RSS

Tag Archives: ศิลปะวัฒนธรรม

พิพิธภัณฑ์กับความทรงจำร่วมกันของสังคม โดย : อรรถจักร สัตยานุรักษ์

ผมคิดว่าคนในสังคมไม่รู้สึกแปลกใจเลย ที่รู้ว่าคนไทยเข้าไปชมพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุทยานประวัติศาสตร์น้อยลงทุกปี

เพราะเราท่านก็ไม่ได้ไปมานานมากแล้ว ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าได้พาเพื่อนฝูงญาติมิตรไปชมพิพิธภัณฑ์ครั้งสุดท้ายเมื่อสักสิบปีก่อน
 

ท่านอธิบดีกรมศิลปากรได้แสดงความกังวลในเรื่องนี้และมีความคิดที่จะปรับ ภาพลักษณ์ของพิพิธภัณฑ์เสียใหม่เพื่อจะแก้ไขปัญหา ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม เพราะเอาเข้าจริงๆ ปัญหานี้มีมานานมากแล้ว และก็ไม่ค่อยได้รับความสนใจที่จะดูแลแก้ไข หากท่านอธิบดีกรมศิลปากรสามารถที่จะแก้ไขได้บ้างก็คงจะดีมากขึ้น 
 

แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะปรับภาพลักษณ์ของอะไรก็ตาม เราต้องทำความเข้าใจ “สิ่งนั้นๆ” ให้ชัดเจนก่อน ไม่เช่นนั้น การปรับภาพลักษณ์ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงเฉพาะภาพภายนอกซึ่งก็จำไม่นำไป สู่ความเปลี่ยนแปลงอันใด
 

เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจความหมายของ “พิพิธภัณฑ์” (รวมอุทยานประวัติศาสตร์) กันก่อนว่า “พิพิธภัณฑ์” เป็นแบบจำลองของ “ประวัติศาสตร์” ซึ่งในแบบจำลองนี้จะ “ฝัง/จารึก” ความทรงจำหลักร่วมกันของสังคมนั้นๆ เอาไว้ ดังนั้น ในทุกๆ พื้นที่ของพิพิธภัณฑ์จึงไม่ใช่เพียงแค่สถานที่วางแสดง “ของเก่า” เท่านั้น หากแต่เป็นการจัดวางความทรงจำให้โลดแล่นอยู่ในจินตนาการของผู้ชมในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์กับความต้องการจะสร้างหรือตอกย้ำความทรงจำหลักร่วมกันของสังคมจึง เป็นเรื่องเดียวกัน
 

ในทุกสังคมการเมือง “พิพิธภัณฑ์” จึงเป็นการลงทุนเพื่อจรรโลงสังคมการเมืองนั้นๆ โดยผ่านการผลิตซ้ำความทรงจำร่วมกันของสังคมนั้นเอง
 

แม้ว่าข้อมูลจะไม่ชี้ให้เห็นว่าการที่คนในสังคมไทยไม่สนใจเข้าพิพิธภัณฑ์ นั้น เกิดขึ้นเพราะอะไร แต่เราก็น่าจะลองเดาว่าทำไมคนไทยจึงไม่สนใจไปดูแบบจำลองของ “ประวัติศาสตร์-ความทรงจำร่วม” ซึ่งความเป็นไปได้ของการที่คนไม่สนใจในเรื่องนี้ น่าจะมาจากสาเหตุปัจจัยสองประการซึ่งสอดคล้องกัน
 

ประการแรก บุคลากรในกรมศิลปากรที่ดูแลในเรื่องนี้ไม่มีความสามารถเพียงพอในการทำความ เข้าใจในกระบวนการ “ฝัง/จารึก” ความทรงจำร่วมกันของสังคม จึงทำให้การแสดงงานต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างที่ควรจะเป็น เช่น การจัดวางสรรพสิ่งในพิพิธภัณฑ์ไม่สอดคล้องและไม่ก่อให้เกิดจินตนาการเชื่อม ต่อระหว่างผู้ชมกับความทรงจำร่วมกันของสังคม 
 

หากเป็นเพราะสาเหตุนี้ ทางแก้ไขก็คงไม่ยากนัก เราสามารถที่จะแสวงหาความร่วมมือจากนักวิชาการสาขาอื่นๆ ที่เขาสามารถคิดเป็น “ภาพ” และสามารถสร้างให้ “ภาพ” ก่อเกิดจินตนาการเชื่อมต่อระหว่างคนกับสิ่งที่จัดวางไว้ได้
 

แต่ผมคิดว่าไม่ใช่เพียงแค่บุคลากรของกรมศิลปากรไม่มีฝีมือ หากแต่เป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงของสังคมเศรษฐกิจก่อให้เกิดคนกลุ่มใหม่ๆ ในสังคมและคนกลุ่มต่างๆ เหล่านี้ล้วนแล้วแต่ต้องการที่ทางในประวัติศาสตร์/ความทรงจำร่วม ซึ่งทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่อตัวเองกับความทรงจำร่วมแบบเดิม  และลึกลงไปแล้วคนกลุ่มใหม่นี้ต้องการความทรงจำร่วมกันชุดใหม่ หรือจะกล่าวอีกอย่างหนึ่งว่าความทรงจำที่ครั้งหนึ่งเป็นความทรงจำร่วมกันแต่ ปัจจุบันกลับไม่ใช่อีกต่อไป เสน่ห์ของพิพิธภัณฑ์จึงลดลงมาโดยตลอด
 

เราจำเป็นที่จะต้องคิดแก้ไขปัญหาสาเหตุของความไม่สนใจพิพิธภัณฑ์ในประการ ที่สองนี้ให้จริงจังมากขึ้น การคิดเพียงแค่การปรับภาพลักษณ์จะไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหานี้เลย และที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ปัญหาของกรมศิลปากรหรือส่วนงานพิพิธภัณฑ์ หากแต่เป็นปมปัญหาของสังคมไทยเลยทีเดียว 
 

ปมปัญหานี้ก็คือเราจะสร้างความทรงจำร่วมกันของสังคมที่ทำให้คนทุกกลุ่มมี ส่วนร่วมกันได้อย่างไร เพราะการมีส่วนร่วมกันตั้งแต่อดีต เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน จะทำให้เราทั้งหมดมีจินตนาการถึงอนาคตร่วมกัน
 

แนวคิดในการสร้างพิพิธภัณฑ์ที่จะฝัง/จารึกความทรงจำร่วมกันชุดใหม่ที่ ครอบคลุมคนทุกกลุ่มในสังคมไทยให้มีที่มีทางในอดีต จะต้องเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีกรอบคิดหลักเป็นแกนกลาง ได้แก่ เป็นพิพิธภัณฑ์ของสังคมทั้งหมด (Total Museum) ซึ่งหมายความว่าอดีตคนทุกกลุ่มในสังคมจะถูกจัดวางไว้ในพิพิธภัณฑ์อย่างมี ความสัมพันธ์กัน และสัมพันธ์กันในทุกมิติของชีวิตในอดีต
 

แม้ว่ายังจำเป็นจะต้องมีพิพิธภัณฑ์เฉพาะด้าน เช่น ด้านสังคม หรือเฉพาะที่ เช่น เชียงใหม่ อยุธยา แต่ทั้งหมดจะต้องถูกสร้างในกรอบที่จะต้องเชื่อมโยงทุกมิติของสังคมอย่างมี พลวัต เพื่อที่จะทำให้เห็นว่าคนกลุ่มต่างๆ ในอดีตได้ร่วมกันสร้างสรรค์สังคมมาได้อย่างไร เผชิญปัญหาอะไรร่วมกันและได้ร่วมกันแก้ปัญหามาอย่างไรจนมาถึงทุกวันนี้
 

การคิดถึงการสร้างพิพิธภัณฑ์ของสังคมทั้งหมดจำเป็นที่จะต้องระดมความคิด เห็นจากสังคมให้กว้างขวางและลึกซึ้ง คงจะต้องเรียกกันให้เหมาะสมกับยุคนี้ก็คือต้อง “ปฏิรูป” การสร้างความทรงจำร่วมกันเพื่อนำไปฝัง/จารึกไว้ในพิพิธภัณฑ์
 

ขณะนี้เราเผชิญปัญหาความแตกแยกทางสังคมไม่ใช่เป็นผลมาจากสถานการณ์ ปัจจุบันหรือแค่ห้าหกปีเท่านั้น แต่ความแตกแยกนี้ส่วนสำคัญนั้นเกิดจากความทรงจำร่วมกันฉบับทางการนั้นคับแคบ และไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคม 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/attachak/20101119/363532/%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B3%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A1.html

 
2 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 19, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : จาก Thailand to Siam โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) มุ่งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่เรามีอยู่แล้วโดย ใช้สติปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งในระยะยาวเหมาะสมกว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ (factory economy) เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าวสังคมไทยเรามีมรดกวัฒนธรรมเป็นฐานมากมาย

การ เพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ไผ่ท่อนหนึ่งด้วยการระบายสีเป็นลายไทยงดงามและเจาะรู เป็นกล่องออมเงิน ทำให้เกิดงานและรายได้ และถ้าผู้ซื้อได้รับคำอธิบายว่าลายไทยดอกบัวนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งเพราะ ดอกบัวเป็นต้นแบบของมือสองข้างที่พนมเข้าหากันซึ่งเป็นกิริยาของการไหว้สิ่ง ที่เคารพนับถือ ท่อนไม้ไผ่นั้นก็จะมีความหมายยิ่งขึ้น

ศิลปวัฒนธรรมเป็นฐานของการสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญยิ่ง และสังคมไทยมีวัตถุดิบเช่นนี้อยู่มากมาย

คน ต่างชาติน้อยคนมากในโลกที่รู้ว่า Thailand กับ Siam นั้นเป็นประเทศเดียวกัน จำนวนไม่น้อยออกเสียง Thailand ว่า Thigh-land (ดินแดนแห่งต้นขา) ด้วยซ้ำ เนื่องจากสะกดด้วย Th บ้างก็ได้ยินว่าเป็น Taiwan

เคยพบคนต่างชาติ หลายคนที่ตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าชื่อเก่าของ Thailand นั้นคือ Siam พวกเขารู้สึกว่าชื่อ Siam นั้นมีเสน่ห์ของประวัติศาสตร์เพราะเขารู้จัก Siamese Cats (แมวสีสะหวาด) Siamese Twins (อินจัน แฝดจากแดนสยามผู้ถูกนำไปออกแสดงในสหรัฐอเมริกา มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2354-2417) เป็นอย่างดี

เขารู้จัก Siam จากละครบรอร์ดเวย์ King and I ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ชื่อ Siam จึงให้ความรู้สึกที่ฝรั่งเรียกว่า exotic สำหรับเขา และเป็นชื่อที่ “ขาย” ได้สำหรับคนตะวันตกที่มีการศึกษา

ประเทศ ของเราเปลี่ยนชื่อจาก Saim (สยามหรือสยามประเทศ) เป็น Thailand (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ.2482 มีฝรั่งล้อเลียนว่าเป็น Toyland หรือมีชื่อคล้ายประเทศที่ได้รับอิสรภาพใหม่ในแอฟริกา เช่น Swaziland

ผู้ รับผิดชอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอย่ามองข้ามประเด็น Siam และการเคยเป็น Venice of The East ของกรุงเทพมหานคร (ควรรีบมองข้าม Siamese Talks ซึ่งมีความหมายของการที่ปากและใจไม่ตรงกัน รู้จักกันดีสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

ทำไมเราจึงไม่ป่าวประกาศ ให้โลกรู้ว่าเราคือ Siam เราเป็นแหล่งกำเนิดของ Siamese Cats และ Siamese Twins และ “หากิน” เชิงสร้างสรรค์จากจุดนั้นต่อไป ปัจจุบันผู้คนในโลกชื่นชมโบราณสถานและสถานที่ประวัติศาสตร์ ก็ด้วยเหตุที่ว่ามันสร้างความมั่นใจเชิงจิตวิทยาให้แก่ตนเอง เนื่องจากเรื่องราวมันจบสิ้นไปแล้วอย่างแน่นอน รู้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เห็น ซึ่งต่างจากโลกเป็นจริงที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลย จนทำให้ขาดความมั่นคงในจิตใจ

ทำไมของที่ระลึกเราจึงไม่มีภาพ Siamese Cats (มีเว็บไซต์ขายชื่อแมวไทยเพราะๆ ก็หาเงินได้) หรือ Siamese Twins หรือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์โยงใยเข้ากับความเป็นสยามประเทศเพื่อ “ขาย” คนต่างชาติ เช่น แหม่มแอนนาผู้เคยถวายพระอักษรรัชกาลที่ 5 หรือมีหมู่บ้านสมัยโบราณย้อนยุคให้พักหรือเที่ยวชมหรือถ่ายรูปเล่น

เอา ละเมื่อเปลี่ยนเป็น Toyland แล้ว เราก็ยังมีมรดกวัฒนธรรมอีกมากมายให้ “หากิน” เชิงเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เรามีมวยไทย (จริงๆ คนในอุษาคเนย์ก็ชกมวยแบบนี้แต่เราเอามาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนคนอื่น ชาวโลกจึงรู้จักมวยไทย) ที่ควรเอามาทำให้เป็นมาตรฐานเหมือนยูโด เทควันโด ฯลฯ ถ้าไหว้ครูเป็น เตะเป็น พอป้องกันตัวเองได้ก็เอาสายมงคลขาวไปก่อน แต่ถ้าเก่งกล้ามากขึ้นจนชกมวยได้ครบทุกท่วงท่าก็เอามงคลสีดำไป

เรามี นวดแผนไทย (เราเอาของอินเดียมาปรับปรุง) อาหารไทย ข้าวหอมมะลิไทย ผลไม้ไทย ผัดไทย ไหมไทย ปลากัดไทย หมาไทยหลังอาน ทั้งหมดนี้มีคำว่า Thai ควบคู่ไปด้วยทั้งสิ้น และเป็นสิ่งที่ชาวโลกรู้จัก นอกจากนี้เรามีหมาพันธุ์บางแก้ว (ดุได้ประทับใจ) พลอยจันทบุรี (เรื่องราวยังอยู่ถึงแม้จะขุดหมดไปแล้วก็ตาม) star sapphire ไก่ชนพันธุ์พื้นเมือง สมุนไพร ฯลฯ

เรามีเมืองที่ชาวโลก รู้จัก เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ กระบี่ พัทยา หัวหิน ฯลฯ เช่นเดียวกับน้ำปลาไทย (ส่งออกไปเวียดนาม) ซอสศรีราชา (ถ้าไม่ใส่ชื่อนี้คนเวียดนามไม่นิยม) เหล้าแม่โขง ฯลฯ

ความ คิดริเริ่มสร้างสรรค์จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายด้วย “วัตถุดิบ” เหล่านี้ ถ้าสามารถสร้าง “นางนาคพระโขนง” ให้เป็น “ผีแห่งอาเซียน” ได้ก็รวยไม่รู้เรื่อง (ไม่รู้ว่าจะมีผีอื่นดุกว่านางนาคไหมในแถบนี้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้วยังไม่เห็นผีตัวใดดุได้เท่า) แค่ลักษณะ “ตายทั้งกลม” หรือ “ตายท้องกลม” (ไม่ใช่ “ตายทั้งกรม” คือตายตั้งแต่อธิบดียันภารโรง) ก็น่ากลัวจนกินผีฝรั่งขาดแล้ว

คนญี่ปุ่นเกือบทุกคนในวัย 30 เป็นต้นไปรู้จักยามาดะ นากามาซ่า หรือออกญาเสนาภิมุข (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2133-2173) ซามูไรในสมัยอยุธยากันทุกคน (คนญี่ปุ่นในไทยสมัยนั้นมักเป็นชาวคริสต์ เพราะถูกขับไล่จนอยู่ในญี่ปุ่นไม่ได้) เพราะอยู่ในหนังสือแบบเรียนของเด็กญี่ปุ่นมายาวนาน เรื่องราวของยามาดะโลดโผนตื่นเต้นสำหรับเด็กญี่ปุ่นมากเพราะเป็นซามูไรที่ เก่งกาจ เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่ก็ตายเพราะถูกวางยาพิษ คนไทยที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สนุก รับรองฮิตในญี่ปุ่นแน่นอน

รูป ปั้นยักษ์ของไทยตัวจริงที่วัดโพธิ์และวัดอรุณราชวราราม และที่สนามบินสุวรรณภูมิได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเสมอ เรื่องราวเบื้องหลังยักษ์หลายตนที่เล่าขานอาจกลายเป็นตำนานให้คนไทยหากินได้ อีกนาน ดังเช่นเรื่องราวของสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี

ถึงแม้ “กระทิงแดง” ในต่างประเทศจะไม่ใช่ของไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กระทิงแดง” ที่มีผู้ดื่มนับพ้นล้านขวดต่อปีทั่วโลกนั้นมีบ้านเก่าอยู่ที่นี่ (ดูหน้าตาของป้ายจะเห็นว่าเป็นกระทิงไทย) เรื่องราวของ “กระทิงแดง” เป็นวัตถุดิบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

จินตนาการที่ เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เท่านั้นที่จะทำให้ “วัตถุดิบ” อันมีอยู่มากมายของสังคมไทยเหล่านี้กลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เฉกเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ได้ทำสำเร็จแล้วอย่างงดงาม

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 12, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

จดหมายเปิดผนึก……..ความเห็นของภาคประชาสังคมกรณีโครงการก่อสร้างอาคารสูง วัดยานนาวา

เรื่อง      ความเห็นของภาคประชาสังคมกรณีโครงการก่อสร้างอาคารสูง วัดยานนาวา

เรียน     เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการผู้ชำนาญการ

ด้วยข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มีชื่อดังต่อไปนี้ ได้แก่ มูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป   คณะอนุกรรมาธิการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งมรดกวัฒนธรรม วุฒิสภา สมาคมสถาปนิกชุมชนเมืองไทย  สมาคมอิโคโมสไทย  สมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม กรรมาธิการอนุรักษ์ศิลปสถาปัตยกรรมสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์  บางกอกฟอรั่มและเครือข่ายอนุรักษ์ฟื้นฟูเมืองเก่าทั่วประเทศ  ตลอดจนนักวิชาการ นักเรียน นักศึกษาและประชาชนทั่วไป ได้รับทราบข้อมูลอันเป็นที่ยุติว่า บัดนี้ได้มีบุคคลได้มาซึ่งสิทธิในการเข้าทำประโยชน์บนที่ดินของวัดยานนาวา พระอารามหลวง ด้านติดสะพานตากสิน (สะพานสาทร) บริเวณซึ่งเดิมเป็นชุมชนที่เรียกตนเองว่าชุมชนหวั่งหลี อันนับเป็นชุมชนท้องถิ่นตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เพื่อจัดทำโครงการหรือกิจการในเชิงพาณิชย์ คือ การก่อสร้างที่พักแรมประเภท Residence หรือนัยหนึ่งคือธุรกิจประเภทโรงแรมที่มีขนาดเกินกว่า ๘๐ ห้อง จำนวน ๒ อาคาร ความสูง ๓๔ชั้น และ ๒๖ ชั้น

ข้าพเจ้าทั้งหลายขอเสนอข้อมูลและความเห็นต่อกรณีดังกล่าว  ดังต่อไปนี้

๑.การลดคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญของโบราณสถานที่มีคุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมรวมทั้งคุณค่าทางประวัติศาสตร์

การดำเนินโครงการหรือกิจการดังกล่าว จะมีผลให้ตัวอาคารทั้งสองตั้งประชิดและลดคุณค่าอย่างมีนัยสำคัญของโบราณสถานที่ตั้งอยู่ ณ วัดยานนาวาฯ   ทั้งส่วนที่เป็นโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนไว้โดยกรมศิลปากรแล้ว อันได้แก่ พระอุโบสถ   พระสำเภาเจดีย์  เก๋งจีน และพระแท่นที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  และส่วนที่เป็นโบราณสถานตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ ได้แก่ อาณาบริเวณวัดยานนาวาฯ

มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่าวัดนี้ได้ก่อสร้างมาตั้งแต่ปลายกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี กรณีจึงถือได้ว่าวัดยานนาวาฯ และโบราณสถานที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วมีคุณค่าสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชาติ นอกเหนือจากคุณค่าทางศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม (รวมบริเวณของอาคารหรือสิ่งปลูกสร้าง ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗) อันควรได้รับการอนุรักษ์ให้เป็นมรดกวัฒนธรรมของชาติสืบไป

๒. การเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์

คุณค่าดังกล่าวจะดำรงอยู่มิได้ถ้าปราศจากภูมิทัศน์ที่ดี อันหมายถึงการเข้าถึงคุณค่าด้วยการมองเห็น ทั้งภูมิทัศน์ทางประวัติศาสตร์และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรม การแปลงจิตวิญญาณสู่รูปลักษณ์ทางกายภาพของชนชาติใดๆ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความลุ่มลึกทางจิตวิญญาณและปัญญาญาณของชนชาตินั้นๆ ที่จะดำรงอัตลักษณ์ (Identity) ผ่านการทัศนาด้วยการเห็นทางกายภาพ

๓. ความสำคัญตามกฎหมายและผู้มีหน้าที่ตามกฎหมาย

ความสำคัญเช่นว่านี้ แม้พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ยังได้ให้ความสำคัญของคุณค่าของสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม หากมีขึ้นในเขตพื้นที่ใดให้เป็นเขตพื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมได้   ความสำคัญความสำคัญเช่นว่านี้ทางราชการจึงได้จัดตั้งกองอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมในสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) มีหน้าที่ปฏิบัติตามพันธกรณีในอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรม คืออนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมและธรรมบัญญัติของโลก ฉบับลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๑๕ ประเทศไทยในฐานะภาคีในอนุสัญญานี้มีหน้าที่ให้ความคุ้มครอง สงวน ส่งเสริมมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งทางสถาปัตยกรรมปรากฏในภูมิทัศน์ว่ามีคุณค่าอย่างเด่นชัดในด้านประวัติศาสตร์ ศิลปะ หรือวิทยาการ

๔.ประเด็นข้อกฎหมายที่จะต้องพิจารณาประกอบ

โดยที่การดำเนินโครงการ หรือกิจการนี้อาจมีผลกระทบต่อกฎหมายหลายฉบับดังนี้ คือ

(๑) พระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๔ มาตรา ๓๒ กำหนดห้ามผู้ใดทำให้เสียหายทำลายทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งโบราณสถาน

(๒) พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งกำหนดให้จัดมีที่ดิน ๓ ประเภท     คือ   ที่ธรณีสงฆ์

ที่กัลปานา และที่วัด ซึ่งวัดจะต้องดำเนินการใช้ประโยชน์ที่ดินทั้ง ๓ ประเภท เพื่อการศาสนาอันจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนทุกคนมิใช่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการเฉพาะ

๕.การรับรองสิทธิและหน้าที่พลเมืองโดยรัฐธรรมนูญ

บัดนี้โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๕๐ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ ๒๔สิงหาคม ๒๕๕๐ ได้บัญญัติรับรองสิทธิของประชาชนไว้ดังนี้

(๑) บุคคลย่อมมีสิทธิมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาของเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติราชการทางปกครองอันมีผล หรืออาจมีผลกระทบต่อสิทธิและเสรีภาพของตน (ม.๕๘)

(๒) บุคคลที่รวมกันเป็นชุมชน ชุมชนท้องถิ่น หรือชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิมมีสิทธิอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่นและของชาติและมีส่วนร่วมในการจัดการ การบำรุงรักษา และการใช้ประโยชน์จากสิ่งแวดล้อม (ม.๖๖)

(๓) บุคคลมีหน้าที่พิทักษ์ ปกป้อง และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ (ม.๗๓)

ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความกังวลว่าเนื่องจากขณะนี้โครงการหรือกิจการดังกล่าวได้ดำเนินการยื่นคำขออนุญาตก่อสร้างต่อกรุงเทพมหานครแล้ว และอยู่ระหว่างการนำเสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ต่อ สผ.เพื่อพิจารณาและขอรับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการต่อไป ซึ่งหากได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชำนาญการแล้ว จะสามารถดำเนินโครงการต่อไปได้ ซึ่งจะทำให้คุณค่าสิ่งแวดล้อมศิลปกรรมของชาติถูกละเมิดในที่สุด ดังนั้น เพื่อเป็นการป้องกันมิให้มรดกวัฒนธรรมของชาติต้องลดคุณค่าและเสื่อมคุณค่าลงไปกว่านี้ และจากเหตุผลที่เครือข่ายด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและเครือข่ายอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมได้เรียนมาแล้วข้างต้น จึงขอให้ท่านโปรดนำข้อมูลความเห็นตามที่เสนอมานี้ประกอบการพิจารณาเพื่อให้เป็นคุณูปการในการคุ้มครองมิให้ภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ ศิลปกรรม และสถาปัตยกรรมที่สำคัญของชาติถูกทำลายหรือทำให้เสื่อมค่าลงไป  

นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้วในประการที่สำคัญผลการก่อสร้างอาคารประเภทโรงแรมในวัดยานนาวาฯ ถือได้ว่าไม่สมควรต่อการพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง เพราะหากทำได้แล้วจะมีผลให้เป็นตัวอย่างของการใช้ที่ดินของวัดไปในทำนองเดียวกันได้ต่อๆ ไป ความเสื่อมศรัทธาต่อพระศาสนาจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะขัดต่อหน้าที่ของชนชาวไทย ซึ่งจะต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งพระศาสนา

อนึ่งในฐานะพลเมืองขอเรียกร้องให้ผู้มีหน้าที่เกี่ยวกับการพระศาสนาอำนวยการให้วัดต่างๆ สามารถใช้สถานที่อันเป็นพื้นที่ส่วนกลางเพื่อรองรับคนจำนวนมากเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆทางศาสนาโดยมีที่พักค้างและอนุญาตการปักกลด หรือตั้งเต็นท์ของนักบวช และผู้มาปฏิบัติธรรมหรือร่วมกิจกรรมทางศาสนาในพื้นที่ อาทิ กรณีพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เช่น พุทธมณฑล ศาลายา เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อมิให้เป็นภาระแก่ผู้ใดผู้หนึ่งในการจัดการหารายได้เพื่อจัดหาพื้นที่ และหรืออาคาร สถานที่และสาธารณูปการตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ซึ่งแม้จะมีเจตนาเพื่อการประกอบกิจกรรมทางศาสนา แต่ผลที่ได้กลายเป็นการทำลายคุณค่ามรดกทางวัฒนธรรมทั้งที่จับต้องได้และที่จับต้องไม่ได้ซึ่งจะนำไปสู่การสิ้นศรัทธาในที่สุด

จึงเรียนมาเพื่อโปรดประกอบการอันจะเป็นคุณูปการอย่างยิ่งต่อมรดกทางวัฒนธรรมและการพระศาสนาด้วยการนำความเห็นของข้าพเจ้าทั้งหลายมาประกอบการพิจารณาต่อไปด้วย

ขอแสดงความนับถือ

ในฐานะผู้แทนเครือข่ายด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและเครือข่ายอนุรักษ์มรดกวัฒนธรรมตลอดจนประชาชนทั่วไป

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ดินสอนั้นคลาสสิค

โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

สิ่งที่คลาสสิคไม่จำเป็นต้องยุ่งยาก หรือซับซ้อน หรือมีราคาแพง ดินสอธรรมดาๆ นี่แหละคลาสสิคอย่างแท้จริง ถึงแม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวมากว่า 400 ปี แล้วก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นในชีวิตอย่างมีบทเรียนให้ขบคิด

 

ในสมัยอียิปต์และโรมันเมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว มีการใช้แท่งโลหะบางๆ เป็นวัสดุเขียนอักษรลงบนกระดาษยุคแรกที่ทำจากต้นกก (papyrus) คำว่า pencil มาจากคำในภาษาละตินว่า pencilius ซึ่งหมายถึง “little tail” (เข้าใจว่าวัสดุที่ใช้เขียนคงเป็นชิ้นเล็กๆ ยาวคล้ายหางกระมัง)
ดินสอที่เรารู้จักกันทุกวันนี้มาจากการค้นพบแหล่งของ graphite (หินถ่านรูปหนึ่ง) ขนาดใหญ่ในประมาณ ค.ศ.1565 แคว้น Barrowdale เมือง Cumbria ในอังกฤษ ชาวบ้านพบว่าเมื่อเอามันมาตัดเป็นแท่งแล้วก็สามารถใช้เขียนเครื่องหมายบนตัว แกะได้ดี ความบริสุทธิ์และเป็นแท่งนิ่มไม่เปราะทำให้สะดวกในการใช้ จึงเป็นที่นิยมอย่างมาก

ขณะนั้นวิชาเคมียังอยู่ในขั้นอนุบาล ผู้คนเข้าใจว่ามันเป็นวัสดุคล้ายตะกั่วจึงเรียกว่า lead ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด ปัจจุบันในภาษาอังกฤษก็ยังเรียกไส้ดินสอว่า lead ถึงแม้ว่าจะไม่มีตะกั่วปนอยู่ด้วยแต่อย่างใด

ประโยชน์ของดินสอชนิดนี้แพร่ไปยังการใช้ในเรื่องต่างๆ ของชีวิตประจำวัน จนมีการควบคุมการใช้โดยทางการ ชาวบ้านก็ขโมยจากแหล่งใหญ่นี้มาใช้งาน เนื่องจากแท่ง graphite ค่อนข้างนิ่มจึงเอาหนังสัตว์หุ้มเพื่อให้เขียนได้สะดวก

แหล่ง graphite ที่อังกฤษนี้เป็นแหล่งค้นพบเดียวที่มีความบริสุทธิ์และมีคุณภาพสูง ดังนั้น อังกฤษจึงผูกขาดดินสออยู่ได้เป็นเวลาหลายปีจนมีผู้คิดค้นเอาผง graphite ซึ่งไม่จำเป็นต้องมาจากแหล่งคุณภาพสูงผสมกับซัลเฟอร์และพลวง (antimony) และปั้นขึ้นมาเป็นแท่ง ใน ค.ศ.1662 ในเมือง Stein ใกล้เมือง Nuremberg เยอรมนี
 

ดินสอยี่ห้อ Faber-Castell สืบทอดมาจากการคิดค้นนี้จนถึงปัจจุบัน
ผู้ที่คิดเอาไม้มาหุ้มรอบแท่ง graphite เป็นสามีภรรยาชาวอิตาลีชื่อ Simonio และ Lyndiana Bernacotti โดยมุ่งใช้เป็นเครื่องมือสำหรับช่างไม้ ลักษณะดินสอเป็นไม้รูปไข่และเป็นแท่งสั้นซึ่งใช้ในวงการช่างไม้มาจนทุก วันนี้

เมื่อเห็นดินสอหุ้มด้วยไม้เข้าท่า ก็มีผู้พัฒนาขึ้นโดยใช้ไม้กลวงสองซีกประกอบแท่ง graphite และใช้กาวติดไม้ทั้งสองชิ้น วิธีผลิตนี้ยังใช้กันอยู่จนถึงปัจจุบัน ความก้าวหน้าครั้งสำคัญของดินสอเกิดขึ้นในสงครามนโปเลียน เมื่อประมาณ 200 ปีก่อน เมื่อกองทัพนโปเลียนถูกปิดล้อมเช่นเดียวกับประเทศฝรั่งเศสด้วยกองทัพเรือ ไม่สามารถนำเข้าแท่ง graphite มาใช้เป็นดินสอเพื่อคำนวณตัวเลข เขียนแผนรบ ขีดเส้นจุดที่วางปืนใหญ่ได้ทหารของนโปเลียนจึงประดิษฐ์ดินสอขึ้นใช้เอง
ในปี ค.ศ.1795 Nicholas Jacques Conté ค้นพบการเอาผง graphite ชนิดเลวที่นำเข้าจากเยอรมนีมาผสมกับดินเหนียว แล้วปั้นเป็นแท่งยาว เอาไปเผาในเตาก็ใช้เป็นไส้ดินสอได้ วิธีการผลิตนี้ใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน

ดินสอหุ้มไม้ซีดาร์แดง (Red Cedar) เป็นที่นิยมในยุโรปและอเมริกามาก ในศตวรรษที่ 19 เฉพาะในอเมริกาดินสอ 240,000 แท่งถูกใช้ในแต่ละวัน ไม้ชนิดนี้ไม่มีเสี้ยนและมีกลิ่นหอม ในต้นศตวรรษที่ 20 ไม้ Red Cedar ลดปริมาณลงมากจนต้องเลาะเอามาจากโรงไม้เก็บของและรั้วมาใช้ อังกฤษไปสุดโต่งถึงขนาดออกกฎหมายห้ามใช้กบเหล่าดินสอเพื่อไม่ให้เหลาดินสอ อย่างไม่จำเป็นจนเปลืองไม้ Red Cedar
“ความจำเป็นเป็นแม่ของประดิษฐกรรม” เป็นความจริงเสมอ เมื่อ Red Cedar ขาดแคลน จึงหันมาใช้ไม้ Incense Cedar ที่มีอยู่มากมาย้อมสีและกลิ่นแทน ปัจจุบันนี้ดินสอขั้นดีส่วนใหญ่ก็ยังคงใช้ไม้ชนิดนี้ในการผลิต

เดิมดินสอนั้นกลม เพิ่งเป็น 6 เหลี่ยมเมื่อ Lothar von Faber หลานทวดของผู้ก่อตั้งบริษัท Faber-Castell ผู้เข้ามาคุมบริษัทใน ค.ศ.1839 เสนอนวัตกรรมนี้ ซึ่งทำให้ดินสอไม่กลิ้งตกไปจากโต๊ะ

ปัจจุบันมีการผลิตดินสอในโลกประมาณปีละกว่า 15,000-20,000 ล้านแท่ง (ครึ่งหนึ่งผลิตในจีน) ไม่ว่าปากกาหมึกซึมและปากกาลูกลื่นสารพัดชนิดจะเป็นที่นิยมอย่างไร ดินสอก็มีเสน่ห์ไม่คลาย

ที่น่าแปลกใจก็คือเรื่องสีของดินสอส่วนใหญ่ในประเทศต่างๆ ในสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เป็นสีเหลือง เยอรมนีและบราซิลมักเป็นสีเขียว ยุโรปทางใต้เช่นสเปน อิตาลี เป็นสีแดงเข้มหรือดำโดยแซมด้วยเส้นสีเหลือง ออสเตรเลียมักเป็นสีแดง โดยอีกด้านหนึ่งเป็นแถบสีดำ ในอินเดียดินสอที่ใช้กันทั่วไปเป็นสีแดงเข้มและมีเส้นสีดำสลับ ฯลฯ

ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ไส้ดินสอก็ยังคงเป็น graphite ผสมดินเหนียวแล้วเผา (ไส้จะดำ จะอ่อนหรือจะนิ่มอยู่ที่ส่วนผสมและความร้อนที่เผา) ไม้ส่วนใหญ่สำหรับดินสอชั้นดีก็ยังคงเป็นไม้ Incense Cedar และอีกปลายด้านหนึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นยางลบซึ่งรัดด้วยแถบโลหะ
ในจำนวนผู้ผลิตดินสอรายใหญ่ของโลก Faber Castell ซึ่งมีสีเขียวเป็นยี่ห้อประจำตัวคงความเกรียงไกรตลอดเวลาเกือบ 400 ปีที่ผ่านมา นวัตกรรมในการนำเอายางลบติดที่ปลายดินสอก็เป็นของบริษัทนี้ เมื่อกว่า 200 ปีมาแล้วเป็นคดีในศาลสูงของสหรัฐอเมริกาและก็ชนะคดีในการใช้ยางลบติดที่ปลาย ดินสอ ผู้มีสิทธิบัตรเป็นฝ่ายแพ้เพราะศาลตัดสินว่าไอเดียนี้มันชัดจนไม่น่าเอามาจด เป็นสิทธิบัตรได้

Faber-Castell ผลิตดินสอประมาณปีละ 2,200 ล้านแท่ง ในราคาถูกเพื่อใช้กันทั่วโลกด้วยนวัตกรรมดินสอหกเหลี่ยม ยางลบที่ปลายดินสอ สีเคลือบดินสอที่ไม่เป็นพิษ จุดมียางบนดินสอเพื่อให้เด็กจับได้โดยไม่ลื่น ตลอดจนดินสอเป็นแท่งสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นที่นิยมของเด็ก
จนถือว่าเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการดินสออย่างแท้จริง

ผู้ผลิตดินสอมักร่ำรวยคล้ายกับผู้ผลิตเข็มเย็บผ้า เพราะไม่เคยมีใครใช้ดินสดจนหมดแท่ง (ไม่เคยมีเด็กที่ถอนเงินจากบัญชีออมทรัพย์ของธนาคารออมสินหมดเกลี้ยงเช่น กัน) และไม่เคยมีใครใช้เข็มจนหัก ส่วนใหญ่ก็มักหายไปก่อน

ดินสอนั้นคลาสสิคเสมอ ด้วยความง่ายไม่ซับซ้อนเหมือนปากกาดินสอ แถมมีราคาถูกใช้ง่ายในทุกสภาวะ (นักวิจัยอเมริกันของ NASA เสียเงินนับสิบล้านเหรียญเพื่อประดิษฐ์ปากกาลูกลื่นใช้ในยานอวกาศ แต่นักอวกาศรัสเซียใช้ดินสอ) ถึงแม้ว่าจะไม่มีนวัตกรรมออกมาบ่อยก็ตามในประวัติศาสตร์กว่า 400 ปี
ความเป็นคลาสสิคของสิ่งใดนั้นอยู่ที่คุณค่าของมันเอง หาได้อยู่ที่ราคาของมันไม่
ถ้ามนุษย์ทำตัวเหมือนดินสอปนเทียนไข โลกคงเต็มไปด้วยปัญญาและความสว่าง

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1285857510&grpid=&catid=02

 
1 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 1, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

อำลาแล้ว….สานแสงอรุณ

เย็นวันนี้ผมแว้บเข้าร้านนายอินทร์ ท่าพระจันทร์ หลังกลับจากไปสอนที่พัทยาอย่างทรหด 6 ชั่วโมง เพื่อไปสอย สานแสงอรุณ ฉบับสุดท้ายตามที่ผมตั้งใจเอาไว้หลังจากอ่านเล่มก่อนสุดท้ายไปเมื่อเดือนก่อน

จะว่าไปก็ใจหายหลังจากเป็นเพื่อนกันมากว่าทศวรรษ…แต่ผมว่าก็เป็นการปิดตัวอย่างงดงาม
ของหนังสือทางเลือก สำหรับคนรุ่นหนุ่มสาวอย่างผมเมื่อ 10 ปีที่แล้ว
ปีที่ผมได้เริ่มรู้จักพี่ป๋อ มูลนิธิสานแสงอรุณ วารสารสานแสงอรุณ และพี่ๆ ที่ผมเคารพอีกหลายคนที่บริษัทเครือแปลน

ทั้งเนื้อหาหนักๆ สลับเรื่องเล่า และบทกวี กับภาพถ่ายงาม อีกรูปเล่มที่ทำให้ทันสมัยมากขึ้นเรื่อยๆ ราวการเติบใหญ่ของหนังสือเล่มหนึ่งๆ…ก็เป็นเรื่องที่น่าชื่นชมแล้ว

ขอให้ทีมงานทุกท่านประสบความสำเร็จในวิถีทางที่ท่านได้กรุยทางมาแล้ว

คารวะ 1 จอก ครับ

หมูอวบ

ปล……
ฉันกระซิบบอกตัวเองในความเงียบงัน ว่า…
สวัสดีและลาก่อน……../
ผมชอบกลอนที่คุณเขียนว่ะ

 

ป้ายกำกับ: ,

ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู

ชวนกันไปดูละครครับ ฝีมือพี่ตั้ว ผู้ที่ไม่เคยทำให้คนดู ผิดหวังครับ …..มีแต่คนดูทำให้พี่แกผิดหวังเท่านั้น เพราะดันมีคนไปดูไม่มากครับ

———————————————————————————————

เตรียมตัวพบกับ การกลับมาอีกครั้งของ akaoni ยักษ์ตัวแดง โปรดักชั่นที่เคยสั่นสะเทือนวงการละครไทย และสร้างความประทับใจแก่ผู้ชมไม่รู้ลืมจากการแสดงมาแล้วทั่วโลก จากของผู้กำกับนักการละครแถวหน้าจากโตเกียว

ยักษ์ตัวแดง ลิเกร่วมสมัย ที่ใครก็ต้องดู อย่าบอกใครว่าชอบดูละครเพลง ถ้ายังไม่รู้จักลิเกอย่าง “ยักษ์ตัวแดง” RED DEMON ผลงานเรื่องเยี่ยมชิ้นล่าสุดจากกลุ่มละครมะขามป้อม ที่ได้รับเชิญไปแสดงที่งานเปิดโรงละคร Tokyo Metropolitan Arts Space (TMAS) ประเทศญี่ปุ่น

จากละคร “Red Demon (AKAONI)” ของ Hideki Noda นักการละครเลื่องชื่อจากโตเกียว สู่ลิเกร่วมสมัย โดยประดิษฐ ประสาททอง ศิลปินศิลปาธรสาขาการแสดง ปี ๒๕๔๗ ณ หอศิลป์ บ้านจิม ทอมป์สัน ซ.เกษมสันต์2 ใกล้ BTS สนามกีฬาแห่งชาติ

วันแสดง อาทิตย์ 1 ถึง อาทิตย์ 8 พฤศจิกายน 2552 เสาร์ – อาทิตย์ รอบ 14.00 น. จันทร์ – ศุกร์ รอบ 19.30 น. บัตรราคา 500 , 300 บาท นร.นศ.และผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไปราคา 200 บาท จองบัตรด่วนที่ 087-221-3111

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 3, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,