RSS

Tag Archives: วิจัย

เปิดศึกจำนำข้าว!’อัมมาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’

‘อัม มาร-นิพนธ์’เขียนบทความร่ายยาวตอบโต้’นิธิ’ยก3เหตุผลจำนำข้าว ทำร้ายประเทศ มากกว่า’เปลี่ยนแปลงประเทศ’ และไม่เข้าใจกลไกอุตสาหกรรมข้าว

บทความของนักวิชาการทั้งสองใช้ชื่อว่า”เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว:ข้อเท็จจริงสำหรับ อ.นิธิ และประชาชน”

นิพนธ์ พัวพงศกรและอัมมาร สยามวาลา

24พฤศจิกายน 2555

ระบุว่า…

อนุสนธิจากบทความของ อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ในมติชนออนไลน์ เมื่อวันทื่ 5 พฤศจิกายน 2555 ผู้เขียนทั้งสองคนขอให้ข้อเท็จจริงทั้งจากตัวเลขของหน่วยงานราชการ และจากการวิจัยของผู้เขียน เราทั้งสองเชื่อว่าการมีข้อเท็จจริงที่ถูกต้องจะนำไปสู่การกำหนดนโยบาย สาธารณะที่เป็นประโยชน์ต่อชาวนาส่วนใหญ่ ประชาชนผู้เสียภาษีและภาคธุรกิจส่วนใหญ่ เรายังไม่กล้าหาญพอจะเสนอนโยบายที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยแบบ อาจารย์นิธิ เพราะหากข้อเสนอให้เปลี่ยนประเทศเกิดผิดพลาดและสร้างความเสียหายใหญ่หลวงต่อ ประเทศ เราไม่มีปัญญาและทรัพยากรพอจะแบกรับความเสียหายดังกล่าว

ก่อนอื่นขอชี้แจงจุดยืนส่วนตัวก่อนว่า เราทั้งสองต้องการให้มีนโนบายข้าวที่ประโยชน์ตกกับชาวนา “ทุกคน” โดยเฉพาะชาวนาที่ยากจนจริงๆ โดยไม่สร้างความเสียหายใหญ่โตกับคนอื่นๆ ในสังคม หรือถ้าเกิดต้นทุนต่อผู้เสียภาษีก็ต้องหาหนทางจำกัดต้นทุนดังกล่าว เราเคารพกระบวนการทางการเมืองของระบบ

ประชาธิปไตย ในเรื่องการใช้คะแนนเสียงเลือกตั้งกำหนดนโยบาย แต่เราต้องการประชาธิปไตยที่ดี

บทความของ อ.นิธิ มีหลายประเด็น แต่เราขอตอบเพียง 3 ประเด็น คือ เรื่องแรกเป็นเรื่องข้อมูลอาจารย์นิธิข้องใจฝ่ายคัดค้านโครงการจำนำข้าวที่ระบุว่าเงินจากโครงการจำนำข้าวไม่ตกถึงมือชาวนาเล็กที่ยากจน

เรื่องที่สองเกี่ยวข้องกับการให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำเป็นเรื่องเล็กน้อย เพราะรัฐบาลตั้งใจขาดทุน เพื่อปฏิรูปสังคมอ.นิธิจึง เสนอให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดี โดยการระบายข้าวตามจังหวะเพื่อรักษาตลาดข้าวไทย และจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุด รวมทั้งการเสนอให้รัฐบาลลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่น การแพคเกจจิ๊ง เป็นต้น

เรื่องสุดท้ายซึ่งเป็นประเด็นหลัก คือ อาจารย์นิธิเชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นแรก อาจารย์นิธิโต้ แย้งผู้คัดค้านโครงการจำนำเรื่องที่ผู้คัดค้านโครงการจำนำเห็นว่า ผู้ที่ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่จากโครงการจำนำ คือชาวนาฐานะปานกลางขึ้นไป กับโรงสี…โดยระบุว่า “ความเห็นนี้ไม่ได้มาจากการวิจัย แต่เป็นการประมาณการเท่านั้น”

ข้อมูลที่เราสองคนนำเสนอต่อสาธารณชนว่าผู้ได้ประโยชน์ส่วนใหญ่ เป็นชาวนาปานกลางขึ้นไปกับโรงสี มาจากข้อมูลจริงที่ได้จากหน่วยงานของรัฐและจากการวิจัย ไม่ใช่การประมาณการอย่างเลื่อนลอยอันที่จริงการวิจัยก็ต้องอาศัยการประมาณ การจากข้อเท็จจริงที่มีอยู่

ข้อมูลชุดแรกมาจากผลการจ่ายเงินซื้อข้าวภายใต้โครงการรับจำนำของธนาคาร เพื่อการเกษตรฯ (ธกส.) โดยแยกแยะเงินจำนำที่ชาวนาได้รับจากการขายข้าวให้รัฐบาล ตามวงเงินขายข้าวของชาวนาแต่ละราย ก็ปรากฏชัดเจนว่า ชาวนารายเล็กที่มียอดขายข้าวไม่เกิน 2 แสนบาท (หรือขายข้าวเปลือกเจ้า 14 ตัน หรือขายข้าวหอมมะลิไม่ถึง 10 ตัน) มีจำนวนถึง 3.45 แสนราย (ข้อมูลจำนำข้าวนาปรัง ณ วันที่ 16 กรกฏาคม 2555 ซึ่งค่อนข้างเก่า) ได้เงินรวมกัน 32,636 ล้านบาท หรือร้อยละ 33 ของยอดเงินที่ชาวนาทุกคนได้รับจากการขายข้าวนาปรังให้รัฐบาล ส่วนชาวนาปานกลางและรวยที่มีวงเงินขายข้าวตั้งแต่ 2 แสนบาทขึ้นไปซึ่งมีจำนวน 2.69 แสนราย กลับมียอดเงินขายข้าวสูงกว่ามากถึง 109,197 ล้านบาท

แต่นอกจากชาวนาที่ขายข้าวให้รัฐบาลโดยตรงแล้ว ชาวนาที่ไม่ได้เข้าโครงการจำนำ แต่ขายข้าวให้โรงสีก็ได้รับอานิสงค์จากการที่โครงการจำนำทำให้ราคาข้าว เปลือกในตลาดสูงขึ้น เราจึงต้องคำนวนหาประโยชน์ทั้งสองส่วน โชคดีที่สำนักงานสถิติแห่งชาติมีการสำรวจรายได้รายจ่ายของครัวเรือนโดย ละเอียด และมีข้อมูลผลผลิตข้าวที่ครัวเรือนเกษตรกรเก็บเกี่ยวได้ รวมทั้งการบริโภคและการขายข้าว เราจะสมมติว่าครัวเรือนเกษตรกรทั้งหมดขายข้าวทั้งหมดที่ผลิตได้ให้รัฐบาลใน ราคา 15,000 บาท (ซึ่งสูงกว่าราคาที่ชาวนาขายให้โรงสี) แล้วซื้อข้าวสาร(ราคาถูก) บริโภค ผลปรากฏว่าชาวนายากจน (คือ ชาวนาที่อยู่ในครัวเรือน 30% ที่มีรายได้ต่ำสุด) ได้รับผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาระหว่าง ราคาจำนำ กับราคาตลาดก่อนมีการจำนำเป็นสัดส่วนเพียง 18% ชาวนาร่ำรวย(ซึ่งอยู่ในกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูงสุด 30%ของครัวเรือนทั้งประเทศ) ได้ประโยชน์ 39% และชาวนาปานกลางได้ส่วนแบ่ง 42% โปรดสังเกตว่าการแบ่งกลุ่มรายได้ของชาวนาเราใช้รายได้ของครัวเรือนไทยทั่ว ประเทศ ไม่ใช่เฉพาะครัวเรือนชาวนา

อาจารย์ยังเข้าใจผิดว่าโรงสีไม่ได้กำไรอะไร เพราะรัฐบาลจ่ายค่าจ้างสี 500 บาทค่ากระสอบและค่ารถซึ่งเป็นอัตราที่เท่าทุน หรือบางโรงอาจจะบอกว่าขาดทุน แต่อาจารย์คงไม่ทราบว่ารัฐบาลกำหนดอัตราสีแปรสภาพที่ใจดีกับโรงสีมาก ปรกติการสีข้าวเปลือกเจ้า 1 ตันจะได้ต้นข้าว 500 กิโลกรัม และผลผลิตอื่น(ปลายข้าว+รำข้าว) อีก 160 กิโลกรัม แต่รัฐบาลกำหนดอัตราส่งมอบต้นข้าวขาว 5% เพียง 450 กิโลกรัม โรงสีจึงได้รับแจกข้าวสาร (หรือกำไรพิเศษ) จากการร่วมโครงการเกือบ 50 กิโลกรัมต่อข้าวเปลือก 1 ตัน หรือประมาณ 15,750 ล้านบาท (หรือ 825 บาทต่อตันข้าวเปลือก) กำไรนี้ผู้เขียนยังไม่ได้ไปรวมถึงส่วนค่าจ้างของโรงสี 21,382 ล้านบาท จึงไม่น่าแปลกใจที่มีโรงสีจำนวนมากอยากเข้าโครงการ และลงทุนขยายกำลังการผลิตนอกจากนี้ยังมีพ่อค้าบางรายที่สามารถซื้อข้าวจาก รัฐในราคาถูกกว่าราคาประมูลโดยการรับจ้างทำข้าวถุงให้รัฐ หรืออาศัยนายหน้าที่มีอิทธิพลทางการเมือง เรากำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อประมาณการกำไรดังกล่าวซึ่งล้วนมาจากเงินภาษีอากร จากประชาชน

สำหรับประเด็นที่สองของอาจารย์นิธิที่ว่าการขาดทุนจากโครงการจำนำข้าวเป็น เงินเล็กน้อย และเป็นการขาดทุนโดยตั้งใจ เพราะฉะนั้นจึงสามารถบริหารจัดการได้ เราขอแยกความเห็นของอาจารย์ในประเด็นที่สองออกเป็น 3 เรื่อง คือ (ก) อาจารย์นิธิเห็นว่าการขาดทุนหนึ่งแสนล้านบาทจากโครงการจำนำข้าวเป็น “เรื่องเล็กน้อย”เมื่อเทียบกับงบประมาณจำนวนนับล้านล้านบาทต่อปี (ข) เพราะโครงการจำนำด้วยราคาสูง เป็นการปฏิรูปสังคม ชาวนาจะนำเงินขาดทุนไปลงทุนสร้างเนื้อสร้างตัว และ (ค) อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐบาลต้องวางแผนระบายข้าวให้ดีเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด เราจะเปรียบเทียบผลงานการระบายข้าวของรัฐบาลกับกระบวนการผลิตและการค้าข้าว ที่ควบคุมด้วยกลไกตลาด

(ก) ขาดทุนเป็นเรื่องเล็กน้อย:อาจารย์นิธิอ้าง ตัวเลขของนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่ง ที่ระบุว่าการขาดทุนไม่เกิน 50,000 ล้านบาท แต่ดูเหมือนอาจารย์คงไม่ค่อยเชื่อตัวเลขนี้ จึงเพิ่มตัวเลขขาดทุนให้อีกเท่าตัว กลายเป็น 100,000 ล้านบาท แล้วบอกว่าขาดทุนแค่นี้ไม่เป็นไร เพราะเรามีงบแผ่นดินปีละหลายล้านล้านบาท เพราะถ้าหากช่วยแล้ว ชาวนานำเงินดังกล่าวไปสร้างเนื้อสร้างตัวก็จะเป็นผลดีต่อชาวนาในระยะยาว ประเด็นหลังนี้เป็นการคาดคะเนของอาจารย์นิธิ ซึ่งต้องอาศัยข้อมูลวิเคราะห์ในภายหลัง

แต่ประเด็นสำคัญกว่า คือ เงินขาดทุนจำนวน 1 แสนล้านบาทไม่ใช่เป็นเรื่องเล็กน้อย อย่างที่อาจารย์คิด เพราะเงินก้อนนี้มีต้นทุนเสียโอกาสที่กระทบต่อการทำนโยบายอื่นที่สำคัญของ รัฐบาลชุดนี้ ขณะนี้ปรากฏหลักฐานชัดเจนว่าการใช้เงินจำนวนมากในโครงการจำนำข้าวเริ่ม เกิดผลกระทบทางการคลังต่อโครงการสำคัญอื่นๆ เช่นงบประมาณของโครงการ 30 บาทรักษาทุกโรคถูกจำกัดไว้เท่าเดิมใน 3 ปีข้างหน้า เม็ดเงินงบประมาณแท้จริงที่ใช้รักษาพยาบาล จะลดลงตามภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งย่อมส่งผลกระทบต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของบริการรักษาโรคของประชาชนทั้ง ประเทศ ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดของอาจารย์นิธิอาจ แย้งว่าถ้าชาวนาเอาเงินไปสร้างเนื้อสร้างตัวได้สำเร็จโดยทำงานนอกภาคเกษตร (ดูประเด็นนี้เพิ่มเติมข้างล่าง) ก็คุ้มค่า แต่นั่นเป็นเพียงการคาดเดา

นอกจากนั้นเงินกู้ที่นำมาใช้ในการจำนำอย่างไม่จำกัดจำนวนเริ่มส่งผลกระทบ ต่อการใช้จ่ายในโครงการเงินกู้อื่นๆของรัฐบาลแล้ว ในปีงบประมาณ 2555/56 รัฐบาลจะมีภาระค้ำประกันหนี้จากโครงการจำนำพืชผลเกษตรเป็นจำนวน 3.17 แสนล้านบาท หรือ 66% ของการค้ำประกันหนี้สาธารณะและการให้กู้ต่อเป็นเงินบาท ทำให้รัฐบาลมีวงเงินที่จะค้ำประกันการก่อหนี้สาธารณะเพื่อนำไปใช้ในโครงการ อื่นๆ ตามนโยบายของรัฐบาลเพียง 34% เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจำนวน 2.7 ล้านๆบาท เป็นต้น

กล่าวโดยสรุป คือ เงินขาดทุนจากการจำนำข้าวมีต้นทุนเสียโอกาส ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจารย์นิธิมี ความเข้าใจมากกว่านักเศรษฐศาสตร์บางคนเสียอีก ถ้าจำไม่ผิดอาจารย์เคยเขียนอธิบายเรื่องนี้ไว้ในอดีต ยิ่งกว่านั้นเงินกู้ที่รัฐบาลนำมาใช้ในโครงการจำนำ ยังเป็นเงินนอกงบประมาณที่อยู่นอกเหนือกระบวนการพิจารณางบประมาณประจำปีของ รัฐสภาในระบอบประชาธิปไตย

(ข) การปฏิรูปสังคมชาวนา: เราเห็นด้วยกับบทวิเคราะห์ของอาจารย์นิธิเรื่อง ชีวิตของชาวนาไทยว่าปัจจุบันชาวนาได้หลุดออกไปเป็นแรงงานประเภทต่างๆซึ่ง เป็นปรากฏการณ์ปกติที่เกิดขึ้นในการพัฒนาของทุกประเทศ ข้อมูลการสำรวจรายได้-รายจ่ายครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติก็ยืนยันว่า ครอบครัวชาวนามีรายได้ที่หลากหลายทั้งจากการส่งลูกหลานไปทำงานนอกภาคเกษตร และทำงานเกษตรอื่นๆที่มีรายได้สูงกว่าการทำนา (ดูข้อมูลเรื่องการอบรมผู้สื่อข่าว ในเว็บไซต์ของทีดีอาร์ไอ 22 พย. 2555) ขณะเดียวกันผลผลิตข้าวกลับเพิ่มมากขึ้นจากการที่ชาวนาหาทางเพิ่มผลผลิตต่อ ไร่ ทำให้ไทยมีผลผลิตข้าวเหลือส่งออกมากขึ้นมาตลอด 20 ปีที่ผ่านมา

แต่เราขอตั้งข้อสงสัยกับความเห็นที่ว่าอาจเป็นไปได้ที่ชาวนาจะนำเงินขายข้าวในราคาจำนำ 15,000 บาทไปทำอาชีพอื่นๆมากกว่าการทำนา

ตรงกันข้าม การกำหนดราคาจำนำข้าว15,000 บาทกำลังดึงดูดแรงงานที่อยู่นอกภาคเกษตรให้กลับเข้ามาทำนา รวมทั้งการเปลี่ยนพื้นที่เกษตรที่ใช้ปลูกพืชชนิดอื่น มาปลูกข้าวแทนเพราะปลูกข้าวได้รายรับมากกว่า ถ้าเช่นนั้นเงินสงเคราะห์ชาวนาก็จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย กลุ่มชาวนาที่มีฐานะก็จะกดดันไม่ให้รัฐบาลเลิกโครงการรับจำนำ (จนกว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ แล้วเราต้องไปกู้เงินไอเอ็มเอฟ และถูกบังคับให้ตัดรายจ่ายแบบที่เคยเกิดขึ้นในปี 2540-41 และเพิ่งเกิดขึ้นในกรีก) ทำไมเราถึงต้องเอาเงินจำนวนมหาศาลไปโอบอุ้มพ่อค้าและชาวนาที่มีฐานะ แต่ละเลยไม่เหลียวแลชาวนายากจน (แม้คำนี้จะมีปัญหานิยามก็ตาม) ที่ไม่สามารถปรับตัวออกจากความยากจนของภาคเกษตร (ซึ่งเราประมาณการจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติว่ามีจำนวนประมาณ 1 ล้านครัวเรือนในปี 2554โดยนับครัวเรือนชาวนาที่มีรายได้อยู่ในกลุ่มครัวเรือน 20 %ที่มีรายได้ต่ำที่สุด)

(ค) ข้อเสนอให้รัฐเข้ามาแทรกแซงตลาดข้าวแทนกลไกตลาด โดยการวางแผนระบายข้าวให้ขาดทุนน้อยที่สุด:ก่อนอื่นเราขอเปิดเผยว่าเรามี อคติต่อการแทรกแซงของรัฐที่เกิดขึ้นจากการคิดไปทำไปของผู้กำหนดนโยบายไม่กี่ คน เราทั้งสองไม่ได้หลงคลั่งไคล้ในกลไกตลาด แต่เราไว้ใจกลไกตลาดที่วิวัฒนาการมาจากการเรียนรู้ร่วมกันของชาวนาและผู้ ประกอบการหลายฝ่ายจะมีพลังเหนือกลไกรัฐ

ก่อนที่จะมีการจำนำข้าวทุก เม็ด กระบวนการผลิตและการค้าข้าวของไทยถูกกำหนดโดยกลไกตลาด จนช่วยให้ประเทศไทยสามารถผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงที่สุด แถมยังมีผลผลิตส่วนเกินส่งออกไปเลี้ยงพลเมืองทั่วโลก รวมทั้งประเทศที่ยากจน ทุกคนที่อยู่ในกระบวนการผลิตและค้าข้าวมีบทบาทในการปรับปรุงและควบคุมคุณภาพ ข้าว และได้รับผลตอบแทนเป็นสัดส่วนกับต้นทุนและหยาดเหงื่อแรงงานของตน ชาวนาพยายามลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลิตภาพการผลิตไม่ว่าจะเป็นการคัดเลือก พันธุ์ข้าวที่ดี การใช้เครื่องจักรกลการเกษตรเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน มีการรวมกลุ่มเพื่อหาหนทางการใช้ปุ๋ยสั่งตัดที่เกิดประสิทธิภาพ การรวมกลุ่มเพื่อผลิตข้าวอินทรีย์ลดการใช้สารเคมีเกษตร และผลิตพันธุ์ข้าวคุณภาพที่รายได้ราคาดี ฯลฯ

แต่การจำนำข้าวกำลัง ทำลายกระบวนการเหล่านี้ บัดนี้ชาวนาพยายามเพิ่มผลผลิตข้าวให้มากที่สุดโดยไม่คำนึงถึงคุณภาพข้าว มีการเพิ่มรอบการผลิตโดยการหาเมล็ดพันธุ์อายุสั้น (เป็นข้าวคุณภาพต่ำ) มีการใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงเพิ่มขึ้น ต้นทุนการผลิตกำลังพุ่งขึ้นตามราคาจำนำ 15,000 บาท ราคาจำนำจึงเป็นตัวกำหนดต้นทุนการผลิต และต้นทุนคงไม่ลดลงเมื่ออุปสงค์สมดุลกับอุปทานอย่างที่อาจารย์นิธิให้ความเห็น

ภายใต้กลไกตลาดที่ต้องแข่งขันกันโรงสีมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการสีข้าว ให้สูงขึ้น โดยการเลือกซื้อข้าวเปลือกที่มีคุณภาพ(ทำให้ชาวนาต้องผลิตข้าวคุณภาพ) สร้างไซโลอบข้าวแทนเกษตรกรที่ไม่มีพื้นที่ตากข้าวเปลือก ลงทุนในเครื่องสีข้าวที่มีประสิทธิภาพ พื้นที่ใดที่มีข้าวมาก ก็จะมีโรงสีเข้ามาแข่งขัน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งโรงสีเพิ่ม หรือเข้าไปเปิดจุดรับซื้อ ก่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเต็มที่ ทำให้เกษตรกรไม่ถูกกดราคา โรงสีที่อยู่รอดจึงต้องมีประสิทธิภาพสูง มีฝีมือในการคัดเลือกข้าวและความสามารถในการเก็งกำไรราคาข้าว

แต่การจำนำลดแรงกดดันจากการแข่งขันให้กับโรงสี โรงสีกลายมาเป็น “ลูกจ้าง” ของรัฐบาลที่ได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าค่าตอบแทนจากการแข่งขัน การจำกัดจำนวนโรงสีทำให้โรงสีมีอำนาจผูกขาดเหนือเกษตรกร ในช่วงนี้ ชาวนาในภาคอีสานกำลังเกี่ยวข้าว แต่ปรากฏว่าชาวนาจำนวนมากกลับต้องยอมขายข้าวหอมมะลิให้โรงสีในราคา 14,000-15,000 บาทต่อตัน แทนที่จะขายให้รัฐบาลในราคา 20,000 บาท เพราะ

นอกจากจะมีโรงสีในโครงการเป็นจำนวนน้อยแล้ว ถ้าชาวนาขายข้าวให้รัฐบาล ชาวนายังต้องรอรับใบประทวนจากโรงสีนานถึง 10-14 วัน เพราะมีกระบวนการเตะถ่วงในการออกในประทวน ยิ่งกว่านั้นโรงสีในภาคอื่นที่ต้องการข้ามเขตไปซื้อข้าวในอีสานยังถูกโรงสี ท้องถิ่นรวมหัวกีดกันไม่ให้จังหวัดออกใบอนุญาติ ลงท้ายโรงสีในภาคอื่นก็ต้องจ่ายเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่เพื่อได้ใบอนุญาติ ข้ามเขต ผิดกับในระบบตลาดที่โรงสีสามารถข้ามเขตไปแข่งแย่งซื้อข้าวในพื้นที่ใดก็ได้ การจำนำกำลังส่งเสริมการวิ่งเต้นและสร้างอำนาจผูกขาดให้กับกลุ่มโรงสีกลาย ป็นกลุ่มล๊อบบี้ที่มีพลังทางการเมืองมากขึ้น แต่ทำลายโรงสีชุมชนและวิสาหกิจชุมชนที่รัฐบาลเพียงพยายามสนับสนุนมานานด้วย นโยบายเอสเอ็มแอล ตัวอย่างเช่น โรงสีชุมชนในตำบลเจดีย์หัก จังหวัดราชบุรีที่เคยมีชาวบ้านนำข้าวมาสีเดือนละ 100 ตัน ตอนนี้มีข้าวสีเพียง 10 ตันต่อเดือนวิสาหกิจชุมชนของกลุ่มที่ผลิตพันธุ์ข้าว และสร้างผลิตภัณฑ์ข้าวงอก รวมทั้งจัดให้มีสวัสดิการชุมชนกำลังล่มสลาย เราทราบว่ามีโรงสีชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ แต่เรายังไม่มีสถิติที่ชัดเจน

ในกระบวนการค้าตามระบบตลาด พ่อค้าส่งออกไทยสร้างขีดความสามารถในการส่งออกข้าวจนไทยกลายเป็นผู้ส่งออก ข้าวรายใหญ่ที่สุด และเป็นข้าวที่มีคุณภาพดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นข้าวหอมมะลิ หรือข้าวนึ่งที่ได้ราคาสูงกว่าข้าวขาวธรรมดา (ทั้งๆที่ใช้ข้าวเปลือกชนิดเดียวกัน) พ่อค้าแต่ละรายมีความชำนาญในตลาดข้าวแต่ละประเภท (เช่น ข้าวนึ่ง ข้าวหอม) และแต่ละประเทศ (เช่น บางบริษัทเก่งส่งออกไปมาเลเซีย ขณะที่อีกบริษัทถนัดส่งข้าวไปอิหร่านหรือไนจีเรีย) ความชำนาญนี้มาจากการเรียนรู้มานานนับปี แต่รัฐบาล (โดยเฉพาะคุณทักษิณ) เชื่อว่าจะสามารถควบคุมผูกขาดตลาดส่งออกได้ ทว่าผลการระบายข้าวของรัฐตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา แสดงว่ารัฐสามารถระบายข้าวทั้งในและนอกประเทศแค่1.46 ล้านตัน (ตามคำพูดของนายกรัฐมนตรีในรายการยิ่งลักษณ์พบประชาชนเมื่อต้นเดือนตุลาคม 2555) ทั้งๆที่รัฐบาลมีข้าวสารอยู่ในมือถึง 13 ล้านตัน ผลก็คือ ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทยตั้งแต่มีการจำนำข้าวในเดือนตุลาคม 2554 ถึงสิ้นกันยายน 2555 มีเพียง 6.7 ล้านตัน ลดลงจาก 12.13 ล้านตัน ในช่วงตุลาคม 2553- กันยายน 2554 (ก่อนการจำนำข้าว) (ดูรายละเอียดในเอกสารการอบรมผู้สื่อข่าวเมื่อ 22 พฤศจิกายน 2555 ในเวปไซต์ของทีดีอาร์ไอ)

อันที่จริงประวัติความพยายามผูกขาดการส่งออกข้าวล้มเหลวมาตั้งแต่สมัยคุณ ทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี บริษัทเพรสซิเด้นท์อะกริ สามารถประมูลข้าวของรัฐ 2 ครั้ง รวมกว่า 2 ล้านตัน แต่บริษัทกลับประสบปัญหาไม่สามารถส่งออกได้ทั้งๆที่มีการขอแก้สัญญาหลังการ ประมูลจนทำให้วุฒิสภาต้องตั้งคณะกรรมาธิการสอบสวนและตีพิมพ์รายงานออกมา ต่อมาบริษัทนี้ประสบปัญหาไม่สามารถชำระหนี้แก่ธนาคารพาณิชย์หลายแห่ง ในเวลาต่อมาผู้บริหารของบริษัทนี้หันมาตั้งบริษัทใหม่และได้สัญญาขายข้าวให้ อินโดนีเซีย แต่หนังสือพิมพ์รายงานว่ารัฐบาลอินโดนีเซียไม่ยอมรับข้าวบางส่วน เพราะปัญหาด้านคุณภาพ นี่คือ เหตุผลที่เวลานี้ เจ้าหน้าที่รัฐเริ่มเปลี่ยนท่าทีหันมาขอความร่วมมือจากสมาคมผู้ส่งออกข้าว ไทยในการส่งออกข้าวหอมมะลิ ขณะที่สมาคมฯขอเจรจาส่งออกข้าวหอมเพียง 2 แสนตัน เจ้าหน้าที่รัฐบางคนกลับให้ข่าวว่าจะมีการส่งออกข้าวหอมมะลิแบบ ex-factory 7 แสนตัน คำถามคือ ส่วนต่างนี้รัฐจะมอบให้ใคร หลักเกณฑ์การขายจะเป็นอย่างไร ดูเหมือนกระทรวงพาณิชย์ยังละเลยมิได้ประกาศหลักเกณฑ์นี้ให้ประชาชนได้รับ ทราบทั้งๆที่คณะรัฐมนตรีมีความเห็นชอบกับข้อเสนอของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ตามหนังสือเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2555

ขณะเดียวกันกลับปรากฏข้อเท็จจริงบางอย่างว่ามีพ่อค้าบางรายสามารถซื้อ ข้าวของรัฐบาลได้ในราคาต่ำกว่าราคาตลาด จนกลายมาเป็นคู่แข่งรายใหม่ในตลาดค้าส่งข้าวสารถุงในประเทศ แต่เป็นคู่แข่งที่มีต้นทุนข้าวต่ำกว่าพ่อค้าที่ไม่มีเส้นสายการเมือง นอกจากนั้นยังปรากฏว่าทุกวันนี้มีการส่งออกข้าวนึ่ง เช่นในช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ระหว่างเดือนเมษายน ถึงกันยายน 2555 ไทยสามารถส่งออกข้าวนึ่งจำนวน 1.06 ล้านตัน โดยหลักการแล้ว ไทยจะต้องไม่มีข้าวนึ่งส่งออก เพราะรัฐบาลซื้อข้าวเปลือกนาปรังทั้งหมด (14.8 ล้านตัน) สั่งสีแปรสภาพเป็นข้าวสารภายใน 7 วันและส่งเข้าโกดังกลาง แต่ข้าวนึ่งจะต้องนำข้าวเปลือกมานึ่งก่อน คำถาม คือ มีนายหน้าที่มีอิทธิพลคนใดที่สามารถสั่งให้โรงสีในโครงการจำนำส่งข้าวเปลือก ในโครงการจำนำไปให้โรงสีของผู้ส่งออก ถ้ารัฐขายข้าวเปลือกให้ผู้ส่งออก ทำไมจึงจึงไม่ปรากฏในตัวเลขการระบายข้าวของรัฐ ทำไมนายกรัฐมนตรีจึงไม่ทราบ เพราะตัวเลขการระบายข้าว 1.46 ล้านตันที่ท่านแถลงในรายการนายกฯพบประชาชนไม่มีข้อมูลการขายข้าวเปลือกจำนวน มาก ถ้ามีการขายข้าวเปลือก ได้เงินเท่าไร เงินอยู่ที่ไหน รัฐบาลจ่ายค่าจ้างสีข้าวให้โรงสีที่แอบส่งข้าวเปลือกไปให้ผู้ส่งออกข้าว หนึ่งหรือเปล่า และมีข้าวสารในโกดังกลางหรือเปล่า หรือมีแต่ลมอยู่ในโกดัง ฯลฯ

ระบบค้าขายข้าวของรัฐบาลทุกวันนี้กำลังกลายเป็นระบบพรรคพวกที่อาศัย อิทธิพลทางการเมือง มีการร่วมกันปิดบังข้อมูลมิให้คนอื่นรู้ ฉะนั้นข้อเสนอของอาจารย์นิธิให้รัฐบาลวางแผนระบายข้าวเพื่อให้ขาดทุนน้อยที่สุด คงไม่มีวันเกิดขึ้นจริง

ประเด็นเล็กๆ อีกประเด็นหนึ่ง คือ อาจารย์นิธิเสนอ ให้รัฐลงทุนเพิ่มมูลค่า เช่นการแพคเกจจิ้ง ไปจนถึงผ่านกระบวนการรักษาคุณภาพให้คงทน เท่ากับโครงการรับจำนำช่วยเปิดตลาดข้าวระดับสูงไปพร้อมกันโดยร่วมมือกับผู้ ส่งออกเอกชน

การเพิ่มมูลค่า การแพคเกจจิ๊ง การเปิดตลาดข้าวระดับสูง เป็นเรื่องที่ภาคเอกชนไทยทำกันมานานแล้วและประสบความสำเร็จมาก จนข้าวไทยมีคุณภาพสูงสุด และได้รับการยอมรับทั่วโลก หากท่านผู้อ่านเคยร่วมงานแสดงการค้าข้าวระหว่างประเทศ หรือเคยเดินดูข้าวที่ขายคนมีเงินในห้างพารากอน ก็จะเห็นการบรรจุหีบห่อข้าวไทยที่ดูแล้วนึกว่ามาจากต่างประเทศ ตรงกันข้าม ถุงข้าวธงฟ้าเทียบไม่ได้กับถุงข้าวหงษ์ทอง ยิ่งกว่านั้นการจำนำกำลังทำลายตลาดข้าวคุณภาพของไทย รัฐรับจำนำข้าวหอมมะลิมาเก็บไว้ในโกดังนานเป็นปี แค่เก็บข้าวหอมไว้นานสามเดือน สารระเหยความหอมก็หมดไป

ขณะนี้บริษัทส่งออกข้าวที่เก่งที่สุดของไทยเกือบทุกราย (ที่เก่งเรื่องเพิ่มมูลค่า และทำแพคเกจจิ๊ง) กำลังผันตัวเองไปทำธุรกิจค้าข้าวที่เขมร และประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีต้นทุนที่ต่ำกว่า และกำไรมากกว่าการทำธุรกิจในประเทศ หากรัฐยังคงจำนำข้าวต่อไปอีก 1-2 ปี แล้วเลิกโครงการ พ่อค้าเหล่านี้คงไม่หวนกลับมาทำธุรกิจในประเทศอีก

โครงการจำนำข้าวจึง เป็นการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย จากระบบการค้าขายที่อาศัยการแข่งขันบนความสามารถ ไปเป็นตลาดของพรรคพวก ขณะเดียวกันชาวนากำลังเร่งผลิตข้าวคุณภาพต่ำเป็นจำนวนมากที่สุด โดยอาศัยสารเคมีการเกษตรที่จะทำลายระบบนิเวศเกษตรเรากำลังสร้างกลุ่มโรงสี ที่มีพลังต่อรองทางการเมือง แต่ทำลายกลุ่มเกษตรกรที่รัฐเพียรพยายามสนับสนุนมาเป็นเวลานานระบบการผลิตและ การค้าข้าวที่ดีที่สุดจะหมดไป

นี่หรือครับ การเปลี่ยนประเทศไทย

ประเด็นที่สามซึ่งเป็นประเด็นหลักในบทความของอาจารย์นิธิ คือ อาจารย์เชื่อว่าโครงการรับจำนำข้าวจะมีส่วนช่วยสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองให้ชาวนาเพื่อการเปลี่ยนประเทศไทย

งานวิจัยหลายชิ้นที่พยายามพยากรณ์ความต้องการข้าวในตลาดต่างๆ ต่างก็มีข้อสรุปเหมือนกันว่า ปริมาณการบริโภคข้าวต่อหัวในเอเซียมีแนวโน้มลดลง เนื่องจากรายได้ของคนเอเซียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เงินที่ใช้ในการซื้อข้าวมิได้ลดลงตาม ซึ่งชี้ให้เห็นว่า คนเอเซียเริ่มต้องการบริโภคข้าวที่มีคุณภาพสูงขึ้น ในเรื่องนี้ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดี การบริโภคข้าวหอมมะลิในประเทศได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมาก ขณะที่ปริมาณการบริโภคข้าวโดยทั่วไปสูงขึ้นในอัตราที่ต่ำ เพราะประชากรไทยเพิ่มขึ้นน้อย และการบริโภคข้าวต่อหัวลดลง ในเมื่ออนาคตจะเป็นเช่นนี้ ย่อมหมายความว่ายุทธศาสตร์ที่ฉลาดสำหรับประเทศไทยจึงน่าจะเป็นยุทธศาสตร์ที่ สนับสนุนการผลิตข้าวคุณภาพดีทั้งสำหรับตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ

ความจริงแล้ว กระบวนการผลิตและค้าข้าวของไทยได้ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพข้าวมา และจากชื่อเสียงของข้าวไทย ตลาดต่างประเทศก็พร้อมที่จะให้ข้าวไทยได้ราคาสูงกว่าข้าวของประเทศอื่นๆ แต่นโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดในปีที่ผ่านมากำลังคุกคามชื่อเสียงของข้าวไทยในตลาดต่างประเทศ (และแม้กระทั่งในประเทศ)

ทั้งนี้ เพราะชื่อเสียงและคุณภาพข้าวไทยมิได้เกิดขึ้นในสูญญากาศ แต่จากกระบวนการผลิตและค้าข้าวไทยที่ชาวนา โรงสี และพ่อค้าส่งออกได้ร่วมกันสร้างมาแต่อดีต และที่อาศัยกลไกตลาดเป็นเครื่องมือ กระบวนการดังกล่าวนี้มีความละเอียดอ่อนพอสมควร สามารถแยกแยะเกรดข้าวต่างๆ เช่นสามารถแยกแยะแม้กระทั่งข้าวหอมมะลิจากจังหวัดต่างๆ ได้ กระบวนการดังกล่าวกำลังถูกกวาดล้างออกไปโดยนโยบายจำนำข้าวทุกเมล็ดซึ่งหยาบกว่า

ด้วยเหตุนี้ ชาวนาไทยจึงเริ่มหันไปปลูกข้าวที่เน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ ยิ่งถ้าดูในตลาดต่างประเทศแล้วความล้มเหลวของรัฐบาลในการระบายข้าว รวมทั้งข้าวหอมมะลินั้นเป็นประจักษ์พยานอย่างชัดเจนว่าต่อไปนี้ชื่อเสียงของ ข้าวไทยนั้นจะเป็นเรื่องอดีต ตราบใดที่การรับจำนำข้าวทุกเมล็ดจะยังเป็นนโยบายของรัฐบาลไทย

ที่เราให้ความสำคัญแก่ประเด็นนี้ ซึ่งดูเผินๆ แล้วดูจะเป็นประเด็นไม่ใหญ่นัก เมื่อเทียบกับ “อะไรที่มีความสำคัญสุดยอดในการเปลี่ยนประเทศไทย” ที่อาจารย์นิธิเห็นในนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน ที่อาจารย์นิธิให้ความสำคัญก็คือการสร้าง “ความเข้มแข็งทางการเมืองให้แก่ชาวนา” เราไม่ปฏิเสธคำพยากรณ์ของอาจารย์นิธิว่า “หากดำเนินนโยบายนี้ต่อไปอีกสักสองสามปี จะไม่มีรัฐบาลไหนกล้าเลิกโครงการนี้เป็นอันขาด” แต่เรามีคำถามว่า ถ้าความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนาตั้งอยู่บนความอ่อนแอของเศรษฐกิจการผลิต และค้าสินค้าที่มีความสำคัญสูงสำหรับประเทศชาติ จะมิหมายความว่าอุตสาหกรรมข้าวโดยรวม (ไม่ว่าจะเป็นชาวนาร่ำรวย หรือ ชาวนาที่ “ยากจน” โรงสี และพ่อค้าที่มีเส้นสายการเมือง) จะต้องพึ่งเงินสงเคราะห์จากรัฐบาลอยู่ร่ำไปอย่างเช่นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หรือ??? (อนึ่ง นโยบายอุ้มภาคเกษตรในประเทศเหล่านี้ได้ทำให้พื้นที่การเกษตรตกอยู่ในมือของ นักลงทุนที่ร่ำรวยมากๆ ที่มารวบซื้อที่ดินจากเกษตรกรเดิมๆ เพื่อตักตวงเงินอุดหนุนจากรัฐบาล ความเข้มแข็งทางการเมืองของเกษตรกรในประเทศเหล่านี้มาจากนักลงทุนที่มารวบ ซื้อที่ดินเกษตรกรรม ขณะนี้ก็ปรากฏหลักฐานว่ามีบริษัทยักษ์ใหญ่ไทยบางแห่งได้กว้านซื้อที่ดินการ เกษตรเป็นจำนวนมาก)

“ความเข้มแข็งทางการเมืองของชาวนา” ที่เราเห็นในบทส่งท้ายของอาจารย์นิธินั้น เราก็เห็นว่าเกิดจากการที่ชาวนาใช้อำนาจหย่อนบัตรในการเลือกตั้ง เลือกพรรคการเมืองที่สัญญาว่าจะให้ผลทันทีต่อตน ข้อนี้เป็นส่วนหนึ่งของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นชุดนโยบาย มาตรฐานของทุกพรรคการเมืองในปัจจุบัน เสน่ห์ของประชาธิปไตยแบบนี้ คือทำให้เกิดนโยบายที่บรรลุผลทันตาเห็น เราไม่ปฏิเสธว่าชาวนาเกือบทุกคนได้ราคาข้าวตามที่รัฐบาลสัญญาไว้ แต่ที่เราวิตกมากก็คือ ผลเสียต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากนโยบายนี้ทั้งแก่อุตสาหกรรมข้าวและสภาพการเงินการคลังของ รัฐบาล จะมิได้รับการกล่าวถึง

เพราะมิได้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายที่รัฐบาลสัญญาไว้ ยิ่งถ้าเป็นเรื่องระยะยาวหรือเป็นเรื่องของกลไก “หลังจอ” แล้ว ก็จะถูกกลบโดยเสียงไชโยในความสำเร็จ กว่าผลเสียต่างๆ จะปรากฏ ประชาชนจะไม่สามารถเชื่อมโยงผลเสียกับนโยบายที่ผิดพลาดตั้งแต่ต้นได้ กระบวนการเรียนรู้ที่สังคมโดยรวมควรจะได้ก็จะไม่เกิดขึ้น สิ่งที่เราพยายามยกเรื่องเหล่านี้มาวิพากษ์วิจารณ์ก็ด้วยความเป็นห่วงในจุด บอดของประชาธิปไตยแบบประชานิยมที่กำลังเป็นแนวนโยบายของทุกรัฐบาลในประเทศ ไทย และเป็นห่วงอนาคตข้าวไทย ประชาธิปไตยที่ดี ไม่ใช่แค่ประชาธิปไตยที่กินได้เท่านั้น แต่ต้องเป็นประชาธิปไตยที่มีความรับผิดต่อความเสียหายที่จะเป็นผลพวงตามมา ตลอดสาย

ทั้งนี้ข้อมูลทั้งหมดสามารถดูได้ที่www.tdri.or.th

 

ป้ายกำกับ: , ,

การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 1″ เอชไอเอชุมชน สร้างอำนาจทางปัญญาในการกำหนดอนาคตตนเองและสังคม”โรงแรมรามาการ์เด้น

เมื่อชาวบ้านขอแบ่ง อำนาจ ความรู้ และเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพออกจากมือของผู้เชี่ยวชาญที่รับงานทำ EIA มากันกว่า 30 ปี แต่ผลที่เกิดขึ้นกับ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และชุมชน สะท้อนว่า ความรู้จากสถาบันวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมีข้อบกพร่องอยู่มาก (มิพักต้องอ้างเหตุผลใดๆ)

ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนที่ทำ HIA ด้วยตนเอง / ความเคลื่อนไหวเรื่อง HIA ชุมชน จากต่างประเทศทั้งแคนดาดา ญี่ปุ่น ……….วันที่ 16-17 ก.ค. ณ โรงแรมรามาการ์เด้น…….ครับ

กำหนดการ
http://www.thia.in.th/welcome/article_read/56

ส่วนเอกสารประกอบและกรณีศึกษา….ได้ที่นี้ครับ
http://www.thia.in.

 

ป้ายกำกับ: , , ,

“ทำวิจัยในยาม(ยุ่ง)ยาก” …เกษียร เตชะพีระ

ทุกวันนี้นอกจากสอนวิชาระดับปริญญาเอกและช่วยงานบริหารในคณะ บ้างแล้ว ผมก็มี ภาระรับผิดชอบต้องเดินทางจากบ้านที่หนองแขมไปสอนหนังสือปริญญาตรีที่ธรรม ศาสตร์รังสิต ใช้เวลาไป-กลับอยู่บนถนนเบ็ดเสร็จราว 4 ชั่วโมง นานกว่าที่ไปสอนคาบละ 3 ชั่วโมงเสียอีก กว่าจะถึงบ้านก็คอแหบ ตัวเหนียว หน้าดำ หมดแรงพอดี

ด้วยเงื่อนไขเวลาทำนองนี้ ก็น่าคิดว่าคณาจารย์และนักวิจัยชาวธรรมศาสตร์จะสนองเป้าหมายนโยบายของผู้ บริหารที่ต้องการปรับเปลี่ยนธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และเพิ่มยอดตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์และอื่นๆ ด้วยการผลิตงานค้นคว้าวิจัยออกมาให้มากๆ อย่างไร?

นี่ยังมิพักต้อง พูดถึงหน้าที่บังคับให้อาจารย์ทุกคนกรอกเอกสารประเมินผลทีคิวเอฟของ สกอ. ทุกคาบการสอน รวมแล้วคนละเป็นร้อยหน้าต่อภาคการศึกษา ด้วยคำถามมหัศจรรย์พันลึกอย่าง

… อะแฮ่ม, ในแต่ละคาบการสอน ท่านได้ตั้งเป้าจะสั่งสอนคุณธรรมความดีอะไรให้นักศึกษามั่ง? ใช้วิธีการอบรมบ่มสอนอย่างไร? เสร็จแล้วมีการตรวจสอบชั่งวัดประเมินผลเชิงปริมาณว่านักศึกษาได้กลายเป็นคน ดีจริงตามที่ท่านตั้งเป้าหรือไม่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด?!?!?!?

จน ผมเคยคิดมุขว่า พอต้นชั่วโมงเข้าชั้น ผมจะโยนเหรียญบาทกำหนึ่งเข้าไปกลางห้อง เมื่อสอนเสร็จเลิกชั้น ก็จะให้นักศึกษาช่วยกันเก็บเหรียญบาทมาส่งคืน ถ้าได้เหรียญครบ แสดงว่าพวกเขามีคุณธรรมดีใช้ได้เต็มร้อย ถ้าไม่ครบ แสดงว่าคุณธรรมยังขาดพร่องไปเป็นตัวเลขปริมาณกี่บาท กี่สตางค์ กี่เปอร์เซนต์ คาบหน้าชั่วโมงถัดไป ก็ยกระดับการวัดคุณธรรมให้สูงขึ้นเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท ฯลฯ ตามลำดับ

นอก จากตกเป็นเหยื่อหนูตะเภาของบรรดาผู้ปรารถนาดีที่มีอำนาจแต่ไม่รู้สภาพความ เป็นจริงแล้ว คนสอนหนังสืออย่างผมก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับนักศึกษาประเภท…สอนไปหนึ่ง ชั่วโมง แม่เจ้าประคุณเพิ่งเปิดประตูห้องเรียนเดินนวยนาดเข้ามานั่งทำตาบ้องแบ๊วไม่ รู้ไม่ชี้

สักพักหนึ่งจู่ๆ คุณเธอก็ลุกขึ้นเยื้องยุรยาตรลับหายออกไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์ข้างๆ เปิดเครื่องนั่งเคาะคอมพ์โดยไม่บอกกล่าวอาจารย์ผู้สอนเหมือนเป็นแค่หัวหลัก หัวตอตั้งโด่เด่อยู่หน้าห้องเรียน…

ในสถานการณ์ totally absurd แบบนี้ เราจะทำวิจัยอย่างไรดีครับท่านอธิการบดี, นายกสภามหาวิทยาลัย, และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ?

ที่ผ่านมา ผมดิ้นรนเอาตัวรอดโดยใช้วิธีพยายามประสานงานวิจัยเข้ากับการสอนประจำครับ

คือ ในวิชาหนึ่งๆ นอกจากเนื้อหาหลักประจำวิชานั้นๆ แล้ว ผมก็ลองเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สอดคล้องอยู่ในขอบข่ายของวิชา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และตัวเองอยากรู้อยากวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสสร้างเงื่อนไขให้สามารถผสานการอ่านค้นคว้า เตรียมสอนที่ทำอยู่เป็นประจำเข้ากับส่วนหนึ่งของงานวิจัย, เพิ่มขยายปรับปรุงเนื้อหาวิชานั้นๆ ให้มีประเด็นแปลกใหม่ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น, กระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเองในหัวข้อประเด็นนั้นๆ, แล้วผมเองก็พลอยได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าวจากการบ้านรายงานที่นักศึกษาค้นคว้าทำมาส่ง

เสมือนหนึ่งพวกเขาเป็น “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ โดยปริยายอะไรทำนองนั้น

เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ นอกจากสอนเนื้อหาหลักเรื่องการเมืองโลก ยุคหลังสงครามเย็น, วิวัฒนาการของรัฐสมัยใหม่, เกณฑ์วัดประเภทและฐานคิดของประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ, ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ, ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ตามปกติแล้ว

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551-2553) ผมก็เพิ่มเนื้อหาประเด็น “วิกฤตซับไพรม์และวิวัฒนาการของระเบียบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เข้าไปด้วย

และเพราะมันเป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็อยากรู้ จึงค้นคว้าเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งหนังสือ ตำรา บทความ การ์ตูน ข่าวสาร รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วนำไปสอนพลาง วิจัยพลางอย่างสนุกเพลิดเพลิน

หลังเก็บสะสมฐานข้อมูลและ แนวคิดข้อถกเถียงได้พอสมควร ผมก็เขียนเป็นรายงานวิจัยให้แก่ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์” เสร็จปลายปีก่อนและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นตำราประกอบการสอนต่อไป

มา ปีนี้ จบประเด็นเก่าไป ผมจึงลองเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมพิเศษใหม่ในเนื้อหาวิชาให้สอดรับกับ สถานการณ์บ้านเมืองและความสนใจทางวิชาการของตัวเอง ได้แก่เรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย : ข้อคิดและประสบการณ์จากบางประเทศ” โดยค้นคว้าเอกสารตำราบทความ รายงานข่าว รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทย

สืบเนื่องจากที่ตัวเองได้ทำวิจัยเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป” ของไทยเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายปีก่อน (รวมพิมพ์ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?: สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤตการเมืองไทย, 2554, คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบขยายมุมมองพรมแดนเพดานความรู้เกี่ยวกับสถาบันอัน สำคัญยิ่งของสังคมไทยให้พิสดารกว้างขวางออกไป ทั้งสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย

นอกจากค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลความรู้เพื่อบรรยายหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน” (ประวัติศาสตร์ราชากับชาติในการเมืองโลกยุคใหม่ถึงปัจจุบัน, กรณีประเทศอังกฤษ, ยูกันดา, เนปาล, ตองกา), “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” (เน้นอังกฤษ), “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมและความเห็นต่าง” (กรณีสวีเดนกับอเมริกา) แก่นักศึกษาในวิชาแล้ว

ผมก็ให้การบ้านนักศึกษาลองไปค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเองในประเด็นคำถามว่า:

“ให้ นักศึกษาเลือกประเทศในโลกปัจจุบันที่มีสถาบันกษัตริย์มาหนึ่งประเทศ (นอกจากประเทศไทย) ซึ่งอาจปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ/constitutional monarchy หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/absolute monarchy และบรรยายโดยสังเขปเกี่ยวกับฐานะ บทบาททางการเมืองการปกครองของสถาบันกษัตริย์ของประเทศนั้น ในความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองการปกครองอื่นๆ พร้อมทั้งปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดที่อาจมีจากอดีตถึงปัจจุบัน”

ผล จากการเรียนไป สอนไป วิจัยไปของผมและ “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ 60 กว่าคน ในขั้นต้นปรากฏว่าเราได้ค้นพบและเรียนรู้อะไรแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่รู้มา ก่อนซึ่งจะขอคัดมาเล่าต่อ พอเป็นกระสายดังนี้: –

1) เกี่ยวกับงานเรื่อง The English Constitution (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ค.ศ.1867) ของ Walter Bagehot (ค.ศ.1826-1877) ที่ถูกถือเป็นตำราแม่บทต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น

แรก เริ่มเดิมทีงานชิ้นนี้ทยอยตีพิมพ์เป็นบทความ 9 ตอน ลงในนิตยสาร The Fortnightly Review จาก พ.ค.1865-ม.ค.1867, ตัว Walter Bagehot เองเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษผู้รับผิดชอบดูแลนิตยสาร The Economist อยู่นานถึง 17 ปี และปลุกปั้นมันจนกลายเป็นนิตยสารธุรกิจการเมืองชั้นนำของโลกตราบเท่าทุก วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บ้านเราเวลาอภิปราย เรื่องสถาบันกษัตริย์ในระบอบการเมืองไทยมักอ้างอิงถึง The English Constitution เสมอ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญ 3 ประการ

ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ/the right to be consulted, สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ/the right to encourage, และสิทธิที่จะทรงตักเตือน/the right to warn

ปรากฏว่าเอา เข้าจริงประเด็นที่นักวิชาการไทยมักหยิบยกมาอ้างเป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p.111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-114) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp.82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาวราว 208 หน้า (ไม่นับบทนำ, อ้างจากฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ.1963 โดย The Fontana Library)

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ แนวเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมิได้มุ่งไปในทิศทางที่ข้อความ ซึ่งมักถูกยกมาอ้างชวนให้เข้าใจไปได้เลย

กล่าวคือ Bagehot ไม่ได้เขียนงานนี้จากจุดยืนนิยมชมชื่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ไม่มีข้อแม้
หากแสดงท่าทีแบบนักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสังกัดชนชั้นกระฎุมพีผู้ยึดความจริงเป็นที่ตั้งและเลือดเย็น

ดัง ที่เขาสรุปไว้ใน เชิงอรรถสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือว่า ระบอบดังกล่าวของอังกฤษเป็นเพียง “a disguised republic” เท่านั้นเอง (p.266n1)

2) อังกฤษก็มีคณะองคมนตรี (the Privy Council) เช่นกันแต่ไม่เหมือนของไทย

ใน ขณะที่ของไทยมีประธานและคณะองคมนตรีรวมกันไม่เกิน 19 คน, พระมหากษัตริย์ทรงเลือก, แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย, โดยต้องไม่เป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, สมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ นั้น (มาตรา 12, 13, 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)

ปรากฏว่าตาม เอกสารราชการฉบับร่างชื่อ The Cabinet Manual-Draft: A guide to laws, conventions, and rules on the operation of government ที่สำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษตีพิมพ์ออกมา เมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ซึ่งสำหรับประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างอังกฤษ ต้องถือว่าเอกสารนี้ใกล้เคียงเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่สุด เท่าที่เขาจะมีได้ (ดู http:// http://www.cabinetoffice.gov.uk/ sites/default/files/resources/cabinet-draft- manual.pdf) นั้นได้ระบุข้อกำหนดเรื่อง The Privy Council ของอังกฤษไว้ว่า (ข้อ 27-30 ของเอกสาร pp.17-18): –

ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะองคมนตรี ของอังกฤษส่วนมากแล้ว ประกอบด้วยรัฐมนตรี, สมาชิกรัฐสภาและตุลาการ, องค์อธิปัตย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

องคมนตรี เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ดังนั้น สมาชิกคณะองคมนตรีส่วนใหญ่ (ตามข้อมูลปี ค.ศ.1993 อังกฤษมีองคมนตรีถึง 400 คน! ซึ่งจะมาประชุมเต็มองค์คณะพร้อมกันเฉพาะเมื่อองค์อธิปัตย์เสด็จสวรรคต หรือในสถานการณ์พิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น) จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจการประจำวันของคณะองคมนตรี โดยมากแล้วกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นๆ

ประธานองคมนตรีโดยทั่วไปแล้วเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งมักได้แก่ผู้นำแห่งสภาสามัญหรือสภาขุนนาง

ปัจจุบันนี้ผู้เป็นประธานองคมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของคณะองคมนตรี

3) นักศึกษาได้ค้นคว้ามารายงานว่าในสวีเดนปัจจุบัน ไม่มีหลักปฏิบัติเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย และดังนั้นจึงไม่มีกรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในเรื่อง ดังกล่าว

กฎหมาย ปกครอง (The Instrument of Government) ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1974 และ เป็นกฎหมายพื้นฐาน 1 ใน 4 ฉบับ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของสวีเดนนั้น ได้ขยายบทบาทรัฐสภา (The Riksdag) ออกไป โดยให้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมาย ได้โดยพระมหากษัตริย์มิต้องทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก่อน อันแตกต่างจากแบบแผนปฏิบัติในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ดูรัฐธรรมนูญสวีเดนจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสวีเดนที่ http://www.riksdagen.se/templates/R_Page____6307.aspx ; และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สวีเดนที่ http://www.royalinsight.net/content/swedish-monarchy-overview )

หากมีข้อมูลความรู้อื่นๆ ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าต่ออีกในโอกาสหน้า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316173391&grpid&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

นักวิชาการญี่ปุ่นชี้ “เสื้อแดง” กำลังสร้าง “ชาติใหม่” ด่าปัญญาชนไทยยกย่อง “ชนชั้นกลาง” เกินจริง

เมื่อวันที่ 1 ก.ย. ที่ผ่านมา ที่ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีการจัดเวทีอภิปราย  “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” โดยมีการนำเสนอบทความจากโครงการวิจัย “พัฒนาการจิตสำนึกและขบวนการทางการเมืองของชาวเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ของอาจารย์และนักศึกษาจากภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ศ.ทามาดะ โยชิฟูมิ แห่งมหาวิทยาลัยเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในผู้วิจารณ์งานวิจัยชุดนี้ เห็นด้วยกับการนำเสนอของผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ที่ระบุว่า ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งทำให้สามารถคิดต่อไปได้ว่าคนเสื้อแดงกำลังสร้างความหมายของคำว่า “ชาติ” ขึ้นมาใหม่ ที่หมายถึงประชาชน เพื่อต่อสู้กับนิยามความหมายของคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม ฉะนั้นจึงน่าสนใจว่าขบวนการเสื้อแดงในอนาคตจะเป็นอย่างไร โดยรายละเอียดของคำวิจารณ์มีดังนี้

เมื่ออ่านบทความและฟังการนำเสนอแล้วของทั้งสี่ท่านแล้ว   รู้สึกว่าได้ความรู้อย่างกว้างและลึกซึ้ง  เข้าใจหมดไม่มีอะไรจะถาม  เพราะคิดว่าเข้าใจขบวนการเสื้อแดงหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่รู้คือ อนาคตจะเป็นอย่างไร

อยากพูด 2 เรื่อง คือ เรื่องชาตินิยม “การสร้างชาติใหม่”  อ.ปิ่นแก้วบอกว่าขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่ข้ามชนชั้น  เป็นการรวมตัวกันของคนหลายชนชั้น หลายสถานะอาชีพ ซึ่งหมายความว่าคนเสื้อแดงกำลังจะสร้างชาติใหม่  “ชาติใหม่” ที่ว่า ไม่ใช่รัฐ แต่เป็นชุมชนจินตนาการทางการเมือง  ประเทศไทยมีชาติแล้ว  แต่เราทราบกันดีว่าชาติไทยนั้นเป็นอะไรไม่รู้สำหรับประชาชน  มันไม่ได้หมายถึงประชาชน  แต่ฟังจากทีมวิจัยแล้วทำให้เข้าใจว่า คนเสื้อแดงกำลังจะสร้างประชาชาติหรือชาติของเสื้อแดง ที่ต่างไปจากนิยามคำว่า “ชาติ” ของฝ่ายตรงข้าม  และอยู่ในช่วงของการต่อสู้เพื่อชิงความหมายกัน ฝ่ายไหนจะชนะไม่อาจทราบได้  แต่ถ้าคิดตามประวัติศาสตร์สากล  ใคร ที่มีจำนวนมากกว่าจะชนะ  ใครที่มากกว่าก็จะเป็นเจ้าของอธิปไตย  ถ้าขบวนการเสื้อแดงเคลื่อนไหวต่อ  ไม่หยุด  ชาติของเสื้อแดงจะใหญ่ขึ้น  ชาติของเสื้อแดงจะเป็นปลาใหญ่กินปลาเล็ก  จะกลายเป็นชาติใหม่ที่ไม่เหมือนกับชาติที่เป็นอยู่ในทุกวันนี้

ผมอ่านหนังสือ อ.ศิโรตม์  คล้ามไพบูลย์  ซึ่งพูดถึงภาพยนตร์สร้างชาตินิยมหลายเรื่องในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ใน ช่วงแรกๆ เป็นชาตินิยมที่ประชนชนร่วมกับชนชั้นปกครองสู้กับพม่า  เช่นเรื่องบางระจัน  แต่ในหนังเรื่องพระนเรศวร  ไม่เน้นประชาชนหรือไพร่ เน้นผู้นำเท่านั้น

ฉะนั้นจึงอยากถามอ.ปิ่นแก้วว่า  ขบวนการเสื้อแดงที่ข้ามชนชั้น อายุ  อาชีพ  และจะสร้างชุมชนจินตนาการใหม่  อาจารย์มองขบวนการนี้ในอนาคตอย่างไร

อีกเรื่องหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวกับงานวิจัยขบวนการเสื้อแดงโดยตรง คือ อยากจะด่าปัญญาชนหรือสื่อมวลชนบางกลุ่มที่ใช้วาทกรรมชนชั้นกลาง  คนกลุ่มนี้มักจะอ้างว่าคนเสื้อแดง เป็นคนที่อยากยกฐานะให้เท่ากับชนชั้นกลาง  ใช้ชีวิตแบบชนชั้นกลาง หรือกล่าวว่าคนเสื้อแดงเป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ผมไม่ชอบแบบนี้เลย  ทำไม ต้องยกระดับ ชนชั้นกลางไม่ได้มีฐานะสูงอะไรเลย อาจจะมีรายได้สูงกว่าหน่อย แต่เขาก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตยมากกว่า และก็ไม่ได้มีคุณภาพและคุณธรรมมากกว่า

ผมคิดว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับวาทกรรมชน ชั้นกลางที่ยกฐานะตัวเองมาตั้งแต่ปี  2535  เป็นต้นมา  ในช่วงก่อนหน้านั้นไม่มีการอ้างตนเองว่าเป็นชนชั้นกลางแล้วด่าว่าชาวบ้านโง่ แต่ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สื่อมวลชนหรือปัญญาชนบางส่วนกล้าด่าว่าชาวบ้านโง่  ที่ญี่ปุ่นจะทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะเป็นชาติด้วยกัน เป็นคนญี่ปุ่นเหมือนกัน  แต่ที่ประเทศไทยทำได้  เป็นเพราะวาทกรรมที่ยกย่องชนชั้นกลางมากไป เพราะฉะนั้นขบวนการเสื้อแดงหรือปัญญาชนนักวิชาการศึกษาเรื่องเสื้อแดง ควรเลิกยกย่องชนชั้นกลางดีกว่า

 

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315478624&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

นักวิชาการมช.ยกงานวิจัยชี้ “เสื้อแดง” ไม่ใช่แค่ “คนชั้นกลางระดับล่าง” แต่มีลักษณะ “ข้ามชนชั้น”

เมื่อวันที่ 1 กันยายน มีการจัดเวทีวิชาการ “ประสบการณ์ประชาธิปไตยของชาวบ้านเชียงใหม่” ณ ห้องประชุมอาคารปฏิบัติการ 4 คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ในการนี้ ผศ.ดร.ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนองานวิจัยเรื่อง “พัฒนาการจิตสำนึกและปฏิบัติการทางการเมืองของขบวนการเสื้อแดงในจังหวัดเชียงใหม่” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งโครงการวิจัยโครงการใหญ่ที่ชื่อว่า “ความเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ทางการเมืองในชนบท” ซึ่งสำนักข่าวประชาธรรมได้เรียบเรียงมานำเสนอในเว็บไซต์ มติชนออนไลน์เห็นว่ามีเนื้อหาน่าสนใจ จึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนมาเผยแพร่ต่อดังนี้

ขบวนการเสื้อแดงเป็นขบวนการที่น่าสนใจ ในแง่หนึ่งสมาชิกมีแหล่งกำเนิดมาจากชนบท แต่ขบวนการเสื้อแดงกลับไม่ได้เกาะเกี่ยวกันด้วยความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจของ ชนชั้นชาวนา เหมือนกับสหพันธ์ชาวไร่ชาวนาเมื่อทศวรรษ 2510 ขณะเดียวกันขบวนการนี้ก็ต่างไปจากขบวนการสมัชชาคนจน

นักวิชาการที่เขียนเรื่องขบวนการเสื้อแดง ส่วนใหญ่ก็เห็นพ้องต้องกันว่าขบวนการเสื้อแดงมีความสลับซับซ้อนและประกอบไป ด้วยกลุ่มคนหลายสถานะ หลากความคิดทางการเมือง ยากที่จะกำหนดด้วยเส้นแบ่งทางเศรษฐกิจ หรือกระทั่งความต่างระหว่างเมืองและชนบท

อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ และอาจารย์อรรถจักร สัตยานุรักษ์  เสนอเรื่องแนวคิดชนชั้นกลางระดับล่างในเมืองและชนบท อ.ผาสุก พงษ์ไพจิตร และอ.ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร ก็เรียกขบวนการนี้ว่าเป็นกลุ่มที่ผสมกันระหว่างกลุ่มที่คัดค้านรัฐประหารกับมวลชนผู้สนับสนุนทักษิณ อ.เกษียร เตชะพีระ ก็มองว่าขบวนการนี้เป็นแนวร่วมระหว่างชนชั้นรากหญ้าและชนชั้นนายทุนใหญ่ อ.คายส์ (ชาร์ลส์ คายส์) ก็เรียกชาวชนบทที่เข้าร่วมขบวนการนี้ว่าเป็น “กลุ่มคนชนบทผู้เห็นโลกกว้าง” (cosmopolitan villagers) อ.พัฒนา กิติอาษา ก็เรียกคนเหล่านี้ว่าเป็นผู้ประกอบการทางการเมือง

มีหลายคนพยายามตั้งคำถามและหาคำอธิบายเกี่ยวกับขบวนการนี้ งานของตนก็พยายามทำอะไรแบบนั้นเหมือนกัน โดยมีคำถามหลักอยู่ 3 คำถาม คือ

1.ขบวน การเสื้อแดงในเชียงใหม่ประกอบไปด้วยกลุ่มคนสถานะใด ก่อรูปขึ้นเป็นขบวนการเสื้อแดงได้อย่างไร และมีพัฒนาการเช่นไร (ที่เลือกศึกษาเสื้อแดงในเชียงใหม่เพราะว่าเชียงใหม่เป็นหนึ่งในเมืองหลวง ของเสื้อแดง)

2.เงื่อนไขทางสังคม เศรษฐกิจ การเมืองอะไร ที่มีอิทธิพลต่อการก่อรูปของจิตสำนึกทางการเมืองของพวกเขาเหล่านั้น จนนำไปสู่การตัดสินใจเข้าร่วมในปฏิบัติการทางการเมือง การสวมรับความเป็นแดงของพวกเขามีนัยยะเช่นไร สะท้อนตัวตนความเป็นพลเมืองที่ต่างไปจากเดิมอย่างไร และมีนัยยะที่เปลี่ยนแปลงไปจากการประทะทางการเมืองในแต่ละช่วงเวลาอย่างไร  

3.สื่อเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น อาทิ วิทยุชุมชน มีบทบาทเช่นไรในการสร้างและขับเคลื่อนขบวนการเสื้อแดงในระดับท้องถิ่น ขบวนการนี้มีความแตกต่างจากขบวนการก่อนหน้านี้ถ้าเทียบกับสหพันธ์ชาวไร่ ชาวนาหรือสมัชชาคนจน เพราะมีการใช้สื่อค่อนข้างมาก มีสื่อเป็นของตัวเอง ด้วยความแตกต่างนี้มันทำให้ขบวนการนี้แตกต่างจากขบวนการอื่นอย่างไร

ความคิดกระแสหลักเกี่ยวกับคนเสื้อแดงสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มความคิดหลัก ความคิดแรกมองว่าเป็นชนชาวรากหญ้าที่มีการศึกษาต่ำ  เป็นชาวชนบทที่จงรักภักดีต่อทักษิณ และถูกลากเข้าสู่การเมืองของชนชั้นนำ ทัศนะนี้สะท้อนความคิดของผู้ปกครอง ชนชั้นกลาง และนักวิชาการบางท่านก็มองเช่นนี้ คือมองว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามายุ่งทางการเมือง

กลุ่มความคิดอันที่สอง มองจากฐานความคิด เรื่องเศรษฐกิจเป็นหลัก คือมองว่า กลุ่มคนเหล่านี้เป็นชนชั้นกลางระดับล่างในชนบท ที่ชีวิตทางเศรษฐกิจนั้น “ปริ่มน้ำ” นโยบายไทยรักไทย ได้ช่วยให้คนเหล่านี้พ้นจากอาการปริ่มน้ำหรือความเสี่ยงได้ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับพวกเขา เมื่อมีการรัฐประหารได้ทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจอันนี้ พวกเขาจึงรวมตัวกันทวงสิทธิให้กับพรรคการเมืองของตนเองที่ได้เลือกขึ้นมา

ความคิดทั้งสองแบบไม่ผิด แต่มันไม่พอ ความคิดที่ว่าผู้นำตีกันแล้วลากชาวบ้านเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ตนไม่มีความเห็นเพราะเป็นวิธีอธิบายความขัดแย้งในสังคมไทยที่มันดำเนินมา ตลอดช่วงสมัยอยู่แล้ว คือมองว่าประชาชนไม่มีสมองหรือปัญญาเป็นของตนเองที่จะวิเคราะห์การเมือง สามารถที่จะถูกลากมาประหนึ่งว่าเป็นวัวควาย จึงเห็นว่าไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงทางวิชาการ
ความคิดแบบที่สองอาจจะเป็นหลักคิดที่น่าสนใจกว่า คือ การมองว่าการรวมตัวของกลุ่มคนรากหญ้าเหล่านี้ มีแรงผลักทางด้านเศรษฐกิจ  ซึ่งเคยเถียงกับนักวิชาการหลายท่าน เพราะคิดว่ามันไม่พอที่จะนำมาใช้ในการอธิบายการเปลี่ยนแปลงทางภูมิทัศน์ของ ชนบททั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองที่ผ่านมา พูดง่ายๆ คือ การอธิบายแบบใช้เศรษฐกิจกำหนดนั้น ไม่ช่วยให้เข้าใจว่า ความคิดทางการเมืองของชาวบ้านเปลี่ยนไปอย่างไร และเพราะอะไร

งานวิจัยชิ้นนี้จึงพยายามอธิบายแบบกลับหัวกลับหาง คือแทนที่จะมองการเมืองจากด้านบนลงมา ตนพยายามทำความเข้าใจในความขัดแย้งทางการเมืองจากฐานคิดของรากหญ้า ชาวบ้านที่เข้าร่วมขบวนการนี้เขาคิดอย่างไร ขบวนการนี้ต่างไปจากขบวนการทางสังคมอื่นในประวัติศาสตร์ก่อนหน้านี้อย่างไรบ้าง

ข้อค้นพบเบื้องต้นพบว่า ก็จริงที่ความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้ง ( Election Politic)  มีผลอย่างยิ่งต่อจิตสำนึกทางการเมืองของประชาชนในชนบท ในทุกหมู่บ้านที่ตนเข้าไปศึกษา ในยุคก่อนไทยรักไทย ชาวบ้านไม่เคยคิดว่าการเลือกตั้งเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต และไม่คิดว่าการเลือกตั้งคือปริมณฑลทางการเมือง คือเป็นปริมณฑล (ทางการเมือง) ของคนกรุงเทพ แต่ไม่เคยคิดว่าปริมณฑลของการเลือกตั้งจะเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจในชนบท

รัฐบาลไทยรักไทยสองสมัยได้เปลี่ยนความคิดนี้ แล้วก็ช่วยทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในระบอบเลือกตั้งนั้นมีผลโดยตรงต่อสถานะทางเศรษฐกิจ ตรงนี้เป็นตัวทำให้ชาวบ้านมองว่าสิทธิทางการเมืองจะนำมาซึ่งความมั่นคงทาง เศรษฐกิจในชนบท คือการเชื่อมโยงของสองอันนี้มันทำให้จิตสำนึกทางการเมืองของชาวบ้านในชนบท ปัจจุบันไม่ต่างไปจากสำนึกทางการเมืองของปัญญาชนหรือชนชั้นกลางทั่วไป แต่ก่อนเรามองว่าชาวบ้านนั้นไม่เข้าใจการเมืองในระบอบเลือกตั้ง หรือมองการเมืองในระบอบการเลือกตั้งห่างไกลจากชนบท ซึ่งแต่ก่อนนั้นอาจจะใช่ แต่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาการมองแบบนี้อธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้อีก ต่อไป

เวลามองขบวนการเสื้อแดงเฉพาะในเชียงใหม่จังหวัดเดียวตนพบว่า มันไม่จริงที่เงื่อนไขทางเศรษฐกิจเป็นตัวลากชาวบ้านเข้ามาร่วมกัน จากงานวิจัยเราพบว่า มันมีพหุลักษณ์ของเหตุผล และผูกสัมพันธ์กลุ่มชนชั้นต่างๆที่เข้ามาร่วมกันสร้างขบวนการ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางการเมืองหรืออุดมการณ์ บางกลุ่มเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจ

จากคำบอกเล่าของแกนนำ เหตุผลการขึ้นมาค้านรัฐประหารของเสื้อแดงเชียงใหม่ไม่ใช่เพราะทักษิณ แต่เป็นเรื่องของการประกาศกฎอัยการศึกในเชียงใหม่ ซึ่งทำให้เศรษฐกิจท่องเที่ยวตกต่ำ เมื่อกลุ่มแกนนำไปประท้วงกัน ทหารก็จับไปขัง นั่นเป็นเหตุผลที่ทำให้ขบวนการต่อเนื่องตามมา
มันมีเหตุผลมากมายของผู้คนที่เข้ามาร่วมกับขบวนการเสื้อแดง ความหลากหลายเหตุนี้มันจึงน่าสนใจถ้าเทียบกับขบวนการเคลื่อนไหวของขบวนการ สังคมในยุคก่อนๆ  ขบวนการชาวนาชาวไร่ประเด็นคือค่าเช่านา ขบวนการของสมัชชาคนจน ประเด็นคือค้านโครงการขนาดใหญ่  เสื้อแดงอาจจะเป็นขบวนการแรกในประวัติศาสตร์ของการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ มีเหตุผลที่มากมายแต่สามารถที่จะเหลาประเด็นให้เป็นประเด็นเดียวกันได้ใน เวลาต่อมา

ขบวนการดังกล่าวมีความเป็นเอกเทศ และรวมตัวกันแบบหลวมๆ ซึ่งมันตรงกันข้ามกับคำอธิบายกระแสหลักที่ว่า เป็นประเด็นที่สั่งการมาจากศูนย์กลางที่กรุงเทพฯ ตนพบจากการศึกษาว่า ขบวน การนี้รวมตัวกันแบบหลวมๆไม่มีใครสั่งใครได้ ถ้าเห็นพ้องกันว่าการเคลื่อนไหวมีเป้าหมายสำคัญก็รวมตัวกัน เป็นขบวนการแนวนอนเชื่อมโยงในรูปแบบเครือข่ายและพึ่งพาตัวเองในแง่ทุน เราพบว่า กลุ่มที่เรียกว่าเสื้อแดงในระดับอำเภอ หรือท้องถิ่น พัฒนายุทธศาสตร์อย่างหลากหลาย กล่าวคือ สมัชชาคนจนอาจจะได้ทุนมากมาย ส่วนหนึ่งมาจากการระดมทุน ส่วนหนึ่งเอ็นจีโอสนับสนุนทุนด้วย แต่ขบวนการของชาวบ้านเสื้อแดงพึ่งพาตัวเองในแง่จัดหาทุนค่อนข้างเติบโตและเป็นตัวของตัวเอง

การเกิดขึ้นของชมรมเสื้อแดงในแต่ละอำเภอมีโทนใหญ่มาจากกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 และนปช.เสื้อแดง ซึ่งแตกต่างจากขบวนการสังคมในอดีต เรา พบว่าในขณะที่ขบวนการชาวไร่ชาวนา กลุ่มจัดตั้งหลักเป็นกลุ่มนักศึกษา หรือชนชั้นกลาง ปัญญาชนในเมือง ขบวนการสมัชชาคนจนกลุ่มที่จัดตั้งเป็นขบวนการเอ็นจีโอ ในขบวนการเสื้อแดงเราพบว่าชาวบ้านธรรมดาผันตัวเองขึ้นมาเป็นนักกิจกรรมชนบท ทำงานจัดตั้งกันเอง ทำงานสร้างเครือข่ายกันเอง ซึ่งเป็นมิติที่ไม่มีในขบวนการสังคมในอดีต

งานวิจัยยังพบอีกว่าสิ่งที่เรียกว่า อุดมการณ์ ทางการเมืองของคนเสื้อแดงนั้น มีการเปลี่ยนผ่าน มันไม่ได้เริ่มจากฐานความคิด ความเชื่อเดียวกัน (ตอนแรกเขาอาจจะคิดง่ายๆว่า เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่) มีการเปลี่ยนผ่านสำคัญที่มีผลอย่างยิ่งต่อวิธีคิดของคนเสื้อแดงในการมองความ สัมพันธ์ของตนเองกับสถาบันต่างๆสองระลอก (จริงๆแล้วเปลี่ยนผ่านหลายระลอก) โดยเหตุการณ์พฤษภา 53 ถือเป็นระลอกที่สำคัญ

ความเชื่อที่ว่าคนเสื้อแดงเกิดขึ้นมาเป็นแขนขาพรรคไทยรักไทยเพื่อ กลับมามีอำนาจอีกครั้ง ก็ไม่จริงทีเดียว เพราะหลังจากพรรคไทยรักไทยถูกโค่นใหม่ๆ กลับไม่มีปฏิบัติการทางการเมืองใดๆ จนกระทั่งมีรัฐประหารแล้ว กรณีของเสื้อแดงเชียงใหม่ มันเริ่มต้นจากในเมืองก่อนชนบท มีการก่อตัวของชนชั้นกลางในเมืองที่รวมตัวกันตั้งกลุ่มขึ้นมาแล้วค่อยๆขยาย ลงสู่ชนบท และเครื่องมือหรือกลไกสำคัญที่ใช้เป็นเครื่องมือของกลุ่มในระดับอำเภอคือ วิทยุชุมชน 92.5 MGH

นอกจากนี้พบว่าสมาชิกเสื้อแดงในระดับอำเภอมีความหลากหลายทางอาชีพมาก กลุ่มแดงดอยสะเก็ด มีประธานเป็นพ่อค้าในตลาดดอยสะเก็ด แกนนำของกลุ่มประกอบไปด้วย ครู นักธุรกิจท้องถิ่น ตำรวจ ทหาร ข้าราชการในอำเภอ เกษตรกร แรงงานรับจ้าง และแม่ค้า-แม่บ้าน ซึ่งแทบทุกกลุ่มจะมีสมาชิกที่สังกัดสถานะทางสังคมทุกสถานะ ไม่ใช่แค่เป็นเกษตรกรหรือชาวนารับจ้างอย่างเดียว

กรณีกลุ่มรักฝาง-แม่อาย-ไชยปราการ ก็เช่นเดียวกัน  แกนนำมาจากหลายหมู่เหล่า ทั้งผู้นำทางการของชุมชน อดีตสหาย กลุ่มครู  นักธุรกิจท้องถิ่น  โดยมีคหบดีท้องถิ่นเป็นประธานกลุ่ม ในสันกำแพง กลุ่มสันกำแพงรักประชาธิปไตย กลุ่มหลักประกอบด้วยแม่ค้า และนักธุรกิจ

การยกกลุ่มหลากอาชีพเพื่อจะชี้ให้เห็นว่ามัน เป็นขบวนการข้ามชนชั้น ประกอบไปด้วยกลุ่มคนที่มีความแตกต่างหลากหลายทางอาชีพและทางสถานะอย่างยิ่ง แต่สามารถที่จะมารวมตัวกันภายใต้อุดมการณ์ร่วมเดียวกันได้ ซึ่งขบวนการแบบนี้ยังไม่เคยเกิดขึ้นในสังคมไทย เพราะความเชื่อว่าคนที่มีสถานะทางเศรษฐกิจต่างกันจะมีอุดมการณ์ทางการเมือง ร่วมกันได้อย่างไร

คำถามใหญ่ซึ่งมักจะถูกถามอย่างยิ่งจากนักรัฐศาสตร์ คือเสื้อแดงนั้นสัมพันธ์อย่างไรกับพรรคการเมือง ตนพบว่าพรรคการเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคไทยรักไทยมีบทบาทสำคัญในขบวนการเสื้อแดงอย่างแน่นอน แต่สิ่งที่น่าสนใจในช่วงการก่อตัวในยุคแรก พรรคการเมืองหรือนปช.ส่วนกลางมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง หรือไม่ค่อยเข้ามาเกี่ยวข้องกับขบวนการเคลื่อนไหว การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงในระดับท้องถิ่นทำกันเอง พรรคการเมืองไม่ได้สนับสนุน แกนนำให้สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไปว่า “อยากให้พรรคการเมืองท้องถิ่นสนับสนุน” แต่หลายส่วนค่อนข้างกลัวเพราะอยู่ในช่วงของการรัฐประหาร

เมื่อมีกิจกรรมขึ้นมาแล้ว พรรคการเมืองจึงเริ่มเข้ามาสัมพันธ์ด้วย แต่ความสัมพันธ์เป็นไปในเชิงเครือข่ายพันธมิตร พรรคการเมืองสนับสนุนเรื่องเงินบ้าง แต่ส่วนใหญ่มาจากการระดมทุนกันเอง  เป็นลักษณะของการเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยมวลชนที่เข้าร่วมกิจกรรม เป็นมวลชนที่เลือกพรรคเพื่อไทย

ประเด็นที่สองคือเรื่องการกลายเป็นแดง เสื้อแดงไม่ได้เป็นอัตลักษณ์ที่จะเป็นกันง่ายๆ ในช่วงหลายปีของการเข้าร่วมขบวนการ หรือกลายเป็นแดงค่อนข้างหลากหลายจนสร้างอัตลักษณ์ร่วมขึ้นมาได้ ในที่สุดก็ถามว่าความเป็นแดงคืออะไร ชาวบ้านนิยามในความหมายที่คล้ายๆกัน คือ “ตัวตนใหม่ของพลเมืองเสรีนิยม”

คำพูดของแกนนำนปช.จังหวัดเชียงใหม่คนหนึ่งในระดับชาวบ้านพูดชัดว่า
“ผมว่าเรื่องที่เราต่อสู้ช่วงแรกเนี่ย ต้องถือว่าปัญหาเป็นหลักใหญ่ใจความก็คือว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตยก็คือ ว่าอำนาจสูงสุดอยู่ที่ปวงชน ฉะนั้นนั่นหมายความว่าสามอำนาจต้องถูกเลือกจากประชาชน…แล้วทุกคนพูดถึง ระบอบ ถึงโครงสร้างตัวนั้นเนี่ย ผมบอกว่าตัวนั้นถ้าไม่ปรับตัวนะ ผมว่าพัฒนาการขับเคลื่อนทางสังคม ผมทายไว้ก่อนเลยนะครับ มิคสัญญีจะเกิดขึ้นกับประเทศไทยล้านเปอร์เซ็นต์ ตราบใดสังคมนี้ไม่ได้ประชาธิปไตย หนึ่ง โครงสร้างไม่ปรับ สอง ยาก ผมบอกเลย ยาก ที่สังคมจะสงบนะครับ”

คำพูดของชาวบ้านสันทรายคองน้อย  อ.ฝาง จ. เชียงใหม่ก็น่าสนใจ โดยกล่าว ว่ากระบวนการกลายเป็นแดงหรืออัตลักษณ์แดงมันไม่ได้คล้ายกับสมบัติที่ไปซื้อ มาแล้วอยู่ๆก็เป็น แต่เห็นว่าผู้ขึ้นมามีอำนาจไม่ทำตามกติกาจึงกลายมาเป็นแดงคนเสื้อแดงบางส่วน กลายเป็นแดงด้วยเหตุผลนี้

“แต่ก่อนน่ะเหรอ เมื่อก่อนเป็นสีเหลืองน่ะสิ เมื่อก่อนนี้ก็เป็นเสื้อเหลือง อนุรักษ์ทรัพยากรสิ่งแวดล้อม  พวกนี้ ในป่า ในอะไรพวกนี้ แล้วที่นี้เรื่องที่เป็นเสื้อแดงก็หมายถึงว่า ความไม่ยุติธรรม หมายความว่า กติกาคนเราจะต้องมีกติกาใช่ไหม กติกาก็หมายถึงสัญญา แล้วทีนี้ รัฐบาลมันไม่ทำตามสัญญาเราใช่ไหม ไม่ทำตามสัญญา ก็หมายความว่า ไปละเมิดข้อสัญญาเรา ไม่มีการเลือกตั้งขึ้นมา มีการไปแต่งตั้งขึ้นมา ไม่มีการเลือก แต่งตั้งแล้วเอาอภิสิทธิ์เป็นนายก อันนี้คือประชาชนเราไม่ได้เลือกตั้งขึ้นมา อันนี้หมายความว่าไม่ทำตามกติกา เหมือนกับชาวบ้านเราเหมือนกันน่ะ เมื่อมีการประชุม เราก็จะมีการกติกานะ ให้ทำตามแบบนี้ แล้วที่นี้ ทางรัฐบาลไม่ยอมทำตามกติกาเรา  ตาก็เลยเริ่ม เออ ความไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นมา ก็เลยเป็นเสื้อแดง เป็นเสื้อแดงแบบนี้แหละครับ”

อันนี้คือสิ่งที่พยายามจะแยกให้เห็นว่า แม้ว่าจะเป็นพันธมิตรของพรรคการเมือง คือ พรรคเพื่อไทย แต่ก็ไม่ได้เป็นแขนขา ดังตัวอย่างคำพูดของแกนนำนปช.อำเภอดอยสะเก็ดที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการเลือกตั้ง ว่า “แต่ถ้าสมมติว่าพรรคที่ได้รับเลือกมาเป็นพรรคเพื่อไทย เป็นรัฐบาลนะครับ แล้วทำไม่ดี ทำห่วยยิ่งกว่าพรรคประชาธิปัตย์ เราก็จะจัดการคนของเราเองนะครับ อันนี้ก็จองกฐินไว้ล่วงหน้าเลย กลุ่มของเราชนะแล้วไม่ใช่จะเลิก” ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า เป็นกระบวนการตามกติกาของระบอบการเลือกตั้งที่ ถ้าพรรคการเมืองไม่ทำตามนโยบายที่ได้รับปากไว้ ประชาชนก็มีสิทธิที่จะกดดันเรียกร้องให้เปลี่ยนพรรคการเมือง

มีคำสองคำที่พูดในขบวนการเสื้อแดงมาก คือ ความเป็นแดง กับ ความเป็นไพร่ ซึ่งเมื่อไปถามคนเสื้อแดงว่า เสื้อแดงคืออะไร ทุกคนก็จะตอบคล้ายกันว่า เสื้อแดงคือ คนที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตย เป็นผู้ที่รักความจริง

อันสุดท้ายสำคัญมาก คือชาวบ้านมองสื่อกระแส หลัก และสิ่งที่รัฐพูดนั้นเป็นข้อมูลด้านเดียว เสื้อแดงเป็นผู้ที่จะมาเปิดข้อมูลอีกด้านหนึ่งให้โลกรู้ นี่เป็นที่มาว่า สื่อเสื้อแดงมีความสำคัญอย่างมาก เพราะพยายามเปิดเผยความจริงด้านที่สังคมไทยปิด นี่เป็นอุดมการณ์ประชาธิปไตยทางการเมือง
ส่วนความเป็นไพร่สะท้อนความเป็นพลเมืองชั้นสองภายใต้ความสัมพันธ์กับรัฐไทย  แต่พอผ่านการเลือกตั้งมาก็ไม่แน่ใจว่า วาทกรรมอันนี้จะเปลี่ยนไปอย่างไร ก่อนการเลือกตั้งวาทกรรมนี้เป็นวาทกรรมใหญ่ ซึ่งนิยามให้เห็นว่า แม้เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศแต่เป็นแค่พลเมืองชั้นสอง ไม่ว่าทำอะไรรัฐไม่เคยรับรู้ และพยายามกดทับอยู่ตลอดเวลา

ความเป็นแดงและความเป็นไพร่ เป็นอัตลักษณ์ร่วม ไม่ว่าจะเป็นใครหรือว่าอยู่ชนชั้นไหน แต่ด้วยความเป็นผู้ที่รักความจริง รักประชาธิปไตย เป็นผู้ไม่มีอำนาจทางการเมืองในสังคมไทย  จึงกลายเป็นเสื้อแดง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1315385552&grpid=no&catid=02&subcatid=0202

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

5 ปีที่หายไปของเศรษฐกิจพอเพียง (2541-2545)

เป็นงานชิ้นเล็กๆ ที่ผมเขียนขึ้น ช่วงที่รัฐบาลทักษิณบริหารประเทศ เพื่อนำเสนอ กับ ทางผู้ประสานงาน สกว. แต่ งานออกไปในแนววิพากษ์ วิจารณ์ ตั้งคำถาม… มันจึงถูกทิ้งร้างไป

วันนี้ไปรื้อของเก่าๆ มา เลย หยิบมา post ครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์แก่สาธารณะบ้าง

 

file เอกสารเป็น pdf จำนวน 82 หน้า ขนาด 1 MB โหลดที่นี่ ครับ   5ปี

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 23, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

สรุปงานกับชุมชนซอยงามดูพลี

วันนี้มีงานสรุปบทเรียนกับ แกนนำชุมชนซอยงามดูพลี ซึ่งประกอบไปด้วย 3 ชุมชน

1) ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์

2) ชุมชนบ้านมั่นคง

3) ชุมชนบ้านเอื้ออาทร

แม้ว่าจะเป็น 3 ชุมชนที่อยู่ติดๆๆๆๆ กัน แต่ลักษณะของที่อยู่อาศัย และความมั่นคงของบ้านกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

– ชุมชนหน้าสมาคมธรรมศาสตร์ จัดเป็นชุมชนบุกรุกที่กรมธนารักษ์ และที่ของทหาร..ปัจจุบันมีข่าวว่า ทหารเขาจะไล่รื้อแล้ว

– ชุมชนบ้านมั่นคง จัดเป็นชุมชนที่มีความมั่นคงในเรื่องที่อยู่อาศัยพอสมควร และมีระบบการเงินที่ค่อนข้างดี …หากแต่มีความไม่มั่นคงระดับครัวเรือนที่ต้องหาทางหนุนเสริมอยู่ด้วย

– ชุมชนเอื้ออาทร…จัดเป็นชุมชนที่ดูเหมือนจะมั่นคง หากแต่ ห้องพักกลับมีสภาพไม่ต่างจากการเป็นห้องเช่าในตึกใหญ่ เพราะคนมีเงินก็มากว้านซื้อแล้วปล่อยเช่าให้กับพนักงานบริษัทเอกชนในย่านสาทร

…..ดูเหมือนการทำงานของแกนนำชุมชนทั้ง 3 จะไม่ง่ายเอาเสียเลย อุปสรรคขวางหนามยังรออีกเพียบครับ…เป็นกำลังใจ สู้กันต่อไปนะครับ

 
 

ป้ายกำกับ: ,