RSS

Tag Archives: สวัสดิการ

ความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน : เรื่องย้อนแย้งที่ต้องพิจารณาขององค์กรการเงินรากฐาน

บทความนี้ เรียบเรียงขึ้นจากงานวิจัยชิ้นเล็กๆ ชื่อโครงการศึกษาแนวทางการจัดทำเครื่องมือประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเศรษฐกิจชุมชน (ระยะที่ 1 และ 2) รวมถึงการได้ข้อมูลจากพื้นที่อื่นๆ และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ทีมวิจัยเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยงานวิจัยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาเครื่องมือและตัวชี้วัดเพื่อการประเมินตนเองขององค์กรการเงินชุมชนรากฐาน โดยมีกรอบคิดที่ว่า องค์กรการเงินรากฐานนั้นจำเป็นต้องพิจารณาปัจจัยตัวชี้วัดใน 2 มิติควบคู่กันไป (double bottom line) นั่นคือ พิจารณาตัวชี้วัดมิติด้านการเงินและตัวชี้วัดมิติทางสังคม เพื่อให้สะท้อนจุดหมายของการจัดตั้งองค์กร ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มออมทรัพย์หลากหลายประเภท หรือ กองทุนหมู่บ้าน ในการพิจารณาตัวชี้วัดทางการเงินนั้นในโครงการมุ่งไปที่การชี้ให้เห็น ปัจจัยเสี่ยง สิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพื่อจะได้จัดการก่อนที่จะเกิดปัญหา ในขณะที่มิติทางสังคม ต้องการชี้ให้เห็นถึงเรื่องสวัสดิการ และการเข้าถึงเงินของคนจน

บทความจะทำหน้าที่อภิปรายขยายความในประเด็นที่ผู้เขียนเห็นว่าเป็นประเด็นย้อนแย้งในการจัดการขององค์กรการเงินฐานราก ที่ต้องชั่งน้ำหนัก (trade – off) เพื่อจัดการให้เกิดดุลยภาพระหว่างความมั่นคงทางการเงินกับความมั่นคงของชุมชน โดยมีประเด็นที่ชวนให้ใคร่ครวญ อาทิ

1) เก็บเงินที่เหลือฝากแบงค์พาณิชย์ ซื้อสลากออมสิน VS ลงทุนเพื่อประกอบการทางสังคม

2) ลดต้นทุนองค์กร VS ลดต้นทุนชาวบ้าน

3) บริการเฉพาะคนในชุมชน VS ขยายกิจการข้ามพื้นที่  เป็นต้น

ลำดับการนำเสนอ จะได้แสดงข้อมูล ข้อค้นพบบางประการจากการทำงานสนาม เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขององค์กรการเงินรากฐาน จากนั้นจึงนำเสนอประเด็นต่างๆ ที่ต้องชั่งน้ำหนักตามลำดับ

หากสนใจอ่านเพิ่มเติม ก็โหลดเลยครับ file ขนาด 430 KB

องค์กรการเงินชุมชน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 16, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

บทเรียนจากประเทศสวีเดน ว่าด้วยการชดเชยความเสียหายจากบริการสาธารณสุข

คาร์ล เอสเพอร์สสัน ที่ปรึกษากฎหมาย สมาคมประกันสุขภาพแห่งสวีเดน เขียน

ประเทศไทยกำลังพิจารณาว่า จะสร้างระบบชดเชยแก่ผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุขอย่างกว้างขวางหรือไม่. ขณะที่ในปัจจุบัน, ผู้ป่วยในประเทศไทยที่หวังว่าจะได้รับค่าชดเชยความเสียหายจากการรักษาพยาบาลไม่มีทางเลือกอื่น ยกเว้นการนำเรื่องขึ้นสู่ศาล, ซึ่งจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าบุคลากรทางการแพทย์นั้นเป็นผู้กระทำผิดพลาดหรือละเลย. ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องยาก สาเหตุหนึ่งก็คือ บริบทในการดูแลสุขภาพมักมีความซับซ้อน ยากในการสืบสวนโดยปราศจากผู้เชี่ยวชาญพิเศษ.  นอกจากนี้, ในกระบวนการทางศาลก็มักจะต้องใช้เวลายาวนาน, และต้องใช้เงินจำนวนมาก.

มีหลายแนวคิดที่เสนอเรื่องการชดเชยนี้ในประเทศไทย. แนวคิดใหม่ก็คือ การจ่ายค่าชดเชยโดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีบุคลากรทางการแพทย์ผู้กระทำผิดหรือไม่. เป็นระบบหนึ่งที่รู้จักกันในนาม “a no-fault system,” (ระบบที่ไม่มีผู้ผิด)ซึ่งที่ถูกควรเรียกว่า “a no-blame system”(ระบบที่ไม่มีการคาดโทษ).

จากการถกเถียงกันในประเทศไทยถึงขณะนี้, ระบบนี้จะดูแลโดยองค์กรที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะที่จะรับมือกับการชดเชยความเสียหาย. แนวคิดคือใช้กระบวนการบริหารจัดการแทนที่จะขึ้นศาลเพื่อประหยัดเวลาและประหยัดเงิน. ระบบนี้ของประเทศไทยยังให้ความสำคัญกับการเชื่อมโยงระหว่างระบบชดเชยกับการป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้จากบริการสาธารณสุข.

การออกแบบระบบชดเชยความเสียหายฯของประเทศไทยอาศัยบทเรียนจากประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวีย, รวมถึงประเทศสวีเดน, ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปีค.ศ.1975.

ในปีค.ศ.1975, ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจถือกำเนิดขึ้นในประเทศสวีเดนทั้งในภาครัฐและเอกชน. เพียงสองสามปีผ่านไป, เกือบร้อยละ 99 ของผู้ให้บริการก็เข้าสู่ระบบนี้.  ในปีค.ศ.1997, ระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจถูกแทนที่ด้วยพ.ร.บ.ผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข(Patient Injury Act). กฎหมายนี้มีพื้นฐานมาจากระบบประกันสุขภาพโดยสมัครใจและผลกระทบจากระบบนั้น. จากพ.ร.บ.ผู้เสียหายฯ, ผู้ให้บริการทุกแห่งในประเทศสวีเดนจะต้องรับประกันความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย. ผู้ให้บริการจะชดเชยความเสียหายผ่านระบบประกันสุขภาพซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการดูแลรักษา. ทำให้ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่เสียหายไม่ไปฟ้องศาลเพื่อพิสูจน์ความผิด. การจ่ายค่าชดเชยความเสียหายเป็นไปอย่างสมเหตุผลโดยไม่ต้องพิจารณาว่ามีความผิดพลาดเกิดขึ้นหรือไม่.

หลักการสำคัญในระบบของประเทศสวีเดนก็คือ จ่ายชดเชยในทุกกรณีความเสียหายแม้จะหลีกเลี่ยงความเสียหายได้ด้วยวิธีอื่น. อย่างไรก็ตาม, ความเสียหายที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้แม้จะใช้เทคนิคและความรู้สมัยใหม่ล่าสุดตามมาตรฐานแล้ว จะไม่ได้รับค่าชดเชย. มาตรฐานการดูแลรักษาที่ว่านี้หมายถึงมาตรฐานที่ผู้เชี่ยวชาญผู้มีประสบการณ์ในด้านนั้นๆเคยใช้อยู่. บริษัทประกันจะเป็นผู้รับผิดชอบการเรียกร้องค่าเสียหายในเบื้องต้น. บริษัทประกันรายเดียวคือ County Councils’ Mutual Insurance Company (LÖF), รับผิดชอบมากกว่าร้อยละ 90 ของการเรียกร้องค่าชดเชย. ถ้าคนไข้รายใดไม่พอใจการประเมินของบริษัทประกัน, เขาสามารถขอให้คณะกรรมการพิจารณาข้อร้องเรียนของคนไข้(Patient Claims Panel) ทำการทบทวนใหม่ได้. แม้ว่าคณะกรรมการฯนี้จะเป็นเพียงที่ปรึกษา, แต่บริษัทประกันต่างๆก็มักจะยอมรับการตัดสินนั้นๆ. การประเมินทั้งของบริษัทและคณะกรรมการฯดังกล่าวไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดกับคนไข้, ดังนั้นคนไข้จึงไม่มีความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจในการยื่นข้อร้องเรียน. ถ้าคนไข้ไม่พอใจการประเมินของคณะกรรมการฯ, ก็สามารถไปยื่นฟ้องต่อศาลต่อไปได้. อย่างไรก็ตาม, คนไข้ก็จะมีความเสี่ยงที่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการดำเนินคดีที่เกิดขึ้นทั้งสองฝั่งถ้าแพ้คดี. จากการเรียกร้องค่าเสียหาย 10,000 รายต่อปี, มีเพียง 5 – 10 รายเท่านั้นที่ไปยื่นฟ้องต่อศาล.

เนื่องจากมากกว่าร้อยละ 90 ของการดูแลทางการแพทย์ในประเทศสวีเดนเป็นภาครัฐ, ดังนั้นระบบการชดเชยนี้ส่วนใหญ่จึงจ่ายด้วยภาษีอากร.

ระบบประกันสุขภาพของชาวสวีเดนทำงานอย่างไร, และประเทศไทยจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากประเทศสวีเดน?

จ่ายชดเชยตามความเสียหายที่ปรากฎ

 จากหลักการสำคัญของระบบสวีเดน, ทุกความเสียหายที่หลีกเลี่ยงได้จะได้รับค่าชดเชย. คนไข้ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ามีบุคลากรการแพทย์ที่กระทำความผิดพลาด.

คนไข้จำนวนมากขึ้นได้รับค่าชดเชยความเสียหาย

ก่อนหน้าระบบประกันสุขภาพจะเกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1975, มีคนไข้ประมาณ 100 รายต่อปีได้รับค่าชดเชยความเสียหายตามบทบัญญัติในกฎหมายความเสียหาย(tort law rules). ขณะนี้, คนไข้ประมาณ 5,000 รายต่อปีได้รับค่าชดเชยความเสียหาย. ดังนั้น ผลก็คือจึงมีคนไข้ในสวีเดนจำนวนมากขึ้นอย่างมากที่ได้รับค่าชดเชยความเสียหายภายใต้ระบบไม่คาดโทษ(no-blame system)ในปัจจุบัน.

จัดการปัญหาการร้องเรียนได้เร็วขึ้น

คดีในศาลใช้เวลาหลายปี. แต่เมื่อใช้วิธีบริหารจัดการแบบนี้แทน จะใช้เวลาไม่ถึงปี. ร้อยละ 50 ของการร้องเรียนเรียกค่าเสียหาย, คนไข้จะได้รับแจ้งว่าจะได้รับค่าชดเชยหรือไม่ภายใน 6 เดือนนับจากวันยื่นร้องเรียน. ร้อยละ 80 ของทั้งหมดจะได้รับแจ้งผลการพิจารณาภายในหนึ่งปี.

เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายน้อยกว่า

ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของบริษัทประกันในการจัดการนี้คือประมาณ 1,100 US$, ขณะที่การพิจารณาของคณะกรรมการฯมีค่าใช้จ่ายประมาณ 1,200 US$ต่อราย. เมื่อเปรียบเทียบกับคดีทางศาลซึ่งมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 27,000 US$.ดังนั้นวิธีทางการบริหารแบบนี้จึงมีค่าใช้จ่ายน้อยกว่ามากๆ.

ไม่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำหรับคนไข้

ดังได้กล่าวแล้วว่า วิธีทางการบริหารไม่มีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นกับคนไข้, คนไข้จึงไม่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่จะยื่นร้องเรียนในระบบประกันของประเทศสวีเดน.

สิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งเมื่อเปรียบเทียบระบบของประเทศสวีเดนกับระบบของประเทศสหรัฐอเมริกา, ซึ่งใช้กฎหมายความเสียหาย(tort law)ก็คือ ประมาณร้อยละ 70 ของเงินในระบบประกันของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นค่าทนายและค่าบริหารจัดการ. ส่วนระบบของประเทศสวีเดนมีค่าบริหารจัดการน้อยกว่าร้อยละ 20 , ดังนั้นคนไข้จึงรับไปมากกว่าร้อยละ 80 ของเงินในระบบประกัน. ที่น่าสังเกตอีกประการหนึ่งในระบบของประเทศสหรัฐอเมริกาก็คือ ทนายสหรัฐฯทำงานด้วยความหวังเงินสำรอง,คอยรับส่วนแบ่งบางส่วน (ระหว่างร้อยละ 30 ถึง 40) ของเงินที่คนไข้ควรจะได้รับจากความเสียหาย. ดังนั้น, จึงไม่มีทนายความผู้ใดรับว่าความคดีที่จะได้รับค่าชดเชยน้อยกว่า 200,000 US$. ส่งผลให้คนไข้ผู้เคราะห์ร้ายจำนวนมากในสหรัฐอเมริกายากที่จะหาทนายมาว่าความให้ตนได้.

ลูกจ้างผู้ประกันตนเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกัน, ดังนั้นจึงไม่มีความเสี่ยงทางเศรษฐกิจสำหรับแพทย์

ในระบบของสวีเดน, การที่ลูกจ้างเป็นผู้จ่ายเบี้ยประกันในระบบประกันสุขภาพเป็นการขจัดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจแก่แพทย์แต่ละคน.

ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างคนไข้กับบุคลากรทางการแพทย์

การแก้ปัญหาของสวีเดน, โดยแยกเรื่องออกจากันระหว่างเรื่องสิทธิของคนไข้ในการเรียกร้องค่าชดเชยกับเรื่องความผิด, มิเพียงแต่ทำให้คนไข้ได้รับค่าชดเชยความเสียหายจากการรักษาทางการแพทย์ได้ง่ายขึ้น, แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างคนไข้กับบุคลากรทางการแพทย์ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญด้วย. คนไข้ที่ต้องการเรียกค่าชดเชยไม่จำเป็นต้องค้นหาสาเหตุของความผิดพลาดหรือความประมาทในการรักษา. คนไข้เข้าใจได้มากขึ้นว่า ความเสียหายอาจเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการรักษาโดยที่ไม่ได้มีแพทย์หรือเจ้าหน้าที่คนใดละเลยหรือกระทำการผิดพลาด. ในทางตรงข้าม, คนทำงานในทีมดูแลรักษา, ก็ไม่ต้องระแวงว่าจะเกิดการเรียกร้องค่าชดเชยได้ในทุกขณะ, หรือเกรงว่าจะถูกตรวจสอบพฤติกรรมอย่างเข้มข้นเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีผู้ใดละเลยหรือกระทำผิดพลาด. ส่งผลให้บุคลากรทางการแพทย์เต็มใจช่วยเหลือคนไข้ผู้เคราะห์ร้ายจากการรักษาของตนให้ได้รับค่าชดเชยโดยไม่ต้องกังวลว่าใครจะเป็นผู้รับผิดในความเสียหายนั้น.

ดังได้กล่าวแล้วข้างต้น, ระบบของประเทศสวีเดนได้ให้ประสบการณ์เชิงบวกมากมาย, ซึ่งระบบนี้ทำงานได้อย่างดีเยี่ยมมาเป็นเวลามากกว่า 30 ปี. อย่างไรก็ตาม, ต้องเน้นย้ำว่า ประเทศหนึ่งประเทศใดไม่ควรลอกเลียนแบบระบบของประเทศอื่นในทุกแง่ทุกมุม. แต่ต้องพิจารณาเงื่อนไขต่างๆ เช่น ระบบสวัสดิการสังคมของประเทศ, ระบบการดูแลรักษาสุขภาพ, และปัจจัยทางด้านวัฒนธรรม, ซึ่งอาจแตกต่างอย่างมากระหว่างประเทศหนึ่งกับอีกประเทศหนึ่ง. การชดเชยความเสียหายแก่คนไข้ในสวีเดนเกิดขึ้นในบริบทที่มีระบบสวัสดิการสังคมอย่างกว้างขวางแล้ว.

อย่างไรก็ตาม มีแนวคิดพื้นฐานมากมายในระบบประกันสุขภาพของประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียที่ประเทศไทยสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาได้เนื่องจากระบบคล้ายกัน. ข้อดีประการหนึ่งที่มีในระบบของประเทศไทยก็คือ ความเชื่อมโยงอย่างเหนียวแน่นระหว่างระบบชดเชยกับกิจกรรมต่างๆที่มุ่งป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดกับคนไข้ในอนาคต. นี่คือองค์ประกอบที่ประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียสามารถเรียนรู้จากประเทศไทย. ที่น่าประทับใจก็คือ การที่ประเทศไทยกำลังพิจารณานำระบบไม่คาดโทษ(no-blame system)มาใช้ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป, สหรัฐอเมริกา, และประเทศที่พัฒนาแล้วอื่นๆอย่างเช่น ญี่ปุ่น ยังไม่ได้นำระบบนี้มาใช้เพื่อชดเชยคนไข้อย่างเป็นธรรม. ถึงวันนี้, มีเพียงประเทศในกลุ่มสแกนดิเนเวียและนิวซีแลนด์เท่านั้นที่มีระบบบริหารจัดการอย่างรอบด้านเพื่อการชดเชยความเสียหายที่เกิดกับคนไข้. หวังเป็นอย่างยิ่งว่า, ประเทศไทยจะเข้ามาร่วมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วยในไม่ช้า.

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบนี้ในประเทศสวีเดนได้จาก www.patientforsakring.se และ “Medical Liability in the Land of the Midnight Sun” by Kaj Essinger, CEO, The Regions’ (The County Councils) Mutual Insurance Company for Patient Injuries (LÖF). สำหรับเนื้อหาใน พ.ร.บ.ผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ของประเทศสวีเดน และข้อคิดเห็นเกี่ยวกับระบบของประเทศสวีเดน ดูได้ที่ www.pff.se .

 

ป้ายกำกับ: , ,

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่ม 2 ออกแล้วจ้า

ล่าสุดวารสารเล่ม 2 ก็ถูกเข็นออกมาครับ ในฐานะ บรรณาธิการ ขอเอาภาพปก สารบัญ และ บทเกริ่นนำ มานำเสนอ ครับ เผื่อมีท่านที่สนใจ

ปก

สารบัญ
เกริ่นนำ
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 26, 2009 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

ประชากรโลกที่แก่ตัวลง

โดย : ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ

ผมขอนำเอาบทวิเคราะห์ของนิตยสาร Economist เกี่ยวกับการแก่ตัวลงของประชากรโลก และผลกระทบทางเศรษฐกิจมาแปรรูปให้อ่านกันในครั้งนี้

เพราะผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว ซึ่งนักการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว ยังไม่ยอมรับและหาทางแก้ปัญหา ทั้งนี้ เพราะความเป็นจริงจะบีบบังคับให้มีทางออก 2 ทาง คือ

1. ชะลอการเกษียณอายุทำให้คนวัยสูงอายุต้องทำงานนานขึ้นอีกหลายปี และ/หรือ

2. ลดผลประโยชน์ด้านประกันสุขภาพและสวัสดิการต่างๆ ของผู้สูงอายุลง

แต่ทางออกดังกล่าวย่อมไม่เป็นที่ยอมรับของผู้สูงอายุ ซึ่งมีอำนาจทางการเมืองสูง เพราะสามารถรวมตัวกันเป็นกลุ่มทางการเมืองที่มีอานุภาพ (ในสหรัฐนั้นนักการเมืองกลัวสมาคมผู้สูงอายุและสมาคมแพทย์พอกับสหภาพแรงงาน)

Economist เริ่มต้นว่ากองทุนบำนาญถูกจัดตั้งขึ้นครั้งแรกโดยนายกรัฐมนตรี Bismarck แห่งประเทศเยอรมนีในปี 1889 ซึ่งเป็นช่วงที่ Bismarck สามารถรวมเยอรมนีเป็นประเทศเกิดใหม่ ขณะนั้นรัฐบาลเยอรมนีจ่ายเงินบำนาญให้กับคนทำงานตั้งแต่อายุ 70 ปีขึ้นไป ในขณะที่ชาว Prussia (ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของเยอรมนี) มีอายุยืนเฉลี่ยเพียง 45 ปี จึงหมายความว่ากองทุนบำนาญมีภาระทางการเงินน้อยมาก เพราะมีน้อยคนที่จะอายุยืนเกิน 70 ปี ต่อมาในปี 1908 อังกฤษก็ได้จัดตั้งกองทุนบำนาญขึ้นในลักษณะเดียวกัน คือ จ่าย 1 ปอนด์ต่อเดือนให้กับผู้ชายที่อายุเกิน 70 ปี ในขณะที่ประชาชนอังกฤษมีอายุยืนเฉลี่ย 50 ปี แม้แต่สหรัฐอเมริกาที่จัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้กับคนสหรัฐตั้งแต่อายุ 65 ปีขึ้นไปในขณะที่ประชาชนสหรัฐมีอายุยืนเฉลี่ย 62 ปี

แต่ในขณะนี้ ประชาชนโดยเฉลี่ยอายุยืนขึ้นมาก คือ ประมาณ 75-80 ปี ในสหรัฐคนอเมริกันเกษียณอายุเฉลี่ยที่อายุ 64 ปีและมีอายุยืนถึง 80 ปี ดังนั้น จึงจะมีชีวิตอยู่เพื่อใช้เงินสวัสดิการสังคมและเงินช่วยเหลือด้านสาธารณสุข ยาวนานถึง 16 ปีต่อคน ประเทศยุโรปก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน จึงไม่น่าแปลกใจที่ภาระทางการเงินของภาครัฐในการจ่ายบำนาญให้กับ ประชาชนกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (OECD) จึงสูงถึง 7% ของจีดีพี ในขณะนี้ เมื่อเทียบกับ 0.2% ขอจีดีพีสำหรับสหรัฐเมื่อ ปี 1935 ทั้งนี้ Economist ประเมินว่าภาระดังกล่าวสำหรับบางประเทศจะเพิ่มขึ้นเท่าตัวเป็น 14% ของจีดีพีตั้งแต่ปี 2050 (อีก 40 ปี) เป็นต้นไป ทั้งนี้ ไม่รวมภาระด้านการรักษาพยาบาลและภาระของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของภาคเอกชน กล่าวคือ หากไม่มีการแก้ไขอะไรเลยในขณะนี้รัฐบาลก็จะเผชิญกับปัญหาภาระของเงินบำนาญ และการรักษาพยาบาลที่มีสัดส่วนสูงมากเมื่อคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของจีดีพี จึงจะเป็นภาระอันใหญ่หลวงสำหรับชนรุ่นหลังที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีเพิ่มขึ้น

Economist สรุปว่ารัฐบาลควรเตรียมตัวประชาชนให้ยอมรับสภาวะความเป็นจริงในอนาคตว่า ประชาชนจะต้องกลับไปใช้ชีวิตเหมือนเมื่อ 100 ปีก่อนหน้า คือ การทำงานต่อเนื่องไปจนถึงอายุ 70 ปีหรือมากกว่านั้น เพราะวิวัฒนาการทางเทคโนโลยีได้ทำให้คนอายุยืนมากขึ้น 2-3 ปี ในทุกๆ 10 ปีที่ผ่านมา จึงเป็นไปได้ว่าในปลายศตวรรษนี้การมีอายุยืนถึง 100 ปี อาจเป็นเรื่องปกติ ดังนั้น การเกษียณอายุจึงอาจต้องปรับเพิ่มตามการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

ทั้งนี้ ปัญหาคนสูงอายุนั้นยังมีปัจจัยอีก 2 ปัจจัยที่ทำให้ปัญหามีความรุนแรงขึ้นไปอีก คือ

1. สตรีในประเทศพัฒนาแล้วในปัจจุบันไม่ยอมมีลูกมาก ทำให้มีคนทำงานในอนาคตน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก เช่นในปี 1970 ผู้หญิงมีลูกเฉลี่ย 4.3 คน แต่ในขณะนี้ ลดลงเหลือเพียง 2.6 คน และในประเทศพัฒนาแล้วลดลงเหลือ 1.6 คน

2. การที่กลุ่มประชากรโลกที่ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากหลังสงครามโลกครั้งที่สอง (กลุ่ม baby boom ซึ่งเกิดระหว่างปี 1947-1962) กำลังเข้าวัยเกษียณอายุและกำลังจะเกษียณอายุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปจนกระทั่งปี 2050

ดังนั้น สัดส่วนของผู้สูงอายุต่อคนทำงานจึงจะเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย เช่นในปี 1950 ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจะมีคนอายุ 20-64 ปี จำนวน 7 คนต่อคนอายุ 65 ปีหรือมากกว่านั้น 1 คน กล่าวคือ 7 คนทำงานต่อ 1 คนสูงอายุ แต่ปัจจุบันสัดส่วนนี้ลดลงเหลือ 4 : 1 และจะลดลงเป็น 2 : 1 ในปี 2050 ดังนั้น โครงสร้างกองทุนบำนาญของประเทศพัฒนาแล้ว ส่วนใหญ่ซึ่งลักษณะ “จ่ายไปใช้ไป” (pay-as-you-go) (ซึ่งทำได้ง่ายในต้นศตวรรษที่แล้ว) กำลังจะสร้างปัญหาอย่างมากในอนาคต ทั้งนี้เพราะปัจจุบันจากประชากรโลกทั้ง สิ้น 6,900 ล้านคนนั้นมีเพียง 11% ที่อายุเกิน 60 ปี (759 ล้านคน) แต่สัดส่วนคนอายุ 60 ปีขึ้นไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 22% ในปี 2050 ที่คาดการณ์ว่าโลกจะมีประชากร 9,000 ล้านคน หรือจะมีผู้สูงอายุมากถึง 2,000 ล้านคน ทั้งนี้ แนวโน้มที่กล่าวข้างต้นนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วเว้นแต่จะมีสงครามหรือโรค ภัยที่ทำลายชีวิตมนุษย์เป็นจำนวนมาก เพราะคนสูงอายุ 2,000 ล้านคน ที่กล่าวถึงข้างต้นได้เกิดมามีชีวิตอยู่บนโลกใบนี้แล้ว

ตัวเลขที่ไอเอ็มเอฟประเมินในเชิงของงบประมาณที่จะต้องนำมาใช้จ่ายในการ เลี้ยงดูผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วจนถึงปี 2050 เป็นตัวเลขที่สูงจนไม่น่าเชื่อ เช่นสำหรับประเทศสหรัฐนั้นประมาณ 5 เท่าของจีดีพี (ปัจจุบันจีดีพีเท่ากับ 13 ล้านล้านดอลลาร์) และประมาณ 3 เท่าของจีดีพีสำหรับประเทศอังกฤษ สำหรับประเทศพัฒนาแล้วที่มีภาระต่ำที่สุด คือ อิตาลีและญี่ปุ่น (ในกรณีของญี่ปุ่นก็เพราะว่าได้รับภาระมากมานานหลายปีก่อนหน้าแล้ว) แต่ก็ยังคิดเป็นสัดส่วนเกือบ 2 เท่าของจีดีพี อย่างไรก็ดี ในยุโรปนั้นประชาชนกำลังแก่ตัวลงอย่างรวดเร็วในประเทศเยอรมนี อิตาลีและสเปน (เพราะมีลูกลดลงมาก) แต่ประเทศฝรั่งเศส อังกฤษและกลุ่มนอรดิคนั้นครอบครัวยังมีลูกลดลงไม่มาก เช่นเดียวกับสหรัฐซึ่งมีการเสริมประชากรโดยการเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้า มาตั้งถิ่นฐานในประเทศอีกด้วย

แต่อย่าเข้าใจว่าปัญหาผู้สูงอายุเป็นปัญหาของประเทศพัฒนาแล้วหรือประเทศ ตะวันตกเท่านั้น เพราะประชากรของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ไต้หวันและจีนก็กำลังแก่ตัวอย่างรวดเร็ว ในกรณีของจีนนั้นได้มีนโยบายควบคุมจำนวนประชากรอย่างต่อเนื่องมา 30 ปี ทำให้ประเมินได้ว่าประชากรของจีนจะถึงจุดสูงสุดประมาณ 1,460 ล้านคนในปี 2030 ดังนั้น จึงจะเห็นได้ว่าจากจำนวนผู้สูงอายุเกือบ 2,000 ล้านคนในปี 2050 ที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นเป็นผู้สูงอายุในประเทศพัฒนาแล้วประมาณ 400 ล้านคน และเป็นผู้สูงอายุในประเทศกำลังพัฒนาเกือบ 1,600 ล้านคนครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/supavut/20090713/58720/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%81%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B9%88%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A5%E0%B8%87.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 16, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

หลากวิธีฟื้นฟูความมั่งคั่งให้กลับคืน

ความมั่งคั่ง” ที่หลายคนสู้อุตส่าห์สะสมมา อันต้องพังทลายหายไปกับคลื่นสึนามิเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในรอบนี้ 

พอเริ่มจะลืมตาอ้าปากได้ หลายคนจึงค่อยๆ ส่งเสียงถามไถ่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ เราๆ ท่านๆ จะมีวิธีที่จะ “Rebuild Wealth” ด้วยวิธีไหนได้บ้าง   

พูดง่ายๆ คือ เราจะมีวิธีซ่อมแซมและฟื้นฟูความมั่งคั่งให้กลับคืนมาได้อย่างไรบ้าง เช่น ต้องมาปัดฝุ่นแผนการลงทุนใหม่หรือไม่ ต้องปรับกลยุทธ์การลงทุนใหม่ โดยเฉพาะเงินที่ลงทุนไว้เพื่อใช้ตอนเกษียณต้องปรับเปลี่ยนอย่างไร หรือในแง่มุมของหนี้สินต้องทำอะไรหรือไม่
วิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้ พรากความมั่งคั่งไปจากอ้อมอกของใครหลายคน ยิ่งเป็นคนที่ลงทุนในตลาดหุ้นซะเป็นส่วนใหญ่ คุณอาจจะรู้สึกใจหาย ที่จู่ๆ ความมั่งคั่งก็หายวับไปในพริบตา 

แต่ก็ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไปที่ทวงความมั่งคั่งให้กลับคืนมา ถ้ายังจับต้นชนปลายไม่ถูก ว่าจะทวงความมั่งคั่งคืนจากวิธีใดบ้าง ลองมาฟังผู้รู้ทางการเงินเหล่านี้ดู 

 

เรียกคืนจากตลาดหุ้น

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.ธนชาต บอกว่า ผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจโลกในครั้งนี้ ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนในตลาดหุ้นขาดทุนอย่างหนักจากการลงทุนในตลาดทุนทั้งไทยและเทศ ส่วนตลาดประเภทอื่น เช่น ตราสารหนี้ ดูเหมือนจะเสียหายไม่มาก ซึ่งเกี่ยวกับหลักการลงทุนและการ Rebuild wealth ให้กลับมาใหม่นั้น บุญชัยเชื่อว่า ในระยะยาว ตลาดทุนน่าจะมีผลประกอบการที่ดีกว่าตลาดเงิน รวมการลงทุนในตราสารหนี้ พันธบัตร และหุ้นกู้ เพราะฉะนั้น เมื่อเสียหายในช่วงที่ผ่านมา วิธีทวงความมั่งคั่งให้กลับคืนมา ก็น่าจะต้องกลับไปลงทุนในตลาดทุนนั้น

แต่คอนเซปต์หนึ่งที่เห็นในช่วงปีที่ผ่านมา ทั้งก่อนและหลังวิกฤติก็คือ เราไม่สามารถซื้อหรือขายในราคาที่ดีที่สุดได้เสมอไป ซึ่งถ้าเราไม่ต้องรีบใช้เงินที่ลงทุน มีเงินเย็นเอาไว้ลงทุนแบบสม่ำเสมอ นั่นจะเป็นทางออกในการ Rebuild wealth ที่ดีที่สุดทางหนึ่ง 

ผมขอยกตัวอย่าง จากการที่ผมลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) และกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) แบบสม่ำเสมอทุกเดือน มาหลายปีแล้ว แน่นอนผมย่อมถูกผลกระทบจากวิกฤติและตลาดหุ้นในปีที่ผ่านมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ในระหว่างทางผมก็ไม่ได้เลิกการลงทุนแบบสม่ำเสมอนี้ไปเลย ซึ่งทำให้ผมมีหุ้นในต้นทุนที่ถูกถัวเฉลี่ยมาตลอดทาง เชื่อไหมครับ ปัจจุบันกองทุน LTF และ RMF ที่ลงทุนในกองทุนหุ้นที่ผมถืออยู่ไม่ขาดทุนแล้ว ทั้งๆ ที่ SET index ยังกลับไปไม่ถึง peak ในอดีตเลย” 

วนา พูนผล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ยูโอบี เสริมว่าเราผ่านจุดต่ำสุดของวงจรเศรษฐกิจมาแล้ว ซึ่งสภาพทุกอย่างเริ่มดีขึ้นเป็นลำดับ ฉะนั้นช่วงนี้น่าจะลงทุนในตลาดหุ้น เพื่อเรียกคืนความมั่งคั่งให้หายไปจากการลงทุนในหุ้น ส่วนจะลงทุนมากน้อยแค่ไหนก็เป็นเรื่องของแต่ละคน เพราะแต่ละคนรับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน 

อีกอย่างหนึ่ง ที่เราจะเรียกคืนได้คือการลงทุนในพวกตราสารหนี้ ที่บางช่วง บางอายุ ผลตอบก็ถูกปรับขึ้นมาจนสูง แถมยังเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยด้วย”

 

ลงทุนสม่ำเสมอช่วยทวงคืนอัตโนมัติ

บุญชัยบอกอีกว่า เรื่องของหลักการลงทุนแบบสม่ำเสมอนั้น มีการพูดถึงหลายครั้ง และพูดกันมานานหลายปีแล้ว แต่เชื่อไหมว่า มีผู้ลงทุนเพียงน้อยรายเท่านั้นที่จะทำเช่นนั้น บางคนเห็นว่า ลงทุนไปเยอะ จะซื้อถัวทำไม เดี๋ยวก็ลงต่อไปอีกยิ่งขาดทุน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่ได้ซื้อเสียทีเพราะไม่รู้ว่า จะเริ่มซื้อตอนไหนจึงจะดี พอตลาดกลับขึ้นมาใหม่ก็ไม่ได้ลงทุนซื้ออะไรเลย เพราะมัวแต่รอ 

ผมเคยอ่านเจอข้อมูลหนึ่งของต่างประเทศ ได้ข้อสังเกตโดยอาศัยสถิติในอดีตจากตลาดหุ้นอเมริกาว่า จากข้อมูลในอดีตที่รวบรวมจากการดำเนินงานของตลาดหุ้น ในช่วงประมาณ 40 ปีที่ผ่านมา พบว่าช่วงที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมีไม่มากนัก (small package) จากข้อมูลในอดีตที่เก็บรวบรวมกว่า 450 เดือน มีเพียง 48 เดือน ที่ตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนที่ดีมากๆ ซึ่งจากภาพประกอบ เป็นการแสดงผลตอบแทนของ MSCI World Index สำหรับระยะเวลาประมาณ 38 ปี คือ ตั้งแต่ 1970-2007 

จะพบว่า ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยหากพิจารณาสำหรับระยะเวลาทั้งหมด 456 เดือน อยู่ที่เดือนละเพียง 0.90% แต่หากพิจารณาเฉพาะช่วงที่ MSCI World Index ให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดจำนวน 48 เดือน ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยจะเท่ากับ 7.63% ส่วนที่เหลืออีก  408 เดือน ให้ผลตอบแทนต่อเดือนโดยเฉลี่ยเพียง 0.08% เท่านั้น” 

จากข้อมูลในอดีตเหล่านี้ เนื่องจากจำนวนช่วงเวลาที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีมากๆ มีไม่มากนัก เช่นในตัวอย่างมีเพียง 48 เดือน จาก 456 เดือน ดังนั้น หากไม่ลงทุนต่อเนื่องไป (stay invested) จึงมีโอกาสที่เราจะพลาดจังหวะที่จะได้ลงทุนในช่วงที่ตลาดให้ผลตอบแทนดีๆ 

เห็นไหมว่า ถ้าเรามัวแต่รอและคิดว่า เราจะซื้อหุ้นในราคาที่ถูกที่สุด และขายในราคาที่แพงที่สุด  เราอาจจะไม่สามารถ Rebuild wealth ของเรากลับมาได้เร็วอย่างที่คิด” 

บุญชัยยังบอกว่า ตลาดการเงินในปัจจุบัน ทั้งตลาดเงินและตลาดทุนค่อนข้างเห็นภาพชัดเจนว่า ผลตอบแทนในสินทรัพย์ไม่เสี่ยง ต่ำติดดินเหลือเกิน  ในขณะที่ผลตอบแทนในสินทรัพย์เสี่ยงทุกประเภท มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดีกว่ามากบ้างน้อยบ้างตามแต่ประเภทสินทรัพย์นั้นๆ  ถ้าผู้ลงทุนยังไม่รีบต้องใช้เงินภายในปีสองปีนี้ ก็ยังคงแนะนำตามมุมมองแรก คือ

 

ลงทุนต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ

แต่ถ้าคุณต้องมีความจำเป็นต้องใช้เงิน โอกาส Rebuild wealth กลับมาในระยะสั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากพอสมควร หรือถ้าคุณจะลงทุนก็ต้องมั่นใจว่า มีความเร็วและมีความพอ ในการลงทุนนั้น 

ในสถานการณ์ที่เศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัวหรือไม่ และอย่างไร ยังคงเป็นคำถามที่ยังต้องหาคำตอบอีกมาก แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาตลาดทุนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ก็มีผู้ตั้งข้อสังเกตเยอะว่า ฟื้นแบบของแท้หรือของเทียม ดังนั้น หากผู้ลงทุนผลีผลามโดยไม่พิจารณาอย่างละเอียด หรือลงทุนโดยไม่ระมัดระวัง ก็อาจจะเจ็บตัวซ้ำสอง ได้ เมื่อคิดจะลงทุนเพื่อหวังจะ Rebuild wealth อย่างรวดเร็วในสภาพตลาดเช่นปัจจุบัน จึงจำเป็นที่จะต้องทบทวนในหลายๆ ปัจจัย และระมัดระวัง หรืออาจจะใช้วิธีการลงทุนแบบทยอยๆ ค่อยเป็นค่อยไป เพื่อลดผลกระทบหาก จังหวะการลงทุนไม่ถูกต้องไปทุกครั้ง

 

สร้างความมั่นคงจากภายในก่อน

ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.วรรณ ให้แง่คิดถึงการฟื้นฟูความมั่งคั่ง ว่าเวลาที่ทรัพย์สินของเราด้อยค่าลงอย่างรวดเร็ว สิ่งที่ตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ คือ ความอึดอัดหนักใจ ท้อแท้ใจ ขาดกำลังใจ เขากำลังจะบอกว่า สำหรับหลายๆ คน การสูญเสียความมั่งคั่งภายนอกทำให้เราพลอยสูญเสียความมั่นคงภายในไปด้วย 

ในความเห็นของ ดร.สมจินต์ ก่อนที่จะสร้างความมั่งคั่งกลับมาใหม่ เราต้องรักษาความมั่นคงจากภายในให้ได้เสียก่อน เขาชอบหลักคิดที่สำคัญของอาจารย์เปาโล ว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดมีอยู่สามอย่าง คือ ความเชื่อ ความหวัง และความรัก 

เราต้องเริ่มต้นด้วยความเชื่อที่ถูกต้องว่า การก้าวไปของชีวิต อาจไม่แตกต่างจากการปีนเขา หากเราจะปีนเทือกเขาสูงซึ่งประกอบด้วยภูเขาหลายๆ ลูกต่อเนื่องกัน ลองนึกภาพดู  เวลาเราต้องไต่ขึ้นยอดเขาลูกแรก แล้วก็ต้องลงมาสู่ช่วงหุบเหวเพื่อที่จะไต่ขึ้นเขาลูกต่อไปที่สูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เราได้มาจากการปีนเขาลูกก่อน ก็คือ ประสบการณ์ที่มากขึ้น แข็งแกร่งขึ้น พร้อมขึ้นในการปีนเขาลูกต่อไปที่ท้าทายขึ้นตรงหน้า นอกจากนี้ บ่อยครั้งที่เราจะพบว่า ในช่วงหุบเหวนี้เองที่เราจะได้พบกับแหล่งน้ำ แหล่งอาหารที่เราจะได้ใช้ต่อไปในการเดินทางสูงขึ้นต่อไป” 

สำหรับเศรษฐกิจก็เช่นกัน ซึ่งมีช่วงเศรษฐกิจที่ขยายตัวเหมือนดังช่วงขาขึ้นสู่ยอดเขา และก็มีเศรษฐกิจขาลงที่ให้ความรู้สึกตกต่ำเหมือนปีนลงเขา  ท่าทีที่เราควรจะมีต่อความตกต่ำของเศรษฐกิจ รวมถึงมูลค่าหุ้นที่ตกต่ำไปด้วย คือ การมองหาโอกาสที่มาพร้อมวิกฤตินั้น สิ่งที่เกิดขึ้นเสมอหลังช่วงวิกฤติผ่านไป ก็คือ มีกลุ่มคนที่มีความมั่งคั่งเพิ่มขึ้น เพราะพวกเขาได้โอกาสอันดีในการซื้อของถูกในช่วงเวลาดังกล่าว 

โดยสรุป ความเชื่อหรือความคิดเห็นที่สำคัญก็คือ การมองการขึ้นลงของเศรษฐกิจเป็นเรื่องธรรมชาติ เปิดใจมองข้อเท็จจริง แล้วเล็งหาโอกาสที่แฝงมาด้วย 

เรื่องต่อไปก็คือ ความหวัง เมื่อเรามีความเชื่อที่ถูกต้องแล้ว พยายามมองดูสถานการณ์อย่างสร้างสรรค์ ดร.สมจินต์มั่นใจว่าเราจะเกิดความหวังเกิดกำลังใจ ถ้ายังไม่เกิดกำลังใจ ลองเงยหน้ามองนกในอากาศ พวกมันไม่มียุ้งฉาง ไม่มีตู้เย็น แต่พระเจ้าก็ยังเลี้ยงดูนกเหล่านั้นไว้ได้อย่างดี สำหรับคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย เขาเชื่อว่าพวกเราโชคดี ที่เรามีค่าครองชีพที่ไม่สูงเกินไป พวกเราอยู่ได้อย่างดี โดยไม่ต้องใช้เงินมากนัก เรามีอาหารไทยแสนอร่อย ไม่ว่าจะเป็นข้าวไข่เจียว แกงเขียวหวาน ข้าวเหนียวหมูปิ้งและอีกสารพัดอาหารไทยที่แสนจะมีเสน่ห์ให้เราทานได้ในราคาไม่แพง 

อีกสิ่งหนึ่งที่เราอาจนึกถึงได้ในเชิงโอกาสยามวิกฤติ คือ การแสวงหาความรู้เพิ่มเติม การลงเรียนหรือสัมมนาในวิชาความรู้ใหม่ๆ การเข้าห้องสมุดเพื่อหาหนังสือดีๆ อ่าน ซึ่งสถาบัน TSI และห้องสมุดมารวยของตลาดหลักทรัพย์ก็น่าจะเป็นแหล่งความรู้ที่น่าสนใจในเวลานี้ การสร้างความมั่งคั่งรอบใหม่ด้วยความรู้ที่แน่นขึ้นย่อมจะมีความมั่นคงกว่า 

มาถึงเรื่องสุดท้ายก็ คือ ความรัก เวลาที่ภาพลบทางเศรษฐกิจรุมเร้าเรานั้น บ่อยครั้งที่ความเครียด ความกดดันทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวสูญเสียไปด้วย ท่าทีที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุด คือ การโทษความผิดไปยังคนอื่น เพราะจะทำให้เกิดความร้าวฉาน ความท้อแท้ใจมากยิ่งขึ้น ในทางกลับกัน การมองกันด้วยสายตาแห่งรัก เห็นอกเห็นใจกัน ให้กำลังใจกันและกัน พร้อมร่วมแรงร่วมใจกันก่อร่างสร้างสมบัติขึ้นใหม่ จะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในเวลาอย่างนี้ 

ผมมีความเชื่อว่าพลังแห่งความรัก คือหลังที่สำคัญที่สุด หากเมื่อภรรยาเห็นใจสามีที่มีความกดดันในเรื่องการงาน แสดงความเข้าใจในภาวะที่ยากลำบาก สามารถมองตาสามีและบอกได้ว่า ไม่เป็นไร ข้าวไข่เจียวร้อนๆ ที่ทานกันพร้อมหน้าพร้อมตาในครอบครัวนำพาสันติสุขมาให้ได้ไม่น้อยไปกว่าการทานข้าวในภัตตาคารแพงๆ สามีก็จะลดความกดดัน และพร้อมขึ้นที่จะสื่อสารถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา และครอบครัวย่อมจะสามารถปรึกษาหารือเพื่อสร้างความพยายาม ความหวังที่ยังคงมีต่อไปได้ ครอบครัวควรยินดีที่จะต้องเสียสมบัติบางอย่างเพื่อจัดการกับภาระหนี้สิน การมีความเชื่อตรงกันว่า สมบัติที่มีค่าที่สุด ไม่ใช่บ้าน ไม่ใช่รถ ไม่ใช่หุ้น 

แต่คือความรักความผูกพันกันของทุกคนในครอบครัว ผมเชื่อว่า ภาพแห่งความรักความเข้าใจ ความทุ่มเทพยายามร่วมกันในยามยากมักจะเป็นยาวิเศษ และจะเป็นสิ่งที่ครอบครัวได้พูดถึงด้วยความตื้นตันใจในอนาคต และพลังแห่งความรักนี้แหละจะนำพาทั้งโอกาส ทั้งพละกำลังที่จะก่อร่างสร้างสมบัติขึ้นมาใหม่อย่างเป็นอัศจรรย์” 

อีกมุมหนึ่งในเรื่องความรัก คือมุมทางด้านธุรกิจ ในเวลาที่ความยากลำบากมาเยือนเช่นนี้ ลูกค้า ลูกน้อง ตลอดจนซัพพลายเออร์ต่างๆ ก็มักจะต้องเผชิญกับปัญหาอันยากลำบากนี้เช่นกัน การมองเขาเหล่านั้นด้วยสายตาแห่งรักที่เข้าอกเข้าใจ การรับฟังปัญหา การพยายามช่วยผ่อนหนักเป็นเบาให้กันได้ จะเป็นโอกาสอันดีในการสร้างรากฐานแห่งความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นต่อไปในอนาคต เขาเชื่อว่า คำถามทำนองว่า ลูกค้ากำลังมีปัญหาอะไรอยู่ เราจะช่วยลูกค้าเหล่านั้นแก้ปัญหาเหล่านั้นได้อย่างไร จะเป็นคำถามที่นำไปสู่โอกาสทางธุรกิจและการสร้างความมั่งคั่งกลับมาใหม่ได้เสมอ 

เมื่อคุณมีความเชื่อที่ถูกต้อง มีความหวังที่ดี และมีความตั้งใจในการทำหน้าที่ในการงานและในครอบครัวด้วยความรัก  คุณย่อมได้สร้างความมั่นคงภายในให้เกิดขึ้น มีสันติสุขตามมา รวมทั้งโอกาสแห่งการสร้างความมั่งคั่งด้วย ส่วนเรื่องการลงทุนภายนอกนั้น ก็ขอให้ยึดหลักจัดทัพลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม ส่วนในการตัดสินใจลงทุนนั้นให้ยึดหลักของการมองไกลและมีความรอบคอบ อย่าปล่อยให้ความโลภและความกลัวเป็นผู้นำการตัดสินใจของเราอีกต่อไป” 

ความมั่งคั่งของแต่ละคน หายไปไม่เท่ากัน เพราะความมั่งคั่งของแต่ละคนมีไม่เท่ากัน  บางคนมีแค่หยิบมือเดียว บางคนมีกองโต วิธีการจะทวงคืนย่อมแตกต่างกัน ทีนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณเองว่าจะลงมือฟื้นฟูความมั่งคั่งของตัวเองอย่างไรดี

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 5, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

การสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต

โดย นวลน้อย ตรีรัตน์

การเรียกร้องเพื่อให้เกิดสังคมสวัสดิการเกิดขึ้นมานานแล้วในสังคมไทย เช่นอาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ก็เคยเสนอว่าอยากให้สังคมไทยเป็นสังคมที่มีการดูแลกันจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน” พูดง่ายๆ ก็คือตั้งแต่เกิดจนตาย แต่ข้อเสนอนี้ยังไม่เป็นจริงในการปฏิบัติ ด้วยข้ออ้างว่ามีงบประมาณไม่เพียงพอ ระบบสวัสดิการจึงถูกจัดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาให้กับกลุ่มที่มีความเดือดร้อนหรือต้องการมากที่สุดก่อน คือกลุ่มคนจนที่สุด การจัดการเช่นนี้จึงถูกเรียกขานว่าเป็นสังคมสงเคราะห์ มากกว่าจะเป็นระบบสวัสดิการ และถูกวิจารณ์ว่าทำให้ผู้ได้รับความช่วยเหลือถูกแบ่งแยกและลดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และในข้อเท็จจริงระบบดังกล่าวก็ไม่สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลทำให้คนที่ได้รับความช่วยเหลือมีโอกาสที่จะหลุดพ้นความจนได้

การเรียกร้องให้ภาครัฐต้องมีการจัดระบบสวัสดิการอย่างครอบคลุมมีเสียงดังเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการกำหนดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน การปรับเปลี่ยนมีความเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้มากขึ้น เช่นกรณีหลักประกันสุขภาพ หรือการเรียนฟรี 12 ปี เป็นต้น ขณะเดียวกันฝ่ายการเมืองหรือพรรคการเมืองต่างๆ ได้นำความต้องการเหล่านี้ของประชาชนออกมานำเสนอในลักษณะโครงการประชานิยม ซึ่งมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

ความแตกต่างระหว่างนโยบายประชานิยมกับการจัดระบบสวัสดิการ น่าจะอยู่ตรงที่การผลักดันให้เกิดระบบสวัสดิการอย่างครอบคลุมนั้น ไม่ได้มีเพียงแต่เรียกร้องสวัสดิการจากภาครัฐอย่างครอบคลุม มิได้เป็นไปเพื่อกลุ่มคนเฉพาะบางกลุ่มเท่านั้น และได้มีการนำเสนอการเตรียมความพร้อมผ่านการปฏิรูปทางการคลังเพื่อเป็นการรองรับระบบสวัสดิการ เพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน มิได้ขึ้นอยู่กับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่ง และการเตรียมความพร้อมทางด้านการคลังจะช่วยให้การจัดสวัสดิการนั้นเป็นไปอย่างทั่วถึง และไม่เป็นภาระทางการคลัง จนจะต้องมีการยกเลิกในภายหลัง

การปฏิรูปทางทางการคลังนั้นหมายรวมถึงการปฏิรูปทั้งทางด้านรายได้และรายจ่าย ทางด้านรายได้นั้นจะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีเพื่อให้สามารถรองรับระบบสวัสดิการได้อย่างยั่งยืน ขณะเดียวกันก็ต้องมีการปฏิรูปงบประมาณทางด้านรายจ่าย เพื่อตัดรายจ่ายประเภทไม่จำเป็นมาใช้จ่ายด้านระบบสวัสดิการมากขึ้น

ในการปฏิรูประบบภาษีนั้น มีข้อเสนอซึ่งไม่ใช่ใหม่ แต่แม้ผลักดันกันมานานก็ไม่ปรากฏเป็นจริง คือการจัดเก็บภาษีทรัพย์สินและภาษีมรดก รัฐบาลปัจจุบันได้เสนอว่าควรจะมีการดำเนินการอย่างจริงจัง สอดคล้องกับข้อเสนอของภาคประชาสังคม ทั้งนี้เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่มีความเหลื่อมล้ำค่อนข้างสูง จากข้อมูลการกระจายรายได้ พบว่าความแตกต่างทางด้านรายได้ระหว่างคนจนและคนรวย (เปรียบเทียบ 20% ของประชากรที่มีรายได้สูงที่สุดกับ 20% ของประชากรที่มีรายได้ต่ำที่สุด) อยู่ที่ประมาณ 13 เท่า แต่ถ้าเปรียบเทียบในเชิงของการครอบครองทรัพย์สิน มีการประเมินว่าน่าจะสูงกว่านี้มากทีเดียว

ฐานการจัดเก็บภาษีในประเทศต่างๆ มักจะมาจากฐานทางด้านรายได้ การบริโภค และทรัพย์สิน สำหรับประเทศไทย ฐานการจัดเก็บภาษีหลักมาจากฐานการบริโภค รองลงมาคือฐานทางด้านรายได้ สำหรับฐานทรัพย์สิน มีการจัดเก็บน้อยมากๆ จึงคงถึงเวลาที่จะต้องมีการจัดเก็บภาษีฐานทางด้านทรัพย์สินขึ้นมาเสียที

เหตุผลในการจัดเก็บภาษีทรัพย์สิน สำหรับกรณีของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นเกี่ยวข้องกับหลักของการได้รับประโยชน์จากภาครัฐ และหลักความสามารถในการจ่าย ดังนั้น ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจึงเป็นการจัดเก็บอยู่บนฐานของมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งจะเห็นได้ว่ามูลค่าของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างจะมีราคาที่สูงขึ้น ถ้ามีการพัฒนาความเจริญเข้าสู่พื้นที่ดังกล่าว เช่นยิ่งมีระบบสาธารณูปโภคเข้าไปมากเท่าไร ราคาของสินทรัพย์ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นผู้เป็นเจ้าของจึงควรมีการจ่ายภาษีกลับคืนมาให้กับรัฐ และเป็นการสร้างความเท่าเทียมกันระหว่างผู้จ่ายภาษีในเขตเมืองและชนบท นอกจากนี้แล้ว ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างยังควรมีการแบ่งแยกประเภทของการใช้ที่ดินด้วย เช่นถ้าเป็นการใช้เพื่อเกษตรกรรม อัตราการจัดเก็บควรจะต่ำกว่า การใช้เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย หรือประกอบการอุตสาหกรรม หรือเชิงพาณิชย์อื่นๆ และสำหรับที่ดินที่รกร้าง กล่าวคือเป็นการซื้อที่ดินเพื่อการเก็งกำไร ซึ่งมีผลให้ปัจจัยการผลิตถูกนำไปครอบครองไว้เฉยๆ ไม่ทำประโยชน์ ควรจะมีการจัดเก็บในอัตราที่สูงเพื่อเป็นการสร้างต้นทุนในการเก็งกำไร เพื่อผลักดันให้มีการนำที่ดินไปใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ


ส่วนภาษีมรดก เป็นภาษีที่ถือว่าเป็นการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม เพราะความไม่สมบูรณ์ของตลาดและประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี จึงเปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มสามารถสะสมทรัพย์สินหรือโภคทรัพย์จนมากเกินไป การจัดเก็บภาษีมรดกถือเป็นการคืนกำไรหรือผลผลิตส่วนเกินให้กับสังคม ซึ่งมีเป็นจำนวนมากที่การสร้างรายได้เหล่านี้มักจะมาควบคู่กับการการสร้างต้นทุนทางสังคม ประเทศต่างๆ ทั่วโลกโดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว จึงมีการจัดเก็บภาษีมรดกทั้งสิ้น

ผู้เขียนได้เข้าร่วมการสัมมนาของสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ในหัวข้อการสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต” ได้ข้อคิดที่เป็นประโยชน์มากจากศาสตราจารย์อานันท์ กาญจนพันธุ์ จากคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งให้ข้อคิดเห็นที่เป็นระบบ และเป็นการสังเคราะห์จากประสบการณ์การศึกษาสังคมชุมชนไทยมาอย่างยาวนาน อาจารย์มีความเห็นว่า การขับเคลื่อนนั้นต้องมี 3 เรื่องด้วยกันคือ

1.สร้างกลไกสถาบันแบบใหม่ เนื่องจากสถาบันและกลไกเดิมที่สังคมไทยเคยใช้ คือ บ้าน วัด และโรงเรียน มีความอ่อนแอลงค่อนข้างมาก เมื่อพิจารณาจากสภาพความสลับซับซ้อนของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในปัจจุบัน จึงมีความจำเป็นต้องสร้างสถาบันและกลไกใหม่ที่สอดคล้องกับสภาพการณ์ในสังคมในปัจจุบัน ซึ่งมีอยู่ 3 ประเด็นด้วยกันคือ

กลไกทางภาษี อาจารย์ให้ความเห็นว่า กลไกทางภาษีเป็นกลไกสำคัญของระบบทุนนิยม ที่จะขจัดความไม่เท่าเทียม เป็นการกระจายโภคทรัพย์ และลดความไม่เท่าเทียมทางสังคม ประเด็นนี้ตรงกับแนวคิดทางด้านเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่ากลไกภาษีเป็นกลไกหลักในการกระจายรายได้ คือเก็บภาษีคนรวย มาใช้จ่าย และรองรับการจัดระบบสวัสดิการสังคม

ระบบกรรมสิทธิ์เชิงซ้อน หมายถึงระบบกรรมสิทธิ์ไม่ได้มีเพียงกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังมีกรรมสิทธิ์รูปแบบอื่นๆ ดำรงอยู่ เช่นสิทธิบุคคลกับสิทธิส่วนรวม ระบบกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลทำให้เกิดความเป็นเจ้าของ เช่นการเป็นเจ้าของในที่ดิน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถทำอะไรก็ได้ในพื้นที่ของตน ถ้าการทำนั้นทำให้เกิดผลกระทบกับผู้อื่น การใช้ประโยชน์จึงไปกระทบสิทธิส่วนรวม ดังนั้นจึงต้องคำนึงถึงระบบกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และต้องตระหนักว่ากรรมสิทธิ์ส่วนรวมนั้นสูงกว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล

ธรรมาภิบาล ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลที่ดี เช่นกรณีป่าชุมชน รัฐเป็นเจ้าของพื้นที่ป่า ประชาชนได้รับสิทธิในการในการใช้ประโยชน์ และดูแลรักษา แต่ขณะเดียวกันก็ต้องมีองค์กรภาคประชาสังคมขึ้นมาตรวจสอบถ่วงดุลการใช้ประโยชน์ของประชาชนด้วย ว่าเป็นไปในทางที่จะดูแลรักษาป่าไว้ได้ด้วย

2.การสร้างพื้นที่ทางสังคม ซึ่งหมายถึงการรวมกลุ่ม การเปิดประเด็นทางสาธารณะ โดยจะต้องมีพื้นที่ทางสาธารณะที่สำคัญคือ

พื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของชีวิต

พื้นที่เกี่ยวกับความรู้ จะต้องมีการยอมรับในความรู้ที่มีหลายระบบ ไม่ใช่ความรู้เชิงเดี่ยวแต่เพียงอย่างเดียว เช่นการสาธารณสุข ความรู้มิได้มีเพียงความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันตกเท่านั้น แต่เรามีความรู้ทางการแพทย์แบบตะวันออก และภูมิปัญญาชาวบ้าน

พื้นที่ของภาษาที่มีความแตกต่างกัน การต้องยอมรับความแตกต่างของวัฒนธรรม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความแตกต่างทางด้านภาษา

3.การสร้างตัวตนของคนกลุ่มต่างๆ อาจจะเนื่องจากข้อจำกัดทางด้านเวลา ทำให้อาจารย์ไม่ได้ขยายความในเรื่องนี้มากนัก แต่หัวใจของเรื่องก็คือ เราจะต้องมองเห็นตัวตนที่เป็นมนุษย์ของคนกลุ่มต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันในสังคม

มีข้อคิดเห็นสุดท้ายก็คือการสร้างสังคมสวัสดิการเพื่อคุณภาพชีวิต จะต้องผลักดันให้มีกลไกที่สร้างการมีส่วนร่วมทั้งรัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคประชาสังคมต่างๆ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 21, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,