RSS

Tag Archives: มหาวิทยาลัย

มหาวิทยาลัยนอกระบบ : มายาคติ หรือของจริง

ข้อเขียนการคัดค้านนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ และ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เผยแพร่อยู่ใน website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนตั้งแต่ปี 2549 แม้ว่าจะเป็นบทความที่ผ่านมาแล้วครึ่งทศวรรษ แต่บทความขนาดสั้นของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ก็ยังถูกนำมาใช้อ้างอิงบนหน้า Facebook “ม.นอกระบบ ม.เกษตร” และ “แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ”  พร้อมกับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2555 ทั้งจาก นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง บุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ หมอ พยาบาล ใน ห้วงยามที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นต้น กำลังเริ่มขยับเพื่อพามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ราชการ)

อ่านต่อ file ขนาด 420 KB ข้อสังเกตต่อบทความ มหาวิทยาลัยนอกระบบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“Shaping Our Future: How Should Higher Education Help Us Create the Society We Want?”

Issue Book เล่มล่าสุด “อุดมศึกษาจะช่วยสร้างสังคมที่เราต้องการได้อย่างไร”?

Issue Book เป็นเครื่องมือที่ช่วยในการะดมความคิดเห็น แลกเปลี่ยนข้อมูล ความรู้สึก ประสบการณ์ และที่สำคัญ คือ ดึงความรับผิดชอบที่ปัจเจกจะมีต่อส่วนรวม ออกมาเป็น ปฏิบัติการร่วมกัน (common ground)

d/l ได้แล้ว http://www.nifi.org/detail.aspx?catID=11496&itemID=11502

หรือ ที่นี่ shaping_our_future_ig   ขนาด 474 KB (12 หน้าเท่านั้น)

 

ป้ายกำกับ: , ,

เหตใด TQF จึงไม่ตอบโจทย์อุดมศึกษาไทย

เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ

น่าสนใจมากๆๆๆๆ

ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB

 
3 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ยื่น 700 รายชื่อเสนอ “รมว.ศธ.” ยกเลิก “TQF” ชี้ทำให้อุดมศึกษาไทยล้าหลัง

วานนี้ (9 ก.ย.54) เวลา 16.30 น.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการ 10 คน ในฐานะตัวแทนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าพบ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยื่นรายชื่อคณาจารย์ราว 700 คน ที่ร่วมลงชื่อแสดงความไม่เห็นด้วย และขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) พ.ศ.2552 ต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยมี ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. ร่วมรับฟัง

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.กฤตยา และคณะตัวแทนฯ ส่งจดหมายขอเขาพบรมว.ศธ.โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าพบครั้งนี้ว่า เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย และปัญหาจากการประกาศใช้TQF โดย กกอ.ที่จะนำมาซึ่งความล้าหลังในการจัดการอุดมศึกษาของไทย และก้าวไม่ทันกับการจัดการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ใน พ.ศ.2558 โดยต้องการให้รัฐมนตรีสั่งการให้ กกอ.และสกอ.ยกเลิกการใช้ TQF เนื่องจากเป็นการขัดกับการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ บั่นทอนเจตจำนงและความรับผิดชอบต่อสังคมของอุดมศึกษาอีกทั้งยังคุกคาม เสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

นายวรวัจน์กล่าวว่า จากการหารือตนรับข้อเสนอของคณาจารย์ไปพิจารณา เบื้องต้นคงไม่สามารถยกเลิกกรอบ TQF ทั้งหมดได้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องมีกรอบมาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำไว้ แต่สิ่งที่จะยกเลิกได้อย่างแรกคือ เรื่องวิธีการกรอกข้อมูลเอกสารการประเมินต่างๆ ที่ทางอาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องซ้ำซ้อนและเป็นภาระงาน ซึ่งตนมอบให้ สกอ.ไปดูในรายละเอียดต่างๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะต้องเป็นแนวทางที่ให้อิสระทางวิชาการแก่มหาวิทยาลัย

ด้าน รศ.นพ.กำจรกล่าวว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับกลุ่มคณาจารย์ที่มาคัดค้าน TQF และได้รับทราบถึงเหตุผลในการเข้ามายื่นหนังสือคัดค้านครั้งนี้ จึงได้อธิปรายต่อกลุ่มคณาจารย์ว่า ขณะนี้ สกอ.กำลังปรับบทบาทอยู่แล้ว และเห็นด้วยในบางประเด็นของการคัดค้าน TQF โดยเฉพาะในขั้นตอนการกรอกเอกสาร ซึ่งในส่วนนี้คงต้องหาช่องทางในการยกเลิก และจากนี้ สกอ.จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ กกอ.เพื่อดูว่าจะมีแนวทางในการปรับวิธีการในการดำเนินการอย่างไร จะได้ไม่ให้เกิดปัญหากับทุกฝ่าย

สำหรับข้อเสนอของคณาจารย์ทั่วประเทศ มีดังนี้

1.ทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาต้องเน้นเป้าหมายเชิงคุณภาพและการรับใช้สังคม เพื่อให้การปฏิรูปอุดมศึกษา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง ขอให้ สกอ.ทบทวนแนวทางการผลักดันมหาวิทยาลัยที่มุ่งแข่งขันไปสู่ World Class Universities มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ด้วยมาตรฐานเชิงเดี่ยวของการจัดอันดับ และการยึดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

สกอ.ควรหันมาพัฒนาแนวทางความเป็นเลิศของอุดมศึกษาที่วางอยู่บนหลักการ ที่เคารพต่อความหลากหลายทางวิชาการ และความแตกต่างของมหาวิทยาลัย บูรณาการแนวทางเชิงคุณภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งการพิจารณาความเป็นเลิศ ให้ความสำคัญต่อการตอบสนองและรับผิดชอบต่อสังคม และตอบปัญหาต่อท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ อันเป็นพันธะกิจสำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญ

2. การปฏิรูปอุดมศึกษาต้องวางอยู่บนหลักการของการเคารพเสรีภาพทางวิชาการ แนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ควรเปลี่ยนจากระบบการรวมศูนย์อำนาจที่เน้นการควบคุมบังคับ มาสู่การสนับสนุนและส่งเสริม ให้สถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนสมาคมวิชาการต่างๆ ได้มีอิสระ และเสรีภาพ ตลอดจนมีส่วนในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคุณภาพทางวิชาการของ ตนเอง สนับสนุนทางเลือกอื่นๆ ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และแตกต่างของลักษณะเฉพาะของสาขาวิชา

สกอ.ควรปรับบทบาทของตนเองไปสู่การสนับสนุนเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของสถาบันต่างๆ ในการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการลดความซ้ำซ้อนและภาระงานทางเอกสารของระบบประกัน คุณภาพที่มีอยู่ และหันมาสนับสนุนให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบประกันคุณภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง

3.ขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 เนื่องจากซ้ำซ้อนกับระบบการประกันคุณภาพการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วของ สมศ.และการประกันคุณภาพภายใน (SAR) ที่ต้องจัดทำอยู่แล้วทุกปี ตลอดจนขัดกับอิสรภาพของมหาวิทยาลัย

สกอ.ควรจัดให้มีการประมวลและรวบรวมปัญหาระบบการประกันคุณภาพการเรียน การสอนของอุดมศึกษาไทย เปิดให้การประชุมเพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องแนวทางการพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพที่มี ความยืดหยุ่น คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ โดยการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ สมาคม วิชาการ และสมาคมวิชาชีพ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

อนึ่ง การขอเข้าพบครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง “ความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทยกับการแข่งขันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ มาตรฐานนานาชาติ: สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดโดย คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา และ มหาวิทยาลัยมหิดล (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และโครงการจัดตังสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา) ร่วมกับ สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม โดยที่ประชุมมีมติให้จัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งลงนามโดยคณาจารย์ทั่วประเท

เรียบเรียงบางส่วนจาก: ไทยโพสต์

เอกสารข้อเสนอ ข้อเสนอต่อ สกอ.

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

ตลาดอุดมศึกษา : จ่ายครบ-จบแน่…….ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

การจัดการศึกษา ของไทยมักสะท้อนความเสื่อมมากกว่าความเจริญ ตลาดอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ประสบความสำเร็จเพียงประการเดียวคือ การเพิ่มสัดส่วนผู้ที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณนี้มิได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของ ตลาด และไม่เป็นผลดีต่อผู้สำเร็จการศึกษาเอง

ความเสื่อมโทรมที่ปรากฏให้เห็นเป็นการสร้างกองทัพบัณฑิตผู้ว่างงาน ซึ่งแอบแฝงในรูปของการทำงานไม่ตรงสาขาที่เล่าเรียนมา การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ภาคเศรษฐกิจมีความยากลำบากในการจัดหาลูกจ้างที่มีคุณภาพ หรือไม่ก็ไม่สามารถให้อัตราเงินเดือนที่สูงเพียงพอสำหรับผู้สมัครงาน นักศึกษาจำนวนมากขาดความกระตือรือร้น ในขณะที่อาจารย์อึดอัดกับคุณภาพของนักศึกษา นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีคุณภาพดีกว่านักศึกษาระดับปริญญาโทและบางแห่งนัก ศึกษาระดับปริญญาโทเก่งกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอก

ทิศทางที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว คือความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจที่อ่อนด้อยลงพร้อมๆ กับความเป็นสังคมเส้นสาย กำลังส่งเสริมให้แรงงานคุณภาพสูงบางส่วนถูกดึงดูดไปต่างประเทศ ส่วนแรงงานคุณภาพต่ำแต่มีการศึกษาสูงกลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด กองทัพผู้ว่างงานนี้อาจต้องอาศัยการว่าจ้างในภาครัฐ ซึ่งก็มีอัตราตำแหน่งที่จำกัดและมีปัญหาผู้ที่เกษียณอายุยังหาช่องทางให้ได้ รับการว่าจ้างต่อ ดังนั้นจึงต้องหันไปศึกษาต่อหรือไม่ก็ไปประกอบอาชีพส่วนตัว ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นภาระของสังคม

ถึงแม้ว่ากองทัพผู้มีการศึกษาเหล่านี้ ต้องการทำงานที่ไม่ใช้ความรู้ แต่ยากที่จะแข่งขันกับคนงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่อดทนกว่าและพร้อม รับค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาก (เช่นประมาณร้อยละ 40-60 ของแรงงานไทย)

ยิ่งถ้าในอนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับคนไทยในตลาดแรงงานฝีมือ ความกดดันนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขยายกว้างมากขึ้นนั่นคือประเทศไทยกำลัง เสี่ยงอย่างมากกับการลงทุนทางการศึกษาที่สูญเปล่าและขาดคุณภาพ กำลังคนจำนวนมากเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนทางการศึกษาแบบหวังน้ำ บ่อหน้านี้ได้ เนื่องจากงานระดับล่างไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ตนจะแข่งขันกับแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านได้

และนี่จะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบันมีความต้องการทาง การศึกษาในระดับอุดมศึกษามากเกินจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาสถานศึกษาล้นเกินในระยะยาว

ความต้องการทางการศึกษาของกองทัพผู้ว่างงานได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก การจัดการศึกษาของรัฐ ด้วยการเปิดให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายถึงกว่าร้อยมหาวิทยาลัย และมีหลักสูตรมากมายที่ด้อยคุณภาพเพื่อทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมของผู้ว่าง งานเหล่านี้

การศึกษาประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” จึง สะท้อนความตกต่ำของการศึกษาไทยและที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ก็อาจเป็นผลมาจากการซื้อเวลาของผู้รับผิดชอบที่มิกล้าตัดสินใจใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

คำถามคือการจัดการศึกษาของรัฐได้แก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพของการศึกษา อย่างไร ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องข้าราชการระดับสูงคือผนวกทบวงมหาวิทยาลัยเข้าไว้ที่กระทรวง ศึกษาธิการ และแก้ไขปัญหาความเทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการด้วยการแบ่งโครงสร้างภายใน กระทรวงเป็นแท่งๆ ให้มีจำนวนตำแหน่งผู้ใหญ่มากขึ้น หรือไม่ให้มีใครมีอำนาจการตัดสินใจได้ แทนที่จะกระจายอำนาจการบริหารออกไปสู่ระดับล่างกลับกลายเป็นการแบ่งแยกอำนาจ ตามแนวนอน เฉพาะในระดับบนซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบหนึ่ง

ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาหลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาในเชิงรูปแบบกระบวนการด้วยการออกระเบียบมาควบคุมสถาบัน การศึกษาและให้มีระบบมาตรฐานขั้นต่ำคล้ายโรงงาน มีการสร้างตัวชี้วัดมากมายและมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องจัดทำให้ได้ตัวเลขเพื่อใช้ในการประเมิน โดยผู้จัดทำระเบียบอาจหวังว่าความตั้งใจดีของสถาบันการศึกษาจะมากขึ้น และการทำงานที่ลำบากจะทำให้ความขยันในการจัดทำหลักสูตรเชิงพาณิชย์ลดลง

ทว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

1.ประสิทธิภาพทางการศึกษาถดถอยลง รัฐมีภาระด้านงบประมาณและกำลังคน สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานในขณะที่สถาบันการศึกษาเอง มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำงานเอกสารและการประชุมให้หน่วยงานมาตรฐานเหล่านี้ ทุกปีๆ ละหลายมาตรฐาน จำต้องปรับภารกิจมาให้งานเอกสารเพื่อให้ส่วนกลางยังมีอำนาจและมีงานทำ มหาวิทยาลัยทุกแห่งได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกับที่โรงเรียนต่างๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่อ่อนด้อยลงเพราะครูนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่อื่น ที่ตนไม่ถนัด และมิใช่ภารกิจหลักด้านการสอนหรือการดูแลอบรมนักเรียน

2.มาตรฐานที่กำหนดขึ้นเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณที่ไม่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ และเป็นการออกแบบให้ใช้กับสถาบันการศึกษาทุกแห่งเหมือนกันหมด มิได้แยกระหว่างหลักสูตรที่อาจมีปัญหาคุณภาพออกจากหลักสูตรที่มีความน่า เชื่อถืออยู่แล้ว ไม่มีการแยกหลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเก่า ไม่มีการแยกหลักสูตรนานาชาติออกจากหลักสูตรภาษาไทย และมิใช่ตัวชี้วัดที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพด้วย รัฐได้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินด้วยการเพิ่มรายละเอียดตัวชี้วัด จนกระทั่งต้องปรับจำนวนตัวชี้วัดลงบ้างในเวลาต่อมา ระบบตัวชี้วัดเป็นระบบค่าเฉลี่ยที่ในทางปฏิบัติจะไม่มีผลต่อการยุติหลักสูตร ที่มีคุณภาพต่ำแต่อย่างใด ความจริงแล้วคุณภาพจะอยู่ที่ระดับสาขาวิชา และถ้าหากจำเป็นก็ต้องมีเป้าหมายการประเมินที่มีประโยชน์จริงซึ่งต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

3.ระบบมาตรฐานส่วนกลางเป็นเพียงพิธีกรรมที่ขึ้นต้นด้วยความหวังว่าจะทำ ให้การศึกษามีมาตรฐาน แต่ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่หลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” หลักสูตรประเภทนี้ไม่มีปัญหาเลยในการจัดทำเอกสารและการจัดการให้ผ่าน เงื่อนไขของรัฐ และอาจรู้สึกคุ้มค่าเสียด้วยซ้ำที่งานเอกสารสามารถแลกกับการดำรงอยู่ตาม มาตรฐานขั้นต่ำมาก

เงื่อนไขที่ใช้ในการเป็นหลักสูตรเป็นเพียงเกณฑ์ทางปริมาณที่ใช้กับทุก สถาบันทั้งที่มีและไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด เช่นอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นได้เพียงหลักสูตรเดียว การมีจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร 5 คนต่อหลักสูตร และมีกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 3 คน

ข้อกำหนดสำหรับหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาเอกเหมือนกับระดับปริญญาโทโดยไม่ มีเงื่อนไขคุณภาพของผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เรียนที่แตกต่างออกไป การแก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องใช้นโยบายอื่น ระบบการประเมินคุณภาพจะต้องหวังผลได้ และมีความประหยัด จึงควรเป็นแบบของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประเมินตลอดเวลาและจะประเมินแบบพิเศษ เพื่อให้การยอมรับหรือไม่ยอมรับหลักสูตร ไม่ควรดำเนินในลักษณะปัจจุบันตามแบบของอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันการ ศึกษาเพียงไม่กี่แห่งและมิได้มีปัญหาเหมือนของไทย

การจัดการศึกษาแบบจ่ายครบ-จบแน่ สะท้อนว่ารัฐบาลนั้นขาดความเอาใจใส่ในการปฏิรูปทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ที่จะเป็นการให้โอกาสที่แท้จริงและถาวรแก่ประชาชน มหกรรมของการประเมินทั่วทุกส่วนงาน ทุกชั้นเรียน ทุกคนและตลอดปีเป็นเพียงการหลงทางและเป็นความเกินเลยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา คุณภาพและการทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมได้

นโยบายเช่นนี้จะไม่ทำให้การ อุดมศึกษาของไทยดูดีกว่าวิธีการแม่แบบอย่างอังกฤษซึ่งร่ำรวยกว่ามาก หากแต่ได้บั่นทอนคุณภาพการศึกษาด้วยเหตุแห่งการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดนั่นเอง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

สถิติการศึกษาไทย….โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์



มีผู้สนใจเรื่องการศึกษาซึ่งเป็นตัวกำหนดชะตากรรมของบ้านเมืองเรา แต่อาจขาดข้อมูลตัวเลขซึ่งอยู่ในที่เดียวกันที่จะทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น วันนี้ขอนำเสนอตัวเลขสำคัญเหล่านั้น

ขอเริ่มที่ตัวเลขล่าสุดของขนาด โรงเรียนซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของบ้านเรา จำนวนโรงเรียนของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทั้งหมดมี 31,508 โรงเรียน (ประถม 29,054 มัธยม 2,361 ศึกษาสงเคราะห์ 50 และศึกษาพิเศษ 43)

ขนาดของโรงเรียนมีดังนี้ จำนวนนักเรียนต่ำกว่า 120 คน มีอยู่ 14,397 โรง (ร้อยละ 46) ถ้าดูย่อยลงไปก็พบว่าโรงเรียนที่ปัจจุบันไม่มีนักเรียนแล้ว 137 โรง โรงเรียนที่มีนักเรียน 1-20 คน มีจำนวน 444 โรง นักเรียน 21-40 คน 1,967 โรง นักเรียน 41-60 คน 3,082 โรง นักเรียน 61-80 คน 3,355 โรง นักเรียน 81-100 คน 3,040 โรง และนักเรียน 101-120 คน 2,372 โรง

เหตุที่บ้าน เรามีจำนวนโรงเรียนมากมายขนาดนี้ก็เพราะในสมัยก่อนนักเรียนอยู่ในที่กันดาร เด็กต้องเดินเท้ากันไกลจึงต้องเปิดโรงเรียนจำนวนมาก อย่างไรก็ดี เมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น “ถนนดำ” ไปถึงกันทั่ว

แต่โรงเรียนเหล่านี้ก็ยังคงอยู่ไม่มีการยุบรวมตามที่ควรก็เพราะ เป็นความภูมิใจของชาวบ้าน และหากยุบไปผู้อำนวยการโรงเรียนก็ไม่มีตำแหน่ง อย่างไรก็ดี มันทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรเป็นอันมากทั้งจำนวนครู (ปกติแต่ละโรงเรียนควรมีครูครบทั้ง 8 คนตาม 8 สาระการเรียนรู้) การนิเทศ การดูแลกำกับ ค่าดูแลรักษา ฯลฯ

สำหรับโรงเรียนเล็กนั้นถ้า มีชุมชนเข้มแข็ง มีผู้อำนวยการเก่ง มีองค์กรปกครองท้องถิ่นสนับสนุน ฯลฯ ก็จะเป็นโรงเรียนที่มีคุณภาพได้ แต่โดยทั่วไปมีปัญหาด้านคุณภาพจนเป็นตัวฉุดให้ค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบของเด็ก ทั้งประเทศต่ำลง

ในปีงบประมาณ 2553 รัฐจ่ายเงินด้านการศึกษาสูงสุดคือประมาณ 400,000 ล้านบาท (ร้อยละ 23.7 ของงบประมาณทั้งหมด) ในจำนวนนี้ร้อยละ 75.5 จ่ายให้โรงเรียนระดับก่อนประถม ประถม และมัธยมศึกษา

คราวนี้มาดูจำนวนนักเรียนกันบ้าง ในปีการศึกษา 2552 ซึ่งเป็นสถิติล่าสุด ทั้งประเทศมีนักเรียนและนักศึกษารวมกันประมาณ 15 ล้านคน เป็นการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12.6 ล้านคน (2.7 ล้านคนก่อนประถม 5.2 ประถม 4.7 มัธยม) อุดมศึกษา 2.4 ล้านคน (อนุปริญญา 0.4 ล้านคน ปริญญาตรี 1.8 ปริญญาโท 0.2 ปริญญาเอก .02 ล้านคน)

ตัวเลขที่น่าสนใจมากก็คือในจำนวนเด็ก 100 คน ที่เข้าเรียนประถมหนึ่ง ในปีการศึกษา 2541 เมื่อเรียน ม.1 จะเหลือ 85.6 คน เมื่อเรียน ม.3 จะเหลือ 79.6 คน เมื่อเรียน ม.4 และ ปวช. ปี 1 จะเหลือ 68.4 คน เมื่อเรียน ม.6 และ ปวช.ปี 3 จะเหลือเพียง 54.8 คน

ตัว เลขนี้แสดงว่าจากเด็ก 100 คน ที่เข้าเรียนแต่แรกจะเหลือเมื่อเรียนปีสุดท้ายของการเรียน 12 ปี เพียง 54.8 คนที่เหลือ 45.2 คน หายหกตกหล่นระหว่างช่วง 12 ปี ของการเรียนหนังสือขั้นพื้นฐาน

สำหรับจำนวนนักศึกษาระดับ อุดมศึกษาในปีการศึกษา 2552 รวมทั้งหมด 2,398,454 คนนั้น อยู่ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) 1,733,443 คน ซึ่งประกอบด้วยสถาบันของรัฐจำกัดรับ (ทบวงเดิม) 316,345 คน มหาวิทยาลัยราชภัฏ 485,880 คน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 155,046 คน มหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับ 508,701 คน มหาวิทยาลัยในกำกับ 224,802 คน มหาวิทยาลัยสงฆ์ 29,134 คน (อย่าตกใจครับ ในจำนวนนี้มีนักศึกษาหญิง 7,907 คน มีการสอนปริญญาตรีและโทหลากหลายด้านที่ไม่เกี่ยวกับพุทธศาสนา) วิทยาลัยชุมชน 13,535 คน (19 แห่ง) ส่วนสุดท้ายคือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีนักศึกษา 303,790 คน

ส่วนที่ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เช่น โรงเรียนอาชีวะที่สูงกว่า ปวช.ของเอกชน) 122,447 คน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการอาชีวศึกษา 225,097 คน (ประมาณกว่าร้อยละ 60 เรียนพาณิชย์ระดับ ปวส.)

ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรมมีสถาบันบัณฑิต พัฒนศิลป์ของกรมศิลปากร รวม 2,988 คน สถาบันการพลศึกษาในสังกัดกระทรวงการท่องเที่ยว 10,568 คน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย 121 คน

รวมทุกกระทรวงแล้วมี 2,398,454 คน

ในปีการ ศึกษา 2551 มีผู้สำเร็จการศึกษาอุดมศึกษา รวม 532,870 คน โดยจบต่ำกว่าปริญญาตรี (ปวส. อนุปริญญา) 143,041 คน ปริญญาตรี 311,377 คน และสูงกว่าปริญญาตรี 78,452 คน (ปริญญาเอก 1,641 คน ปริญญาโท 57,324 คน และประกาศนียบัตรบัณฑิต 19,487 คน)

สำหรับผู้เข้าเรียนระดับอุดม ศึกษา ในปีการศึกษา 2552 ตัวเลขมีดังนี้ เข้าเรียนทั้งหมด 875,797 คน โดยเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ 593,301 คน ซึ่งประกอบด้วยมหาวิทยาลัยจำกัดรับ (ทบวงเดิม) 101,916 มหาวิทยาลัยราชภัฏ 178,136 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 56,608 มหาวิทยาลัยไม่จำกัดรับ 167,552 มหาวิทยาลัยในกำกับ 70,795 คน มหาวิทยาลัยสงฆ์ 11,338 วิทยาลัยชุมชน 6,956 และอีกส่วนคือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน 107,178 คน

โรงเรียน อาชีวะเอกชน (ปวส. อนุปริญญา) 61,280 คน และโรงเรียนอาชีวะของรัฐ (ปวส. อนุปริญญา) 109,380 คน สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กรมศิลปากร 870 คน สถาบันพลศึกษา 3,713 และกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น 75 คน รวมทุกกระทรวง 875,797 คน

จำนวนผู้เรียนการศึกษานอกระบบโรงเรียนในปี การศึกษา 2552 มีจำนวนรวม 5,608,715 คน โดยแยกเป็นผู้เรียนสายสามัญศึกษา 2,072,143 คน และเรียนในสายอาชีพ 2,452,257 คน

ข้อมูลที่น่าสนใจที่ สุดคือจำนวนนักเรียนเด็กด้อยโอกาสทางการศึกษาในปีการศึกษา 2552 มีรวมทั้งสิ้น 3,183,006 คน ในจำนวนนี้มีเด็กยากจนมากสุดคือ 2,978,770 คน เด็กถูกทอดทิ้ง 88,730 คน ชนกลุ่มน้อย 42,856 คน เด็กถูกผลกระทบจากโรคเอดส์ 7,139 คน ที่เหลือได้แก่เด็กถูกบังคับให้ขายแรงงาน เด็กอยู่ในธุรกิจทางเพศ เด็กในสถานพินิจ เด็กเร่ร่อน เด็กที่ถูกทำร้าย เด็กที่มีปัญหาเกี่ยวกับยาเสพติด และ อื่นๆ

ในสถานการณ์ ประชากรของไทยที่มีเด็กเกิดน้อยลงทุกที เช่น จากเกิดปีละเกิน 1 ล้านคนมาตั้งแต่เมื่อ 48 ปีก่อนและต่อเนื่องมาตลอด จนเมื่อ 13 ปีก่อนลดลงเหลือปีละ 990,000 คน และลดลงเหลือ 780,000 คน ในปี 2552 ทำให้จำเป็นต้องมีการปรับตัวในด้านการจัดการการศึกษาอย่างสำคัญเมื่อคำนึง ถึงจำนวนผู้เข้าเรียนที่น้อยลงทุกที

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1303389005&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 21, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

Social enterprise …น่าจะยังเหนื่อยอีกนาน

ปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินประกวดรางวัล ICARE 2010 ภายใต้แนวคิดฉลาด แกมดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ คิดต่อยอดแผนธุรกิจบนงานพัฒนาทางสังคมของนักพัฒนาที่ได้รับรางวัลจาก Ashoka โดยผนวกเอา social mission กับ business model  เพื่อทำให้งานพัฒนาทางสังคมในพื้นที่มีความต่อเนื่องยั่งยืนได้…ความคิดนี้ กด like 100 ครั้งเลยครับ เพราะเวทีการประกวดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เรื่อง social enterprise ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในฐานะคนมีอาชีพสอนหนังสือและมีความสนใจในเรื่อง social entrepreneurship หรือ SE ผมเห็นว่าการพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมให้มีมากขึ้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องลงทุนลงแรงกันอีกมากๆ

ผมมักสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า สำหรับผม งาน SE ถือเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของงานพัฒนาสังคม แต่ที่ผ่านๆ มา เราคุ้นเคยกันว่างานพัฒนาสังคมมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ งานบริการสังคม (social service) และ งานปฏิบัติการทางสังคม (social action) และคณะของผมก็สอนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่งาน SE นั้นยังเป็นงานใหม่ที่คนรุ่นผมและรุ่นก่อนผม มีน้อยคนนักที่ทำจนประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามจากนี้ไป SE จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็สะท้อนเอาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของมหาวิทยาลัยของผม ที่ระบุให้ SE เป็นภาระกิจหนึ่งที่มหาวิทยาลัยและคณะต้องส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจและทำได้

ผมมองว่างาน SE ที่ดีๆ นั้น มีน้ำหนักและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกับการงาน social action ทีเดียว ดังนั้นการประกอบการทางสังคมจึงย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ดี (doing good) ที่ไม่มีพิษมีภัยต่อสังคม เพื่อการอยู่รอดของคนทำงานทางสังคมเท่านั้น แต่ของที่ขายหรือบริการที่ให้นั้นควรจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมโดยตัวมันเองอีกด้วย (ผมหวังมากไปไหมเนี่ยะ)

แต่ตามความเห็นที่อาจตื้นเขินของผมเห็นว่า แนวคิดและการปฏิบัติในงาน SE ในบ้านเรา ยังมีประเด็นที่ต้องค่อยๆ คลี่คลายให้ชัดเจนและแหลมคมมากยิ่งขึ้น อาทิ

แนวคิดของ SE เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมา ยังมีความไม่ชัดเจนในระดับแนวคิดอยู่ 2 ประการ  หนึ่งนั้นมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยนำเอาแนวคิด CSR (corporate social responsibility) มาผสมรวมว่าเป็นอย่างเดียวกับ SE  ซึ่งผมมองว่าเป็นคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ความต่างที่สำคัญก็คือ CSR เป็นการทำธุรกิจที่ดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแค่นั้น  แต่แนวคิดของ SE นั้นตัวสินค้าและบริการควรจะต้องเป็นเหมือนเครื่องมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส คนที่ถูกโครงสร้างปกติกดทับเอาไว้ โดยใช้ตัวแบบทางธุรกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนให้กิจการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมีความต่อเนื่อง

การเหมาเอา CSR มารวมกับ SE  ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไปพาให้ SE เข้าสู่กับดักความคิดและการวิจารณ์ที่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้ง CSR และ SE เป็นเพียงการไถ่บาปของทุนนิยม ที่ถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่หลุดออกจากความเป็นทุนนิยมที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่นั่นเอง ผมคิดว่า ข้อวิจารณ์ประการหลังนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่มีน้ำหนักที่ผู้สมาทานต่อเรื่อง SE จำเป็นต้องทำให้ SE มีความแตกต่างจาก CSR โดยเร็ว

หลักเรื่องนวตกรรมทางสังคม ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการคิดค้นออกแบบสินค้าที่จะจำหน่ายหรือบริการที่จะให้เป็นอีกด่านความคิดหนึ่งที่ผมมองว่าเรายังมีความรู้ที่ค่อนข้างจำกัดมาก เหตุเพราะการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ SE นั้น ควรจะต้องพูดให้ชัดเสียก่อนว่า เป้าหมายทางสังคมของสินค้าและบริการ  คือ อะไร สินค้าและบริการจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอะไร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีปัญหาอะไร และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อสินค้าเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสกลุ่มใด ไม่เช่นนั้น สินค้าและบริการของเรา อาจเป็นได้แค่เพียงสินค้าและบริการที่ดีที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม และผู้บริโภคสินค้าก็เป็นคนหน้าเดิมที่มีอำนาจในการจ่ายในตลาดปกติอยู่แล้ว

หลักเรื่อง business model คือ สิ่งท้าทายที่สุด (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ในการทำเรื่อง SE  เป็นการค้นคิดเรื่องรูปแบบของธุรกิจ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ คำถามปวดหัวจึงเกิดขึ้นว่า ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ รูปแบบธุรกิจจะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินแทน คนจน คนด้อยโอกาส หรือ หากคนเหล่านี้จะจ่ายเอง รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมต้องเป็นอย่างไร

อย่างกรณีของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ทำเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมมานาน หรือน้องใหม่ในวงการอย่าง OPEN Dream  ต่างก็ใช้รูปแบบธุรกิจ 2 ขา คือ ขาหนึ่ง คือ ทำธุรกิจที่ดี ไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อสังคม และนำเงินกำไรจากธุรกิจขาที่หนึ่ง มาอุดหนุนการทำกิจการในขาที่สองที่เป็นกิจการที่ไม่มีกำไร  ซึ่งก็จะแตกต่างจากรูปแบบธุรกิจที่อยู่ในรูปของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ในเมืองไทย หรือ ธนาคารการมีน ในบังคลาเทศ  เป็นต้น

รูปแบบธุรกิจ คือ หัวใจที่จะทำให้กิจการทางสังคมสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งผมเข้าใจว่าเรายังมีความรู้ในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่จำกัด

สุดท้ายวกกลับมาที่สถาบันอุดมศึกษาแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ผมสังเกตเห็นว่าในฝั่งยุโรป อเมริกา หรือเอเซียที่เป็นฝรั่งอย่างสิงคโปร์ เรื่อง SE จะเกิดและเติบโตขึ้นในคณะด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งมีความเก่งในการประกอบการ (entrepreneurship) ส่วนในแถบเอเซียอย่าง อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน  เรื่อง SE จะเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นในคณะทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีความเก่งในด้านการปฏิบัติการทางสังคม แต่หากเรื่องนี้จะเกิดและเติบโตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็อยากเห็นการผลิบานนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือของคณะต่างๆ ที่จะช่วยกันปลูกฝังจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ดีต่อไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20110331/384575/Social-enterprise-…%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 2, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,