RSS

Tag Archives: วิธีคิด

มหาวิทยาลัยนอกระบบ : มายาคติ หรือของจริง

ข้อเขียนการคัดค้านนำมหาวิทยาลัยออกนอกระบบของ อ.ใจ อึ้งภากรณ์ และ อ.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ เผยแพร่อยู่ใน website ของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนตั้งแต่ปี 2549 แม้ว่าจะเป็นบทความที่ผ่านมาแล้วครึ่งทศวรรษ แต่บทความขนาดสั้นของอาจารย์ทั้ง 2 ท่าน ก็ยังถูกนำมาใช้อ้างอิงบนหน้า Facebook “ม.นอกระบบ ม.เกษตร” และ “แนวร่วมนิสิตนักศึกษาคัดค้าน ม.นอกระบบ”  พร้อมกับการเคลื่อนไหวตั้งแต่ต้นปี 2555 ทั้งจาก นักศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึง บุคลากรของมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็น อาจารย์ หมอ พยาบาล ใน ห้วงยามที่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ รวมถึง มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา เป็นต้น กำลังเริ่มขยับเพื่อพามหาวิทยาลัยออกนอกระบบ (ราชการ)

อ่านต่อ file ขนาด 420 KB ข้อสังเกตต่อบทความ มหาวิทยาลัยนอกระบบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

How Much Is Enough? เท่าไรจึงจะพอ (ตอนจบ)

บทสุดท้ายของหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เป็นการเสนอแนะแนวนโยบายสำหรับแก้ปัญหาอันสืบเนื่องมาจากระบบทุนนิยม

กระตุ้น ให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้นแบบไม่หยุดยั้งโดยอ้างความเจริญบังหน้า ก่อนเล่าต่อไป ขอเรียนว่า ผู้เขียนเป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาที่หลอมรวมขึ้นมาจากแนวคิดกระแสหลัก ของสังคมตะวันตก คนหนึ่งเป็นผู้เขียนชีวประวัติของจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ ซึ่งวงการเศรษฐศาสตร์ตะวันตกนับเป็นยอดนักคิดของระบบเศรษฐกิจกระแสหลักแห่ง คริสต์ศตวรรษที่ผ่านมา การที่ผู้เขียนทั้งสองมองว่าเศรษฐกิจระบบทุนนิยมมีปัญหาสาหัสพร้อมๆ กับการถดถอยทางศีลธรรมจรรยาของสังคมตะวันตกมิได้เกิดบนฐานของการต่อต้านระบบ นั้นเช่นผู้นิยมระบบคอมมิวนิสต์ หรือผู้ไม่ศรัทธาในศาสนาคริสต์ หากเกิดบนฐานของการเป็นผู้อยู่ในระบบมานาน ฉะนั้น การอ่านเหตุการณ์ของเขาจึงมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่น่าสังเกตเป็นพิเศษในบทนี้คือ ผู้เขียนไม่แสดงความเชื่อมั่นแบบเต็มร้อยว่าข้อเสนอของเขาจะแก้ปัญหาได้ ต่างกับบทที่ผ่านมาๆ ซึ่งเขาเสนอเนื้อหาด้วยความเชื่อมั่นสูงมาก นอกจากนั้น เขายังกล่าวว่าข้อเสนอของเขาเป็นเพียงการชี้แนะขั้นต้นเท่านั้น ความไม่เชื่อมั่นของผู้เขียนอาจมองได้ว่า ปัญหานั้นหนักหนาสาหัสยิ่งจนเขาอ่านว่าไม่สามารถแก้ได้ นั่นอาจหมายความว่าสังคมโลกจะต้องล่มสลายด้วยการกระทำของธรรมชาติเสียก่อน แล้วจึงกลับมาเริ่มต้นกันใหม่

เนื่องจากผู้เขียนมองว่า ความถดถอยทางศีลธรรมจรรยาเป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา เขาเสนอว่าฝ่ายศาสนาจะต้องมีบทบาทในการแก้ไขด้วย อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เสนอรายละเอียดมากนักนอกจากพูดถึงหลักของศาสนาคริสต์นิกายโรมัน คาทอลิกเป็นส่วนใหญ่ การที่เขาไม่แสดงความเชื่อมั่นในด้านนี้อาจตีความหมายได้ว่าผู้เขียนมองวง การศาสนาว่าตกอยู่ใต้อำนาจของระบบทุนนิยมไม่ต่างกับวงการอื่น ประเด็นนี้คงเป็นที่เข้าใจของคนไทยส่วนใหญ่เป็นอย่างดีเนื่องจากมีตัวอย่าง ให้ดูอยู่เป็นประจำ เมื่อฝ่ายศาสนาไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก การแก้ปัญหาจะต้องมาจากนโยบายของฝ่ายรัฐซึ่งผู้เขียนสรุปว่าต้องมีเป้าหมาย หลัก 2 ด้านด้วยกันคือ การแบ่งสันปันส่วนผลผลิตในเศรษฐกิจจะต้องเท่าเทียมกันมากขึ้นกว่าในปัจจุบัน และความกดดันให้เกิดการบริโภคแบบไร้ความจำเป็นจะต้องลดลง

ในด้านการแบ่งสันปันส่วนให้เกิดความเท่าเทียมกันมากขึ้น ผู้เขียนเสนอมาตรการสามด้านให้พิจารณาคือ เพิ่มค่าตอบแทนให้แก่อาชีพต่างๆ รวมทั้งครู หมอ พยาบาลและข้าราชการ หรือพนักงานของรัฐ ออกกฎหมายให้เกิดการลดชั่วโมงทำงานของลูกจ้างลงเรื่อยๆ และให้รัฐประกันรายได้เบื้องต้นแก่ทุกคนในสังคมตามความเหมาะสมของสภาพ เศรษฐกิจซึ่งอาจหมายถึงระบบภาษีจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ผู้ที่มีรายได้สูง จ่ายภาษีมากขึ้นกว่าในระดับที่เป็นอยู่

ในด้านการลดความกดดันให้เกิดการบริโภค สิ่งแรกที่ผู้เขียนเสนอให้พิจารณาได้แก่การห้ามบริโภคสินค้าจำพวกหรูหรา เพื่อโอ้อวดสถานะบางชนิดคล้ายกับการห้ามบริโภคยาเสพติดร้ายแรง เนื่องจากการห้ามเป็นมาตรการรุนแรงมากจากมุมมองของเสรีภาพในการดำเนินชีวิต ของบุคคล รัฐอาจใช้มาตรการภาษีในแนวที่ใช้กับสินค้าบางชนิดอยู่แล้วรวมทั้งผลิตภัณฑ์ ยาสูบและแอลกอฮอล์ นอกจากนั้น ยังอาจใช้มาตรการเก็บภาษีก้าวหน้าจากการบริโภคโดยทั่วไปโดยยกเว้นสิ่งจำเป็น เบื้องต้นสำหรับการดำเนินชีวิต เนื่องจากในยุคนี้ ภาคการเงินมีอิทธิพลสูงมากจากการเล่นแร่แปรธาตุทางการเงินซึ่งไม่นำไปสู่การ ผลิตสิ่งที่จำเป็น ฉะนั้น เขาจึงเสนอให้เก็บภาษีธุรกรรมทางการเงินที่รู้กันในนามของ “ภาษีโทบิน” ตามชื่อของนักเศรษฐศาสตร์เจมส์ โทบิน ผู้เสนอภาษีแนวนี้เมื่อปี 2515

อนึ่ง คงเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การโฆษณามีอิทธิพลต่อการบริโภคสูงมาก ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนจึงเสนอให้ควบคุมการโฆษณาอย่างเข้มงวดกว่าที่สังคมต่างๆ ทำกันอยู่ในปัจจุบัน เขายกตัวอย่างในบางประเทศมาเสนอว่าการควบคุมการโฆษณาแบบเข้มงวดนั้นทำได้รวม ทั้งในสังคมที่เป็นประชาธิปไตยสูงด้วย ยิ่งกว่านั้น เขาเสนอให้ห้ามนำงบประมาณการโฆษณามารวมเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการอันเป็นการ บังคับให้บริษัทห้างร้านต้องพิจารณาความคุ้มค่าของการโฆษณาอย่างเข้มข้นขึ้น อีกระดับหนึ่ง

ดังที่อ้างถึงในตอนต้น เนื้อหาของหนังสือเป็นเรื่องของสังคมตะวันตก ในตอนสุดท้ายของบท ผู้เขียนพูดถึงประเทศยากจนสั้นๆ โดยมองว่าจะทำอย่างไรประเทศเหล่านั้นจึงจะสามารถยกระดับการพัฒนาขึ้นมาให้ ประชาชนของตนสามารถมี “ชีวิตที่ดี” ได้ เขามองว่า ประเทศกำลังพัฒนาจะต้องลดการมุ่งเน้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจจากการส่งออกและ การกระตุ้นการบริโภคเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศก้าวหน้ามาแล้ว ส่วนทางด้านประเทศก้าวหน้า เขาเสนอว่าต้องลดการใช้ประเทศกำลังพัฒนาเป็นปัจจัยในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งคงหมายถึงลดการเอาเปรียบลงด้วย นอกจากนั้น เขาเสนอให้ช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาโดยการให้ทุน ในบริบทนี้เขาใช้คำว่า “เพียงพอ” (sufficiency) โดยเสนอว่าประเทศก้าวหน้าควรช่วยเหลือประเทศกำลังพัฒนาไปจนกว่าประเทศกำลัง พัฒนาจะมีเศรษฐกิจในระดับที่ประชาชนโดยทั่วไปเข้าถึงปัจจัยเบื้องต้นตามความ จำเป็นของการดำเนินชีวิตอย่างเพียงพอ ความเพียงพอในที่นี้ชี้ชัดว่าเป็นความเพียงพอทางร่างกายซึ่งเป็นส่วนประกอบ สำคัญของการนำไปสู่ความพอใจในชีวิต แน่ละ เมื่อใดความเพียงพอทางร่างกายและความรู้สึกพอใจในชีวิตเกิดขึ้นพร้อมกัน เมื่อนั้นความ “พอเพียง” ที่แท้จริงย่อมเกิดขึ้น

http://bit.ly/V1CTRb

 
 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (3) โดย ไสว บุญมา

ดังที่เล่าไว้ในตอนแรก ผู้เขียนหนังสือเรื่อง How Much Is Enough? เสนอว่า “ชีวิตที่ดี” เป็นสิ่งที่ทุกคนมีได้และควรแสวงหา

ส่วน เงินหรือรายได้ที่จะนำมาซึ่งชีวิตที่ดีนั้นคือจำนวนที่ควร “พอ” แต่เขามิได้ให้นิยามของคำว่า “ชีวิตที่ดี” จนกระทั่งบทที่ 6 ซึ่งเป็นบทรองสุดท้ายของหนังสือ ก่อนนั้นเขาพูดถึงปรัชญาและที่มาของระบบทุนนิยม สิ่งที่ทำให้ระบบนั้นเลวร้าย เรื่องการใช้ทรัพย์สิน เรื่องมายาภาพของความสุข และเรื่องข้อจำกัดของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ วันนี้จะไม่พูดถึงเรื่องเหล่านั้น แต่จะข้ามไปพูดถึงชีวิตที่ดีในบทที่ 6 ซึ่งผู้เขียนเสนอว่ามีส่วนประกอบเบื้องต้น 7 อย่างด้วยกันคือ

หนึ่ง สุขภาพดีซึ่งหมายถึงร่างกายที่ทำงานได้ตามปกติในช่วงที่มีชีวิตอยู่ตาม อายุขัย การจะมีร่างกายที่ดีได้ย่อมหมายถึงมีสิ่งจำเป็นต่างๆ ในปริมาณที่เพียงพอแต่ไม่ฟุ่มเฟือยรวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัยและการรักษาพยาบาลเมื่อเกิดการเจ็บป่วย แต่ไม่รวมถึงความพยายามที่จะมีชีวิตแบบผิดไปมากจากกฎของธรรมชาติซึ่งจะนำไป สู่การใช้จ่ายแบบไม่มีทางเพียงพอ อาทิเช่น ความพยายามที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปโดยใช้เครื่องช่วยชีวิตต่างๆ อย่างต่อเนื่องรวมทั้งเครื่องช่วยหายใจสำหรับผู้ที่ตกอยู่ในภาวะนิทราอย่าง ถาวร และความพยายามทำศัลยกรรมตกแต่งที่ไม่มีความเกี่ยวเนื่องกับเรื่องของการทำ งานตามปกติของร่างกายแต่อย่างใด

สอง ความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตโดยปราศจากการรบกวนของอาชญากรรม สงคราม หรือการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่แบบเฉียบพลันทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและสังคม

สาม การได้รับความเคารพ หรือการมีศักดิ์ศรี การเป็นทาสอาจเป็นการสูญเสียศักดิ์ศรีที่ร้ายแรงที่สุดของมนุษย์เรา แต่เนื่องจากในสมัยนี้ สังคมต่างๆ ไม่มีระบบทาสเหลืออยู่ เรื่องนี้จึงมุ่งไปที่ความเหลื่อมล้ำซึ่งจะต้องไม่มีมากจนทำให้กลุ่มชนแบ่ง แยกแบบเชื่อมกันไม่ติดโดยผู้ที่มีเงินมากสามารถละเมิดกฎหมายได้ตามใจชอบ ในขณะที่คนจนรู้สึกคับแค้นใจอยู่ไม่ขาด และนักการเมืองเป็นทาสของเงิน

สี่ ความมีอิสระที่จะแสดงความเป็นตัวของตัวเองบนฐานของการมีศีลธรรมจรรยา การมีหลักประกันในทรัพย์สินเป็นส่วนประกอบหลักของความมีอิสระ เพื่อให้เกิดความมีอิสระอย่างทั่วถึง ทรัพย์สินจะต้องกระจายออกไปอย่างกว้างขวาง แทนที่จะตกอยู่ในมือของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ห้า การอยู่กับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เรื่องนี้มักก่อให้เกิดการถกเถียงกันในระหว่างฝ่ายที่มองว่าการอยู่ใกล้ ธรรมชาติเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดชีวิตที่ดีและฝ่ายที่ไม่เชื่อเช่นนั้น ผู้เขียนอ้างถึงข้อมูลต่างๆ แล้วสรุปว่าฝ่ายแรกมีน้ำหนักมากกว่า

หก การมีเพื่อนที่ไว้เนื้อเชื่อใจได้ เพื่อนในที่นี้อาจเป็นสมาชิกในครอบครัว หรือคนนอกครอบครัวก็ได้ซึ่งคบค้ากันด้วยความจริงใจ มิใช่เพื่อผลประโยชน์

เจ็ด การพักผ่อนหย่อนใจซึ่งไม่เฉพาะการผ่อนคลายอย่างสบายๆ เนื่องจากได้พักจากงานหรือความกดดันต่างๆ เท่านั้น หากยังรวมถึงการได้ทำสิ่งที่มีใจรักอีกด้วย ในบางกรณี การทำงานอาจเป็นการได้ทำสิ่งที่มีใจรักพร้อมๆ กันไปด้วย อาทิเช่น เมื่อนักเขียนแต่งหนังสือ แม้จะไม่มีใครจ่ายเงินให้ เขาก็ยังทำต่อไปเนื่องจากมีใจรัก

สำหรับบุคคล การจะมีชีวิตที่ดีได้ส่วนหนึ่งมาจากโชคของการเกิดมาในสิ่งแวดล้อมที่อำนวย และมีร่างกายที่มีส่วนประกอบดี และการดำเนินชีวิตที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็มีหน้าที่ที่จะต้องก่อให้เกิดภาวะเอื้ออำนวยซึ่งส่วน ใหญ่มิใช่ภาวะทางด้านเศรษฐกิจ ส่วนประกอบสำคัญทางด้านเศรษฐกิจได้แก่การขยายตัวของผลิตภัณฑ์ซึ่งอาจมีความ สำคัญใน 3 ด้านด้วยกันคือ

ด้านแรก การขยายตัวทางเศรษฐกิจอาจมีความจำเป็นในการผลิตปัจจัยเบื้องต้นสำหรับการมี ชีวิตที่ดี อาทิเช่น ทำให้มีอาหารและปัจจัยในการรักษาพยาบาลอย่างเพียงพอ ในประเทศที่ก้าวหน้ามากๆ ปัจจัยเบื้องต้นเหล่านี้มักมีอย่างเพียงพอแล้วจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำให้ มันขยายตัวต่อแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ด้านที่สอง การขยายตัวต่อไปอาจทำให้บุคคลมีอิสระที่จะเลือกสิ่งต่างๆ ได้เพิ่มขึ้นและสนับสนุนให้เกิดการค้นคว้าหาความรู้และสร้างความเปลี่ยนแปลง ต่างๆ ซึ่งอาจจำเป็นต้องมีอย่างต่อเนื่อง

ด้านที่สาม การขยายตัวอาจมีความจำเป็นในระยะสั้นเมื่อสังคมมีอัตราการว่างงานและภาระหนี้สินสูง

เมื่อเศรษฐกิจสามารถผลิตทุกอย่างที่เอื้อให้สมาชิกในสังคมมีชีวิตที่ดี ได้แล้ว การขยายตัวต่อไปมีโอกาสทำให้ชีวิตที่ดีลดลง ไม่ว่าจะเป็นจากการทำลายสิ่งแวดล้อม การจำกัดโอกาสสำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ หรือการชักจูงให้เกิดการบริโภคที่ไม่จำเป็นมากขึ้นจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจที่สามารถผลิต หรือค้าเพื่อแสวงหาทุกอย่างมาได้อย่างเพียงพอสำหรับชีวิตที่ดีของสมาชิกใน สังคมแล้วเป็นเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะ “นิ่ง” หรือ “พอ” ซึ่งปราชญ์ทางด้านเศรษฐศาสตร์จากอดัม สมิธ ถึงจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ มองว่าเป็นสิ่งที่เหมาะสมและควรเป็นเป้าหมายของสังคมโดยทั่วไป แต่สังคมทุนนิยมได้มองข้ามเศรษฐกิจที่อยู่ในภาวะนิ่งเพราะความโลภเข้าครอบงำ ซึ่งนำไปสู่การผลักดันให้เกิดการขยายตัวของการผลิตและการบริโภคแบบไม่มีที่ สิ้นสุด

 
 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (2) โดย ไสว บุญมา

ผู้เขียนเข้าสู่ เนื้อหาหลักของหนังสือในบทที่ 1 ด้วยการพูดถึงความผิดพลาดของจอห์น เมนาร์ด เคนส์ ซึ่งทำนายว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่อเนื่องต่อไป

ส่ง ผลให้เราใช้เวลาทำงานเพียงเล็กน้อยก็สามารถที่จะมีชีวิตที่ดีได้ การทำนายนั้นถูกเพียงในส่วนของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่ผิดในส่วนของเวลาทำงานซึ่งยังแทบไม่ต่างกันกับในสมัยที่เขาเขียนคำทำนาย นั้นทั้งที่เวลาได้ผ่านไปกว่า 80 ปีแล้ว

ก่อนจะเสนอผลของการวิเคราะห์ ผู้เขียนพูดถึงความเชื่อของเคนส์อันเป็นสมมติฐานเบื้องต้นของการทำนาย ในเบื้องแรก เคนส์เชื่อว่าคนเรามีเพดานของความต้องการทางด้านวัตถุซึ่งเมื่อมีถึงจุดนั้น แล้วจะพอใจและไม่ดิ้นรนที่จะหามาเพิ่ม ผู้เขียนมองว่าความเชื่อนี้มีปัญหาเพราะเคนส์ไม่แยกความจำเป็นออกจากความ ต้องการ ความจำเป็นมีเพดาน แต่ความต้องการไม่มี ฉะนั้น เศรษฐกิจจึงขาดกลไกที่จะยับยั้งมิให้มันขยายตัวต่อไปยกเว้นในกรณีที่คนเรา ไม่ต้องการอะไรนอกเหนือไปจากความจำเป็นสำหรับดำเนินชีวิต

เคนส์เชื่อว่ารายได้ในระดับ 4-8 เท่าของรายได้เฉลี่ยในช่วงที่เขาทำนายจะทำให้คนรู้สึกว่า “พอ” สาเหตุที่เขาเชื่อเช่นนั้นเพราะเขามองว่าผู้ที่มีรายได้ในระดับของชนชั้น กลางในสมัยนั้นสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้เป็นอย่างดี เขามองด้วยว่าเมื่อมีรายได้ถึงในระดับนั้น ผู้คนจะทำงานน้อยลงและปล่อยให้ผู้มีรายได้น้อยกว่าทำงานต่อไปจนมีรายได้ถึง ในระดับชนชั้นกลางเช่นกัน เคนส์คิดไม่ถึงว่าผู้ที่มีรายได้ถึงในระดับชั้นกลางแล้วจะตรากตรำทำงานต่อไป เพื่อหารายได้เพิ่มขึ้นจนร่ำรวยมากและแตกต่างจากผู้มีรายได้น้อยกว่าแบบฟ้า กับดิน นอกจากนั้น ความพอจากมุมมองของเคนส์ไม่จำเป็นจะต้องเท่ากันระหว่างคนต่างอาชีพ ก่อนที่จะรู้สึกพอใจศิลปินจึงอาจต้องมีรายได้ในระดับต่างกับนักวิชาการ หมอและทนายความ

สำหรับเรื่องที่เคนส์มองว่าคนเราจะใช้เวลาที่ได้จากการทำงานน้อยลงหมดไป กับการพักผ่อนหย่อนใจเพื่อหาความสุขอย่างชาญฉลาดนั้น ผู้เขียนมองว่าไม่สามารถประเมินได้ทันทีเนื่องจากในสมัยนี้ การพักผ่อนหย่อนใจมิใช่เข้ามาแทนที่การทำงาน หากเป็นการต่อยอดการทำงานเสียมากกว่า การวิเคราะห์ต่อไปในบทที่ 1 เป็นการค้นหาคำตอบว่าเพราะอะไรคนเราจึงไม่ลดเวลาทำงานลงและเพิ่มเวลาพักผ่อน หย่อนใจให้มากขึ้น ผู้เขียนสรุปว่า คำอธิบายมาจาก 3 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรกได้แก่ความพึงพอใจในการทำงาน เรื่องนี้มีปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญอยู่ที่ลักษณะของงานได้เปลี่ยนไปอย่างมี นัยสำคัญ นั่นคือ ในสมัยก่อนงานส่วนใหญ่เป็นงานกรรมกรที่ต้องใช้แรงงานแบกหาม ขาดความท้าทายทางสมอง หรือต้องตรากตรำท่ามกลางแดดฝนและภาวะที่ไม่มีความน่าสนใจและความน่าอภิรมย์ ผสมอยู่มากนัก ต่างกับในสมัยนี้ซึ่งงานจำนวนมากไม่มีความตรากตรำ หากเป็นงานนวัตกรรมที่มีความท้าทายและความน่าสนใจอยู่ในตัวของมัน นอกจากนั้น ภาวะรอบด้านของการทำงานก็มีความสะดวกสบายและความน่าอภิรมย์ผสมอยู่ ระบบอินเทอร์เน็ตทำให้การทำงานมีลักษณะเสมือนการเล่น คนจำนวนมากอาจทำงานเพราะต้องการมีเพื่อน หรือเพื่อหนีปัญหาในครอบครัวและความเหงา อย่างไรก็ตาม ข้อมูลในประเทศก้าวหน้าบ่งว่าคนงานจำนวนมากต้องการทำงานน้อยลง ฉะนั้น ความพึงพอใจในการทำงานจึงไม่น่าจะใช่ปัจจัยใหญ่ที่อธิบายความไม่ลดลงของ ชั่วโมงทำงานตามที่เคนส์คาด

ปัจจัยที่สองได้แก่ความกดดันซึ่งมาจากหลายด้านด้วยกัน อาทิเช่น ผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจส่วนใหญ่ไปตกอยู่ในมือของคนรวยเพิ่มขึ้นส่งผลให้ คนงานในสัดส่วนที่มากขึ้นต้องตรากตรำทำงานต่อไป มิฉะนั้นจะไม่มีรายได้เพียงพอสำหรับดำเนินชีวิต พนักงานบริการตามร้านอาหารจานด่วนและร้านสะดวกซื้อมักตกอยู่ในกลุ่มนี้ โดยทั่วไปนายจ้างเลือกที่จะจ้างคนงานในจำนวนจำกัดโดยให้แต่ละคนเพิ่มชั่วโมง ทำงานทั้งนี้เพราะการจ้างคนงานเพิ่มจะทำให้นายจ้างต้องจ่ายค่าสวัสดิการ เพิ่มขึ้นและต้องบริหารจัดการคนงานจำนวนมากซึ่งทำให้ยากลำบากขึ้น การโฆษณาสินค้าสร้างแรงจูงใจให้ผู้บริโภคมองว่าสินค้ามีความจำเป็นทั้งที่ มันไม่มีความจำเป็น หรือ คนจำนวนมากใช้การเดินชมสินค้าเป็นทางออกของความเหงาและความไม่สบายใจในชีวิต ประจำวัน การเดินชมเช่นนั้นมักจบลงด้วยการซื้อสิ่งที่ไม่จำเป็น การซื้อสินค้าเหล่านั้นสร้างความกดดันให้ต้องทำงานหารายได้เพิ่ม

ปัจจัยที่สามได้แก่ความไม่รู้จักพออันเป็นธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ เรื่องนี้มองได้จากหลายทาง อาทิเช่น คนเรามักเบื่อหน่ายกับของที่ใช้แล้วใช้อีก หรือความจำเจ ส่งผลให้ต้องหาซื้อของใหม่ หรือทำอะไรใหม่ๆ ทั้งที่มันไม่จำเป็น โดยทั่วไปคนเรามักมองว่าต้องแข่งขันและเปรียบเทียบการมีสถานะกับผู้อื่นเสมอ การมองเช่นนั้นนำไปสู่การต้องซื้อหรือหารายได้มาเพิ่มซึ่งส่วนใหญ่ได้จากการ ทำงาน จะเห็นว่าแม้แต่การทำบุญทำทานก็มีการแข่งขันและโอ้อวดกันว่าใครทำมากกว่า ธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์เราถูกขับเคลื่อนให้เข้มข้นขึ้นด้วยระบบทุนนิยม ซึ่งสร้างความต้องการสิ่งที่ไม่จำเป็นเพิ่มขึ้น ขยายวงของสถานะทางสังคมให้กว้างขึ้น เปลี่ยนทุกอย่างให้เป็นเงินมากขึ้น และเป่าหูเราอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าหยุดแสวงหารายได้ และการแสวงหารายได้แบบไม่รู้จักพอนั้นผลักดันให้ระบบทุนนิยมตัดขาดจากฐานทาง ศีลธรรมจรรยาจนยากที่จะนำกลับมาให้อยู่ในความควบคุมของเราแล้ว

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

How Much Is Enough? Money and the Good Life (1) โดย ไสว บุญมา

วิกฤติเศรษฐกิจในประเทศก้าวหน้าในช่วงเวลากว่าสี่ปีที่ผ่านมาก่อให้เกิดการถกเถียงกันว่า วิกฤติเกิดจากความผิดพลาดของกลไกในเศรษฐกิจ

หรือ เป็นเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมของผู้คน ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องความผิดพลาดด้านกลไกมองว่าถ้าปรับนโยบายในด้านการเงิน การคลังและกฎข้อบังคับต่างๆ อย่างเหมาะสม เศรษฐกิจจะฟื้นคืนชีพขึ้นมาและเดินหน้าต่อไปได้ ฝ่ายที่เชื่อในเรื่องพื้นฐานเกี่ยวกับด้านจริยธรรมมองว่า ต้นตอของปัญหาคือกิเลสตัณหาที่นำไปสู่การบูชาเงินและยึดเอาวัตถุเป็นสรณะ ในกลุ่มนี้มีนักวิชาการอังกฤษสองคนพ่อลูกชื่อ โรเบิร์ต และ เอ็ดเวิร์ด สกีเดลสกี้ รวมอยู่ด้วย ทั้งสองร่วมกันอรรถาธิบายมุมมองของฝ่ายเขาด้วยการเขียนหนังสือชื่อ How Much Is Enough? Money and the Good Life ซึ่งคงแปลตรง ๆ ว่า “เท่าไรจึงจะพอ? เงินและชีวิตที่ดี” หนังสือขนาด 250 หน้าซึ่งพิมพ์ออกมาเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาแยกออกเป็น 7 บทด้วยกันนำด้วยคำนำและบทนำตามด้วยเชิงอรรถและดัชนี

ผู้เขียนบอกว่าจุดมุ่งหมายในการเขียนหนังสือคือความต้องการที่จะชักนำให้ ผู้อ่านเห็นว่า “ชีวิตที่ดี” นั้นมีอยู่จริงและสามารถเข้าถึงได้ เราทั้งหลายควรพยายามทำให้มีชีวิตที่ดีตามที่เขามอง ส่วนจำนวนเงินที่จะต้องใช้เพื่อทำให้มีชีวิตที่ดีนั้นเป็นประเด็นที่ตามมา หลังจากเรารู้ว่าชีวิตที่ดีเป็นอย่างไรเสียก่อน มองโดยรวม หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเหตุผลของการต่อต้านการไม่รู้จักพอและส่วนประกอบ พื้นฐานด้านจิตวิทยาที่ปิดกั้นมิให้เรารู้จักคำว่า “พอ” เนื้อหาครอบคลุมเฉพาะสังคมตะวันตกซึ่งผู้เขียนมองว่ามีความมั่งคั่งมากพอที่ จะสามารถมีชีวิตที่ดีได้แล้ว อย่างไรก็ตาม เหตุผลต่างๆ ที่เขาอ้างถึงอาจนำไปประยุกต์ใช้กับสังคมยากจนแต่มีคนรวยที่มีความเป็นอยู่ ย่างหรูหราปะปนอยู่ได้

อนึ่ง แนวคิดของพวกมาร์กซิสต์มองว่าการไม่รู้จักพอนั้นสร้างขึ้นมาโดยทุนนิยม ปัญหาจะหมดไปทันทีที่เรากำจัดทุนนิยมออกไปจากสังคม ส่วนชาวคริสต์มองว่าความไม่รู้จักพอเป็นบาปดั้งเดิม แต่ผู้เขียนมองว่ามันฝังอยู่ในธรรมชาติธาตุแท้ของมนุษย์ซึ่งมักจะเปรียบ เทียบความมั่งมีของตนกับของคนอื่นแล้วเห็นว่าคนอื่นมีมากกว่าตน ความคิดเช่นนั้นถูกผลักดันให้เข้มข้นขึ้นด้วยทุนนิยมจนกลายเป็นปัจจัยพื้น ฐานด้านจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าและอารยธรรม ย้อนไปในอดีต คนรวยเพียงกลุ่มเดียวที่มีความคิดเช่นนั้น แต่ตอนนี้มันได้แพร่ขยายไปอย่างทั่วถึงแล้ว

ผู้เขียนมองว่าทุนนิยมเป็นดาบสองคม ด้านหนึ่งมันช่วยทำให้สังคมมีความเป็นอยู่ดีขึ้นมาก แต่อีกด้านหนึ่งมันนำออกมาซึ่งความเลวทรามของมนุษยชาติผ่านความโลภ ความริษยาและความอยาก ผู้เขียนจึงเสนอให้เราล่ามโซ่ความเลวทรามเหล่านั้นไว้โดยการนำเอาแนวคิดของ ปราชญ์ผู้ยิ่งใหญ่เกี่ยวกับชีวิตที่ดีมาเป็นเป้าหมายในการปรับเปลี่ยนนโยบาย ต่างๆ ที่เรากำลังดำเนินอยู่

กระบวนการที่จะนำไปสู่เป้าหมายนั้นจะต้องเกิดจากการท้าทายความหลงใหลใน การขยายตัวของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือจีดีพี ที่เรายึดเป็นเป้าหมายหลักของนโยบายเศรษฐกิจในปัจจุบัน เขาบอกว่าเขาไม่ต่อต้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจ แต่เขาเสนอว่าเราต้องถามต่อไปอีกว่า จะขยายอะไรและขยายไปเพื่ออะไร เขาต้องการให้การพักผ่อนหย่อนใจเพิ่มขึ้นพร้อมๆ กับการลดลงของมลพิษต่างๆ ดังที่เราทราบกันดี ทั้งที่ทั้งสองอย่างนี้มีความสำคัญยิ่งต่อคุณภาพของชีวิต แต่มันไม่ถูกรวมอยู่ในจีดีพี เขามองว่าประเทศก้าวหน้าทั้งหลายอาจมีจีดีพีมากเกินไปแล้วและจีดีพีควรเป็น เพียงผลพลอยได้ของนโยบายที่จะนำไปสู่การมีชีวิตที่ดี เขาจึงค้นหาส่วนประกอบที่จะทำให้เกิดชีวิตที่ดีโดยเริ่มจากความจำเป็นเบื้อง ต้นของบุคคลแล้วรวมเข้าเป็นภาพของสังคม

เนื่องจากโรเบิร์ต สกีเดลสกี้ เป็นผู้เขียนหนังสือเกี่ยวกับชีวประวัติของนักเศรษฐศาสตร์ชั้นบรมครูจอห์น เมย์นาร์ด เคนส์ เขาจึงกลับไปมองดูว่าเคนส์พูดไว้อย่างไรในด้านนี้ก่อนที่จะเสนอประเด็นอื่น ต่อไป ในบทความเรื่อง “ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐกิจสำหรับลูกหลานของเรา” (Economic Possibilities for Our Grandchildren) ซึ่งพิมพ์เมื่อปี 2473 เคนส์มองว่าความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอะไร ๆ ได้มากขึ้นยังผลให้เราทำงานน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบไม่ต้องทำอะไรก็มีชีวิตอยู่ได้ตามความต้องการ เมื่อถึงตอนนั้น ปัญหาใหญ่ของเราจะอยู่ที่ว่าจะทำอะไรเพื่อการพักผ่อนหย่อนใจในเวลาที่มีอยู่ อย่างเหลือเฟือ

ในบทความนั้น เคนส์ได้ตั้งคำถามไว้สามข้อคือ ความมั่งคั่งคืออะไรและเงินจำนวนเท่าไรจึงจะทำให้เรามีชีวิตที่ดี อนาคตของทุนนิยมจะไปทางไหน และชีวิตในยุคหลังทุนนิยมจะเป็นอย่างไร ผู้เขียนมองว่าคำถามเหล่านั้นไม่ได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนและเราควรจะ ย้อนกลับไปดูอีกครั้ง โดยสรุป ข้อมูลทางด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจบ่งว่าเคนส์คาดหมายได้ถูกต้อง แต่แทนที่จะลดเวลาทำงานลง เรากลับทำงานเกือบเท่ากับเมื่อเขาเขียนบทความนั้นเมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว ผู้เขียนมองว่าที่เป็นเช่นนั้นเพราะระบบตลาดเสรีให้อำนาจแก่นายจ้างที่จะ กำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานพร้อมกับกฎเกณฑ์ต่างๆ ไว้อย่างมาก นอกจากนั้น มันยังปลุกปั่นธรรมชาติธาตุแท้ของเราในการแข่งขันและการบริโภคเพื่ออวดกัน ให้ลุกโพลงขึ้นอีกด้วย เขาเสนอว่าการวิเคราะห์ของเขาจะนำมุมมองของทั้งวิชาปรัชญาและวิชา เศรษฐศาสตร์มาเสนอเพื่อรื้อฟื้นแนวคิดดั้งเดิมที่ว่า วิชาเศรษฐศาสตร์เป็นจริยศาสตร์ที่มองคนเป็นสัตว์สังคม มิใช่เป็นเครื่องจักร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ธันวาคม 21, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

โต้ อาจารย์นิธิ : ทำลายประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว โดย..ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

กระแสทรรศน์ คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  (มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2555)

ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนที่เห็นต่างกับวิธีคิดของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากนี้ไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่านิธิ) ในบทความที่ลงในมติชนเรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ขณะเดียวกันก็สังเคราะห์บทความของอาจารย์นิพนธ์และอาจารย์อัมมาร ที่โต้ตอบนิธิ ในความคิดของนิธิ การที่รัฐบาลต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นน้ำเป็นเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการพลิกชีวิตของชาวนา โดยวิธีการที่ต่างกับรัฐบาลในอดีต ซึ่งนิธิเชื่อว่ามันจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนประเทศไทย

นิธิมองว่าการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาในระดับนี้ “เป็นการปฏิรูปสังคม” เพราะฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น รัฐควรจะขาดทุนน้อยๆ เพราะทรัพยากรจำกัด มีค่าเสียโอกาสเสมอ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม นิธิยังอ้างว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาก็ช่วยเหลือภาคเกษตรและชาวนากันมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นคนรวยหรือชนชั้นกลางเขาเดือดร้อนอะไร คนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการเป็นคนที่น่าสงสาร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการคงมีน้อยมากไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำก็คือรับซื้อข้าวทุกเม็ดจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ไว้มากๆ เช่น ประมาณร้อยละ 50-60 ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา รัฐบาลเมื่อมีข้าวอยู่ในมือแล้ว ควรที่พยายามขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงคือ การเพิ่มรายได้เพื่อให้ชาวนามีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีเงินซื้อสินค้าคงทนถาวร ช่วยให้เศรษฐกิจเดินสะพัด ใครจะปฏิเสธว่าไม่ดีได้อย่างไร อีกหน่อยชาวนาฐานะดีขึ้น จำนวนหนึ่งคงหันไปทำอย่างอื่น ไม่เห็นจะต้องน่าวิตกกังวลอะไร เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาดีขึ้น อำนาจทางการเมืองของชาวนา ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะมี ก็จะเพิ่มตามมา ผู้เขียนคิดว่า นิธิคงหมายถึง การส่งผลที่เป็นบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย ช่วยลดหรือสยบพลังอำนาจอนุรักษ์ดั้งเดิม อะไรทำนองนั้น

ถ้าผู้เขียน เข้าใจไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนี้ การขาดทุนทางการเงินย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ ขาดทุนให้ถึงหลักแสนล้านก็ย่อมได้ สำหรับชาวนาประมาณ 10 ล้านคน คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม และนิธิก็เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ให้ชาวนา เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ขาดทุน อาจจะมากกว่าสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ ถ้าการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้แล้วมีการทุจริต นิธิก็คิดว่ามันมีการทุจริตกันทั้งนั้นในการแทรกแซงประเภทนี้ ไม่ว่าในรัฐบาลไหน โครงการใหญ่หลวงระดับนี้จะไม่ให้มีการทุจริตได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะอุดช่องโหว่ลดการทุจริต

นิธิเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากที่คัดค้านโครงการนี้มีเบื้องหลังหรือ motive ทางการเมืองที่ไม่ดี รัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจ นิธิลืมไปว่าในประเด็นหลังนี้ คนเขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าที่นิธิสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากแรงจูงใจทางการเมืองได้เช่นกัน

ผู้เขียน คิดว่าวิธีคิดของนิธิค่อนข้างประหลาด ในประเด็นที่ว่า ถ้ารัฐต้องการจะช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้นมากๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เนื่องจากชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คงมีทั้งชาวนาจนและรวยไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องช่วยเฉพาะคนจนน่าจะดูผล ที่ตามมา นิธิเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็มีข้อบกพร่องคือขาดทุนหรือมีการทุจริต ทั้งนั้น วิธีการรับซื้อข้าวราคาสูงๆ เก็บไว้รอขายขาดทุนมากๆ อาจจะดูไม่ดีในสายตาของคนบางคน แต่ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ นิธิลืมไปว่าวิธีการที่เลวในที่สุดจะส่งผลลัพธ์ที่เลวตามมา โดยฉพาะในระยะยาวที่จะกลับมาทำลายฐานเศรษฐกิจของชาวนา ยุทธศาสตร์ของการเลือกนโยบายแทรกแซงข้าวจึงมีความสำคัญมาก

นิธิให้ความสำคัญกับตลาดน้อยเกินไป ลืมไปว่าผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีความได้เปรียบในตลาดโลกอยู่แล้วในด้านคุณภาพ ถ้ารัฐพัฒนาตลาดข้าว (ไม่ใช่ทำลาย) เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจต่อวิถีชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะ ยาวนี่ก็เป็นการใช้การพัฒนาตลาดเพื่อปฏิรูปสังคม ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองของชาวนาแล้วใช้อำนาจนี้เพื่อ ประโยชน์ของกลุ่ม แต่ส่วนรวมและประเทศเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมือง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทุ่มพัฒนาวิจัยข้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และพัฒนาสถาบันเพื่อช่วยชาวนาให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ

ถ้านิธิ คิดว่าการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงๆ กว่าตลาด ทำได้ถาวรและยาวนานจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ เขาคงหมายถึงการพลิกแผ่นดิน ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สังคมเป็นประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ผู้เขียนก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ ผู้เขียนเชื่อว่าโครงการที่ทำในลักษณะนี้ ถ้าฝังรากลึก เข้มข้น รุนแรง มีโอกาสที่จะทำลายประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังให้อ่อนแอลง

ทำไม ถึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะมีชาวนาประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 27 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลผลิตข้าวในปัจจุบัน เป็นเพียงร้อยละ 20 ของภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งโดยนัยยะผลผลิตข้าวจะมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 2-3% เท่านั้น หรือประมาณไม่เกิน 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าดูจากข้อมูลนี้ การขาดทุนจากการที่รัฐบาลทำอะไรโง่ๆ คือการซื้อข้าวมาเก็บไว้เยอะๆ โดยหวังว่าจะได้ราคาดี ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วขาดทุนปีหนึ่งๆ เป็นหลักแสนล้านบาท แม้อาจจะดูไม่มากสำหรับคน 10 ล้านคน จากผลผลิตข้าว 3-4 แสนล้านบาท มันสมเหตุผลหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงความเสียหายอื่นๆ ที่จะตามมาที่นิธิไม่ได้กล่าวถึง

พลังที่จะเปลี่ยนประเทศไทยหรือ พลิกแผ่นดินในทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งยั่งยืนในอนาคตได้ไม่ มีทางลัดโดยวิธีอื่นใด นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity หรือผลผลิตต่อคนงานในทุกๆ

 

ส่วนรวมทั้งภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเผอิญนอกภาคเกษตรเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 90 ของผลผลิต และประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงาน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องมีแรงงานทุนและความรู้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเฉกเช่นหลาย ประเทศในเอเชียที่ล้ำหน้ากว่าเราไปมากโขแล้ว การจะทำเช่นนี้ได้เราต้องได้รัฐบาลที่มีกึ๋น ดำเนินนโยบายที่มียุทธศาสตร์ที่ดีถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถอย่างแท้จริงของประเทศไทย คือสามารถทำเรื่องยากๆ มากกว่าเพียงแค่เพิ่มรายได้ให้แก่คนงานหรือชาวนา โดยไม่พัฒนาสถาบันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพ แรงงานไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจะมีพลังเปลี่ยนประเทศพลิกแผ่นดินไม่ว่าประเทศใด

พลังดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พลังที่มาจากการใช้พลังการ เมืองเพื่อโอนถ่ายรายได้ความมั่งคั่งหรือทรัพยากรมาที่กลุ่มของตน โดยไม่มีส่วนเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ให้แก่ประเทศได้มากกว่าที่ฝ่ายหรือกลุ่มของตนเป็นฝ่ายรับ ซึ่งหมายความว่าโดยสุทธิชาวนาอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม แต่เศรษฐกิจข้าวหรือเศรษฐกิจการเกษตรต้องมีความแข่งแกร่งมีการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพแข่งขันกับใครๆ ในโลกได้ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ นิธิไม่ได้ให้ความสนใจ

เราต้องไม่ลืมว่าประเทศที่รวยมาก่อนเราเขาช่วยคนใน ภาคเกษตร โดยกระจายรายได้จากส่วนอื่นของสังคมก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นก็เรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาที่จะลด ความเสียหายจากการตั้งราคาให้สูงกว่าตลาดมากๆ และเก็บพืชผลไว้ในโกดังจนถึงกับต้องเอาไปบริจาคให้ประเทศอื่น เช่นกรณีของสหรัฐ โดยไม่ตั้งราคาให้เกินความเป็นจริงไปกว่าราคาตลาดจนอุปทานหรือผลผลิตล้นเกิน

ทำไมเราไม่เรียนรู้แล้วดึงประสบการณ์ในส่วนที่ดีของ เขามาใช้เพื่อบริหารข้าวหรือภาคเกษตรของเราอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่าอ้างกันแบบโคมลอยโดยไม่มีข้อเท็จจริง แม้กระทั่งญี่ปุ่นระยะหลังๆ คนชั้นกลางญี่ปุ่นจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการอุ้มชาวนาในภาคเกษตร โดยเฉพาะเมื่อฐานะการคลังของรัฐเลวลงเรื่อยมา จนในที่สุดรัฐบาลก็ปรับนโยบายการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าว

ในความเป็นจริงนิธิไม่ได้คิดวิเคราะห์ปัญหาที่จะเกิดจากการรับซื้อข้าวราคาสูงมา เก็บไว้เหมือนกับสมมุติว่ามันไม่เป็นปัญหานอกจากว่ามีการขาดทุนหรือมีการ ทุจริต ซึ่งนิธิก็ไม่สนใจรอบด้านละเลยเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ นิธิไม่ได้อ่านงานที่นักวิชาการพูดถึงเรื่องการจำนำข้าวอย่างครบถ้วนจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดูเหมือนนิธิเลือกที่จะดึงความเห็นของผู้ที่คัดค้าน ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญเหมือนกับว่านิธิเลือกคู่ ขัดแย้ง (แม้ไม่ได้เอ่ยนาม) และเลือกประเด็นขัดแย้งเพื่อความสะดวกของตนเอง เช่น ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ไม่เห็นความจำเป็นของ welfare state และไม่เห็นด้วยว่าคนจนต้องได้รับการช่วยเหลือ เราต่างกันในวิธีการที่จะให้ช่วยเหลือกันมากกว่า

ในแวดวงวิชาการ หรือปัญญาชน องค์ความรู้เรื่องการแทรกแซงตลาดข้าวโดยรัฐบาลในตลาดข้าว ล่าสุดรวมศูนย์อยู่ที่นักวิชาการ 3 คน ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกันมาจาก TDRI และมหาวิทยาลัยเกษตรฯ หรือสถาบันคลังสมอง ซึ่งได้แก่ นิพนธ์ พัวพงศกร อัมมาร สยามวาลา และสมพร อิศวิลานนท์ ตามลำดับ (จะขอเขียนย่อทั้ง 3 คนนี้ว่า “นอส”) นิธิน่าจะวิเคราะห์หลักคิดของนักวิชาการทั้ง 3 คนนี้ รวมทั้งวิเคราะห์หลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในการเปรียบเทียบวิธีคิดของ นิธิ เพื่อความสมบูรณ์และครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของสังคม

ใน งานเขียนก่อนหน้าของสมพรและในบทความที่นิพนธ์ และอัมมาร ตอบนิธิ คนที่ติดตามเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดข้าว ทุกคนรู้ดีว่า “นอส” เป็นมันสมองทางวิชาการตัวแทนของ TDRI ในการออกแบบการประกันรายได้ให้แก่ชาวนาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลักคิดของ “นอส” นั้นยอมรับว่าคนนอกภาคเกษตรต้องช่วยคนภาคเกษตรในการโอนรายได้และทรัพยากร แต่ควรจะเลือกช่วยชาวนาที่มี need จริงๆ คือยากจนกว่าชาวนาด้วยกัน หรือต้องพึ่งนาน้ำฝนใช้พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งทำนาได้แค่ปีละครั้ง ไม่ใช่เหวี่ยงแหช่วยกันไม่เลือกหน้า ในทางการเมืองราคาประกันต้องสูงกว่าราคาตลาด แต่เป็นที่รู้กันว่าต่ำกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก

วิธีคิดของ “นอส” ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ “นอส” เชื่อจากหลักการและประสบการณ์ทั่วโลกในอดีตว่ารัฐค้าขายไม่เป็น ทรัพยากรของรัฐเหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เอง โดยเฉพาะมีต้นทุนสูงๆ ยังไงๆ ก็ต้องมีการรั่วไหล เทวดาที่ไหนจะมานั่งดูแลทุกๆ พื้นที่ไร่นา รัฐบาลซื้อง่ายแต่ขายยาก โดยเฉพาะไม่อยากจะขาดทุนมากๆ หารู้ไม่ว่ายิ่งเก็บไว้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนมาก ซื้อมาแล้วประมูลทันทีก็ขาดทุนเร็วเกินไป รับไม่ได้เสียอีก “นอส” จึงมีหลักคิดว่าใช้เพียงแค่ใช้ “กระดาษ” ก็พอ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดต้นทุนการทำธุรกรรมหรือ transaction cost ชาวนามารับส่วนต่างในรายได้เมื่อราคาตลาดข้าวต่ำกว่าราคาประกัน (หรือที่เรียกกันว่า deficiency payment) ชาวนาเก็บข้าวแล้วเอาไปขายกันเอง รัฐไม่ต้องมายุ่ง โดยตรรกะชัดเจนว่าลดต้นทุนละค่าเสียโอกาสในการเก็บข้าวไว้นานๆ ของรัฐบาล

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าระบบนี้ถ้าให้เวลาทำงานที่ ยาวนานพอ มีการขึ้นระบบทะเบียนชาวนา และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไงๆก็น่าจะเป็นระบบที่ดีกว่า รัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เองมากมายเป็นเวลานานๆ ซึ่งสินค้าข้าวไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อม ยิ่งมีมากผู้ซื้อก็รู้ มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขายจริงเมื่อไหร่ราคาก็ลง รัฐบาลจีนถึงไม่โง่ ที่จะมาทำสัญญาจีทูจีอะไรกับเรา จะไปฮั้วกับผู้ผลิตก็ไม่มีวันจะสำเร็จ หนึ่งใน “นอส” ถึงดูถูกเหยียดหยามคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสมองกลวงหรือเปล่า นอกจากนี้ ประวัติการขายในอดีตและในอนาคตก็จะไม่มีความโปร่งใสมีเรื่องอื้อฉาวตลอด (ผู้สนใจน่าจะได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของแก้วสรร อติโพธิ เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองของรัฐบาลกับนักธุรกิจบริษัท เพรซิเดนท์ อะกรี เทรดดิ้ง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า เป็นต้น)

นิธิเชื่อข้อมูลบางอย่างง่ายและ เร็วไป ข้อมูลของ TDRI พอสรุปได้ว่า สมัยประกันรายได้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลขาดทุนทางการเงินปีแรกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีที่สองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้นิธิคิดว่า ถ้าจำนำข้าวจะขาดทุนสักแสนล้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การขาดทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นก็ยังค่อนข้างสูง ไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุ แต่จำนวนการขาดทุนนี้ทำให้ดูเหมือนนิธิปักใจเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ขาดทุนกันทั้งนั้น อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า ในความเห็นของผู้เขียนรัฐบาลไหนทำขาดทุนมากกว่ากัน ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร เราต้องการเวลาดูกันให้ยาวกว่านี้ 5 ปี 10 ปี หรือยาวกว่านั้น ความเสียหายที่จะมีผลต่อการคลัง ถ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี สะสมมากขึ้นๆ ความเสียหายมีแน่นอน

แต่ สำคัญกว่านั้น นิธิไม่ได้สนใจลองวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความเชื่อของตนเอง กับความเชื่อของ “นอส” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องการขาดทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความฉิบหายและความอ่อนแอของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็จะเล่นเกมที่เป็นผู้แพ้เช่นกัน นิธิอาจจะลืมไปว่าในอุตสาหกรรมข้าวที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก อุตสาหกรรมข้าวนี้จะมีประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการทำงาน ของตลาดภายในประเทศ โดยการสร้างกฎกติกาและกลไกทางสถาบัน เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มข่าวสารให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำลาย โดยคิดว่ารัฐบาลคือเทวดา ดูตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว

นิธิไม่ได้วิเคราะห์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และความเสียหายที่จะตามมาในระยะยาว จากการที่ตลาดข้าวที่เคยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร จะค่อยๆ ถูกทำลายเพราะรัฐบาลเข้ามาทำลายกลไกของตลาดด้วยการตั้งราคาไว้สูงกว่าตลาด มากๆ และรับซื้อไว้เอง บิดเบือนโครงสร้างของแรงจูงใจโดยการตั้งราคาไว้สูงมากๆ การตั้งราคาไว้สูงมากๆ ถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด ถ้าเป็นมีดก็จะเป็นมีดที่มาทิ่มแทงทำลายเศรษฐกิจข้าวและชาวนาของไทยเอง เพราะกลไกตลาดจะไม่สามารถคัดเลือกแบ่งเกรดข้าวอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนใน อดีต แรงจูงใจและปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพสูงขึ้น (ข้อมูลจากสมพร หนึ่งใน “นอส” นั้นคือ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ยังต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดีย) เพราะระบบรับจำนำข้าว ซื้อข้าวคละกันไป


การขยายตัวของอุปทานข้าวที่ ไม่ได้มาจากผลิตภาพและการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใดๆ ขณะที่อุปสงค์ต่อราคาและรายได้ค่อนข้างต่ำในระยะยาวเพราะคนทั้งโลกรวมถึงคน ไทยกินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ต่อคน เทคโนโลยีของโลกที่จะทำให้อุปทานข้าวเพิ่มง่ายและมากขึ้น หมายความว่าอุปทานจะมากกว่าอุปสงค์และแนวโน้มราคาจะลดลง

ถ้ามองในลักษณะการจัดองค์กรอุตสาหกรรมหมายและการ กำหนดยุทธศาสตร์ เราควรจะควบคุมปริมาณการผลิตแต่สินค้ามีคุณภาพมีแบรนด์และราคาที่เป็นพรี เมี่ยม รัฐบาลไทยควรทุ่มเทช่วยเหลือด้านความรู้วิจัยในทุกรูปแบบเหมือนประเทศที่ เจริญแล้วเขาทำ ในขณะที่เขาอุ้มภาคเกษตรโดยการพยุงราคาโดยนำเงินที่ผลาญสูญเสียไปจำนวนมากไป กับการรับซื้อข้าวที่มากและสูงเกินความจำเป็น ชาวนาไทยต้องแข่งกับคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า และต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้คนน้อยลง ค่อยๆ เคลื่อนย้ายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ productive มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรับซื้อข้าวแบบที่เป็นอยู่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรเป็นเกิด ขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลมีกึ๋นและทำได้เหมือนที่ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนหรือพลิกแผ่นดินได้ เลิกตั้งราคารับซื้อให้สูงๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงและซื้อข้าวมาเก็บไว้ไม่ยอมขายเสียเถอะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354678553&grpid=01&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ยักษ์ล้มเพราะอะไร?…ดร.พสุ เดชะรินทร์

คำถามหนึ่งที่ผมได้รับบ่อยมากในช่วงหลักก็คือทำไมบริษัทที่เคยรุ่งเรือง ประสบความสำเร็จอย่างมากมาย เคยเป็นที่หนึ่งในอุตสาหกรรมตนเอง

ได้ เดินทางมาถึงกัลปวสาน หรือ ถึงขั้นล้มละลาย และสูญหายไปจากโลกใบนี้? ยิ่งในช่วงหลังเรามีตัวอย่างให้เห็นกันอย่างมากมาย เช่นในรอบสองปีที่ผ่านมาก็มีกรณีของ Blockbuster (ผู้ให้บริการเช่าดีวีดีที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก) หรือ Kodak (คงไม่ต้องเขียนถึงอดีตที่ยิ่งใหญ่ของโกดักนะครับ) หรือ Borders Book Store (ร้านหนังสือที่มีจำนวนสาขาและขนาดรวมแล้วใหญ่ที่สุดในโลก) ที่ได้เดินทางมาถึงจุดอวสาน และถ้าเอ่ยชื่อบริษัทบางบริษัทที่มีความเสี่ยงต่อการเดินทางถึงจุดเดียวกัน (ถ้าไม่มีการแก้ไขหรือปรับปรุงการดำเนินงานให้ดีขึ้น) อาทิเช่น Best Buy, RIM (ผู้ผลิตเครื่อง Blackberry) Yahoo หรือ Nintendo เป็นต้น

เมื่อศึกษายักษ์ที่ล้มนั้น ก็พอจะแยกสาเหตุของความล้มเหลวออกมาได้เป็น 2 ประการครับ ประการแรกคือกลยุทธ์และแนวทางในการดำเนินงานที่ใช้อยู่ ไม่เหมาะสมหรือไม่สอดคล้องต่อสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไปครับ คำถามหนึ่งที่ผมมักจะถามผู้บริหารองค์กรต่างๆ เสมอก็คือ ‘Are we still doing the right thing?’ หรือ “เรายังทำในสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือเปล่า?” เป็นไปได้ไหมครับว่ากลยุทธ์ และวิธีการดำเนินงานที่เคยทำให้องค์กรยิ่งใหญ่และประสบความสำเร็จในอดีต อาจจะไม่เหมาะสมต่อสภาพการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

ท่านผู้อ่านต้องอย่าลืมนะครับว่าสภาวะแวดล้อมในการดำเนินงานของธุรกิจ นั้นมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งจากเทคโนโลยี พฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนไป คู่แข่งขันใหม่ๆ ที่เข้ามา กฎหมายที่เปลี่ยนไป หรือ แม้กระทั่งสถานการณ์การเมือง ดังนั้นสิ่งที่เคยทำให้องค์กรประสบความสำเร็จในอดีตอาจจะไม่ได้ทำให้องค์กร ประสบความสำเร็จต่อไปในอนาคต อีกทั้งที่แน่ๆ คืออนาคตนั้นไม่เหมือนอดีต
ดังนั้นผู้บริหารองค์กรจะต้องคอยตั้งคำถาม ถามตนเองตลอดเวลาครับว่า สิ่งที่องค์กรกำลังทำอยู่นั้นเหมาะสมต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต หรือไม่? กรณีของ Blockbuster นั้นที่ล้มเหลวเนื่องจากมีคู่แข่งใหม่เข้ามา (Netflix) ด้วยเทคโนโลยีและวิธีการดำเนินธุรกิจที่เด่นล้ำกว่า หรือ กรณีของ Kodak นั้นก็เกิดจากความยึดติด ยึดมั่นต่อความสำเร็จของธุรกิจฟิล์มในอดีตจนทำให้ไม่กล้ากระโจนเข้าสู่กระแส ดิจิตอล ทั้งๆ ที่โกดักเป็นผู้คิดค้นกล้องดิจิตอลขึ้นเป็นรายแรกของโลก และมองเห็นถึงกระแสการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว หรือ กรณีของ Borders นั้นก็เนื่องจากเทคโนโลยี คู่แข่ง และพฤติกรรมลูกค้าที่เปลี่ยนไปในการอ่านหนังสือ

สาเหตุประการที่สองนั้นเกิดขึ้นจากการที่อดีตบริษัทเหล่านี้ประสบความ สำเร็จมาในอดีต ทำให้ผู้บริหารเกิดความเชื่อมั่นต่อความสามารถและศักยภาพทั้งของตนเองและของ บุคลากรในองค์กร ซึ่งความเชื่อมั่นดังกล่าวถึงแม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าความเชื่อมั่นที่มีมากเกินไปก็จะกลายเป็นความหลงผิด และยึดติด ซึ่งจะทำให้ผู้บริหารเริ่มมีความคิดว่า เมื่อประสบความสำเร็จในธุรกิจหนึ่งก็จะสามารถนำความรู้ ความสามารถดังกล่าวขยายเข้าสู่ธุรกิจอื่นได้ ดังนั้นอดีตยักษ์หลายๆ แห่งจึงมักจะไม่พอใจต่อความสำเร็จที่ตนเองมีอยู่ แต่จะเริ่มขยายตัวทั้งในธุรกิจเดิมและเข้าสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่ตนเองอาจจะไม่มีความชำนาญหรือชำนาญน้อย

การขยายตัวนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีนะครับ เพียงแต่การขยายตัวด้วยความหลงผิดหรือเข้าใจในตนเองผิดจะกลายเป็นชนวนให้ องค์กรล้มเหลวได้ เราได้พบเห็นองค์กรหลายแห่งที่ “คิดการใหญ่เกินตัว” แล้วเข้าไปทำในสิ่งที่เกินศักยภาพและความสามารถของตนเอง จนสุดท้ายความสำเร็จเดิมที่มีอยู่ก็ไม่สามารถช่วยประคับประคองความผิดพลาด นั้นไว้ได้

จากบทเรียนขององค์กรที่เคยประสบความสำเร็จแล้วมาล้มเหลวภายหลังนั้น นอกเหนือจากจะเป็นบทเรียนทางด้านการบริหารองค์กรแล้ว ผมว่ายังสามารถเป็นบทเรียนในการบริหารประเทศและบริหารตนเองได้อีกด้วยครับ ประเด็นสำคัญคือต้องอย่าลืมว่าทั้งประเทศ องค์กร และบุคคล ต้องมีการเรียนรู้และปรับตัวอยู่ตลอดเวลาครับ ถ้าเรายังยึดมั่นกับความสำเร็จหรือสิ่งที่ทำให้เราสำเร็จมาในอดีต ก็อาจจะทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน สังเกตซิครับทำไมเราถึงชอบกล่าวกันว่าผู้ที่เรียนเก่ง ไม่จำเป็นต้องทำงานเก่งเสมอไป ก็เนื่องจากปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการเรียน และปัจจัยที่ทำให้ประสบความสำเร็จในการทำงานอาจจะไม่เหมือนกันก็ได้

http://bit.ly/SpcJKH

 

ป้ายกำกับ: ,

หุ้นปันผล: ขุมทรัพย์ของการลงทุน (งานวิจัย)

บทสรุปผู้บริหาร  

ตลาดทุนเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลือนและพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ ทําหน้าทีเสมือน
สะพานเชือมระหว่ างผู้มีเงินทุนส่วนเกินกั บภาคธุรกิจทีต้องการเงินทุนเพือการดําเนินกิจการ ในขณะที
จํานวนนักลงทุนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (ตลาดหุ้นไทย) ยังมี
ค่อนข้างน้อยมาก เพียงร้อยละ 1.92 ของประชากรในประเทศเท่านั้น โดยผู้มีเงินออมส่วนใหญ่นิยมฝากเงิน
ในธนาคารและลงทุนในตลาดตราสารหนี้ทีมีผลตอบแทนค่อนข้างตําและตํากว่ าอัตราเงินเฟ้ อ ส่งผลให้
อํานาจซื้อในอนาคต (power of purchase) ของผู้มีเงินออมลดลง ขณะเดียวกั นเมือพิจารณาการลงทุนใน
ตลาดหุ้นไทย พบว่ า บริษัทจดทะเบียนไทยมีศักยภาพสูงในการปรับตัวต่อการเปลียนแปลงของสภาวะ
แวดล้อมทางธุรกิจ สังเกตได้จากกําไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนในปี 2554 ทีมีมูลค่าสูงถึง 597,574.19
ล้านบาท ถึงแม้ว่าเศรษฐกิจโลกยังอยู่ ในสถาวะซบเซาและเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากอุทกภัย กำไรสุทธิรวมของบริษัทจดทะเบียนไทยในปี 2554 ยังมีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ตลาดหลักทรัพย์
แห่งประเทศไทยเริมดําเนินการซื้อขายในปี 2518

อ่านต่อครับ

Click to access 201201_CMRI_Research_Paper_dividend.pdf

 
 

ป้ายกำกับ: ,

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1 พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1  พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง
โดย
Project for Public Space, Inc
แปลโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา
โครงการชีวิตสาธารณะและท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

บทนำ

บทความชุดแนวทางการ สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง  ผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญจากบทความของ Project for Public Spaces และบทความต่างๆ ที่ปรากฏในเว็บไซท์การพัฒนาเมือง เช่น Smart Growth Online, Smart Growth America รวมทั้งเว็บไซท์อื่นๆ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ตอนประกอบด้วย

ตอนที่ 1 เรื่อง พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง ซึ่งบทนี้ได้กล่าวถึงบทบาทความสำคัญของสถานที่สาธารณะ (Public Spaces) ที่มีต่อเมืองและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ตอนที่ 2 เรื่อง หลักการสร้างสถานที่สาธารณะให้มีสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาเมือง  ในบทนี้จะได้กล่าวถึงเกณฑ์ (Principles) และนโยบาย (Policy) ในการปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะซึ่งเนื้อหาจะมีลักษณะกึ่งแนวทางการออก แบบและวางผัง (Planning and Design Guidelines) ที่ใช้ประชาชนเป็นแกนนำในการพัฒนา  และ

ตอนที่ 3 เรื่อง กลยุทธ์การปรับปรุงฟื้นฟูและประเมินสถานที่สาธารณะ ในบทนี้จะกล่าวถึงวิธีการนำเกณฑ์และนโยบายลงสู่การปฎิบัติ โดย บทความตอนที่ 1 และ 2 เรียบเรียงโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา  ส่วนบทความตอนที่ 3 เรียบเรียงร่วมกันโดย  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล, สุมนา สุวรรณอำภา และฐาปนา บุณยประวิตร  ทั้ง นี้บทความทั้ง 3 ตอนจะได้ทำความเข้าใจต่อสาธารณะถึงความเป็นไปได้ของการสร้างและปรับปรุง ฟื้นฟูสถานที่สาธารณะให้มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความสดใสและความมีชีวิต ชีวา สร้างสุขภาวะ เพิ่มพื้นที่และโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืน ต่อไป

ภาพสถานที่สาธารณะที่พัฒนาตามรูปแบบถนนทางเดินขนาดใหญ่ (Pedestrian Mall)  เมือง Santa Monica,

ทื่มา : http://members.virtualtourist.com/m/p/m/12f180/

ทำไม “สถานที่” จึงสำคัญสำหรับเมือง

ไม่กี่ปีมานี้ เมืองต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจะมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่ สถานที่หลายแห่ง ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน ร้านค้า ตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ถนนหนทางตามเมืองต่างๆ ก็หาความแตกต่างจากกันได้น้อยลง การจราจรกลายเป็นเรื่องหลักสำหรับการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เมืองขนาดเล็ก การขับขี่ยานพาหนะ เป็นทางเลือกหลักสำหรับการเดินทาง ส่วนการเดินเท้านั้น เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่กำลังสูญหายไปทุกที

ลองนึกภาพเมืองอีกแบบ หนึ่ง ที่การเดินเท้ากลายมาเป็นวิถีชีวิตปกติ ส่วนถนนและทางเท้าก็เอื้อแก่การเดินแบบทอดน่อง อ้อยอิ่ง หรือทำกิจกรรมทางสังคม

ลองนึกภาพ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่น ที่มีบุคลิกและท่าทางเป็นของตัวเอง และคุณรู้จักชื่อพวกเขา  มีตลาดสดที่เต็มไปด้วย พืชผักผลไม้สดๆ ของท้องถิ่นวางขาย

ลองนึกภาพ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถ ลอกแบบไปทำในอีกเมืองหนึ่งได้ เพราะการใช้งานที่สัมพันธ์กับสถานที่ที่ปลูกสร้าง

ลองนึกถึงสวนสาธารณะ และย่านการค้าที่เป็นศูนย์กลางของเมือง ที่ให้ชุมชนได้ใช้เพื่อประโยชน์ในทางสังคม วัฒนธรรม และส่วนรวม

เมื่อคุณคิดถึงชุมชนที่น่าอยู่อาศัย มีพื้นที่สาธารณะชนิดใดบ้าง ที่อยู่ในใจของคุณ

บทความนี้ไม่ได้กล่าว เฉพาะชุมชนแบบใดแบบหนึ่ง แต่กำลังกล่าวถึงชุมชนทุกๆ แห่ง เพราะเราเชื่อว่าด้วยหลักการเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ย่านใจกลางเมือง  เมืองเล็กๆ หรือ ชานเมือง ชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดี่ยวๆ ในแต่ละชุมชนย่อมมีหนทางและศักยภาพที่จะคิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะด้วยคน ในชุมชนเอง

ภาพจาก The Perth Cultural Centre is seen here in full bloom during CHOGM 2011 / Photo: Metropolitan Redevelopment Authority

ที่มา : http://www.pps.org/creativity-placemaking-building-inspiring-centers-of-culture/

บทบาทสำคัญของพื้นที่สาธารณะในชุมชน

พื้นที่สาธารณะ เป็นสถานที่สำหรับการมีและการใช้ชีวิตสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ เป็นที่ที่เราอาจใช้ในการเฉลิมฉลอง เป็นจุดเข้าเส้นชัยของการวิ่งมาราธอน เป็นที่ที่เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะการกีฬา เป็นที่ที่จัดงานเทศกาล งานวัฒนธรรม หรือ จะเป็นท้องถนน ริมฟุตบาตทางเดินหน้าบ้าน ร้านรวง ที่ที่เพื่อนๆ จะเดินทางไปพบปะเจอะเจอกัน เป็นที่ที่จะเกิดการปะทะสังสรรค์ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือ จะเป็นอาคารสถานที่ อย่างหอประชุมเมือง ศาลาประชาคม ห้องสมุด ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และระหว่างรัฐ

ภาพการใช้ชีวิตร่วมกันของประชาชนใน Bryant Park นิวยอร์ค

ที่มา: Designing Our Future: Sustainable Landscape -ASLA: http://www.asla.org/sustainablelandscapes/bryantpark.html

เมื่อไรที่ เมือง หรือ ย่านที่อยู่อาศัย ได้สร้างให้พื้นที่สาธารณะค่อยๆ เติบโต คนที่อาศัยในย่านนั้น ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนอย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าเราขาดในความรู้สึกที่ว่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนย่อมเปราะบางไปด้วย

สร้างเอกลักษณ์ให้เมือง

หากไม่มีพื้นที่ สาธารณะที่สำคัญๆ  ก็อาจไม่มีเมืองที่น่าสนใจก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลานสเก็ตน้ำแข็ง และพื้นที่สาธารณะรอบๆ  ศูนย์ Rockefeller ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้ไปเยี่ยมชมมากที่สุดในนครนิวยอร์ค มีคนนับพันไปชุมนุมเพื่อรับแดดในช่วงสุดสัปดาห์ หรือไม่ก็ไปยืนออกันอยู่บนถนน ที่เป็นด้านนอกของสตูดิโอที่ถ่ายทอดรายการ “Today Show” เพื่อหวังจะออกโทรทัศน์บ้าง นี่คือ พื้นที่สาธารณะที่เป็นตัวแทนเมืองนิวยอร์ค ซึ่งก็คงเหมือนกับหอไอเฟลที่แทนกรุงปารีส

มีนักท่องเที่ยวที่ เดินทางกันหลายพันไมล์ เพื่อมาสัมผัสกับสถานที่มีมนต์ขลัง เช่น Piazza San Marco ในเวนิซ   Champs Elysee ในปารีส   Central Park ในนิวยอร์ค  หาดไมอามี่ หรือ Riverwalk ใน ซาน อันโตนิโอ และสถานที่อื่นๆ ที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหา และที่จริงแล้ว พื้นที่สาธารณะที่สำคัญสามารถมีชื่อระดับโลก หรือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญได้ ก็เพราะว่า มีผู้คน โดยเฉพาะคนในพื้นที่นั้นๆ เห็นคุณค่า

ลองนึกถึงที่สาธารณะ ที่คุณชื่นชอบ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้บ้าน ร้านกาแฟกลางแจ้งที่ที่คุณนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า หรือ เส้นทางที่คุณเดินทอดน่องไปรอบๆ บึงหลังอาหารมื้อค่ำ สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญที่ทำให้เมืองมีความแตกต่าง พอๆ กับที่ทำให้มีชื่อเสียง เพราะว่า สถานที่แต่ละแห่ง ล้วนเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ดำเนินชีวิต และทำมาหากิน ร่วมกัน

สร้างเม็ดเงินให้แก่เมือง

พื้นที่สาธารณะมี ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อเมือง ตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะสามารถทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ในนิวยอร์ค มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์รอบๆ สวน Bryant, เซ็นทรัล ปาร์ก (central park), โพสเปก ปาร์ก (prospect park) และ ริเวอร์ไซค์ ปาร์ก (riverside park) ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงที่สุดในเมือง  พื้นที่อยู่อาศัยบริเวณ Minneapolis’ prime ที่วางตัวคู่ขนานกับส่วนที่ขยายของสวนสาธารณะ ก็ยังมีราคาสูงมาก  ชายหาดฝั่ง California’s Pacific และสวนสาธารณะแถวนั้น ทำให้บ้านในท้องถิ่นมีราคา  ใน Denver ห้องชั้นบนติดเพดานที่ยังทำไม่เสร็จของโรงทำแป้งเก่า บนฝั่งแม่น้ำ Platte River Greenway ยังมีราคาสูงกว่า ราคาเฉลี่ยในเมือง และในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ในแถบชนบททั้งหมดของ Greenway กำลังกลายมาเป็น “ที่สาธารณะ” รูปแบบใหม่ ที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในโฆษณาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าเป็นสถานที่ที่พึงจับจอง

ในนิวยอร์ค, ตลาดสีเขียว (Greenmarket) ที่อยู่ในทางตอนเหนือของ Union square เป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ย่านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นมีชีวิตชีวา ภัตตาคารที่มีระดับหลายแห่ง ซื้อของจาก ตลาดสีเขียว และพัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายขึ้น จากตัวอย่างของ Union square , ตลาดสีเขียว 26 แห่ง กำลังปลุกความมีชีวิตชีวาให้กับย่านที่พักอาศัยทั่วเมืองนิวยอร์ค

ภาพของ Green Market, Union Square,

ที่มา : http://thecarnediem.blogspot.com/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html#!/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html

ใน Little Rock, Arkansas’ river ได้ฟื้นให้ย่านธุรกิจกลับมาชีวิตอีกครั้ง โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อพาร์ตเมนท์ สร้างพิพิธภัณฑ์ ย้ายที่ตั้งห้องสมุดประชาชนและสนามกีฬาใหม่ หรือ ตลาด Seattle’s Pike ก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ร้านรวงกว่า 600 แห่ง ขายของได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญดอร์ล่าร์สหรัฐ

การชุบชีวิตถนน เพื่อการเดินเล่น การสังคม หรือเพื่อการซื้อสินค้า อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าจะทำ “สถานที่” ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร  ในเมืองหลายถนนถูกใช้ไปเพื่อการเดินทางของยานพาหนะจำนวนมากที่วิ่งด้วยความ เร็วสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อ การเดินเท้า สวนสาธารณะ หรือกิจกรรมอย่างอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตของผู้ใช้ถนนมีคุณภาพ และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่ New Haven, Conneticut  สภาพถนนสายใหม่ๆ ได้ทำให้มีทางเท้าที่กว้างขึ้น มีที่สำหรับต้นไม้ใหญ่ มีที่จอดรถ และมีกิจกรรมการพัฒนาที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจของชุมชน ได้ช่วยทำให้ถนนสาย Chapel กลับมามีชีวิตอีกครั้งและกระตุ้นให้ย่านที่อยู่อาศัยแถบนั้นเป็นที่ที่มี ความสำคัญสำหรับเมือง

ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สาธารณะ ยังมีคุณประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจได้ เพราะช่วยบรรเทาชีวิตในเมืองที่เคร่งเครียด รีบเร่ง เนื่องจากไม่เพียงแต่ลดความต้องการและพึ่งพายานยนต์แล้ว สวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะสีเขียว อย่างพื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่สำหรับสัตว์ป่า (wildlife area) ยังช่วยเพิ่มความชื่นชมในทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนซึ่งจะนำมาสู่การดูแล รักษา นอกจากนี้ยังช่วยคงไว้ซึ่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตัวอย่าง เช่น สวน Brooklyn’s Prospect ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกกว่า 200 ชนิด

ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม

บ่อยครั้ง ที่พื้นที่สาธารณะหลายแห่งจะให้ใช้ประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักในศิลปะ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม จากงานเทศกาล “เชคสเปียร์ในสวน”  ไปจนถึงการแสดงดนตรี quartets บริเวณลานย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะมากในการกระตุ้นให้เกิดชีวิตทางวัฒนธรรมของเมือง

ภาพ Water Fire กิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมือง Providence, RI

http://www.waterfrontcenter.org/Awards/2006Awards.html

กรณี Rhode Island’s WaterFire ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การติดตั้งเครื่องดนตรี   เป็นสถานที่ที่จะทำให้เกิดความประทับใจทางวัฒนธรรมและเกิดผลประโยชน์ในทาง เศรษฐกิจ  เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนให้มาเยือนริมฝั่งแม่น้ำทั้งในเวลา เย็นของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง Waterfire เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองที่นำผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ มาสู่กลางเมือง ซึ่งแต่เดิมมักเงียบเหงาในยามค่ำคืน

อะไรทำให้สถานที่มีความสำคัญ

เมื่อผู้คนอธิบายถึง พื้นที่ที่รู้สึกสนุก คำว่า “ปลอดภัย” “สนุก” “มีเสน่ห์” และ “น่าไปเยือน” มักจะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเหล่า คำเหล่านี้อธิบายถึง คุณภาพที่จับต้องไม่ได้  แต่ก็สามารถที่จะวัดในเชิงปริมาณได้ในหลายวิธี เช่น การใช้ค่าสถิติ หรือ การทำวิจัย แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การวัดเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง

การวิจัยพื้นที่ สาธารณะมากกว่า 1000 แห่งทั่วโลก พบว่ามีคำอยู่ 4 คำ ที่เป็นเงื่อนไขของการทำให้พื้นที่สาธารณะประสบความสำเร็จ ได้แก่ การเข้าถึงได้ง่าย, สะดวกสบาย, มีกิจกรรม และความรู้จักมักคุ้น

เกณฑ์และปัจจัยสู่ความสำเร็จตามแนวทางของ Project for Public Spaces

ที่มา : http://accuracyandaesthetics.com/?page_id=21

การเข้าถึง

พื้นที่สาธารณะที่ ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถเห็นได้ ประชาชนสามารถเดินเหินได้ทั่วถึง ซึ่งสะดวกที่จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่ต่างๆ

องค์ประกอบทางกายภาพ มีผลต่อการเข้าถึง (อย่าง ร้านรวงที่ตั้งตลอดแนวถนนจะมีความน่าสนใจและปลอดภัยกว่าการเดินในที่จอดรถ ว่างๆ หรือ ผนังตึก) พอๆ กับการมองเห็น (ความสามารถในการมองเห็นได้ในระยะไกล)  ความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะย่อมมีการหมุนเวียนของรถที่มาจอดสูง และโดยข้อเท็จจริงก็สะดวกสำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง

ภาพ The Great Place ด้านหน้า Ferry Building Gallery  ภายใน Waterfront ทิศตะวันตกของแวนคูเวอร์

ที่มา : Vancouver’s North Shore Tourism: http://www.facebook.com/SmartGrowthThailand?ref=hl#!/photo.php?fbid=10151036470435706&set=a.10150632317935706.376578.20252110705&type=1&theater

ความสะดวก

ทัศนะต่อเรื่องความ ปลอดภัยและความสะอาด กลุ่มอาคารที่ได้รับการจัดระเบียบ และลักษณะของสถานที่ หรือ ความมีเสน่ห์ คือ องค์ประกอบที่ผู้คนทั่วไปใช้ในการตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากสถานที่นั้นๆ พอๆ กับองค์ประกอบที่จับต้องได้ อย่างเช่นที่นั่งที่สบายๆ ที่สำคัญก็คือ การให้โอกาสผู้ใช้ประโยชน์ได้เลือกที่จะนั่งในที่ที่เขาต้องการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักไม่ได้รับความใส่ใจ

การใช้ประโยชน์และกิจกรรม

อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมต่างๆ คือ อิฐที่ก่อตัวเป็นสถานที่หนึ่งๆ มันเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้คนมาในครั้งแรก และทำไมเขาถึงกลับมาอีกในภายหลัง มันทำให้สถานที่ต่างๆ มีความแตกต่างออกจากกัน

เมื่อไรที่ ไม่มีการจัดกิจกรรม สถานที่จะว่างๆ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจหมายถึงว่า ที่นั่นมีบางอย่างผิดปกติ (รูปหน้า 19)

ความเป็นกันเอง / ความรู้จักมักคุ้น

เมื่อไรที่ผู้ที่มา เยือน เห็นการทักทาย พูดคุยระหว่างเพื่อนบ้าน และความรู้สบายๆ ที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองและความเป็นชุมชนของสถาน ที่ ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมตามมา เรื่องเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่มั่นใจเถอะว่ามันจะทำให้สถานที่นั้นประสบความสำเร็จ

ชมวีดีโอ

สรุป

กล่าวโดยสรุป ในตอนที่ 1 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของสถานที่สาธารณะในด้านต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมสรุปปัจจัยที่สนับสนุนให้การปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะประสบผล สำเร็จ  ในบทความตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นเกณฑ์และนโยบายในการวางผังออกแบบปรับปรุงสถานที่ให้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและของเมือง ซึ่งนักผังเมือง นักออกแบบชุมชนเมือง และภูมิสถาปนิก ตลอดจนผู้สนใจโดยทั่วไปสามารถติดตามอ่านได้

เอกสารอ้างอิง

Project for Public Spaces, What Makes a Successful Place?, Available from:

http://www.pps.org/reference/grplacefeat/,  September 18,2012

 
2 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 19, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ผู้นำไม่เอาไหนหน้าตาเป็นอย่างไร : พอใจ พุกกะคุปต์

หากผู้บริหารส่วนใหญ่ ยอมกลั้นใจถามตนเองว่า “ฉันเป็นหัวหน้าที่ไม่เอาไหนหรือไม่”

หลายท่านถามแล้ว คงไม่แคล้วส่ายหน้าอย่างมั่นใจ ไม่ใช่แน่นอน

ก็ผมไม่เคยโวยวาย ไม่กล่าวคำผรุสวาท ไม่ขาดสติ

ดูๆ ไป ท่าจะ “เอาไหน” อยู่ครับ

แต่…ก่อนจะฟันธงลงความเห็นใดๆ กรุณาฟังผลการศึกษาของสองที่ปรึกษาใหญ่ด้านการพัฒนาผู้นำ Jack Zenger และ Joseph Folkman ที่ทำการศึกษาเปรียบเทียบผู้นำที่ประสบความสำเร็จ กับ ผู้นำที่ล้มเหลว ตลอดจนศึกษาผลการประเมินพฤติกรรมผู้บริหาร 30,000 คน จากมุมมองของหัวหน้า เพื่อนร่วมงาน และลูกน้องรวมกว่า 300,000 คน

จากการเปรียบเทียบพฤติกรรมของผู้นำที่ไม่ประสบความสำเร็จ และผู้บริหารที่ได้คะแนนการประเมินต่ำที่สุด เป็นอันดับ 1-10% สุดท้ายในกลุ่ม นักวิจัยทั้งสองฟันธงว่า ผู้นำที่ไม่เอาไหนมีพฤติกรรมคล้ายกัน 10 ประการ

ที่สำคัญ ความคล้ายกัน กลับไม่ใช่เป็นพฤติกรรมที่ผู้นำเหล่านี้  “ทำ” อาทิ ขี้โวยวาย หรือ โมโหร้าย

แต่ พฤติกรรมที่ทำให้เขาถูกมองว่าไม่เอาไหน กลับกลายเป็นสิ่งที่เขา “ไม่ทำ” มากกว่า

พฤติกรรม 10 ข้อนี้มีอะไร โดยไล่เรียงลำดับตามความสำคัญ เรามาดูกันจากที่สำคัญสูงสุดก่อนค่ะ

 1 ผู้นำชืด ไม่สามารถกระตุ้นให้ผู้ตามมีพลัง และแรงบันดาลใจ ท่านเองก็มีพฤติกรรมทำงานแบบเรื่อยๆ เปื่อยๆ เฉื่อยเฉา ขาดพลัง นั่งตบยุง

ลูกน้องน้ำดีรู้ว่าอยู่ทีมนี้อย่างไรๆ ก็ไม่รุ่ง แต่ยุงไม่กัด

2 ผู้นำที่ไม่เข้มงาน ยอมรับงานแบบผ่านก็พอ โดยไม่ขอให้ลูกทีมทุ่ม ปล่อยให้ทีมทำงานแบบชิวๆ ทีมอื่นใดจะเหนื่อยยากลำบากแค่ไหนท่านไม่ว่า แต่ทีมข้า ใครอย่าแตะ

ลูกน้องที่อยากสบาย จะปลื้มนายเช่นนี้

แต่ลูกน้องที่อยากก้าวหน้า ขอเติบโตลืมตาอ้าปาก ยากที่จะศรัทธาหัวหน้าประเภทเน้นใจ แต่ไม่ได้งาน

 3 ผู้นำที่ขาดวิสัยทัศน์และกลยุทธ์ที่ชัด ถูกจัดอยู่ในกลุ่มหัวหน้าที่ไม่เอาไหน

หากตนเองยังงงๆ มองไม่ขาด วาดฝันไม่ชัด ว่าจะนำทีมก้าวต่อไปที่ใด ก็คงได้แต่อาศัยบุญเก่า ลูกทีมเห็นอนาคตเน่ารำไร

 4 ผู้นำที่ทำงานเป็นทีมไม่เป็น ชอบเก่งเดี่ยว ไม่เอี่ยวอิงกับใคร จึงไม่มีเครือข่าย ส่งผลให้ลูกทีมกลายเป็นกระเทียมลีบตีบเพื่อนไปด้วย

วันดีคืนดี ผู้นำประเภทนี้จะเห็นพรรคพวกในองค์กรเป็นคล้ายศัตรูคู่แข่ง เลยเอาแรงมาแก่งแย่งภายใน คนที่ดีใจที่สุดคือคู่แข่งตัวจริงนอกองค์กร

 5 ผู้นำที่ไม่เอาไหน พูดอย่างไร ต้องไม่ทำอย่างนั้น ขยันพูดอย่างทำอย่าง จนคนรอบข้างฟังแบบวรรค ฟังคำเว้นหลายคำ ฟังแบบขำๆ พอเป็นพิธี เพราะรู้ว่าลูกพี่ดีแต่แค่พูด

 6 ผู้นำที่ไม่เรียนรู้ ไม่ใช้ผิดเป็นครู ไม่รู้จักพัฒนา ผิดซ้ำผิดซาก พลาดแล้วทำโกรธโทษโน่นโทษนี่ พี่ไม่เคยทำอะไรผิด

เมื่อสะกดจิตตนเองได้ จนเชื่อปักใจว่าไม่ใช่ฉันที่พลาด เลยขาดการเรียนรู้ ดูไม่จืด

 7 ผู้นำที่ไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ใครเสนออะไรใหม่ ก็ทำไม่ได้ยิน แม้ได้ยิน ก็ไม่ได้ฟัง นั่งหูทวนลม

ท่านมั่นใจว่าที่ทำมาดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงให้วุ่นวายทำไม ไม่เข้าท่า กรุณาอย่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน

 8 ผู้นำที่ไม่สนใจพัฒนาลูกน้อง มองว่าลูกน้องมีไว้ใช้งาน ไม่ได้มีไว้พัฒนา จ้างมาเพื่อให้ทำงาน หากต้องมาคอยสอน คอยป้อนความรู้ สู้ทำเองดีกว่า ชักช้า น่าเบื่อหน่าย

หากทำงานไม่ได้ ก็กรุณาไตร่ตรองว่าจะอยู่ให้เกะกะ หรือจะพิจารณาตนเอง

อย่างดี ผู้นำประเภทนี้มิได้ไม่เห็นความสำคัญของการพัฒนาทีม รู้ว่าต้องทำ เพียงแต่ยังไม่มีงบ ไม่มีเวลา ลูกน้องกรุณารอไป…ไม่มีกำหนด

 9 ผู้นำที่ไม่มีทักษะและจิตวิทยาเรื่องการบริหารคน ท่านเอะอะ ด่าทอ ถนัดทำให้ทีมท้อ ต่อว่าเสียๆ หายๆ ไม่ให้เกียรติใครๆ ไม่ใส่ใจดูแล

เมื่อใดลูกน้องคนไหนได้คำที่คล้ายๆ ชม จะรู้สึกพะอืดพะอม ร้อนๆ หนาวๆ ไม่แน่ใจว่าพี่เขาจะเอาอะไร หรือเดาว่าท่านคงเป็นไข้ จึงไม่ปกติ

 10 ผู้นำที่ไม่ถนัดในการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเข้าข่ายละล้าละลัง นั่งคิดแล้วคิดเล่า จนสถานการณ์จากสดกลายเป็นเน่า กลายเป็นปัญหาเก่าเรื้อรัง

หรือท่านดูจะตัดสินใจได้อยู่ แต่ลืมเอาวิจารณญาณมาจากบ้าน การตัดสินใจจึงไม่ผ่านมาตรพื้นฐาน ส่งให้การทำงานเป็นเรื่องยากลำบากใจสำหรับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

สรุปว่า ความยากในการปรับตัวปรับใจของผู้นำที่ไม่เอาไหน เกิดจากการไม่ตระหนักว่าเราเข้าข่ายหัวหน้าที่ไม่ได้ทั้งงานและใจจากคนรอบ ข้าง

เพราะผู้นำปัจจุบันที่เข้าข่ายไม่ได้เรื่อง ส่วนใหญ่มิได้เกิดจากสิ่งที่ท่าน “ทำ” แต่เป็นส่วนที่ท่าน “ไม่ได้ทำ” ซึ่งเห็นได้ยากกว่า

 ผู้นำที่อยากพัฒนาตน จึงต้องตั้งสติอดทน หมั่นศึกษาตนเองด้วยใจเปิดกว้าง เพื่อจะสามารถ “เห็น” กระจ่างได้ ในสิ่งที่ “ไม่มี” ให้เห็น

http://bit.ly/UxBz9k

 
1 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 12, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,