RSS

Tag Archives: สถาบัน

สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ในนามความจงรักภักดี

ปัญญาชนสยาม เปิดใจถึงการแก้ไขกฎหมายอาญามาตรา112 และแนวทางการปรับเปลี่ยนของสถาบันกษัตริย์ เพื่อให้ธำรงอยู่คู่สังคมไทยตราบนานเท่านาน

ความเคลื่อนไหวของกลุ่ม นักเขียนที่ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นประเด็นที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในด้านสนับสนุน และไม่เห็นด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่ค่อนข้างอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนชาวไทยอยู่ ไม่น้อย
แม้กฎหมายมาตรานี้ ที่มีเนื้อหาบัญญัติขึ้นเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์และสถาบัน แต่ในความเป็นจริงนั้น กลับถูกนักการเมืองหรือบุคคลบางกลุ่มหยิบฉวยมาเป็นเครื่องมือทำลายศัตรูฝ่าย ตรงข้าม ดังปรากฏให้เห็นกันอยู่เนืองๆ ในประวัติศาสตร์การเมืองไทยในช่วงที่ผ่านมา

เช่นเดียวกันกับ กรณีของ ส.ศิวรักษ์ แม้เป็นคนหนึ่งที่พิสูจน์ถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในชีวิตของ สุลักษณ์ ศิวรักษ์ ปัญญาชนสยาม ไม่วายถูกฟ้องในคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึง 3 ครั้ง
ดังนั้น ขณะที่กลุ่มนักเขียนกำลังรวบรวมรายชื่อ เพื่อเสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายมาตรานี้ จึงนับเป็นเรื่องน่ารับฟังไม่น้อย เมื่อนักคิดนักวิจารณ์สังคมคนสำคัญคนนี้ ได้ออกมาวิเคราะห์ถึง “ทางออก” ที่เหมาะสม เพื่อธำรงไว้ซึ่งสถาบันอันเป็นที่รักของปวงชน ในช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของสังคมไทย
 

มีกลุ่มนักเขียนออกมา เรียกร้องให้มีการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ด้วยเหตุที่อาจารย์เคยมีประสบการณ์ในเรื่องนี้ จึงน่าจะมองปัญหานี้ได้ชัดเจนกว่าคนอื่นๆ

อ๋อ ผมได้เปรียบครับ เพราะผมโดนกฎหมายนี้เล่นงานมา 3 หนแล้ว ครั้งแรกก็คราว(พลเอก)อาทิตย์ กำลังเอก ปี 27 อาทิตย์ต้องการเอา (พลเอก)เปรม (ติณสูลานนท์) ลง ตอนนั้นเปรมกำลังอ่อนแอ ทั้งทางการเมืองและทางสุขภาพอนามัย อาทิตย์นึกว่าจะจับผม นักศึกษาจะออกมาเดินขบวน จะเอาเปรมลง หนังสือผมยังอยู่ในโรงพิมพ์อยู่เลย ก็มาจับในโรงพิมพ์ ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ นี่คือครั้งแรก
เพราะฉะนั้น นักการเมืองจะฉวยประโยชน์ตรงนี้ตลอดเวลา เพื่อประโยชน์ของเขาเอง

ครั้งที่ 2 (พลเอก)สุจินดา คราประยูร รสช. ผมปาฐกถาที่ธรรมศาสตร์ว่า ชี้ให้เห็นว่า 6 เดือน รสช.มันเลวร้ายอย่างไร ผมถือว่าที่เขาทำเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ทำลายรัฐธรรมนูญที่ในหลวงทรงลงพระนาม มันหาว่าผมหมิ่น ผมต้องหนีกระเจิดกระเจิง
ครั้งล่าสุด คือ ทักษิณ (ชินวัตร) เล่นผม 3 คดีเลย มีทั้ง ฟ้าเดียวกัน และคราวที่ผมไปพูดที่ขอนแก่น ย่ำค่ำเอาหมายมาจับผม ผมต้องขึ้นไปประกันตัวที่ขอนแก่น ตีสองถึงจะได้ประกันตัว ไม่มีคดีครับ เพราะมันไม่มีเทปที่ผมพูด ตอนนั้นผมต้องขึ้นไปทุกๆ เดือน แล้ว อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) โทรศัพท์ถึงผม บอกว่าเรื่องนี้ผมจะสั่งให้ยุติเลย แต่จากนั้นอภิสิทธิ์ไม่ได้ทำอะไรเลย

 

 

โดยเนื้อแท้ กฎหมายนี้มีขึ้นเพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ ?

มาตรา 112 ปกป้องพระมหากษัตริย์ พระมเหสี รัชทายาท และ/หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ปกป้องก็หมายความว่าท่านเป็นบุคคลซึ่งเป็นที่เคารพสักการะ แต่ที่จริงใช้กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดาก็ได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องพิเศษอย่างใดเลย

 

มาขึ้นพิเศษเมื่อเป็นเผด็จการครับ ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ กฎหมายนี้ (โทษ) ไม่เกิน 3 ปี มาถึง (จอมพล) สฤษดิ์ (ธนะรัชต์) เพิ่มเป็น 7 ปี มาถึงปี 19 ธานินทร์ กรัยวิเชียร นายกรัฐมนตรี โทษขั้นต่ำ 3 ปี ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนครับ

โทษขั้นต่ำ 3 ปี หมายความว่า ศาลให้รอลงอาญาไม่ได้ โทษต่ำกว่า 2 ปี ศาลถึงให้รอลงอาญาได้ เท่ากับว่าพอโทษ 3 ปีปุ๊บ ศาลให้เข้าคุกอย่างเดียว และโทษมากถึง 15 ปี โอ้โห ! ธานินทร์ ถูกทหารถอดออกไปแล้ว แต่กฎหมายยังอยู่
เพราะ กฎหมายนี้เป็นประโยชน์ต่อนักการเมืองที่จะเล่นงานฝ่ายตรงข้ามเท่านั้นเอง ไม่เป็นประโยชน์ต่อพระเจ้าอยู่หัวนะครับ ไม่เป็นประโยชน์ต่อสถาบัน เพราะท่านเองทรงรับสั่ง คุณจำได้มั้ย ปีหนึ่งก่อนวันเฉลิมพระชนม์พรรษาวันนึง ท่านรับสั่งเลยว่า ใครฟ้องเรื่องหมิ่นพระบรมเดชานุภาพนั้น เป็นการรังแกพระองค์ท่าน  เป็นการทำให้สถาบันเสื่อมเสีย แล้วทุกคนที่อ้างความจงรักภักดี ไม่เห็นมีใครทำตามท่านเลย
ใช่แต่พระองค์ท่านเท่านั้น สมัยคุณชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี คุณสนั่น (ขจรประศาสน์) เป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทย พระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่งกับคุณสนั่น คุณสนั่นบอกผมเลยนะครับ คุณสนั่นบอกตำรวจทั้งหมดเลย ไม่ให้จับเรื่องคดีนี้ จากนั้นก็ไม่ได้ผล เพราะอะไร เพราะตำรวจเองมันเป็น”รัฐภายในรัฐ” เมื่อสมัยผมถูกจับ ตำรวจอยู่ฝ่ายทักษิณ ไม่ได้อยู่ฝ่ายรัฐบาล
ประชาธิปไตยเป็นของเล่นของนักการเมืองที่เข้ามาหาประโยชน์ นักการเมืองเหล่านี้ ไม่มีใครมุ่งประสงค์เพื่อความยุติธรรมในสังคม ไม่มีใครมุ่งประสงค์เพื่อศักดิ์ศรีของราษฎร ซึ่งส่วนใหญ่ยากแค้น ยากไร้ แล้วมาคุยโม้ว่าจะให้เงินเดือนเท่านั้นเท่านี้ ส่งเดชครับ คุณเอาเงินที่ไหนมาให้

ทุกพรรคประกาศว่า ต้องการให้เมืองไทยเป็นประชาธิปไตย ที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข  ทุกๆ พรรคประกาศเหมือนกันหมด ผมถามว่า เมืองไทยที่พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ควรจะอยู่ในพระสถานะใด ไม่เห็นพูดเลยครับ การมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ คุณจะเอาอย่างไร เอาอย่างญี่ปุ่นมั้ย ที่ญี่ปุ่น พระมหากษัตริย์ทรงเป็นเพียงสัญลักษณ์อย่างเดียวครับ ทำอะไรไม่ได้เลยในกรณีของญี่ปุ่น เอามั้ย

หรือจะแบบอังกฤษ ที่อังกฤษยังมีพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์อยู่ไม่ใช่น้อย แต่ต้องเสียภาษีให้บ้านเมืองนะครับ แต่พระราชินีเอง พระราชดำรัสต่างๆ นั้น รัฐบาลต้องร่างถวายหมด แม้พระราชดำรัสวันคริสต์มาสที่กระจายเสียงไปทั่วโลก รัฐบาลร่างถวาย เปิดรัฐสภา the Queen’s Speech รัฐบาลร่างถวาย เหมือนใส่พระโอษฐ์ถวาย พอท่านเสด็จกลับ มันก็ debate เล่นกันเลย เป็นที่ยอมรับกัน แบบนี้เอามั้ย

แล้วประการสำคัญก็คือว่า พระเจ้าแผ่นดินยังศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ เหนือสามัญมนุษย์รึเปล่า ซึ่งรัชกาลที่ 5 ท่านประกาศเลยนะครับ และผมชนะคดีสุจินดาด้วยเรื่องนี้ รัชกาลที่ 5 ประกาศ เมื่อบรมราชาภิเษกครั้งที่ 2 ประกาศว่า ประเพณีในกรุงสยามนั้นมีหลายอย่างเล่อล่าล้าสมัย กดขี่ราษฎร เช่น หมอบคลาน ตั้งแต่นี้ต่อไปให้เลิกหมด ให้ยืนเฝ้า เสมอกันหมด เลิกหมอบคลาน และเป็นมาตลอดตั้งแต่นั้น สมัยราชาธิปไตยเลิกมาตลอด หมอบคลานเป็นวงการภายในเท่านั้นเอง ถ้าเป็นทางราชการไม่ได้ … เพราะตอนนั้น เราอายฝรั่ง เพราะหมอบคลานมันเป็นสัญลักษณ์ของความป่าเถื่อน

 

 

แล้วเราย้อนกลับมาสู่สภาพเดิมๆ ได้อย่างไร

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ยึดอำนาจปี 2500 สฤษดิ์ ธนะรัชต์  ไม่มีความชอบธรรมใดๆ ทั้งสิ้น พอยึดอำนาจ เปลี่ยนรัฐธรรมนูญ จอมพลสฤษดิ์บอกให้เลิกรัฐธรรมนูญทั้งหมด ความชอบธรรมมีอยู่อย่างเดียว คือรักษาพระมหากษัตริย์กับศาสนา มันสมองคือหลวงวิจิตรวาทการ
เมื่อไทยมีตัวร้ายที่สุด 2 คนที่คนไทยมองไม่เห็น หลวงวิจิตรวาทการคนหนึ่ง  (ม.ร.ว.) คึกฤทธิ์ ปราโมช อีกคนหนึ่ง แล้วคนจะหลงนะครับ อย่าง สี่แผ่นดิน นี่หลงเลย เป็นหนังสือที่ล้างสมองว่าเจ้าวิเศษหมด พวกไพร่นี่โง่เขลา …

 

 

เคยมีความพยายามเสนอ แก้กฎหมายมาตรานี้หลายครั้ง รวมถึงการลงนามของบรรดานักคิดนักวิชาการต่างประเทศ อย่าง นอม ชอมสกี และอีกหลายคนเมื่อ 2 ปีก่อน ?

พวกเขาเสนอเข้ามาครับ แต่คุณอภิสิทธิ์ ไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่คุณอภิสิทธิ์ทำ คือตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาคณะหนึ่ง ให้มีปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นประธาน มีตำรวจ มีอัยการสูงสุด แต่ก็ไม่ทำอะไร คดีผมที่ยุติได้ คือคณะกรรมการชุดนี้เรียกประชุม ในหลวงท่านต้องการแล้ว โอเค เลิก มันเป็นตรากระดาษครับ
ปัญหามันอยู่ตรงนี้ครับ ไอ้ Truth on Trial คุณต้องกล้าเผชิญความจริง แต่ไม่มีใครกล้าเผชิญความจริงครับ ถ้าคุณกล้าเผชิญความจริง มันถึงจะแก้ปัญหาได้  ประเด็นที่ผมอยากจะพูดก็คือว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่ไม่ยอมรับความจริง และไม่มีใครกล้าเผชิญความจริงครับ

วันก่อน ภิญโญ (ไตรสุริยธรรมา) สัมภาษณ์คุณอานันท์ (ปันยารชุน) ออกรายการทีวี คุณอานันท์ก็น่ารักมาก ตอบแบบการทูตอย่างเดียว คุณอานันท์ ไม่ได้พูดความจริงเลย พูดถึงแก้มาตรา 112 คุณอานันท์ก็ว่าแดงไปหน่อย จากที่ใครฟ้องก็ได้ ก็น่าจะแก้ไม่ให้ใครก็ฟ้องได้ ภิญโญก็ถาม งั้นก็จะให้ราชเลขาฯ เป็นคนฟ้องได้ไหม คุณอานันท์ก็ไม่ตอบ

คือคนที่จะฟ้องได้ ต้องเป็นคนที่มีกึ๋นสิครับ ข้าราชการในระบบ ไม่ควรฟ้อง ผมคิดว่าใครก็ได้ที่มีกึ๋น สามารถทำหน้าที่ตรงนี้ได้

 

 

เท่ากับว่า ควรมีการกำหนดคณะบุคคลมาทำหน้าที่นี้  ?

คุณเลือกได้เลย คณะกรรมการคุณอานันท์ อาจารย์ประเวศ (วะสี) ยังอยู่ คุณคณิต (ณ นคร) ยังอยู่ คุณเอาคณะกรรมการคุณคณิต ก็ได้ หมอความทั้งนั้นเลย ตั้งเขาเลย รัฐบาลตั้งมาเลยว่า การที่จะฟ้อง ต้องผ่านคณะนี้เลย คุณสมชาย (หอมลออ) ทนายของผมก็อยู่ในคณะนี้  ให้คณะนี้เป็นคนพิจารณาเลยว่าควรฟ้องไม่ควรฟ้อง แต่คนที่มาเป็นกรรมการก็ต้องมีความกล้าหาญ
เมื่อคดีแรกของผม มีคนเขียนเป็นหนังสือ เขาทำงานอยู่ไทยคดีศึกษา เขียนถึงอาจารย์ภาวาส บุนนาค ท่านเป็นรองราชเลขาฯ อาจารย์ภาวาสดีอย่าง ใครเขียนถึงท่าน ท่านกราบบังคมทูลหมดเลย จดหมายฉบับนี้เขียนว่าเรื่องอาจารย์ ส.ศิวรักษ์ นี้ เป็นที่รู้กันทั่วไป ไม่เฉพาะในประเทศ แต่ไปจนถึงนานาประเทศ ว่าเป็นผู้จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์  ต้องการธำรงรักษาไว้ซึ่งสถาบันกษัตริย์ ปล่อยคดีนี้ยิ่งยืดเยื้อออกไปเท่าไหร่ เสียสถาบันกษัตริย์เท่านั้น อาจารย์ภาวาสอ่านถวาย ทรงรับสั่งว่า จริงของเขา

อาจารย์ภาวาส ท่านเป็นคนมีกึ๋น ในอีกนัยยะหนึ่ง ในเวลานี้สังคมไทยหาคนมีกึ๋นได้น้อยมาก คนแต่ละคนสนใจแต่ตำแหน่งหน้าที่ สนใจเรื่องเงินเรื่องอำนาจ ไม่สนใจความจริง สัจจะ ไม่มีเลย

 

 

มองความเคลื่อนไหวของกลุ่มนักเขียนที่ออกมาในครั้งนี้อย่างไร

ก็ดีครับ ปลุกมโนธรรมสำนึกให้เกิดขึ้น แต่ช่วงนี้ พวกเลือกตั้งมันไม่สนใจ พอเข้ามาแล้วก็ไม่สนใจ เพราะอะไร เพราะ-ชนชั้นปกครอง ไม่ทั้งหมด 99 เปอร์เซนต์ ไม่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม พูดภาษาปากก็คือเป็นคนไม่มีกึ๋น
ด้วยความเคารพครับ คุณอานันท์เองก็ไม่มีกึ๋น  คนที่มีกึ๋น คือคนที่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นสัจจะ ไม่กล้าพูด หนีประเด็นกันหมดเลย
ดูอย่าง วิกีลีคส์ ที่ออกมาเผยแพร่ คุณอานันท์ คุณสิทธิ (เศวตศิลา) คุณเปรม ที่ออกมาให้สัมภาษณ์ทูตอเมริกัน (ฟ้าเดียวกัน นำออกเผยแพร่) ทำไมคุณไม่กราบบังคมทูล คุณในฐานะองคมนตรี เพียงพูดกับนายคุณ คุณยังไม่กล้าพูดเลย ไปพูดกับทูตอเมริกัน สิ่งนี้เป็น confidential แต่มันหลุดออกมา ใช้ไม่ได้ครับ มันต้องพูด

เพราะพระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่า สิ่งที่มนุษย์ต้องการที่สุดคือ กัลยาณมิตร สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับมนุษย์ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่อำนาจ ไม่ใช่ชื่อเสียง กัลยาณมิตร คือผู้ที่พูดในสิ่งที่เราไม่อยากจะฟัง เขากล้าพูดในสิ่งที่เราไม่อยากจะฟัง นั่นแหละ กัลยาณมิตร หากเราไม่มีกัลยาณมิตรเลย ทุกคนพูดดีหมด เสร็จเลย ไม่มีใครกล้าพูดว่า โครงการของเรา 70 เปอร์เซ็นต์ล้มเหลว

สถาบันต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ เงินเสด็จพระราชกุศลไปไหน บัญชีอยู่ที่ไหน อย่าง สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ต้องตรวจสอบได้ บอกว่าให้คนยากคนจนอยู่ แต่คนยากคนจนกลับถูกไล่เหมือนหมูเหมือนหมา ให้แต่คนรวยอยู่ จุฬาฯ ก็เอาแบบอย่างมาทำ

 

 

หากให้สถาบันเป็นที่พูดถึงได้ ทำอย่างไรไม่ให้ไปไกลถึงขั้นโจมตี

กฎหมายหมิ่นประมาทมีอยู่แล้วครับ  อย่างคุณโจมตีผม เล่นงานผม ผมก็ฟ้องได้ ปัญหาอยู่ตรงที่โจมตี มันเป็นเรื่องจริงเสียด้วย
ปัญหาคือต้องทำตัว อย่าให้เขาโจมตีได้ อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสชัดเจนเลย ใครมาโจมตีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่าไปโกรธแค้นเขา ฟังที่เขาโจมตี ว่าจริงหรือไม่จริง ถ้าจริงก็แก้ไข ถ้าไม่จริงก็เป็นผิดของมันเอง ไม่ใช่ความผิดของเรา

อีกอย่าง คุณอยู่จุดสูงสุด จะไม่ให้คนโจมตีได้อย่างไร คนก็ต้องโจมตีเบื้องสูง

มีคนถามรัชกาลที่ 7 ว่าไม่กลัวราษฎรจะด่าเหรอ  ท่านบอกคนไทยมันด่าพระเจ้าแผ่นดินตลอดเวลา ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาลก็ด่าพระเจ้าแผ่นดิน ทำไมต้องมีพระยาแรกนา เพราะเมื่อก่อนพระเจ้าแผ่นดินแรกนาเอง พอปีไหน ข้าวยากหมากแพง เขาก็ด่าเลย ตอนนี้พระยาแรกนาถูกด่าแทน

 

 

ในอนาคต มองการดำรงอยู่ของสถาบันคู่กับสังคมไทยอย่างไร

สถาบันจะอยู่คู่กับสังคมไทยต่อไปได้ จักต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาก ไม่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่ไม่ได้ ผมยังชมนะครับ ไม่รู้คุณอ่านใน “ฟ้าเดียวกัน” รึเปล่า ฉบับที่แล้วที่มีเทปให้ด้วย เทปที่สมศักดิ์ (เจียมธีรสกุล) พูด เขาไม่ใช่คนวิเศษเลยนะ แต่ครั้งนั้นเขาพูดดีมาก ว่าควรปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง หากเปลี่ยนตามที่สมศักดิ์เสนอ อยู่ได้เลย
ผมก็เสนอลง “ฟ้าเดียวกัน” เหมือนกันว่าสำนักงานทรัพย์สินฯ ให้เป็นของแผ่นดินไปเลย ขึ้นกับกระทรวงการคลัง ในหลวงอย่าไปเกี่ยวข้อง ต้องการให้เขาถวายกี่เปอร์เซนต์บอกมาเลย อันนี้อึมครึมครับ ไม่รู้เป็นของใคร แล้วจิรายุ (อิศรางกูร ณ อยุธยา) ก็มีอำนาจสิทธิขาดเต็มที่ อันตรายมาก

 

 

หากเป็นไปได้ อาจารย์มองแนวทางการแก้กฎหมายนี้อย่างไร

เห็นสมควรแก้ แต่ขอให้รอมชอม หนึ่ง-ขอให้ลดความรุนแรงลง เหตุผลคือ คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ สมัยพระเจ้าไกเซอร์ เรืองอำนาจ เป็นกฎหมายที่มีความรุนแรงที่สุดในยุโรป แล้วมีคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพมากที่สุด เหมือนเมืองไทยเวลานี้  เพราะกฎหมายรุนแรง คนถูกฟ้องมาก ปรากฏว่าพระเจ้าไกเซอร์ไปเลย
แล้วที่อังกฤษ มันอยู่ได้ เพราะมันเปลี่ยนกฎหมายให้เบาลงเรื่อยๆ แล้วพอคนด่า เจ้าเปลี่ยนตลอด อย่างสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดขึ้น ราชวงศ์อังกฤษยังเป็นราชวงศ์เยอรมัน ชื่อราชวงศ์ฮาโนเวอร์ เปลี่ยนชื่อเป็นราชวงศ์วินเซอร์เลย เพราะต้องฟังเสียงคนส่วนมาก

ควีนองค์ปัจจุบัน หมั่นไส้พระญาติ ไดอานา รถคว่ำตาย แต่ชาวบ้านรักมาก เอาดอกไม้มาวางหน้าวังบัคกิงแฮม ขอให้ลดธงครึ่งเสา ไม่ยอมลด จน โทนี แบลร์ โทรศัพท์ไปเลยบอกว่า จะให้ถือตามกฎเกณฑ์ตลอดไม่ได้หรอก  ตอนนี้ชาวบ้านเขาอยู่ฝ่าย ไดอานา ลดธงเท่านั้น ชาวบ้านจะมาจงรักภักดี  พอลดธงคราวนี้ชาวบ้านเชียร์เลย เพราะฉะนั้น อย่าไปขืน เมืองไทยนี่ขืนตลอดเวลา  เสร็จเลย

เพื่อความอยู่รอดของสถาบัน หนึ่ง-ลดความรุนแรงของโทษลง ให้เลิก minimum 3 ปี ส่วน maximum 3 ปี หรือ 7 ปีพอแล้ว ไม่ต้องเปลี่ยนมากกว่านี้  สอง- คนที่จะฟ้อง ต้องดำเนินการผ่านคณะกรรมการกลั่นกรอง เอาชุดคุณคณิตนี่แหละ มีอยู่แล้ว คราวนี้ ถ้าเขาฟ้องก็ถูกด่า เขาไม่ฟ้องก็ถูกด่า พูดง่ายๆ มีคนถูกด่าแทนนั่นเอง

แต่ระยะยาว สถาบันจะอยู่ได้ คนจะต้องเข้าใจว่า ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นเป็นอย่างไร มีพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ของราษฎร ไม่ใช่มีพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ของพระมหากษัตริย์

เรามีตัวอย่างให้ดูนี่ครับ ที่ญี่ปุ่น ก็ได้ อังกฤษ สวีเดน นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ อีกหลายแห่งเลย ที่สำคัญคือ ทุกแห่งที่อยู่รอดมาได้ คือเลิกความศักดิ์สิทธิ์มหัศจรรย์ทั้งหมด อย่างญี่ปุ่น ตั้งแต่เริ่มตราบจนแพ้สงคราม ไปอ้างว่าต้นราชวงศ์ไม่ได้มาจากพระอาทิตย์ ก็ถูกตัดหัว  ไม่จงรักภักดีก็ตัดหัวแล้ว

คุณต้องเห็นคนเป็นคน เห็นทุกคนเสมอกันหมด แล้วทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่ากับเรา อย่างที่พระพุทธศาสนาบอก วรรณะไม่ได้แปลว่าอะไรเลย ไม่ได้แปลว่าสูงส่ง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/lifestyle/20110621/396399/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B9%8C-%E0%B8%A8%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C–%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%88%E0%B8%87%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A0%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%94%E0%B8%B5.html

 

ป้ายกำกับ: ,

ความจงรักภักดีอย่างล้นเกิน

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์


คอนสแตนติน ฟอลคอน หรือเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ มีความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์อย่างจริงใจหรือไม่? คงไม่มีใครตอบได้ แต่การกระทำในนามของความจงรักภักดีของเขา ล้วนให้อำนาจและประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่เขาอย่างมากทั้งสิ้น

การนำกอง ทหารฝรั่งเศสเข้ามาในราชอาณาจักร ก็เพื่อสร้างกองกำลังทันสมัยไว้ปกป้องคุ้มครองตัวเขาเอง แต่เขาโน้มน้าวให้พระเจ้าแผ่นดินเห็นด้วย โดยอ้างภยันตรายจากต่างชาติ และต่อต้านแผนกบฏของขุนนาง เช่นเดียวกับการหลอกลวงกษัตริย์ฝรั่งเศสให้หลงเชื่อว่า พระมหากษัตริย์อยุธยากำลังจะเปลี่ยนศาสนา จนกษัตริย์ฝรั่งเศสส่งบาทหลวงผู้รับสารภาพบาปประจำพระองค์มาเพื่อทำพิธีรับ ศีลจุ่มให้สมเด็จพระนารายณ์ ก็ฝีมือของฟอลคอนอีกเช่นกัน

เขาอาจทำ ด้วยความจงรักภักดีก็ได้ เพราะตัวเขาเองแสดงตนว่ามีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อศาสนาคาทอลิก (หลังจากได้เปลี่ยนศาสนามา 2 ครั้งแล้ว) จึงต้องการให้ผู้ที่เขาจงรักภักดีได้รับพระเมตตาจากพระเจ้าองค์เดียวกัน นอกจากนี้หากไม่มีเรื่องอันกษัตริย์ฝรั่งเศสจะถือเป็นเกียรติยศยิ่งใหญ่ คือกลับใจกษัตริย์ในแดน “กึ่งอารยะ” ของเอเชียได้ หลุยส์ก็อาจไม่ส่งทหารมาประจำที่อยุธยา ก็สัมพันธ์เชื่อมโยงกับอำนาจและผลประโยชน์ของฟอลคอนเอง

การ กระทำในนามของความจงรักภักดีเหล่านี้ เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ศัตรูของสมเด็จพระนารายณ์ ประสบความสำเร็จในการโค่นล้มพระนารายณ์ลงในที่สุด

หลักฐาน ของบาทหลวงฝรั่งเศสรูปหนึ่ง ที่ได้เห็นเหตุการณ์ที่ลพบุรีในวันเกิดจลาจลรายงานว่า ประชาชนพากันออกมาชุมนุม (หลักฐานใช้คำว่า “เดินขบวน” ซึ่งคงไม่มีการจัดองค์กรถึงขนาดนั้น) เพราะพระสงฆ์ยุยงปลุกปั่นให้ออกมาปกป้องพุทธศาสนา เนื่องจากพระเจ้าแผ่นดินกำลังจะเปลี่ยนศาสนาเป็นคาทอลิก การจลาจลในปลายรัชกาลเปิดโอกาสให้พระเพทราชา สามารถใช้สถานการณ์ความวุ่นวายนี้ยึดอำนาจจากสมเด็จพระนารายณ์ ซึ่งใกล้จะสวรรคตบนพระแท่นบรรทมได้สำเร็จ

ฟอลคอนจงรักภักดีต่อสมเด็จพระนารายณ์อย่างผิดๆ หรือฟอลคอนไม่เคยจงรักภักดีต่อใครเลย นอกจากตัวเขาเองกันแน่? คงไม่มีใครตอบได้

แต่ การแสดงความจงรักภักดีมักเป็นดาบสองคมเสมอ ด้านหนึ่งก็ส่งเสริมพระบารมีให้ประจักษ์ แต่อีกด้านหนึ่งอาจก่อให้เกิดความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์ต่อพระมหากษัตริย์แรง ขึ้น แสดงแค่ไหนจึงจะพอดีและงดงาม จึงเป็นสิ่งที่ผู้จงรักภักดีด้วยความจริงใจต้องไตร่ตรองพิจารณาอย่างรอบคอบ

ใน ทางตรงกันข้าม ผู้ที่แยกไม่ออกระหว่างความจงรักภักดี กับอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว มักจะแสดงออกจนเลยเส้นของความพอดีและงดงาม เพราะความพอดีและงดงามมักจะไม่ช่วยผลักดันอำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัว

ในแง่หนึ่ง คำสารภาพของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด ในคดีที่อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ ฟ้องหมิ่นประมาทนั้นน่าตกใจ

 

โฆษก ผอฉ.ยอมรับว่า ผังล้มเจ้าที่แจกจ่ายสื่อมวลชนในระหว่างการชุมนุมของเสื้อแดงนั้น ไม่ได้ระบุว่าบุคคลที่มีชื่ออยู่ในขบวนการล้มเจ้า เพียงแต่แสดงความสัมพันธ์ของบุคคลต่างๆ (ซึ่งบางคนอาจต้องคดีละเมิดสถาบันอย่างใดอย่างหนึ่ง) นับตั้งแต่ความสัมพันธ์เชิงเครือญาติ ไปจนถึงความสัมพันธ์อื่นๆ

น่า ตกใจอย่างแรกก็คือ เป็นครั้งแรกที่รัฐไทยยอมรับอย่างไม่อายว่า ประเทศนี้ถือว่า ความสัมพันธ์กับบุคคลอื่น ซึ่งหลายกรณีเราเลือกไม่ได้ เช่น พ่อ-ลูก, ครู-ศิษย์, แพทย์-คนไข้, ผู้บังคับบัญชา-ผู้ใต้บังคับบัญชา, กองทัพบก-โฆษกกองทัพบก ฯลฯ อาจเป็นอาชญากรรมได้ หากคู่ความสัมพันธ์กระทำผิดกฎหมาย ฝรั่งเรียกว่า guilt by association

ใน ฐานะคนไม่เคยเรียนกฎหมาย ขออนุญาตได้อธิบายปัญหาของระบบกฎหมายที่ถือว่าความสัมพันธ์เป็นความผิดไว้ หน่อยว่า ความผิดประเภทนี้เป็นความผิดที่ไม่มีใครคาดเดาได้ว่าสัมพันธ์กับใคร อย่างไร จึงจะถือได้ว่าเป็นความผิด ดังนั้นรัฐจึงสามารถกล่าวโทษใครก็ได้ที่รัฐไม่ชอบหน้า ว่ามีความสัมพันธ์ผิด (ไม่ใช่มีการกระทำที่ผิด)

 

กฎหมายหรือแบบปฏิบัติอย่างนี้มีอันตรายอย่างยิ่งต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล เพราะให้อำนาจรัฐไว้อย่างไร้ขีดจำกัด จึงไม่มีใครกล้าใช้สิทธิเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้อีกเลย

เช่นเดียวกับเรื่องห้ามใช้กฎหมายย้อนหลัง เพราะให้ใช้ย้อนหลังได้ ก็ไม่มีใครรู้ว่าสิ่งที่ตัวทำนั้นผิดหรือไม่ ถึงไม่ผิดกฎหมายในตอนทำ แต่รัฐก็อาจออกกฎหมายมาเอาผิดในภายหลังได้ สิทธิเสรีภาพประชาธิปไตยก็ไร้ความหมาย

ผมอยากเห็นนักเรียนกฎหมาย, ครูสอนกฎหมาย, และคนที่ใช้กฎหมายในกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ วินิจฉัยกฎหมายโดยหลักสิทธิเสรีภาพในระบอบประชาธิปไตย อย่างคนที่ไม่เคยเรียนกฎหมายเช่นผมบ้าง แทนที่จะใช้ “ความยุติธรรม” ลอยๆ เป็นหลักในการวินิจฉัยอย่างเดียว

อันที่จริง รัฐและสังคมไทยยอมรับความผิดจากความสัมพันธ์มานานแล้ว ทั้งในสมัยโบราณและในปัจจุบัน แต่ไม่กล้ารับอย่างไม่อายถึงเพียงนี้ นี่เป็นความรุนแรงอีกชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นในการต่อสู้ที่รุนแรงของทุกฝ่าย ในสังคมไทย นั่นคือการปฏิเสธ “กติกาอารยะ” (civility) อย่างเปิดเผย… รุนแรง ไม่น้อยกว่าการยึดสี่แยกราชประสงค์ แต่ให้ผลร้ายแรงที่ยาวนานกว่า เพราะ “ตึก” (the establishment) ทุกตึกถูกเผาลงราพณาสูรหมด

ที่น่า ตกใจอย่างที่สองก็คล้ายกับอย่างแรก “ผังล้มเจ้า” เมื่อตอนประกาศเปิดเผยครั้งนั้น ไม่ได้ระบุเงื่อนไขที่มาสารภาพกันในภายหลัง และเมื่อวิเคราะห์จากเงื่อนไขของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น ก็เห็นได้ชัดว่ามุ่งประโยชน์ที่จะแย่งชิงมวลชน โดยนำภัยคุกคามสถาบันพระมหากษัตริย์ (ซึ่งรู้อยู่แล้วว่าไม่มีอยู่จริง หรือถึงมีอยู่ก็ไม่ได้อยู่ในลักษณะที่แสดงด้วย “ผังล้มเจ้า”) ออกมาโฆษณา เป็นการ “ใช้” สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและกองทัพ อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องปิดบังอำพรางเลย

จะว่าเป็นครั้งแรกก็ได้ ที่กล้าบอกกันตรงๆ เลยว่า “ใช้” สถาบันพระมหากษัตริย์ในการต่อสู้กันทางการเมือง

ใน อีกแง่หนึ่ง คำสารภาพก็ไม่น่าตกใจอะไรนัก เพราะการ “ไล่ล่า” (persecute) ทั้งทางกฎหมายและนอกกฎหมาย เนื่องจากมีความสัมพันธ์กับบุคคลที่รัฐเห็นเป็นปฏิปักษ์ เกิดขึ้นเกือบเป็นปรกติธรรมดาในเมืองไทย ถึงไม่ประกาศออกมาอย่างโจ่งแจ้ง ก็รู้ๆ กันอยู่ ส่วนการ “ใช้” สถาบันพระมหากษัตริย์เพื่ออำนาจและผลประโยชน์ส่วนตัวนั้น นอกจากฟอลคอนแล้ว ก็ทำกันเป็นปรกติสืบมาจนถึงปัจจุบัน

อย่าว่าอื่นไกลเลย คุณทักษิณ ชินวัตรเอง ซึ่งบัดนี้ไปมีชื่ออยู่ใน “ผังล้มเจ้า” ด้วย ในสมัยเป็นนายกฯ ก็อ้างความจงรักภักดีไม่ขาดปาก ไม่ต่างอะไรจาก คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะใน ปัจจุบัน หากปฏิปักษ์ของคนเหล่านี้ยึดอำนาจได้เมื่อไร ข้ออ้างหนึ่งที่ใช้กันอยู่เสมอก็คือ “หมิ่นเหม่” ถึงจะแสดงความจงรักภักดีให้ล้นเกินขีดที่พอดีและพองามแค่ไหน ก็ “หมิ่นเหม่” ได้ทั้งนั้น

การแสดงความจงรักภักดี กลายเป็นความชอบธรรมเพียงประการเดียวที่จะถืออำนาจ หรือยึดอำนาจ ทำอะไรก็ได้หมดโดยไม่ต้องแสวงหาความชอบธรรมใดๆ แม้แต่สังหารหมู่คนกลางถนนเป็นร้อยก็ยังมีความชอบธรรมอยู่ เพราะแสดงความจงรักภักดี ฉีกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังที่มาจากภาษีประชาชนก็ยังชอบธรรม เพราะได้แสดงความจงรักภักดี

การแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันฯ อย่างล้นเกินพอดีและพองาม กลายเป็นใบอนุญาตให้ไม่ต้องยึดถือความชอบธรรมจากแหล่งอื่นใด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้ง, ความสุจริตโปร่งใส, ความมีประสิทธิภาพ, ความมีสัจจะ, การใช้งบประมาณที่ตรวจสอบไม่ได้, การเที่ยวข่มขู่คุกคามปรปักษ์, การละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ฯลฯ

ผลที่เกิดแก่สถาบันพระมหากษัตริย์คืออะไร ในรอบ 3-4 ปีที่ผ่านมา มีคดี “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” ทั้งที่ศาลตัดสินแล้ว, อยู่ระหว่างการพิจารณาคดี, หรือถูกจับกุมและอยู่ระหว่างกระบวนการทำคดี, และหนีคดี รวมกันทั้งหมดเกือบ 500 คดี ในขณะที่ประเทศไทยก่อนหน้านี้เคยมีคดีประเภทนี้เพียงปีละไม่เกิน 10 ราย

และใน 500 คดีนี้ ผู้ที่ตกเป็นผู้ต้องหา, จำเลย, หรือนักโทษ ประกอบด้วยคนไทยหลายสาขาอาชีพและสถานภาพ มีตั้งแต่ทหารในราชการ, ชาวบ้านอายุกว่า 60 ปี, ผู้หญิงนักเคลื่อนไหว, ผู้หญิงชาวบ้านธรรมดา, นักวิชาการที่มีชื่อเสียง, นักการเมือง และผู้คนอีกนับไม่ถ้วน

หาก ทุกคนมีญาติมิตรที่อาทรต่อชะตากรรมของเขาเพียง 4 คน ก็หมายความว่ามีผู้เดือดร้อนร่วม 2,000 คน รวมคนอื่นที่อาทรต่อผู้ตกทุกข์ได้ยากซึ่งอาจไม่เคยเห็นหน้าค่าตากันเลย, คนที่ยืนยันหลักการสิทธิและความเสมอภาค นับตั้งแต่อย่างเข้มข้นโดยไม่ยกเว้นใคร ไปจนถึงที่ยอมยกเว้นแต่ต้องด้วยเหตุผล คนที่เห็นภยันตรายจากความจงรักภักดีที่ล้นเกินอันจะเกิดต่อสถาบันเอง และคนที่เห็นภยันตรายต่อสังคมโดยรวม คนที่ไม่สนใจอะไรเลย นอกจากอาย ฯลฯ รวมกันทั้งหมดแล้วเป็นล้านหรือหลายล้าน

ถ้าคดีเหล่านี้เกิดขึ้นโดย ไม่ได้มุ่งจะขจัดคู่อริทางการเมืองของตน ก็ชี้ให้เห็นว่า ทรรศนะของคนไทยที่มีต่อสถาบันฯ เปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ถ้าคดีเหล่านี้เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของผู้บังคับใช้กฎหมาย ก็แสดงให้เห็นว่าผู้มีอำนาจรัฐกำลังจงรักภักดี เพื่อ “ใช้” สถาบันฯ ปกป้องผลประโยชน์ตนเองอย่างหน้ามืดตามัว

ผมเชื่อว่า คนที่จงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างจริงใจ โดยไม่หวังอำนาจหรือผลประโยชน์จากสถาบันฯ นั้นมีอยู่จริง จะมีมากน้อยแค่ไหนผมประเมินไม่ถูก

ที่ผมอยากทราบก็คือ ท่านเหล่านั้นไม่สะดุ้งสะเทือนต่อสภาวะที่เกิดขึ้นจากความจงรักภักดีอย่างล้นเกินซึ่งเกิดขึ้นในขณะนี้บ้างเลยหรือ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 14, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,