรียกว่าเป็น “ความขัดแย้งที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ตัวบุคคล เช่นคุณทักษิณ” อาตมาก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรถึงจะถูกต้องและกระชับกว่านี้ อย่างไรก็ตามอาตมาได้พูดถึงเหตุการณ์เหล่านี้ว่าเป็นแค่ “ปรากฏการณ์” ดังได้พูดต่อจากนั้นว่า สาเหตุรากเหง้าเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (ดังอาตมาจะชี้แจงต่อไปข้างหน้า)

เป็นความจริงที่ว่าอาตมาได้ “ยกบุคคลดัง ๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชาวไทยหรือชาวต่างประเทศ” แต่บุคคลเหล่านั้นอาตมาไม่ได้ยกเหมามากองต่อท้ายข้อความในย่อหน้าที่แล้วอย่างที่คุณภัควดีเขียนชวนให้เข้าใจเช่นนั้น อาตมาพูดถึงแต่ละคน(หรือแต่ละคู่)ในบริบทที่ต่างกัน

คุณภัควดีต้องไม่ลืมว่าอาตมาแสดงความเห็นดังกล่าวในฐานะบทสัมภาษณ์ ซึ่งถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขหลายอย่าง เงื่อนไขอย่างหนึ่งคือคำถามของผู้สัมภาษณ์ อาตมาจะพูดอะไรก็ขึ้นอยู่กับคำถามเป็นสำคัญ อาตมาพูดถึงแมนเดลาและเดอเคลิร์กก็เพราะผู้สัมภาษณ์ถามอาตมาถึงเรื่องการ เจรจาระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งไม่ประสบผล ผู้สัมภาษณ์ถามว่า “จำเป็นต้องมีตัวเชื่อมไหม” อาตมาตอบว่า “จำเป็น แต่ถึงที่สุดต้องเกิดจากการที่ทั้งสองฝ่ายมีโอกาสพูดคุยกับเหมือนแมนเดลากับ เดอเคลิร์ก”

ถัดมาผู้สัมภาษณ์ถามว่า “ปัญหาของไทยตอนนี้คือแต่ละฝ่ายต่างไม่ยอมกัน ยึดตัวกูเอาไว้?” อาตมาก็ตอบว่า “ต้องมีการ break the ice ซึ่งเป็นหน้าที่ของตัวกลาง” จากนั้นอาตมาจึงพูดถึงคาร์เตอร์ ว่าเป็นตัวอย่างของการ break the ice ระหว่าง เบกินกับซาดัต

คุณภัควดีย่อมทราบดีว่าการเจรจานั้นเป็นเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้นำสอง ฝ่าย(หรือหลายฝ่ายสุดแท้แต่กรณี) จะเอาประชาชนของสองฝ่ายมาเจรจากันย่อมเป็นไปไม่ได้ การที่อาตมาพูดถึงการเจรจาระหว่างผู้นำ ก็ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธบทบาทของประชาชนของสองฝ่าย จะว่าไปแล้วไม่มีตอนไหนที่อาตมาปฏิเสธบทบาทของประชาชนในการเปลี่ยนแปลงสังคม หรือบ้านเมืองเลย มีตอนเดียวที่ใกล้เคียงคือพูดถึงรัชกาลที่ ๕ และพลเอกเปรม ที่พูดเช่นนั้นก็เพื่อบอกว่า “สมัยก่อน(การแก้ปัญหาประเทศ)ขึ้นอยู่กับผู้นำมาก” แต่อาตมาได้พูดถึงยุคปัจจุบันว่า “ผู้นำอย่างเดียวไม่พอ สังคมต้องช่วยด้วย” คุณภัควดีถามว่า “ผู้เขียนอ่านแล้วสงสัยว่า แล้วประชาชนอยู่ตรงไหน?” อาตมาก็ขอตอบว่า ประชาชนอยู่ในบทสัมภาษณ์ของอาตมาแล้ว เพราะ “สังคม”ที่อาตมาพูดถึงนั้นหมายถึงประชาชน

ควรกล่าวด้วยว่าการสัมภาษณ์ครั้งนั้น(วันที่ ๑๗ สิงหาคม) ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงเต็ม มีเนื้อความหลายตอนถูกตัดไป เช่น อาตมาได้พูดถึงการปฏิรูปประเทศว่า “เรื่องการเปลี่ยนแปลงเราอย่าไปหวังรัฐบาล ต้องเสนอต่อสังคมให้ขับเคลื่อน ซึ่งคุณอานันท์ (ปันยารชุน ประธานกรรมการปฏิรูป)บอกเราจะเสนอข้อเสนอต่อประชาชน แต่สำเนาถึงรัฐบาล”

คุณภัควดีเขียนว่า อาตมา “ใช้วาทกรรมที่มุ่งเป้าเกี่ยวกับตัวบุคคลเป็นหลัก เช่น ความรัก ความเข้าใจ การไว้วางใจกัน การเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ตัวกูของกู อัตตาธิปไตย ฯลฯ” คำกล่าวนี้ก็มีส่วนจริงอยู่บ้าง แต่ขอให้ดูคำถามที่ผู้สัมภาษณ์ถามอาตมาก่อนว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับอะไร หากกลับไปอ่านดูก็น่าจะเข้าใจได้ว่าเหตุใดอาตมาจึงพูดถึงประเด็นดังกล่าวค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามในบทสัมภาษณ์ดังกล่าวอาตมาไม่ได้พูดแต่เรื่องตัวบุคคลอย่างเดียว หากยังพูดถึงปัญหาเชิงโครงสร้างหรือปัจจัยทางเศรษฐกิจการเมืองที่นำไปสู่ปัญหาในปัจจุบัน ดังอาตมาให้สัมภาษณ์(แต่ถูกตัดออกไป)ว่า “ต้องเข้าใจว่านี่ไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่างบุคคล หรือความขัดแย้งเชิงบุคคล แต่มันเป็นภาพสะท้อนของความขัดแย้งเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีรากเหง้ามาจากความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำ การดูถูกเหยียดหยาม เพราะยากจนเพราะเป็นคนบ้านนอก ซึ่งจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง”

สิ่ง ที่ไม่ปรากฏในบทสัมภาษณ์ ไม่ได้แปลว่าอาตมาไม่ได้พูดในการให้สัมภาษณ์ครั้งนั้น มีคำให้สัมภาษณ์ของอาตมาหลายประเด็นที่ถูกตัดออกไปด้วยสาเหตุต่าง ๆ กัน (รวมทั้งเรื่องที่พูดถึงกรอบการทำงานคณะกรรมการปฏิรูปว่า มุ่งสร้างความเป็นธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเน้นความเป็นธรรมด้านเศรษฐกิจ ด้านที่ดินและทรัพยากร ด้านโอกาส ด้านสิทธิ และด้านอำนาจต่อรอง) นอกจากเป็นเพราะข้อจำกัดทางเนื้อที่แล้ว อีกเหตุผลหนึ่งก็คือเพราะกองบรรณาธิการเห็นว่ามีบางประเด็นที “ล่อแหลม”

เป็น ธรรมดาของการให้สัมภาษณ์ที่ใครก็ตามย่อมไม่สามารถพูดทุกเรื่องได้ และหลายเรื่องที่พูดก็ไม่สามารถอธิบายแจกแจงให้ละเอียดได้ ไม่เหมือนบทความหรืองานวิชาการที่เราสามารถเขียนแจกแจงประเด็นใดประเด็น หนึ่งเป็นหน้า ๆ หรือหลายหน้าได้ อาตมายอมรับว่าพูดเรื่องกระจายอำนาจน้อย (ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังตอบคำถามของผู้สัมภาษณ์ว่า “จะใช้หลักธรรมะข้อไหนมาช่วยเยียวยา”) แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าอาตมาไม่เห็นความสำคัญ ประเด็นเหล่านี้อาตมาได้เขียนไว้ในที่อื่นแล้ว ล่าสุดได้เขียนไว้ในบทความเรื่อง “สร้างสังคมไทยให้เป็นมิตรกับความดี” ดังมีข้อเสนอตอนหนึ่งว่า “กระจายอำนาจให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจตั้งแต่ระดับ ชุมชนไปถึงระดับชาติ รวมถึงการดูแลจัดการทรัพยากรท้องถิ่น มีกลไกที่สามารถป้องกันการใช้อำนาจในทางที่ผิดหรือการฉ้อราษฎร์บังหลวงได้ อย่างมีประสิทธิภาพ ให้หลักประกันทางสิทธิเสรีภาพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน มีกลไกการแก้ปัญหาความขัดแย้งโดยสันติวิธี เป็นต้น” http://www.visalo.org/article/budTumKwamdee999.htm

ในประเด็นเรื่องกระจายอำนาจ คุณภัควดีอ้างว่า อาตมา “ยังตั้งเงื่อนไขแฝงไว้หลายอย่าง เช่น ไม่ควรใช้แนวทางประชานิยม” ไม่มีตอนไหนที่อาตมาพูดเช่นนั้นเลย ที่จริงอาตมากล่าวว่า การ “ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง” คนที่อ่านอย่างตั้งใจย่อมเข้าใจได้เองว่า อาตมากำลังพูดว่า ลำพังประชานิยมอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

สำหรับประเด็นเรื่อง “กระจายความรัก” ซึ่งคุณภัควดีดูจะไม่พอใจกับแนวความคิดนี้เอามาก ๆ ถ้าอ่านให้ดีจะพบว่า สำนวนนี้ไม่ใช่เป็นของอาตมา แต่เป็นของอดัม คาเฮน (นักสันติวิธีที่มาบรรยายเมื่อวันที่ ๑๖ และ ๑๗ สิงหาคม ดังเป็นข่าวในสื่อมวลชนหลายแห่ง) โดยอาตมาได้กล่าวถึงเขาว่า “อดัม คาเฮน พูดเมื่อสองสามวันก่อนว่า การกระจายความรักไปให้คนอื่นมากขึ้น จะช่วยลดความขัดแย้งได้”

อาตมาเห็นด้วยกับความเห็นของคาเฮน แต่ก็พูดเพิ่มเติมว่า “แต่การกระจายความรักอย่างเดียวก็ไม่พอ จะต้องกระจายอำนาจด้วย ถ้ารักแล้วไม่ทำอะไรก็ไม่เกิดประโยชน์ ถ้ารักแล้วแค่ยื่นเงินไปให้ ให้แค่ประชานิยม ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง”

อาตมาไม่ได้เรียกร้องให้คนรักกันหรือมีเมตตาอย่างเดียว ในการให้สัมภาษณ์และข้อเขียนหลายชิ้นในช่วง ๔ เดือนที่ผ่านมา อาตมาได้ย้ำว่าจะต้องมีอะไรมากกว่านั้น จึงจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในขณะนี้ได้ ในบทความเรื่อง “สังคมที่เป็นปฏิปักษ์กับความดี” (มติชน ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๒)อาตมาได้ย้ำว่า “การเรียกหาความสามัคคีหรือสมานฉันท์ของคนในชาติ จะเกิดขึ้นได้อย่างไรหากบ้านเมืองมีความเหลื่อมล้ำกันมากมายขนาดนี้ ในทำนองเดียวกันการหวังให้คนมีความเมตตากรุณาหรือมีศีลธรรมต่อกันจะเกิดขึ้น ได้อย่างไรหากสภาพสังคมที่เป็นอยู่มีแนวโน้มที่จะดึงเอาด้านลบของผู้คนออกมา สังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูงมากไม่เพียงบั่นทอนสายสัมพันธ์ของผู้คนในสังคม เท่านั้น หากยังกัดกร่อนจิตวิญญาณของผู้คนด้วย มิพักต้องเอ่ยถึงการบั่นทอนสุขภาพ (การวิจัยของวิลคินสันชี้ว่าในสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีอัตราการตายของทารก โรคอ้วน การใช้ยาเสพติด และมีความเครียดสูงตามไปด้วย)” http://www.visalo.org/article/matichon255210_2.htm

คุณ ภัควดี ยังให้ความเห็นอีกว่า “การ “กระจายความรัก”แบบนั้นยังมีข้ออันตรายอยู่ในตัวเองด้วย เมื่อมีความผิดเกิดขึ้น แทนที่จะเรียกร้องให้มีการรับผิด กลับเรียกร้องให้ลืมและให้อภัยกัน นี่ไม่เท่ากับเป็นการให้ท้ายอาชญากรรมหรอกหรือ? หากมีคนมาฆ่าบิดามารดาของท่านตาย ถึงแม้ท่านให้อภัยได้ กระจายความรักได้ แต่ฆาตกรผู้นั้นย่อมต้องมีความผิดตามกฎหมายกระบิลเมืองอยู่ดี(ยกเว้นกฎหมาย กระบิลเมืองไม่มีต่อไปแล้วก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง) นี่ไม่ใช่เรื่องที่ปัจเจกบุคคลจะมาตัดสินเอาตามความพอใจของตน แต่เป็นเรื่องกฎกติกาของสังคมที่ต้องรักษาไว้”

ที่ จริงอาตมาไม่ได้มีความเห็นแตกต่างจากคุณภัควดีแม้แต่น้อยในประเด็นหลัง เพราะอาตมาเห็นว่า การมีความรักความเมตตาต่อกันและกันนั้น มิได้หมายถึงการ “ให้ท้ายอาชญากรรม” ในบทความเรื่อง “คนผิดก็มีสิทธิได้รับความเมตตา” ซึ่งเพิ่งลงมติชนเมื่อวันที่ ๑๕สิงหาคมที่ผ่านมา อาตมาได้ย้ำว่า “เมตตากรุณาอย่างไม่มีประมาณนั้นมิได้หมายความว่า ไม่ต้องแยกแยะระหว่างคนถูกกับคนผิด หรือระหว่างความถูกกับความผิด ทั้งคนถูกและคนผิดสมควรได้รับความเมตตาจากเราในฐานะชาวพุทธผู้เจริญรอยตาม บาทพระศาสดาก็จริง แต่หากใครจะได้รับโทษโดยสมควรแก่ความผิดของเขา ก็เป็นเรื่องที่เราพึงวางใจเป็นอุเบกขา ไม่ควรขวางกั้นกระบวนการดังกล่าว แต่หากมีอะไรที่เราสามารถช่วยเหลือเขาได้ในระหว่างที่รับโทษทัณฑ์ก็สมควรทำ ในฐานะเพื่อนมนุษย์

“สำนึกในความถูกต้องไม่ควรถูกเบี่ยงเบนโดยเมตตากรุณาที่เจืออคติ (เช่นฉันทาคติ) จนกลายเป็นการช่วยเหลือคนผิดในทางที่ไม่ถูกต้อง แต่ที่ต้องระวังไม่น้อยกว่ากันก็คือความยึดมั่นในความถูกต้องจนขาดเมตตา กรุณา เช่น ยึดติดกับความถูกความผิดจนเห็นคนผิดมิใช่มนุษย์ ดังนั้นจึงไม่สมควรได้รับความเมตตากรุณาจากเรา” http://www.visalo.org/article/matichon255308.html

อาตมาเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าควรนำคนผิดมาลงโทษ เพื่อรักษากฎหมายและหลักเกณฑ์ของสังคม (นี้เป็นความหมายส่วนหนึ่งของคำว่า “ธรรมาธิปไตย” ซึ่งไม่ได้หมายถึงระบอบการปกครอง) อันที่จริงอาตมาได้พูดถึงประเด็นนี้หลายครั้งมาก หนึ่งวันหลังจากเหตุการณ์นองเลือดเดือนพฤษภาคมยุติ อาตมาได้ให้สัมภาษณ์กรุงเทพธุรกิจว่า

“วิธีหนึ่งที่จะเยียวยาความเจ็บปวดและลดทอนความเคียดแค้นก็คือการใช้กระบวนการยุติธรรม การทำความจริงให้ปรากฏ ในทุกสังคมเวลามีความขัดแย้งจนทำร้ายล้างกันระหว่างกลุ่มชน เราพบว่าความจริงและความยุติธรรมสามารถช่วยได้ มีการสอบสวนหาความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นใครผิดใครถูก ไม่ใช่ว่าตามข่าวลือ แล้วเอาคนผิดเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐ นปช. นักธุรกิจ ทหาร ตำรวจ นักการเมือง ถ้าตกเป็นผู้ต้องหาก็ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและพิสูจน์ตัวเอง ถ้ากระบวนการยุติธรรมเที่ยงธรรม สามารถหาคนผิดมาลงโทษได้ มันจะช่วยเยียวยาผู้ที่สูญเสีย ผู้ที่เจ็บปวด ไม่ว่าจะเป็นคนสีแดงหรือไม่ก็ตาม เราอย่ามองข้ามกระบวนการยุติธรรม จริงอยู่เมตตาธรรมก็ต้องมี อย่างที่พูดมาข้างต้น คืออย่าโกรธเกลียดตอบโต้กัน แต่ว่าก็ต้องใช้ยุติธรรมเข้ามา เพราะยุติธรรมเป็นธรรมะที่ทำให้ยุติได้ในระดับหนึ่ง อยากให้ใช้กระบวนการนี้ในการเยียวยาความเจ็บปวด ลดทอนความเคียดแค้น”

ข้อความข้างต้นได้ตอบคำถามหลายข้อของคุณภัควดีแล้ว โดยเฉพาะที่ถามอาตมาว่า “เมื่อความผิดเกิดขึ้น ก็ต้องมีการแก้ไขและมีการรับผิด จะทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น แล้วบอกให้สังคมไทยเดินหน้าโดยยึดมั่นในหลักแห่งศาสนา ผู้เขียนไม่ทราบว่าท่านเห็นทั้งหมดนี้เป็นเรื่องตลกหรือ?”

คุณภัควดียังถามอาตมาอีกว่า “ท่านจะให้คุณพ่อของน้องสมาพันธ์ ศรีเทพ คุณแม่ของคุณกมลเกด อัคฮาด พี่ชายของคุณมงคล เข็มทอง ภรรยาของคุณลุงบุญมี เริ่มสุข และคนอื่น ๆ อีกเกือบร้อยคน มา “กระจายความรัก”ให้ฆาตกรที่ฆ่าบุคคลอันเป็นที่รักของเขา มันจะเป็นไปได้อย่างไร? ให้อภัยย่อมเป็นไปได้ แต่จะให้ลืมแล้วมากอดกันหน้าชื่น ย่อมสุดวิสัยของมนุษย์”

อาตมา ขอตอบว่าตอนที่อาตมาพูดถึง “กระจายความรัก” อาตมานึกถึงสังคมไทยที่กำลังแตกแยกอย่างรุนแรง จนพ่อแม่กับลูก พี่กับน้อง เพื่อนกับเพื่อน และผู้คนทั้งประเทศต่างบาดหมางกัน ถึงขั้นโกรธเกลียดกัน แบ่งเป็นฝักฝ่าย กล่าวประณามหรือถึงขั้นห้ำหั่นกัน อาตมาเห็นว่าเราจะต้องมีเมตตากรุณากันให้มากกว่านี้ ไม่ต้องถึงขั้นกอดกันหน้าชื่นก็ได้ แต่ขอให้มีเจตนาดีหรือเห็นเจตนาดีของกันและกัน อย่างไรก็ตามอาตมาไม่สามารถเรียกร้องให้บุคคลที่คุณภัควดีกล่าวถึงนั้น ให้อภัยหรือลืมเหตุร้ายได้ นั่นเป็นการเรียกร้องที่มากเกินไป อาตมาไม่เคยแนะนำผู้ที่ทุกข์โศกเพราะสูญเสียคนรักจากเหตุร้ายให้ทำเช่นนั้น (รวมทั้งไม่เคยบอกเขาว่าเป็นเรื่องของกรรมเก่า) เว้นแต่เขาจะมาปรึกษาอาตมาว่าจิตใจเขารุ่มร้อนเพราะความโกรธเกลียด กรณีอย่างนั้นอาตมาจึงจะแนะนำเขาให้อภัย เพราะอาตมาเชื่อว่าการให้อภัยนั้นสามารถเยียวยาจิตใจได้ และเมื่อจะให้อภัย อาตมาก็ไม่เคยแนะนำให้เขาลืมเรื่องนั้นเสีย เพราะอาตมาเชื่อว่า “forgive but not forget”นั้นเป็นไปได้”

ประเด็น ต่อมาที่อาตมาขอขยายความคือ ตอนที่อาตมาพูดถึงคนเสื้อแดงว่า “สิ่งที่เขาเรียกร้องอยู่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจริงหรือเปล่า อาตมาไม่แน่ใจ” ข้อความเพียงเท่านี้ไม่มีอะไรที่บ่งบอกเลยว่า อาตมา “ไม่ยอมรับใน “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” ของประชาชน”อย่างที่คุณภัควดีสรุป อาตมาเพียงแต่ต้องการแสดงความเห็นว่า การยุบสภาตามที่คนเสื้อแดงเรียกร้องเมื่อเดือนมีค-พค.ที่ผ่านมานั้น อาตมาไม่แน่ใจว่าจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย เพราะแม้จะนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ และถึงแม้พรรคเพื่อไทยจะได้จัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่มีหลักประกันว่าบ้านเมืองจะสงบสุข ลดความขัดแย้ง หรือลดความเหลื่อมล้ำ หรือก่อให้เกิดสังคมมาตรฐานเดียวได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็เคยมีรัฐบาลสมัครและสมชายมาแล้ว คุณภัควดีมีสิทธิที่จะไม่เห็นด้วยกับความเห็นของอาตมาในเรื่องนี้ แต่หากจะสรุปจากความเห็นข้างต้นว่าอาตมาไม่ยอมรับ “การกำหนดชะตากรรมตัวเอง” ของประชาชนก็นับว่าเป็นการตีความที่เกินเลยไป

อาตมา ไม่เคยคัดค้านการยุบสภา ในการให้สัมภาษณ์สื่อบางแห่ง ก็ยังแสดงความเห็นสนับสนุนการยุบสภาเพื่อให้การชุมนุมของคนเสื้อแดงยุติจะ ได้ไม่มีการปะทะจนนองเลือด ในทำนองเดียวกันอาตมาก็ไม่เคยคัดค้านผลการเลือกตั้งของประชาชน เช่นเดียวกับที่ไม่เคยสนับสนุนรัฐประหารโค่นล้มคุณทักษิณ เป็นแต่ว่าอาตมาไม่แน่ใจว่ารัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตาม มาหลังจากการยุบสภานั้นจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ คุณภัควดีย่อมทราบดีว่าบ่อยครั้งที่รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง(ไม่ จำเพาะประเทศไทยแต่รวมถึงประเทศต่าง ๆ) ไม่เพียงทำให้บ้านเมืองย่ำอยู่กับที่ หากยังเป็นอุปสรรคต่อการเปลี่ยนแปลงได้หรือถึงกับทำให้บ้านเมืองถอยหลัง เราต้องแยกระหว่างการปฏิเสธผลการเลือกตั้ง (ซึ่งเท่ากับปฏิเสธการกำหนดชะตากรรมของประชาชน)กับการวิจารณ์หรือไม่มี ศรัทธาในผู้นำคนใดคนหนึ่งหรือคณะหนึ่งที่มาจากการเลือกตั้ง นั้นเป็นคนละเรื่องกัน คุณภัควดีก็เคยวิพากษ์วิจารณ์ประธานาธิบดีบุช แต่หากมีใครบอกว่าการทำเช่นนั้นแสดงว่าคุณภัควดีไม่ยอมรับการกำหนดชะตากรรม ของประชาชนชาวอเมริกัน คุณภัควดีก็คงปฏิเสธหัวชนฝาว่าไม่จริง

คุณภัควดียังได้พูดถึงผู้ที่ตายในเหตุการณ์นองเลือด ๙๑ คนและบาดเจ็บอีกกว่าพันว่า เราไม่ควรปล่อยให้ความเกลียดหรือความไม่เห็นกับคุณทักษิณ เป็นเหตุอันควรให้ “ลดบรรทัดฐานทางจริยธรรม ของตัวเองจนยอมรับการฆ่าเพื่อนมนุษย์ตายอย่างไร้เหตุผลเช่นนี้” อาตมาเห็นด้วยกับข้อความดักล่าวอย่างเต็มที่ การที่อาตมาไม่ได้พูดถึงกรณีดังกล่าวในบทสัมภาษณ์ ไม่ได้แปลว่าอาตมายอมรับการฆ่าคนเหล่านี้ว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้อง อาตมาได้แสดงความเห็นเรื่องนี้หลายที่ ล่าสุดก็ในมติชนเมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมาเรื่อง “คนผิดก็มีสิทธิได้รับความเมตตา” ดังความตอนหนึ่งอาตมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับทัศนคติที่แพร่หลายในหมู่คนจำนวนมากขณะนี้ว่า

“การมองว่าคนเสื้อแดงทำผิดกฎหมาย รับจ้างมาปกป้องคนผิดที่โกงบ้านโกงเมือง รวมทั้งมีกองกำลังติดอาวุธ ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ต้องการล้มเจ้าฯลฯ ทำให้ผู้คนจำนวนมาก (รวมทั้งผู้ยึดมั่นในความถูกต้อง)พิพากษาในใจว่าคนเสื้อแดงสมควรตาย และดังนั้นจึงไม่รู้สึกอะไรเมื่อเห็นทหารใช้กระสุนจริงกับผู้ชุมนุมจนมีคน ล้มตายกว่า ๘๐ คน ไม่นับบาดเจ็บอีกนับพันคน จริงอยู่มีผู้ชุมนุมบางคนที่ขว้างประทัดและระเบิดเพลิงใส่เจ้าหน้าที่ แต่ก็ไม่สมควรที่ถูกตอบโต้ด้วยอาวุธสงครามจนถึงแก่ความตาย และถึงแม้จะมีผู้ชุมนุมถูกยิงตายขณะใช้อาวุธปืนต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ความตายของบุคคลเหล่านั้นก็มิใช่เรื่องที่น่ายินดีแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะเป็นการซ้ำเติมญาติมิตรของผู้สูญเสียแล้ว มันยังกัดกร่อนจิตวิญญาณหรือมโนธรรมสำนึกของเราอีกด้วย

“ถึงจะทำผิดศีลธรรมหรือผิดกฎหมาย เขาก็มีสิทธิในชีวิตของเขา มีสิทธิได้รับความยุติธรรมและการคุ้มครองตามกฎหมาย รวมทั้งมีสิทธิได้รับความเมตตาจากเรา เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นมนุษย์ ไม่ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูกเพียงใด ก็ไม่มีสิทธิทำอะไรกับเขาตามอำเภอใจ แต่ถึงที่สุดแล้วเราก็จำต้องถามตัวเองด้วยว่า แน่ใจอย่างไรว่าเราถูกและเขาผิด ผู้ที่รุมฆ่าและทำร้ายนักศึกษาประชาชนในเหตุการณ์ ๖ ตุลา ล้วนทำไปด้วยความเข้าใจว่าตนกำลังปกป้องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่บัดนี้ได้ถูกจารึกในประวัติศาสตร์ว่าเป็นฆาตกรโหดเหี้ยมที่สร้างความอัปยศให้แก่ประเทศชาติ ในทางตรงข้ามผู้ที่ถูกทำร้ายเหล่านั้นล้วนเป็นคนบริสุทธิ์ หาใช่ผู้คิดร้ายต่อชาติและราชบัลลังก์ไม่”
http://www.visalo.org/article/matichon255308.html

ประเด็นใหญ่อีกประเด็นหนึ่งคือเรื่องของคุณอภิสิทธิ์ คุณภัควดี ถามว่า “เหตุใดพระไพศาลจึงออกมารับรองความชอบธรรมในการเป็นผู้นำของนายอภิสิทธิ์เวช ชาชีวะอย่างออกหน้าออกตาขนาดนั้น?” อาตมาไม่ได้รับรองความชอบธรรมของเขา อีกทั้งไม่มีอำนาจรับรองด้วย นั่นเป็นอำนาจของรัฐสภาและองค์กรอิสระที่ตรวจสอบนักการเมือง อาตมาเพียงแต่เห็นว่าเขายังมีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่ อย่างน้อยเขาก็มีความชอบธรรมในฐานะที่ได้รับการเลือกตั้งเป็นส.ส.แล้วได้รับ คะแนนเสียงเกินครึ่งให้เป็นนายกรัฐมนตรี พูดถึงมาตรฐานขั้นต่ำ เขาย่อมมีความชอบธรรมโดยนิตินัยที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานี้ แต่หากพูดถึงมาตรฐานที่สูงกว่านั้น อันได้แก่ความชอบธรรมทางการเมืองและทางจริยธรรม เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถกเถียงกันได้

อาตมาเห็นด้วยว่าประเด็นหนึ่งที่ส่งผลต่อความชอบธรรมทางการเมืองและจริยธรรม ของคุณอภิสิทธิ์อย่างสำคัญ ก็คือการสั่งให้ใช้ปฏิบัติการทางทหารในวันที่๑๔-๑๙ พฤษภาคม (อาตมายอมรับว่าการไม่พูดถึงประเด็นดังกล่าว รวมทั้งการมีคนตายนับร้อยเป็นจุดบกพร่องของการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวโดยเฉพาะ เมื่อพูดถึงคุณอภิสิทธิ์) ในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์เป็นนายกรัฐมนตรีย่อมปฏิเสธความรับผิดชอบไม่พ้นที่มี คนตายเป็นจำนวนมาก ส่วนจะมากหรือน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับผลการสอบสวนข้อเท็จจริงที่จะออกมา ไม่ว่าใครเป็นนายกรัฐมนตรีหากมีคนตายมากมายเช่นนั้นย่อมส่งผลกระทบต่อความ ชอบธรรมของเขาอย่างแน่นอน(อย่างน้อยก็ในฐานะผู้มีหน้าที่สร้างความสงบและ สันติสุขในบ้านเมือง) ในทัศนะของคนเสื้อแดงและคนจำนวนไม่น้อย กรณีดังกล่าวได้ทำให้ความชอบธรรมของเขาลดน้อยลงจนไม่สามารถปกครองประเทศได้ แล้ว แต่อาตมาเห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวแม้ทำให้ความชอบธรรมของเขาลดลงมาก แต่ก็ยังเพียงพอที่จะปกครองประเทศต่อไปได้ เว้นเสียแต่ว่าการสอบสวนข้อเท็จจริงมีผลออกมาอย่างชัดเจนว่าคุณอภิสิทธิ์มี ความผิดในการสั่งการดังกล่าวหรือมีผลระบุว่าปฏิบัติการทางทหารครั้งนั้นเป็น การใช้กำลังเกินกว่าเหตุ นั่นหมายความว่าคุณอภิสิทธิ์ไม่มีความชอบธรรมในการเป็นนายกรัฐมนตรีของ ประเทศนี้อีกแล้ว

คุณภักควดีพูดถึงลูกสาวของตนซึ่งตั้งถามคุณภัควดีว่า “ทำไมพระไพศาลสามารถออกมาแสดงความคิดเห็นทางการเมืองเช่นนี้ได้โดยไม่มีความผิด แล้วทำไมเมื่อพระชาวบ้านบางรูปแสดงความคิดเห็นทางการเมือง หรือเพียงแค่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำไมพระเหล่านั้นจึงมีความผิด?” คุณภัควดีไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ จึงนำมาถามอาตมาอีกต่อหนึ่ง อาตมาตอบได้แต่เพียงว่าคุณภัควดีถามผิดคน อาตมาไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้เนื่องจากไม่เคยพูดหรือเขียนที่ไหนว่า พระที่แสดงความเห็นทางการเมืองหรือพระที่อยู่ในที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงมีความผิด (เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยเป็นอีกเรื่องหนึ่ง) คนที่น่าจะตอบได้ดีคือคนที่ตัดสินว่าพระเหล่านั้นมีความผิดต่างหาก

ประเด็นสุดท้ายที่อาตมาอยากกล่าวถึงก็คือ ในช่วงหนึ่งปีครึ่งที่ผ่านมา อาตมาพยายามชี้ให้คนไทยตระหนักว่า ปัญหาความขัดแย้งที่ดำรงต่อเนื่องมาหลายปีนั้นเป็นอะไรที่มากกว่าปัญหาตัวบุคคล คุณทักษิณเป็นเพียงปรากฏการณ์ที่สะท้อนถึงรากเหง้าทางโครงสร้างที่ลึกกว่านั้น ดังนั้นเราจึงควรมองให้เลยคุณทักษิณออกไป มีบทความหลายชิ้นที่ตอกย้ำประเด็นนี้โดยเฉพาะในมติชน ดังอาตมาได้พูดในบทความเรื่อง “จากดีทรอยท์ถึงเมืองไทย”ว่า

“คน ชั้นล่างที่รู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำและความไม่เป็นธรรมนับวันจะมีมากขึ้น เรื่อย ๆ ในขณะที่คนชั้นกลางส่วนใหญ่ไม่ตระหนักถึงปัญหานี้เลย และไม่รับรู้ด้วยว่าคนชั้นล่างมีความคับข้องใจเพียงใดบ้าง เพราะอยู่ในกลุ่มก้อนหรือชนชั้นของตัว ดังนั้นจึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดคนชนบทหรือคนยากจนในเมืองจึงชื่นชมคน อย่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมีนโยบาย(และภาพลักษณ์)ที่ใส่ใจคนจนมากกว่าหัวหน้ารัฐบาลคนอื่น ๆ อย่างน้อยพรรคการเมืองของเขาก็ทำให้ชาวบ้านที่เป็นหัวคะแนนได้รับความเกรงใจ จากข้าราชการ ซึ่งเคยอวดเบ่งใส่พวกเขามาตลอด……..การที่คนชนบทพร้อมใจหย่อนบัตรเลือก พรรคของพ.ต.ท.ทักษิณ (ไม่ว่าชื่อใดก็ตาม)อย่างล้นหลามหลังรัฐประหารปี ๒๕๔๙ (รวมทั้งการชุมนุมของคนเสื้อแดง) มองในแง่หนึ่งก็คือการแสดงความไม่พอใจต่อการเมืองการบริหารที่มองข้ามคนจน”

ข้อเขียนดังกล่าวก็คงจะยืนยันว่าอาตมาไม่ได้เกลียดชังคุณทักษิณ นอกจากนั้นอาตมาไม่เคยคิดว่าปัญหาความขัดแย้งจะต้องแก้ที่จิตใจของผู้คนอย่างเดียว ดังได้เขียนในบทความเรื่อง “ปัญหาท้าทายและทางออกของสังคมไทย” (๑๙ เมษายน ๒๕๕๒)ว่า “คนไทยจำเป็นต้องมีความเข้าใจปัญหาในเชิงโครงสร้าง สามารถมองเห็นถึงเหตุปัจจัยที่อยู่เหนือระดับบุคคล ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเหตุปัจจัยที่อยู่ลึกลงไปในจิตใจ (เช่น การยึดติดอัตตา หรือตัณหา มานะ ทิฐิ) ความเข้าใจเช่นนี้จะทำให้เราไม่คิดถึงแต่การเทศนาสั่งสอน ขณะเดียวกันก็จะตระหนักว่าการใช้ความรุนแรงนั้น อย่างมากก็แก้ปัญหาได้แค่ชั่วคราว แต่สร้างปัญหาในระยะยาว ดังรัฐประหารครั้งล่าสุดเป็นตัวอย่างชัดเจน” http://www.peacefuldeath.info/article/?p=173

อาตมา เรียกร้องในข้อเขียนหลายชิ้นว่า จำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้าง ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความรุนแรงไม่รู้จักจบสิ้น ดังเขียนใน “ทางหลุดพ้นจากกับดักแห่งความรุนแรง” (มติชน ๑๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓) ตอนหนึ่งว่า “กล่าวโดยสรุป ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในช่วง ๗ ปีมานี้ ไม่ว่าในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือส่วนที่เหลือของประเทศ ล้วนมีรากเหง้ามาจากปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและความไม่เป็นธรรมใน สังคมซึ่งแยกไม่ออกจากการใช้อำนาจอย่างล้นเหลือของเจ้าหน้าที่รัฐ และเมื่อสืบสาวไปก็จะเห็นว่าทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกับโครงสร้างการเมืองไทยที่ รวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ซึ่งเอื้อให้คนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีอำนาจในการตัดสินใจและจัดการทรัพยากร โครงสร้างดังกล่าวไม่ว่าใครขึ้นมามีอำนาจก็จะก่อให้เกิดปัญหาและสร้างความ ขัดแย้งในสังคมจนลุกลามเป็นความรุนแรง ใช่หรือไม่ว่านี้แหละคือโครงสร้างแห่งความรุนแรง ที่ครอบสังคมไทยเอาไว้จนไม่สามารถหลุดจากกับดักแห่งความรุนแรงได้” http://www.visalo.org/article/matichon255305.htm

ที่ยกข้อความมายืดยาวนี้เพื่อชี้ให้เห็นว่าอาตมาไม่ได้ “ละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง หรืออย่างมากก็กล่าวถึงโดยผิวเผิน” อย่างที่คุณภัควดีว่า ส่วนที่คุณภัควดีพูดว่าอาตมา “ขาดความรู้ความเข้าใจที่แท้จริง(เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้าง)” นั้น อาตมาขอให้คุณอ่านงานเขียนของอาตมาตามที่ได้อ้างอิงมาก่อนแล้วจึงค่อยสรุป (แต่ถึงอย่างไรอาตมาก็ยอมรับว่าอาตมามีความรู้น้อยกว่าคุณภัควดีในเรื่องนี้)

จริงอยู่อาตมาพูดประเด็นนี้(ปัญหาเชิงโครงสร้าง)ไม่มากในบทสัมภาษณ์ แต่การที่คุณภัควดีจะสรุปหรือตัดสินความคิดของอาตมาทั้งหมดโดยดูจากบทสัมภาษณ์เพียงชิ้นเดียว ย่อมไม่เป็นธรรม อีกทั้งยังมีการตีความที่เกินเลยจากอาตมาพูด นอกจากนั้นการสรุปว่า ประเด็นใดก็ตามที่อาตมาไม่ได้พูดในบทสัมภาษณ์นั้น (เช่น การกำหนดชะตากรรมตัวเอง ความยุติธรรม )แสดงว่าอาตมาละเลย ไม่เห็นด้วย ย่อมเป็นการด่วนสรุปเกินไป

ขอบคุณคุณภัควดีที่อ่านมาถึงตรงนี้ อันที่จริงมีอีกหลายประเด็นที่อยากแลกเปลี่ยนกับคุณภัควดี แต่นี่ก็ยืดยาวเกินไปแล้ว จึงขอยุติเพียงเท่านี้

๒๖ สิงหาคม ๒๕๕๓

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 28, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ?

ศอฉ. เรียกขาน กองกำลังไม่ทราบฝ่าย กองกำลังชุดดำ รวมไปถึง แกนนำแถวหน้าของ นปช. ว่าเป็น กลุ่มผู้ก่อการร้าย และศาลอาญาก็ได้ยืนยันด้วยการออกหมายจับกลุ่มบุคคลกลุ่มหนึ่งในความผิดฐานก่อการร้าย และเมื่อที่มั่นที่ราชประสงค์ได้แตกลง …การคาดการณ์ที่ตามมาก็คือ กลุ่มคนเหล่านี้จะลงใต้ดินและกระจายไปตามจังหวัดต่างๆ บางคนว่า คงกลายสภาพเป็นแค่กองโจรป่วนเมือง แต่บางคนก็ยังกังวลว่าจะกลายเป็นขบวนการก่อการร้ายที่มีเครือข่ายทั่วประเทศ

แต่ไม่ว่า จะเป็นกองโจรป่วนเมือง หรือ การก่อการร้าย คำถามที่ตามมา ก็คือ รัฐจะเอาชนะขบวนการดังกล่าวได้จริงหรือ

William C. Martel ซึ่งเป็นรองศาสตรจารย์ด้านการศึกษาความมั่นคงระหว่างประเทศ ได้เขียนหนังสือชื่อ Victory in War (2006) ได้ตอบคำถามนี้ ไว้ ว่า ขึ้นอยู่กับว่าเรานิยามคำว่า ชัยชนะ หมายถึงอะไร บนเงื่อนไขของเม็ดเงินและเวลาที่เราสามารถยอมรับได้

อ.William จัดแบ่งชัยชนะออกเป็น 3 ระดับ

ระดับแรก เป็นชัยชนะระดับยุทธวิธี หมายถึง สามารถจับกุม หรือฆ่าผู้ก่อการร้ายที่ทำหน้าที่วางแผน หรือผู้ปฏิบัติการ

ระดับสอง เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ หมายถึง สามารถสกัดกัน หรือทำลายเครือข่าย และผู้นำที่เกี่ยวข้อง หรือระบบสนับสนุนทั้งเงิน อาวุธ รวมถึง internet ที่เชื่อมโยงเครือข่าย

ระดับสาม เป็นชัยชนะระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ (grand strategy) หมายถึง สามารถทำลาย เหตุผลสนับสนุนเชิงอุดมการณ์ ซึ่งบ่อยครั้ง ความบาดหมาง ความเหินห่าง ความไม่พอใจ ความไม่เป็นมิตร คือ เงื่อนไขที่ทำให้เกิดผู้ปฏัติการรุ่นใหม่ๆ ของขบวนการ

หากถามว่า เมื่อช่วงอาทิตย์ที่ผ่าน รัฐบาลเอาชนะ “การก่อการร้าย” ได้มากน้อยเพียงใด

กล่าวอย่างรวบรัด ผมประเมินเอาเองว่า รัฐไทย สามารถเอาชนะอย่างมากก็แค่ในระดับยุทธวิธีเท่านั้น เพราะ สามารถจับกุมแกนนำ นปช.  ปลิดชีพผู้ปฏิบัติการไปจำนวนไม่น้อย (ถูกผิด..ว่ากันอีกที) ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์จำนวนมาก (จัดฉากหรือเปล่าไม่รู้) ยึดรถที่เตรียมทำ car bomb รวมไปถึง การไล่ปิดสื่อทุกชนิดที่สนับสนุนเสื้อแดง

และเมื่อขยับขึ้นมาพิจารณาในระดับยุทธศาสตร์ ก็จะเห็นว่า ศอฉ. เริ่มปฏิบัติการตัดท่อน้ำเลี้ยง โดยสั่งระงับการทำธุรกรรมทางการเงินของ บุคคล/องค์กร กว่า 200 บัญชี  ซึ่ง ศอฉ. ระบุว่าเกี่ยวข้องกับ เสื้อแดง และการก่อการร้าย ….แต่กรณีนี้ก็ถูกครหาว่าอย่างมาก ว่าเป็นวิธีการเหวี่ยงแห จำกัดสิทธิส่วนบุคคล โดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจน เพียงพอ

แต่ปฏิกิริยาที่ตามมาจากชัยชนะทั้ง 2 ระดับ ก็คือ การเกิดขึ้นของ แกนนำรุ่น 2 /3 /4 การเกิดขึ้นของสมาชิก นปช. การเสนอตัวเข้ามาทำหน้าที่นำของ “แดงสยาม”  รวมไปถึง การคาดหมายว่าจะเกิด ขบวนการใต้ดิน กลุ่มก่อกวนขึ้นในจังหวัดต่างๆ  

ยิ่งเมื่อมองไปในระดับยุทธศาสตร์ใหญ่ อาจกล่าวได้ว่า รัฐไทยอาจยังไม่เห็นเสงที่ปลายทางอุโมงค์ด้วยซ้ำ และนั่นก็เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั่วโลก อ.William จึงย้ำว่าในระดับนี้การเอาชนะเป็นเรื่องยากเหลือเกิน (สำหรับผมไม่แน่ใจว่าจะเป็นไปได้ด้วยซ้ำ)

เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่า การขจัดอุดมการณ์ ที่ทำให้เกิดการแบ่งฝ่าย แบ่งสี  การขจัดความเชื่อฝังลึกที่ทำให้เกิดความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน ย่อมมิอาจทำได้ดั่งการขจัดตัวบุคคลที่เป็นผู้ก่อการร้าย การกำจัดอาวุธ การตัดท่อน้ำเลี้ยง การปิดสื่อ การสื่อสาร ขณะเดียวกัน ด้วยวิธีการจัดการดังกล่าว ในทางตรงข้ามกลับยิ่งเป็นการกระตุ้น ปลุกเร้า และเป็นเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ยิ่งที่ให้เกิด นักสู้รุ่นใหม่ๆ ขบวนการใหม่ๆ ขึ้นมาทดแทนอยู่เสมอนั้น (negative feedback loop) ในมุมของ อ.William เขาจึงสรุปว่าเรื่องเหล่านี้ต้องใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วอายุคน และไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่กล่าวมา

และไม่ใช่ด้วยวิธีที่คนจำนวนไม่น้อยกระทำอยู่ นั่นคือ ประณาม ก่นด่า สาบแช่ง เหยียดหยัน ดูถูกว่าเป็นคนโง่ถูกจ้างมา วิธีการเช่นนี้จะยิ่งกลับบ่มเพาะความเกลียดชัง หมางเมิงและถ่างช่องว่างของปัญหาให้ขยายออกอย่างไม่มีที่สิ้นสุด  

ที่สำคัญ ผู้กำหนดนโยบายและสาธารณชนจะต้องรับรู้และยอมรับร่วมกันว่า การต่อสู้กับการก่อการร้ายเป็นเรื่องระยะยาว ใช้เวลาแก้ปัญหาแบบข้ามชั่วอายุคน ไม่ใช่การพยายามกดดันและเรียกร้องหาชัยชนะในวันนี้ หรือในปีนี้

ถามว่า หากไม่ใช่ด้วยวิธีแบบที่ผ่านมา แล้วต้องใช้วิธีใด อ. William บอกสั้นๆ ว่า ให้ลดต้นเหตุของการใช้ความรุนแรง

และต้นเหตุที่ว่า ได้แก่ การแบ่งฝ่าย แบ่งสี  ความหมางเมิน ไม่เชื่อใจกัน การมองว่าคนอื่นโง่ ผิด

ว่ากันตามตรงในห้วงเวลานี้ ผมมองไม่เห็นวิธีอื่นใดนอกจากการหันกลับไปทำความเข้าใจสิ่งที่หลวงพี่ไพศาล ได้ให้สัมภาษณ์ทางสถานีวิทยุ FM 105 คลื่นวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว (17 พฤษภาคม 2553) ซึ่งล้วนแต่เป็น แนวทางที่จะช่วยลดต้นเหตุของการก่อการร้าย ไม่ว่าจะเป็น

  •  “อันดับแรก ต้องเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ถ้าเยียวยาไม่ได้ ก็ยิ่งจะไปเพิ่มแผลให้มากขึ้น สำคัญคือ อย่าแก้แค้น อย่าตอบโต้กัน”
  • “ในยามที่เพลี่ยงพล้ำ ตกเป็นผู้แพ้ อาตมาไม่อยากเห็นคนโกรธ แก้แค้น ระบายความโกรธใส่เขา เพราะจะยิ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงถูกตัดออกไป และกลายเป็นศัตรูมากกว่าเดิม การแตกแยกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนเสื้อแดงก็ยิ่งฝังใจและเพิ่มจำนวนมากขึ้น”
  • ต้นตอปัญหาอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียม และ ระบบสองมาตรฐาน เป็นสิ่งทุกคน ทุกสี ต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง ไม่ยัดเยียดว่าเป็นแค่ขออ้างของกลุ่มคนเสื้อแดง
  • “ต้องไม่ใช้ความรุนแรง ต้องใช้สติ แก้ปัญหา กระบวนการทางกฏหมายก็ว่ากันตามกฏหมาย”

ก่อนจบ………..ผมอยากเรียกร้องให้ ศอฉ. และนายกรัฐมนตรี ได้ทบทวนยุทธศาสตร์ที่จะเอาชนะผู้ก่อการร้ายอย่างจริงจังว่าด้วยวิธีการที่ทำอยู่หรือที่คิดจะทำให้อนาคต เป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นการเพิ่มความหมางเมิน ความไม่ไว้วางใจ ความไม่เชื่อใจระหว่างคนในสังคม ที่จะกระตุ้นให้เกิดผู้ร่วมขบวนใหม่ๆ หรือ เป็น ยุทธศาสตร์ที่เป็นไปเพื่อการลดเหตุของการก่อการร้ายกันแน่

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20100602/118894/รัฐบาลสามารถเอาชนะการก่อการร้ายได้หรือ-.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 26, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“ธรรมยุติได้ ถ้าใช้ความยุติธรรม”

บางหนทางจาก พระไพศาล วิสาโล 

ขณะที่เรื่องร้ายเกิดขึ้นแล้ว แต่เราคนไทยยังต้องอยู่ด้วยกันต่อไป คำถามก็คือ เราจะอยู่กันอย่างไรกับคนเราเกลียดและเกลียดเรา บางคนอาจเถียงว่าตัวเองไม่ได้รู้สึกเช่นนั้น แต่ไม่มากก็น้อย เราก็เกี่ยว

“อันดับแรก ต้องเยียวยาความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น ถ้าเยียวยาไม่ได้ ก็ยิ่งจะไปเพิ่มแผลให้มากขึ้น สำคัญคือ อย่าแก้แค้น อย่าตอบโต้กัน” เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต และ เจ้าของรางวัลศรีบูรพา ปีล่าสุด ตอบคำถามข้างต้น 

กล่าวถึง “จำเลยสังคม” ในตอนนี้อย่างกลุ่ม นปช. พระไพศาลไม่อยากให้มองว่าเป็นแค่กลุ่มที่สร้างความเดือดร้อน แต่ต้องหมายรวมถึงประชาชนแนวร่วมที่สนับสนุนอยู่ทั่วประเทศ ที่โดน “กาหัว” ไว้แล้ว

“ในยามที่เพลี่ยงพล้ำ ตกเป็นผู้แพ้ อาตมาไม่อยากเห็นคนโกรธ แก้แค้น ระบายความโกรธใส่เขา เพราะจะยิ่งทำให้กลุ่มคนเสื้อแดงถูกตัดออกไป และกลายเป็นศัตรูมากกว่าเดิม การแตกแยกก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น คนเสื้อแดงก็ยิ่งฝังใจและเพิ่มจำนวนมากขึ้น”

ความหลังครั้งเข้าร่วมในเหตุการณ์ 16 ตุลาคม 2519 กลับเข้ามาสู่ความทรงจำของหลวงพี่ จนมี “คำเตือนสติ” บางอย่างออกมา

“คราวนั้น คนจำนวนมากต่อต้านนักศึกษา ต่อต้านเพื่อน และ ครอบครัวนักศึกษา จนนักศึกษาเองอยู่ไม่ไหว กลัวภัยมาถึงตัว เลยเข้าป่าไป แต่ปัจจุบันนี้ เราไม่มีป่าให้เข้าแล้ว ต้องอยู่กันในเมือง เป็นแนวร่วมนปช. สร้างความรุนแรงอย่างที่เห็น ฉะนั้น อย่าผลักเขา ยิ่งเท่ากับไปช่วยเพิ่มแนวร่วม อย่าไปโกรธเกลียดเขา …แน่นอนทุกฝ่ายเจ็บปวด แต่ถ้าเราต้องการสังคมที่สงบสุข เราก็ควรจะเว้น”

ต้นตอปัญหาอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความไม่เท่าเทียม และ ระบบสองมาตรฐาน เป็นสิ่งทุกคน ทุกสี ต้องยอมรับว่ามันเป็นความจริง ไม่ยัดเยียดว่าเป็นแค่ขออ้างของกลุ่มคนเสื้อแดง

“คนเสื้อแดงในเมืองที่เขาไม่จน เขาก็รู้สึก แม้จะไม่มีคุณทักษิณ แต่คนอื่นที่พูดแนวนี้ (ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง) เขาจะได้รับการสนับสนุน และสร้างคนแบบนี้มากขึ้นอีก ก็จะเกิดปัญหาแบบเดียวกันอีก ต่อสู้กันอีก และกลายเป็นความรุนแรงในที่สุด”

ไม่ต่างอะไรกับเหตุรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ความเหลื่อมล้ำ สร้างผู้ก่อการร้าย ขบวนการกองกำลังติดอาวุธ

“เดิมพวกเขาคือประชาชนที่ไม่ได้รับความยุติธรรม”

หากตอนนี้ “แผนปรองดองแห่งชาติ” จากรัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีความพยายามจะแก้ปัญหาตรงนี้ด้วยวิธีที่เป็นรูปธรรมต่างๆ เช่น ภาษีที่ดิน ภาษีมรดก

“พูดกันมาเยอะแล้ว ถึงเวลาต้องทำกันจริง” พระไพศาลย้ำ

  • เยียวยาด้วยความยุติธรรม 

 เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ที่มีการเผาสถานที่ต่างๆ เพียงแต่ตอนนั้นเป็นการเผาสถานที่ราชการ ไม่ได้ลามมาถึงห้างร้านเอกชนอย่างตอนนี้

“ทั้งห้างสรรพสินค้า ธนาคาร โรงหนัง สามารถบอกอะไรได้หลายอย่าง เขาไม่ได้ต้องการแค่เงินหรือปล้นสะดมภ์เพียงอย่างเดียว แต่เพราะเขาโกรธแค้นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาล คนที่สร้างความเหลื่อมล้ำให้แก่พวกเขา”

ดังนั้น การแก้ไขด้วยการเข้าปราบและสลายพื้นที่จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด

เช่นเดียวกัน คนที่คิดว่าตัวเองเป็นตกเป็นฝ่ายถูกกระทำ ก็อย่าระบาย ขยายความโกรธไปมากกว่านี้ คนเสื้อแดงเองที่มีจำนวนมาก ก็ต้องช่วยเตือนสติกัน

“ต้องไม่ใช่ความรุนแรง ต้องใช้สติ แก้ปัญหา กระบวนการทางกฏหมายก็ว่ากันตามกฏหมาย”

ถ้าใครกำลังโกรธแค้นและพยายามหาทางระบายด้วยวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง โปรดฟังคำแนะนำของหลวงพี่ก่อน

“ความโกรธแค้น จะเผาจิตใจตัวเองเป็นคนแรก คนที่ทำให้เราโกรธ เขาก็ไม่ได้เดือดร้อนไปกับเราด้วย เราอย่าทำร้ายจิตใจตัวเอง ยิ่งเราโกรธ และระบายความแค้น ก็ยิ่งเป็นการจองเวรกัน และเวรก็จะกลับมาที่เรา เป็นการสร้างปัญหาใหม่ขึ้นมา  ที่สำคัญ การที่เรารู้สึกอย่างนี้ เท่ากับเราไปเป็นแนวร่วมทางกลับของกลุ่มคนเสื้อแดง เราอย่าไปเป็นแนวร่วม เพราะมันจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น ยิ่งสนับสนุนทางอ้อม ต้องมีสติ อย่าไปตามอำนาจความโกรธ ไม่เช่นนั้น ตัวเอง ลูกหลานจะเดือดร้อน”

หลังจากนั้น  ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องใช้กระบวนการยุติธรรม ทำความจริงให้ปรากฎ

“ในสังคม เวลามีความขัดแย้ง ความจริงและความยุติธรรม จะช่วยได้  ต้องสอบสวน หาความจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ตามข่าวลือ เอาปัญหาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็น ทหาร ตำรวจ นปช. สื่อ ประชาชน กระทั่งรัฐบาล มันจะช่วยเยียวยาผู้สูญเสีย และ ผู้เจ็บปวดทุกฝ่ายได้” 

 “ธรรมยุติได้ ด้วยความยุติธรรม…เจริญพร” พระไพศาล ทิ้งท้าย

———————————————————-

ไฟกำลังไหม้ใจเรา

“เราทุกคนมีงานการก็ต้องทำ อย่ามัวแต่ดูข่าว และอย่าลืมกลับมาอยู่กับตัวเองด้วย กลับมาอยู่กับลมหายใจ กลับมาดูใจของตัวว่า เราเครียด เรากำลังโกรธ เรากำลังจุดไฟเผาลนใจของเราแค่ไหน ไฟมันไม่ได้ไหม้เฉพาะรอบๆ ราชประสงค์ มันไหม้ใจเราด้วย อย่ามัวแต่ห่วงกังวลไฟที่ไหม้แถวราชปรารภ บ่อนไก่ ดินแดงเท่านั้น หันมาใส่ใจไฟที่กำลังไหม้ในใจเราด้วย ถ้าไฟไหม้ใจเราแล้วเรายังดับไม่ได้ ก็จะก่อปัญหามากขึ้น ตอนนี้พอเราเครียดแล้วไม่รู้ทันความเครียดเราก็ไปสร้างความเครียดให้กับคนอื่นใกล้ตัว ให้กับลูก ให้กับสามีภรรยา แล้วก็อาจจะอดรนทนไม่ได้ออกไปร่วมต่อสู้ ร่วมตอบโต้ ร่วมก่อความรุนแรง คนที่เป็นแบบนี้ก็เยอะ ดังนั้นเราจะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้นไม่ได้เลยตราบใดที่เรายังไม่รู้จักดับไฟในใจของเรา”

(หมายเหตุ : บางส่วนจากบทสัมภาษณ์พระไพศาล วิสาโล FM 105 คลื่นวิทยุเพื่อเด็กและครอบครัว 17 พฤษภาคม 2553)

 
 

ป้ายกำกับ: , ,