RSS

Tag Archives: สิ่งแวดล้อมและทรัพยากร

ธ.โลกเตือนชาติยากจนอ่วมสุดเพราะโลกร้อน

เอกสารเล่มล่าสุด เรื่องผลกระทบจากโลกร้อนของธนาคารโลก ออกมาแล้วนะครับ และยังคงเรียกร้องให้นานาประเทศ เอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหา การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศให้มากขึ้น โดยระบุ ขณะนี้กว่า 97 %ของนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก เห็นพ้องกันว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ เป็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นจริง และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง ทั้งในประเทศร่ำรวยที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศยากจน

รูปภาพ

Dowanload ได้เลยครับ (ขนาด 7.0 M)

Click to access Turn_Down_the_heat_Why_a_4_degree_centrigrade_warmer_world_must_be_avoided.pdf

 

ป้ายกำกับ: , ,

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1 พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1  พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง
โดย
Project for Public Space, Inc
แปลโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา
โครงการชีวิตสาธารณะและท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

บทนำ

บทความชุดแนวทางการ สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง  ผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญจากบทความของ Project for Public Spaces และบทความต่างๆ ที่ปรากฏในเว็บไซท์การพัฒนาเมือง เช่น Smart Growth Online, Smart Growth America รวมทั้งเว็บไซท์อื่นๆ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ตอนประกอบด้วย

ตอนที่ 1 เรื่อง พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง ซึ่งบทนี้ได้กล่าวถึงบทบาทความสำคัญของสถานที่สาธารณะ (Public Spaces) ที่มีต่อเมืองและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ตอนที่ 2 เรื่อง หลักการสร้างสถานที่สาธารณะให้มีสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาเมือง  ในบทนี้จะได้กล่าวถึงเกณฑ์ (Principles) และนโยบาย (Policy) ในการปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะซึ่งเนื้อหาจะมีลักษณะกึ่งแนวทางการออก แบบและวางผัง (Planning and Design Guidelines) ที่ใช้ประชาชนเป็นแกนนำในการพัฒนา  และ

ตอนที่ 3 เรื่อง กลยุทธ์การปรับปรุงฟื้นฟูและประเมินสถานที่สาธารณะ ในบทนี้จะกล่าวถึงวิธีการนำเกณฑ์และนโยบายลงสู่การปฎิบัติ โดย บทความตอนที่ 1 และ 2 เรียบเรียงโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา  ส่วนบทความตอนที่ 3 เรียบเรียงร่วมกันโดย  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล, สุมนา สุวรรณอำภา และฐาปนา บุณยประวิตร  ทั้ง นี้บทความทั้ง 3 ตอนจะได้ทำความเข้าใจต่อสาธารณะถึงความเป็นไปได้ของการสร้างและปรับปรุง ฟื้นฟูสถานที่สาธารณะให้มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความสดใสและความมีชีวิต ชีวา สร้างสุขภาวะ เพิ่มพื้นที่และโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืน ต่อไป

ภาพสถานที่สาธารณะที่พัฒนาตามรูปแบบถนนทางเดินขนาดใหญ่ (Pedestrian Mall)  เมือง Santa Monica,

ทื่มา : http://members.virtualtourist.com/m/p/m/12f180/

ทำไม “สถานที่” จึงสำคัญสำหรับเมือง

ไม่กี่ปีมานี้ เมืองต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจะมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่ สถานที่หลายแห่ง ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน ร้านค้า ตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ถนนหนทางตามเมืองต่างๆ ก็หาความแตกต่างจากกันได้น้อยลง การจราจรกลายเป็นเรื่องหลักสำหรับการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เมืองขนาดเล็ก การขับขี่ยานพาหนะ เป็นทางเลือกหลักสำหรับการเดินทาง ส่วนการเดินเท้านั้น เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่กำลังสูญหายไปทุกที

ลองนึกภาพเมืองอีกแบบ หนึ่ง ที่การเดินเท้ากลายมาเป็นวิถีชีวิตปกติ ส่วนถนนและทางเท้าก็เอื้อแก่การเดินแบบทอดน่อง อ้อยอิ่ง หรือทำกิจกรรมทางสังคม

ลองนึกภาพ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่น ที่มีบุคลิกและท่าทางเป็นของตัวเอง และคุณรู้จักชื่อพวกเขา  มีตลาดสดที่เต็มไปด้วย พืชผักผลไม้สดๆ ของท้องถิ่นวางขาย

ลองนึกภาพ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถ ลอกแบบไปทำในอีกเมืองหนึ่งได้ เพราะการใช้งานที่สัมพันธ์กับสถานที่ที่ปลูกสร้าง

ลองนึกถึงสวนสาธารณะ และย่านการค้าที่เป็นศูนย์กลางของเมือง ที่ให้ชุมชนได้ใช้เพื่อประโยชน์ในทางสังคม วัฒนธรรม และส่วนรวม

เมื่อคุณคิดถึงชุมชนที่น่าอยู่อาศัย มีพื้นที่สาธารณะชนิดใดบ้าง ที่อยู่ในใจของคุณ

บทความนี้ไม่ได้กล่าว เฉพาะชุมชนแบบใดแบบหนึ่ง แต่กำลังกล่าวถึงชุมชนทุกๆ แห่ง เพราะเราเชื่อว่าด้วยหลักการเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ย่านใจกลางเมือง  เมืองเล็กๆ หรือ ชานเมือง ชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดี่ยวๆ ในแต่ละชุมชนย่อมมีหนทางและศักยภาพที่จะคิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะด้วยคน ในชุมชนเอง

ภาพจาก The Perth Cultural Centre is seen here in full bloom during CHOGM 2011 / Photo: Metropolitan Redevelopment Authority

ที่มา : http://www.pps.org/creativity-placemaking-building-inspiring-centers-of-culture/

บทบาทสำคัญของพื้นที่สาธารณะในชุมชน

พื้นที่สาธารณะ เป็นสถานที่สำหรับการมีและการใช้ชีวิตสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ เป็นที่ที่เราอาจใช้ในการเฉลิมฉลอง เป็นจุดเข้าเส้นชัยของการวิ่งมาราธอน เป็นที่ที่เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะการกีฬา เป็นที่ที่จัดงานเทศกาล งานวัฒนธรรม หรือ จะเป็นท้องถนน ริมฟุตบาตทางเดินหน้าบ้าน ร้านรวง ที่ที่เพื่อนๆ จะเดินทางไปพบปะเจอะเจอกัน เป็นที่ที่จะเกิดการปะทะสังสรรค์ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือ จะเป็นอาคารสถานที่ อย่างหอประชุมเมือง ศาลาประชาคม ห้องสมุด ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และระหว่างรัฐ

ภาพการใช้ชีวิตร่วมกันของประชาชนใน Bryant Park นิวยอร์ค

ที่มา: Designing Our Future: Sustainable Landscape -ASLA: http://www.asla.org/sustainablelandscapes/bryantpark.html

เมื่อไรที่ เมือง หรือ ย่านที่อยู่อาศัย ได้สร้างให้พื้นที่สาธารณะค่อยๆ เติบโต คนที่อาศัยในย่านนั้น ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนอย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าเราขาดในความรู้สึกที่ว่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนย่อมเปราะบางไปด้วย

สร้างเอกลักษณ์ให้เมือง

หากไม่มีพื้นที่ สาธารณะที่สำคัญๆ  ก็อาจไม่มีเมืองที่น่าสนใจก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลานสเก็ตน้ำแข็ง และพื้นที่สาธารณะรอบๆ  ศูนย์ Rockefeller ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้ไปเยี่ยมชมมากที่สุดในนครนิวยอร์ค มีคนนับพันไปชุมนุมเพื่อรับแดดในช่วงสุดสัปดาห์ หรือไม่ก็ไปยืนออกันอยู่บนถนน ที่เป็นด้านนอกของสตูดิโอที่ถ่ายทอดรายการ “Today Show” เพื่อหวังจะออกโทรทัศน์บ้าง นี่คือ พื้นที่สาธารณะที่เป็นตัวแทนเมืองนิวยอร์ค ซึ่งก็คงเหมือนกับหอไอเฟลที่แทนกรุงปารีส

มีนักท่องเที่ยวที่ เดินทางกันหลายพันไมล์ เพื่อมาสัมผัสกับสถานที่มีมนต์ขลัง เช่น Piazza San Marco ในเวนิซ   Champs Elysee ในปารีส   Central Park ในนิวยอร์ค  หาดไมอามี่ หรือ Riverwalk ใน ซาน อันโตนิโอ และสถานที่อื่นๆ ที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหา และที่จริงแล้ว พื้นที่สาธารณะที่สำคัญสามารถมีชื่อระดับโลก หรือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญได้ ก็เพราะว่า มีผู้คน โดยเฉพาะคนในพื้นที่นั้นๆ เห็นคุณค่า

ลองนึกถึงที่สาธารณะ ที่คุณชื่นชอบ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้บ้าน ร้านกาแฟกลางแจ้งที่ที่คุณนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า หรือ เส้นทางที่คุณเดินทอดน่องไปรอบๆ บึงหลังอาหารมื้อค่ำ สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญที่ทำให้เมืองมีความแตกต่าง พอๆ กับที่ทำให้มีชื่อเสียง เพราะว่า สถานที่แต่ละแห่ง ล้วนเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ดำเนินชีวิต และทำมาหากิน ร่วมกัน

สร้างเม็ดเงินให้แก่เมือง

พื้นที่สาธารณะมี ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อเมือง ตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะสามารถทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ในนิวยอร์ค มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์รอบๆ สวน Bryant, เซ็นทรัล ปาร์ก (central park), โพสเปก ปาร์ก (prospect park) และ ริเวอร์ไซค์ ปาร์ก (riverside park) ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงที่สุดในเมือง  พื้นที่อยู่อาศัยบริเวณ Minneapolis’ prime ที่วางตัวคู่ขนานกับส่วนที่ขยายของสวนสาธารณะ ก็ยังมีราคาสูงมาก  ชายหาดฝั่ง California’s Pacific และสวนสาธารณะแถวนั้น ทำให้บ้านในท้องถิ่นมีราคา  ใน Denver ห้องชั้นบนติดเพดานที่ยังทำไม่เสร็จของโรงทำแป้งเก่า บนฝั่งแม่น้ำ Platte River Greenway ยังมีราคาสูงกว่า ราคาเฉลี่ยในเมือง และในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ในแถบชนบททั้งหมดของ Greenway กำลังกลายมาเป็น “ที่สาธารณะ” รูปแบบใหม่ ที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในโฆษณาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าเป็นสถานที่ที่พึงจับจอง

ในนิวยอร์ค, ตลาดสีเขียว (Greenmarket) ที่อยู่ในทางตอนเหนือของ Union square เป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ย่านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นมีชีวิตชีวา ภัตตาคารที่มีระดับหลายแห่ง ซื้อของจาก ตลาดสีเขียว และพัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายขึ้น จากตัวอย่างของ Union square , ตลาดสีเขียว 26 แห่ง กำลังปลุกความมีชีวิตชีวาให้กับย่านที่พักอาศัยทั่วเมืองนิวยอร์ค

ภาพของ Green Market, Union Square,

ที่มา : http://thecarnediem.blogspot.com/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html#!/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html

ใน Little Rock, Arkansas’ river ได้ฟื้นให้ย่านธุรกิจกลับมาชีวิตอีกครั้ง โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อพาร์ตเมนท์ สร้างพิพิธภัณฑ์ ย้ายที่ตั้งห้องสมุดประชาชนและสนามกีฬาใหม่ หรือ ตลาด Seattle’s Pike ก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ร้านรวงกว่า 600 แห่ง ขายของได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญดอร์ล่าร์สหรัฐ

การชุบชีวิตถนน เพื่อการเดินเล่น การสังคม หรือเพื่อการซื้อสินค้า อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าจะทำ “สถานที่” ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร  ในเมืองหลายถนนถูกใช้ไปเพื่อการเดินทางของยานพาหนะจำนวนมากที่วิ่งด้วยความ เร็วสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อ การเดินเท้า สวนสาธารณะ หรือกิจกรรมอย่างอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตของผู้ใช้ถนนมีคุณภาพ และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่ New Haven, Conneticut  สภาพถนนสายใหม่ๆ ได้ทำให้มีทางเท้าที่กว้างขึ้น มีที่สำหรับต้นไม้ใหญ่ มีที่จอดรถ และมีกิจกรรมการพัฒนาที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจของชุมชน ได้ช่วยทำให้ถนนสาย Chapel กลับมามีชีวิตอีกครั้งและกระตุ้นให้ย่านที่อยู่อาศัยแถบนั้นเป็นที่ที่มี ความสำคัญสำหรับเมือง

ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สาธารณะ ยังมีคุณประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจได้ เพราะช่วยบรรเทาชีวิตในเมืองที่เคร่งเครียด รีบเร่ง เนื่องจากไม่เพียงแต่ลดความต้องการและพึ่งพายานยนต์แล้ว สวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะสีเขียว อย่างพื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่สำหรับสัตว์ป่า (wildlife area) ยังช่วยเพิ่มความชื่นชมในทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนซึ่งจะนำมาสู่การดูแล รักษา นอกจากนี้ยังช่วยคงไว้ซึ่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตัวอย่าง เช่น สวน Brooklyn’s Prospect ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกกว่า 200 ชนิด

ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม

บ่อยครั้ง ที่พื้นที่สาธารณะหลายแห่งจะให้ใช้ประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักในศิลปะ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม จากงานเทศกาล “เชคสเปียร์ในสวน”  ไปจนถึงการแสดงดนตรี quartets บริเวณลานย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะมากในการกระตุ้นให้เกิดชีวิตทางวัฒนธรรมของเมือง

ภาพ Water Fire กิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมือง Providence, RI

http://www.waterfrontcenter.org/Awards/2006Awards.html

กรณี Rhode Island’s WaterFire ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การติดตั้งเครื่องดนตรี   เป็นสถานที่ที่จะทำให้เกิดความประทับใจทางวัฒนธรรมและเกิดผลประโยชน์ในทาง เศรษฐกิจ  เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนให้มาเยือนริมฝั่งแม่น้ำทั้งในเวลา เย็นของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง Waterfire เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองที่นำผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ มาสู่กลางเมือง ซึ่งแต่เดิมมักเงียบเหงาในยามค่ำคืน

อะไรทำให้สถานที่มีความสำคัญ

เมื่อผู้คนอธิบายถึง พื้นที่ที่รู้สึกสนุก คำว่า “ปลอดภัย” “สนุก” “มีเสน่ห์” และ “น่าไปเยือน” มักจะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเหล่า คำเหล่านี้อธิบายถึง คุณภาพที่จับต้องไม่ได้  แต่ก็สามารถที่จะวัดในเชิงปริมาณได้ในหลายวิธี เช่น การใช้ค่าสถิติ หรือ การทำวิจัย แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การวัดเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง

การวิจัยพื้นที่ สาธารณะมากกว่า 1000 แห่งทั่วโลก พบว่ามีคำอยู่ 4 คำ ที่เป็นเงื่อนไขของการทำให้พื้นที่สาธารณะประสบความสำเร็จ ได้แก่ การเข้าถึงได้ง่าย, สะดวกสบาย, มีกิจกรรม และความรู้จักมักคุ้น

เกณฑ์และปัจจัยสู่ความสำเร็จตามแนวทางของ Project for Public Spaces

ที่มา : http://accuracyandaesthetics.com/?page_id=21

การเข้าถึง

พื้นที่สาธารณะที่ ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถเห็นได้ ประชาชนสามารถเดินเหินได้ทั่วถึง ซึ่งสะดวกที่จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่ต่างๆ

องค์ประกอบทางกายภาพ มีผลต่อการเข้าถึง (อย่าง ร้านรวงที่ตั้งตลอดแนวถนนจะมีความน่าสนใจและปลอดภัยกว่าการเดินในที่จอดรถ ว่างๆ หรือ ผนังตึก) พอๆ กับการมองเห็น (ความสามารถในการมองเห็นได้ในระยะไกล)  ความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะย่อมมีการหมุนเวียนของรถที่มาจอดสูง และโดยข้อเท็จจริงก็สะดวกสำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง

ภาพ The Great Place ด้านหน้า Ferry Building Gallery  ภายใน Waterfront ทิศตะวันตกของแวนคูเวอร์

ที่มา : Vancouver’s North Shore Tourism: http://www.facebook.com/SmartGrowthThailand?ref=hl#!/photo.php?fbid=10151036470435706&set=a.10150632317935706.376578.20252110705&type=1&theater

ความสะดวก

ทัศนะต่อเรื่องความ ปลอดภัยและความสะอาด กลุ่มอาคารที่ได้รับการจัดระเบียบ และลักษณะของสถานที่ หรือ ความมีเสน่ห์ คือ องค์ประกอบที่ผู้คนทั่วไปใช้ในการตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากสถานที่นั้นๆ พอๆ กับองค์ประกอบที่จับต้องได้ อย่างเช่นที่นั่งที่สบายๆ ที่สำคัญก็คือ การให้โอกาสผู้ใช้ประโยชน์ได้เลือกที่จะนั่งในที่ที่เขาต้องการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักไม่ได้รับความใส่ใจ

การใช้ประโยชน์และกิจกรรม

อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมต่างๆ คือ อิฐที่ก่อตัวเป็นสถานที่หนึ่งๆ มันเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้คนมาในครั้งแรก และทำไมเขาถึงกลับมาอีกในภายหลัง มันทำให้สถานที่ต่างๆ มีความแตกต่างออกจากกัน

เมื่อไรที่ ไม่มีการจัดกิจกรรม สถานที่จะว่างๆ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจหมายถึงว่า ที่นั่นมีบางอย่างผิดปกติ (รูปหน้า 19)

ความเป็นกันเอง / ความรู้จักมักคุ้น

เมื่อไรที่ผู้ที่มา เยือน เห็นการทักทาย พูดคุยระหว่างเพื่อนบ้าน และความรู้สบายๆ ที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองและความเป็นชุมชนของสถาน ที่ ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมตามมา เรื่องเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่มั่นใจเถอะว่ามันจะทำให้สถานที่นั้นประสบความสำเร็จ

ชมวีดีโอ

สรุป

กล่าวโดยสรุป ในตอนที่ 1 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของสถานที่สาธารณะในด้านต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมสรุปปัจจัยที่สนับสนุนให้การปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะประสบผล สำเร็จ  ในบทความตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นเกณฑ์และนโยบายในการวางผังออกแบบปรับปรุงสถานที่ให้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและของเมือง ซึ่งนักผังเมือง นักออกแบบชุมชนเมือง และภูมิสถาปนิก ตลอดจนผู้สนใจโดยทั่วไปสามารถติดตามอ่านได้

เอกสารอ้างอิง

Project for Public Spaces, What Makes a Successful Place?, Available from:

http://www.pps.org/reference/grplacefeat/,  September 18,2012

 
2 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 19, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

การประชุมวิชาการ ครั้งที่ 1″ เอชไอเอชุมชน สร้างอำนาจทางปัญญาในการกำหนดอนาคตตนเองและสังคม”โรงแรมรามาการ์เด้น

เมื่อชาวบ้านขอแบ่ง อำนาจ ความรู้ และเครื่องมือในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพออกจากมือของผู้เชี่ยวชาญที่รับงานทำ EIA มากันกว่า 30 ปี แต่ผลที่เกิดขึ้นกับ สภาพแวดล้อม ระบบนิเวศ และชุมชน สะท้อนว่า ความรู้จากสถาบันวิชาการและผู้เชี่ยวชาญมีข้อบกพร่องอยู่มาก (มิพักต้องอ้างเหตุผลใดๆ)

ขอเรียนเชิญผู้สนใจทุกท่าน เข้าร่วมเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนที่ทำ HIA ด้วยตนเอง / ความเคลื่อนไหวเรื่อง HIA ชุมชน จากต่างประเทศทั้งแคนดาดา ญี่ปุ่น ……….วันที่ 16-17 ก.ค. ณ โรงแรมรามาการ์เด้น…….ครับ

กำหนดการ
http://www.thia.in.th/welcome/article_read/56

ส่วนเอกสารประกอบและกรณีศึกษา….ได้ที่นี้ครับ
http://www.thia.in.

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ประชุมวิชาการ Southeast Asia Geography Association 2012

SEAGA 2012 : http://www.seaga.info/seaga2012/

 27 – 30 November 2012 Singapore :Venue: RGS@ Anderson Road

FIRST CALL FOR PAPERS

Online Abstract/Proposal Submission is in the menu on the left

 Call for Papers

This is a first call for papers on the following themes.  Abstracts of paper/ workshop/panel proposal are to be submitted to the SEAGA Conference programme committee, using the online submission tool  on the left.  The submission deadline will be 31 May 2012 (extended to 30 Jun 2012). Acceptance letters will be sent after 30 June 2012. All submissions will be peer reviewed.

SEAGA Conference 2012 in Singapore

SEAGA, the Southeast Asian Geographers Association, established in 1990, is a regional association of geographers and other academic, education, government, and private sector professionals in related fields like history, the geo- and environmental sciences, and urban planning. The 2012 conference will be the 11th conference that has been organized by SEAGA.

Conference Theme

The conference theme is: “Whose Geography? Space, place and cultures of Asia” and we are inviting multidimensional perspectives on this issue from scholars, policy makers, entrepreneurs, and teachers.  The aim of the conference is to advance the discourse on the issues of space, place and cultures in Asia, so as to inform the decision-making and actions of society, private enterprise, and governments. This theme was chosen based on the recommendation of the delegation to the previous SEAGA conference in Hanoi as they felt that there was a need for the community to address these geographical issues from multiple perspectives.

Major themes of interest:

  • Changing Physical Landscapes in Southeast Asia
  • Living with Global Environmental Change
  • SE Asia and Environmental Management
  • Changing Population, carrying capacities and ecological footprints
  • Sustainable Development and Southeast Asia
  • Politics, policies and sustainability
  • Health and development issues
  • Cities and sustainable development
  • Economic growth, competitiveness and sustainable development
  • Changing Agriculture in SE Asia
  • Geographies of rural transition
  • New regionalisms in Southeast Asia
  • Sustainability and Education
  • Geography Education
  • Field-based teaching in Southeast Asian geography
  • Remote sensing and GIS: their contribution to environmental management in Southeast Asia

Important dates:

Abstract/Workshop/Panel proposal deadline 31 May 2012 (extended to 30 Jun 2012)

Letter of acceptance to be sent after 30 June 2012

Submission of full papers for accepted proposals 1 October 2012

Registration

The registration package includes conference programme, lunches, tea and coffee breaks as well as a conference kit.

Full Conference Registration after 31 July 2012 SGD$ 350
Registration for ASEAN participants (except Singapore) SGD$ 120
Teacher (Singapore) registration SGD$ 250

Return policy

To cancel your registration, send an email stating your intent to cancel to seaga2012@gmail.com

  • Requests received by October 27 will incur a 50% cancellation fee.
  • Requests received after October 27, 2012 cannot be processed.

Payment policy

Once you have registered and paid the conference fee, a confirmation letter with the details of your transaction will be sent to your email address in your registration form as a proof of payment within 5 working days.

Your registration will only be confirmed upon receipt of payment.

No cancellations/withdrawals are possible after 27 October 2012.

Online registration module is accessible HERE (open in Jun 2012)

Methods of payment – overseas participants

For payment by telegraphic bank transfer (Recommended), please consult your local bank regarding the possibility of other charges by correspondence or intermediate bank for processing the telegraphic transfer. Payment must be made to SEAGA in SGD. Please also indicate your name in the corresponding document at your bank.

1. Account Holder: Southeast Asian Geography Association

2. Account Number: 537111205001

3. Bank Name: OCBC Bank

4. Branch: NTU Branch

5. Address: 50 Nanyang Avenue NS3 01-01 Nanyang Technological University, Singapore, 639798

5. SWIFT Code: OCBCSGSG

6. Bank Code: 7339

Credit card payment option will be available in July 2012.

Methods of payment – Singapore participants

Local particpants may pay via cheque or credit card (eNets after Jul 2012). For goverment service officers (including teachers0, please inform us to send your organisationan eInvoice. SEAGA is on Vendors@Gov. Cash payment will not be accepted.

Venue

Raffles Girl’s School (RGS)

20, Anderson Road, Singapore 259978

Participants can take MRT to Orchard Station and take Bus 190 or 105 to RGS

Direction on Google Map: http://g.co/maps/63z29

Accommodation

There is a range of different types of hotels, budget and luxury, as well as heritage and new places in various locations. Listed below are some hotels that we have negotiated special rates for. Please contact them directly via the internet. Note that the rates are accurate up to 15 March 2012.

Orchard Hotel

442 Orchard Road  Singapore 238879

Superior Room, Single – $280.00

Superior Room, Double – $300.00

Deluxe Room, Single   – $330.00

Deluxe Room, Double   – $350.00

All rooms come with breakfast and internet

All rooms subjected to 10% Service Charge and 7% Goods and Services Tax

York Hotel

21 Mount Elizabeth Singapore 228516

Single Occupancy –     S$260 per room per night

Twin Occupancy-        S$285 per room per night

All rooms come with breakfast and internet

All rooms subjected to 10% Service Charge and 7% Goods and Services Tax

VIP Hotel, Singapore

5, Balmoral Crescent, Singapore 259895

Deluxe Room (inclusive of Breakfast) – S$143 per room per night

Executive Room (inclusive of Breakfast) – S$153 per room per night

All rooms come with breakfast

All rooms subjected to 10% Service Charge and 7% Goods and Services Tax

YMCA Hostel

1 Orchard Road Singapore 238824

Single/twin room –  S$153.00 per room per night

Extra bed –      S$30.00

All rooms come with breakfast

All rooms subjected to 10% Service Charge and 7% Goods and Services Tax

Watch out for more information in the coming months

Read more: http://www.seaga.info/seaga2012/
Create your own website for free: http://www.webnode.com
 
 

ป้ายกำกับ: , ,

-ร่าง-ความมั่นคงทางอาหาร กับ พลังงานถ่านหิน : ความขัดแย้งบนพื้นที่เกษตรกรรมและวิถีชุมชนคนลุ่มน้ำคลองท่าลาด

เป็นรายงานการศึกษา CHIA ของชาวบ้านบางคล้า ครับ

น่าสนใจมากๆ  หากสนใจ d/l ได้เลยครับ   http://goo.gl/sOrMP

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 28, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

บันทึกเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554

เป็นงานที่เรียบเรียง และจัดรูปภาพต่างโดย ศิรินันต์ สุวรรณโมลี

บันทึกเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554

  ปี 2554 ประเทศไทยประสบปัญหาอุทกภัยครั้งรุนแรงที่สุดเป็น   ประวัติการณ์ ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปลายปี และมีพื้นที่ประสบภัยกระจาย ตัวในทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคกลางที่เกิดน้ำท่วมหนักเป็นระยะเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้นพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล เป็นพื้นที่หนึ่งซึ่งเกิดน้ำท่วมหนักในรอบ 70 ปี หากนับจากเหตุการณ์น้ำท่วมกรุงเทพมหานครในปี 2485 อุทกภัยครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างกนักทั้งทางภาคการเกษตร อุตสาหกรรม เศรษฐกิจ สังคม และส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังภาคส่วนอื่นอีกเป็นจำนวนมาก

พื้นที่ประสบอุทกภัยและมีการประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตั้งแต่ ปลายเดือนกรกฎาคม 2554 จนเดือนพฤศจิกายน รวมทั้งสิ้น 65 จังหวัด ทั้งนี้ มีผู้เสียชีวิต 657 ราย สูญหาย 3 คน ราษฎรเดือดร้อน 4,039,459 ครัวเรือน 13,425,869 คน บ้านเรือนเสียหายทั้งหลัง 2,329 หลัง บ้านเรือนเสียหายบางส่วน 96,833 หลัง พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะได้รับความเสียหาย 11.20 ล้านไร่ ถนน 13,961 สาย ท่อระบายน้ำ 777 แห่ง ฝาย 982 แห่ง ทำนบ 142 แห่ง สะพาน/คอสะพาน 724 แห่ง บ่อปลา/บ่อกุ้ง/หอย 231,919 ไร่ ปศุสัตว์ 13.41 ล้านตัว


ปัจจัยที่ส่งผลทำให้เกิดอุทกภัย

… ปัจจัยธรรมชาติ …

1.ฝนที่มาเร็วกว่าปกติและปริมาณฝนสะสมทั้งประเทศตั้งแต่เดือนมกราคม – ตุลาคม 2554 สูงกว่าค่าเฉลี่ย 35% เนื่องมาจาก

ปรากฎการณ์ลานีญา ที่ เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2554 โดยช่วงเดือนมกราคม ดัชนี ENSO เท่ากับ -1.6 ซึ่งเป็นลานีญาค่อนข้างแรง แต่สภาพลานีญาอ่อนตัวลงจนเข้าสู่สภาพเป็นกลาง (ดัชนี ENSO อยู่ระหว่าง -0.5 ถึง 0.5) ช่วงระหว่างเดือนมิ.ย.- ก.ย. และค่อยๆ เริ่มกลับสู่สภาวะลานีญาอีกครั้งช่วงปลายปี  ส่งผลให้ปี 2554 ฝนมาเร็วกว่าปกติตั้งแต่เดือนมีนาคม และมีปริมาณฝนมากกว่าปรกติเกือบทุกเดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนมีนาคม และเดือนเมษายนมีปริมาณฝนสูงกว่าค่าเฉลี่ยถึงร้อยละ 277 และ 45 ตามลำดับ

พายุ ปี 2554 ประเทศไทยได้รับอิทธิพลทั้งโดยตรงและโดยอ้อมจากพายุที่เคลื่อนตัวมาจากทะเล จีนใต้ ทั้งหมด 5 ลูก ได้แก่  พายุโซนร้อนไหหม่า นกเตน ไห่ถาง เนสาด และนาลแก โดยพื้นที่ภาคเหนือเป็นพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด โดยช่วงปลายเดือนมิถุนายน มีพายุโซนร้อน “ไหหม่า” พัดถล่มพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่งผลให้ปริมาณน้ำในแม่น้ำยมเพิ่มขึ้นอย่างมาก ถัดมาในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม น้ำในพื้นที่ภาคเหนือยังไม่ทันระบายได้หมด พายุ “นกเตน” ได้พัดถล่มซ้ำพื้นที่เดิมอีก ทำให้ปริมาณน้ำยิ่งเพิ่มสูงขึ้น  หลังจากนี้ได้มีพายุที่ส่งผลกระทบอย่างต่อเนื่องอีกคือ พายุ “ไห่ถาง” ที่ส่งผลกระทบต่อภาคตะวันออกเฉียงเหนือบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำโขง ในช่วงวันที่ 27-29 กันยายน 2554 ต่อมาคือ พายุ “เนสาด” ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยต่อเนื่องจากพายุ “ไห่ถาง” บริเวณที่ได้รับผลกระทบยังคงเป็นพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและด้านตะวัน ออกของภาคเหนือ ส่วนพายุลูกสุดท้ายคือ พายุนาลแก ที่อิทธิพลของพายุส่งผลให้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้มีกำลังแรงขึ้นและทำให้มี ฝนมากในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก ช่วงวันที่ 5-7 ตุลาคม 2554

ร่องมรสุมและลมประจำท้องถิ่น ช่วงเดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคม มีร่องมรสุมพาดผ่านบริเวณประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณตอนบนและตอนกลางของประเทศ ส่งผลให้เกิดฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ นอกจากนี้มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดบริเวณทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย มีกำลังค่อนข้างแรง เป็นปัจจัยที่เสริมให้ปริมาณฝนยิ่งเพิ่มทวีมากขึ้น

นอกจากนี้เมื่อพิจารณาเฉพาะปริมาณฝนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ยังพบอีกว่าปี 2554 ปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีมีค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับปริมาณฝนรายเดือนสะสม ของสำนักการระบายน้ำเฉลี่ยคาบ 20 ปี (2534-2553) และ ปริมาณฝนรายเดือนสะสมของกรมอุตุนิยมวิทยาเฉลี่ยคาบ 30 ปี (2524-2553) โดยในวันที่ 1 ธันวาคม 2554 มีปริมาณฝนสะสมตั้งแต่ต้นปีอยู่ที่ 2,257.5 มิลลิเมตร ซึ่งปริมาณฝนรายเดือนสะสมเฉลี่ยคาบ 20 ปี ของสำนักการระบายน้ำ สิ้นเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 1,654.4 มิลลิเมตร ส่วนปริมาณฝนรายเดือนสะสมเฉลี่ยคาบ 30 ปี ของกรมอุตุนิยมวิทยา สิ้นเดือนพฤศจิกายน อยู่ที่ 1,973.5 มิลลิเมตร

2.ปริมาณน้ำไหลลงอ่างสะสมของเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์สูงสุดเป็น ประวัติการณ์ และมีข้อจำกัดในการระบายเนื่องจากสภาพน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายเขื่อน

3.น้ำทะเลหนุนบริเวณอ่าวไทย ช่วงปลายเดือนตุลาคม กลางเดือนพฤศจิกายน และปลายเดือนพฤศจิกายน ทำให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างล่าช้า

สนใจอ่านต่อที่นี่ครับ…….http://www.thaiwater.net/current/flood54.html

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม : ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ

เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม :ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ[1]

บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานการประเมินผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วม  ((rapid) social impact assessment)[2] ของธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 7-22 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Post-Disaster Need Assessment  (PDNA)[3] ที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ (ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การสำรวจผลกระทบทางสังคมของธนาคารโลก จะดำเนินการหลังน้ำลดแล้ว 3 อาทิตย์ แต่การศึกษาในเมืองไทยครั้งนี้ดำเนินการในช่วงที่บ้างพื้นที่ยังมีน้ำท่วมครั้งและบางพื้นที่น้ำเพิ่งจะลดลงประมาณ 1 อาทิตย์)

การทำประเมินผลกระทบทางสังคมนั้น ดำเนินการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี อุทัยธานีและนครสวรรค์ (ดำเนินการทำ pre-test ที่จังหวัดปราจีนบุรี) โดยเน้นการศึกษาในระดับชุมชน ครอบคลุมทั้งชุมชนเมือง และชนบท จำนวน 12 ชุมชน ใช้แนวทางการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด)  สัมภาษณ์เชิงลึก (indept-interview) กับผู้นำท้องถิ่น ผู้ด้อยโอกาส ผู้หญิง เป็นต้น จำนวน 70 คน และจัดสนทนากลุ่ม (focus group discussion) รวม 30 กลุ่ม โดยครอบคลุมกลุ่มข้าราชการเงินชั้นผู้น้อย  กลุ่มชาวนา กลุ่มผู้นำ และกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (contents analysis) ตามประเด็นที่กำหนดได้แก่

  • Aids distribution and governance
  • Social relation and cohesion
  • Livelihood and Coping Strategies

แต่ในบทความนี้ จะไม่ได้เขียนอธิบายผลของการศึกษาตามประเด็นข้างต้น แต่จะเขียนอธิบายแบบบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตต่างๆ ภายใต้กรอบเนื้อหาตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และระดับกลไกการจัดการ


[1]  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

[2] กรุณาดู แนวทางการสำรวจและเนื้อหาผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วมของประเทศอื่นๆ เช่น ของฟิลิปปินส์ล่าสุด http://pdf.ph/downloads/PDNA/PDNA-Social_Impact_Assessment_FINAL_20100725.pdf

[3] กรุณาดู แนวทางของ PDNA ได้ใน http://recoveryplatform.org/pdna/  โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า DALA (Damage and Lost and Need Assessment) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลความเสียหาย ที่เน้นเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตต่างๆ เป็นหลัก

…………………………………

หากสนใจอ่านต่อ โปรด d/l ที่นี่ ครับ ชุมชน การปรับตัว บทบาทของท้องถิ่นและรัฐในยามภัยพิบัติ (ขนาด file 560 KB)

 
2 ความเห็น

Posted by บน มกราคม 2, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

2554 บันทึกเรื่อง “คน” กับ “น้ำ” โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitar@gmail.com

ผมเพิ่งลุยน้ำลึกราว 50-60 เซนติเมตร ออกไปนั่งโจ้ข้าวขาหมูร้านเดียวในตลาดละแวกบ้านที่ยังเปิดทำการอยู่หลังน้ำ บ่ามาถึงเมื่อหลายวันก่อน

ในร้านเฉอะแฉะ มีน้ำนองอยู่ตลอดเวลา เหลียวไปรอบๆ ตัว ลูกค้าที่นั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะล้วนอยู่ใน ยูนิฟอร์ม” เดียวกัน ขาสั้น เสื้อยืด กับรองเท้าบูต ใกล้ๆ ตัวมีถังบ้างกะละมังบ้าง ไว้สำหรับใส่ข้าวของลากลอยกลับบ้าน

ผมไม่ได้ของที่ต้องการ คือซีเมนต์กาวสำหรับอุดรอยรั่วกับปั๊มไดรโว่ แต่ได้ส้มเขียวหวานกับกล้วยปิ้งมาแทน

แม้ ค้าแผงผลไม้บอกว่า สั่งของไว้ร่วมหมื่น ของมาส่งพร้อมกับน้ำหลากมาถึงพอดี ไม่อยากทิ้งผลไม้ให้เน่าไปเฉยๆ ก็ต้องออกมายืนแช่น้ำขายไปตามมีตามเกิด

ขาก ลับ เจอคุณพี่รายหนึ่งกลับเข้าบ้านมาด้วยกัน เธอเล่าว่า ที่ทำงานน้ำยังไม่ท่วมเลย ต้องตะเกียกตะกายไปทำงาน เพื่อค่าจ้างรายวัน ต้องต่อรถทั้งรถทหาร รถเมล์ ทุกรูปแบบ กี่ต่อๆ นับไม่ไหว เพื่อไป-กลับให้ได้ในแต่ละวัน แต่ก็ยังยิ้มอยู่ได้

แม้รอยยิ้มจะเจือปนความขมขื่นและอ่อนล้ามากเพียงใดก็ตาม

ยิ่ง ลึกเข้าไปในซอยน้ำยิ่งลึก เด็กๆ สนุกกับกระแสน้ำไปพลาง แหวกขยะที่ลอยมาตามน้ำไปพลาง ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำดีๆ กับน้ำท่วมในวัยเยาว์

น้ำท่วมที่บ้านนอก ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดเหมือนน้ำในเมืองใหญ่

ยังจำได้เมื่อครั้งกลับจากโรงเรียน ลุยน้ำท่วมกลับบ้าน ไล่จับปูปลากันสนุกสนาน น้ำใสจนเห็นพื้นทราย พื้นดินด้านล่างกระจ่าง

ผม เหลียวมองรอบตัวตอนนี้ สีน้ำเขียวคล้ำ ขยะไหลกลับไปกลับมาตามแรงคลื่นที่เกิดจากรถขนาดใหญ่จากหน้าปากซอย และรถเล็กที่เสริมพิเศษเพื่อสู้น้ำ จุลินทรีย์และจุลชีพนานาแหวกว่ายเริงร่าอยู่ภายในสีคล้ำจนเกือบดำนั้น

อดคิดไม่ได้ว่าหากน้ำยังคงอยู่อีกนาน อะไรจะเกิดขึ้นตามมากับน้ำแล้วก็คนที่อยู่กับน้ำในเวลานี้

น้ำ” ยิ่งนานยิ่ง “เน่า”

คน” เล่า….!?!

สำนักข่าวเอเอฟพี เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในเวลานี้เอาไว้ว่าเป็น หายนะแบบสโลโมชั่น” ความเสียหายรายทางตามเส้นทางผ่านของน้ำยิ่งนับวันยิ่งมากมายมหาศาล จนหลายคนคร้านที่จะหลับตานึกถึง

คาร์ล วิลสัน บันทึกเอาไว้ใน ไชน่า เดลี่ เอเชีย วีคลี่ เอาไว้ว่า อุทกภัยในไทยหนนี้ส่งผลสะเทือนออกไปทั่วโลก นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งถึงปีหน้าแล้ว ยังกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างสูงอีกด้วย

“ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย คงจะไม่รู้กันแน่ชัดอีกนานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน แต่มีการประเมินคร่าวๆ เอาไว้ในเวลานี้ว่า น่าจะอยู่ระหว่าง 5,000 ล้านดอลลาร์ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยระหว่าง 1-2 เปอร์เซ็นต์”

นิตยสาร อีโคโนมิสต์” บอกเอาไว้ว่า ผลกระทบที่ว่านี้จะยังไม่ส่งผลให้รู้สึกได้จนกว่าจะถึงปลายไตรมาสสุดท้ายของ ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงตลอดไตรมาสแรกของปี 2555

แอนดรูว์ สท็อทซ์ นักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของกิมเอ็ง ซีเคียวริตี้ ในสิงคโปร์ บอกเล่าเป็นรูปธรรมไว้ว่า อุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 51 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

ลำดับรองลงมา จะเป็นความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ที่คิดเป็นสัดส่วน 27 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายทั้งหมด

ภาคอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวจะเสียหายหนัก รองลงมาคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์

ผล ผลิตข้าวในปีนี้น่าจะหดหายไประหว่าง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับผลผลิตทางด้านการเกษตรอื่นๆ นั่นเนื่องเพราะพื้นที่นาและเรือกสวนอีกจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำไม่น้อยกว่า 12-15 เปอร์เซ็นต์

น่าสนใจที่น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนปลาย เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องกับต้นเดือนสิงหาคม ตอนนั้น ความเสียหายหนักหนาสาหัสรวมศูนย์อยู่ที่ภาคการเกษตร แต่พอถึงตอนนี้ ความเสียหายชนิด “ยับเยิน” กลับกระจายลุกลามเป็นวงกว้าง กลืนกินภาคอุตสาหกรรมการผลิต กลายเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและการลำเลียง หรือ โลจิสติกส์ ตัดเส้นทางของ ห่วงโซ่อุปทาน” หรือ ซัพพลาย เชน ส่งผลให้โรงงานต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

ผม หลับตานึกถึงคุณพี่เจ้าของรอยยิ้มขม-ขม ที่ต้องพึ่งพารายได้รายวัน จำนวนนับแสนๆ คน หมดหนทางทำเงิน ชาวไร่ชาวนานาล่ม สวนจมน้ำ กับหนี้ก้อนโตในธนาคาร

พวกเขาอาจได้รับความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วแม่ค้าขายกล้วยปิ้งของผมเล่า ใครจะเยียวยาเธอ อย่างไร?!

คิม แม็คเควย์ ตัวแทนของ มูลนิธิเอเชีย ประจำประเทศไทย บันทึกเรื่องคนกับน้ำในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจเอาไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 องค์ประกอบซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แรกสุด คือผลกระทบเฉียบพลัน อย่างที่เราเห็นเกิดขึ้นกับเรือกสวนไร่นา และอุตสาหกรรมต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่เสียหายแทบสิ้นเชิงไปกับตาและกับน้ำ

หลังจากนั้น มันจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับระบบซัพพลายเชน ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนต่างๆ ที่หดหายไป จำเป็นต้องหยุดการผลิตตามไปด้วย กับบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการหยุดการผลิตต่างๆ ดังกล่าว

แม็คเควย์ เชื่อว่า ภาระที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ รวมทั้งความพยายามในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูทั้งหลาย ต่างล้วนตกอยู่บนบ่าของรัฐบาล เขายอมรับว่า ยากที่จะคิดถึงว่าจะมีรัฐบาลไหนจัดการกับทุกเรื่อง ทุกด้านที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ทุกๆ ฝ่ายพึงพอใจ

แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลและองคาพยพทั้งหลายก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ดัง นั้น น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า ถ้าหากรัฐบาลจะใช้วิธีการโยนเรื่องรับผิดชอบไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่น หรือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้คนคาดหวังว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจจะมีขีดความสามารถ มีวิจารณญาณ มีองค์ความรู้ดีพอที่จะทำให้พวกเขาคลายใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อน หรือหากเดือดร้อนก็ต้องสั้นที่สุด

ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบสูงสุด

ประชาชนทุกคนคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากรัฐบาล ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาล

พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินเพียงแค่คำแก้ตัวว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” แต่สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหายังคงดำรงอยู่ให้เห็นตำตา

ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ไม่มีใครอยากลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองแน่นอน

เมื่อพึ่งรัฐไม่ได้ต่างหาก ที่บีบให้พวกเขาต้องพึ่งตัวเอง ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แล้วความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตามมา

นัก วิชาการหลายคนเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์จากอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความใหญ่โตมากมายของมวลน้ำที่เกิดขึ้นจากภาวะอากาศผิดปกติใน ช่วงมรสุมพอดิบพอดี

แต่เป็นความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการ” ในยามเกิดภัยพิบัติของรัฐบาล และองคาพยพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลทั้งมวลที่แสดงออกมาให้เห็นกระจะ-กระจะ

รัฐบาล และองคาพยพทั้งระบบ ไม่เพียงประเมินภาวะประสบภัยครั้งนี้ต่ำเกินความเป็นจริงเท่านั้น ยังเชื่องช้าอย่างมากในการบริหารจัดการ และเมื่อลงมือจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ ทับซ้อนและขัดแย้งซึ่งกันและกันได้อย่างเหลือเชื่อ

ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่า หน่วยงานที่จัดการกับน้ำในเมืองไทยมีมากถึง 28 หน่วยงานครับ

ทำให้การแก้ปัญหาเหมือนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” ไปเพียงครั้งคราว ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดภาวะวิกฤตหนนี้

ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐบาลสามารถวางการจัดการรับมือ “น้ำ” ไว้ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แต่ครั้งเดียว

ระบบบริหารจัดการใน “แนวดิ่ง” อย่างที่เรียกกันว่า เวอร์ติคอล ไลน์ ออฟ ออเดอร์” จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต้องมี หัว” ที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความชำนาญและการตัดสินใจที่ดี

หากเราคิดกันได้ว่า หัว” ที่ว่าไม่สามารถจะหาได้ ก็ต้องรื้อระบบแนวดิ่งที่ว่านั้น กระจายหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้ที่มีองค์ความรู้อย่างแท้จริง จัดการ-ใช่หรือไม่

ถ้าน้ำขนาดนี้ คุกคามเราอีกในปีหน้า เราจะยังขัดแย้งกันบ้าง วางเฉยกันบ้าง เพราะไม่ใช่เรื่องของกู แต่เป็นความเดือดร้อนของมึง อย่างนี้กันอีกหรือไม่?

จริง หรือไม่ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ในองคาพยพของรัฐบาล ทำงานอยู่กับน้ำมานาน จนกลายเป็นนานเกินไป ข้อมูลที่อยู่ในมือ ความรู้สึกที่อยู่ในใจ กลายเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” ไปแล้วหรือ?

ตำราเรื่องน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนของไทย เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2515 ไม่มีแม้แต่คำว่า เอลนิโญ-ลานินญา” อยู่ใช่หรือเปล่า?

ยกเครื่องเรื่องระบบระบายน้ำแล้ว ต้องไม่ลืมยกเครื่องเรื่อง “คน” ด้วย!

พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ ให้สัมภาษณ์กาย เทเลอร์ เอาไว้ใน เวิร์ลด์ โพลิติก รีวิว ว่า อุทกภัยครั้งนี้คุกคามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยตรง

เขา อ้างคำบอกเล่าของ 2 รัฐมนตรีในสังกัดรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่า นายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทยจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้อีกราว 2 เดือน หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา โดยอาศัยประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่เพียงบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยังใช้ภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ไปในทางที่ผิด คือใช้เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง

รัฐมนตรีทั้งสองบอกกับแชมเบอร์เอาไว้ว่า พวกเขาไม่คิดว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรอดพ้นจากการอภิปรายดังกล่าว

การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นตามมา คนใกล้ตัวนายกฯจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของไทยแทน

ผมคิดถึงเรื่องนี้ขณะจับตามองชายหนุ่มทอดแหอยู่กลางซอย

เขายังไม่ได้ปลาสักตัว ได้แต่ “ขยะ” หลายชิ้น แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทอดแหต่อไป

ผมได้แต่แอบหวังอยู่ในใจว่า สาวแหขึ้นมาคราวหน้า เขาจะได้ “ขยะการเมือง” ขึ้นมาทิ้งสักหลายๆ ชิ้น!!

หน้า 22,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2554

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 7, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

การใช้พลังงานของ google ในการค้นหาคำ และ Facebook

จะเท่ากับเปิดไฟ 100 Watt 1 ชั่วโมง

ข้อมูลจาก google บอกว่า ในการค้นคำแต่ละครั้ง จะใช้ คอมพิวเตอร์ 1 ล้านตัวช่วยในการประมวผลซึ่งกินไฟ ประมาณ 1 ล้านหน่วย หรือ เท่ากับ บ้านที่ติดแอร์ 2 หลัง จำนวน 50000 หลัง

ซึ่งในแต่ละ 1 ชั่วโมง มีการค้นหาคำมากกว่า 10 ล้านครั้ง

นั่นหมายความว่า เราใช้พลังงานมหาศาลมากในการค้นหาข้อมูลในแต่ละวัน

อ่านแล้วกลุ้มเลยครับ

(ข้อมูลจาก ธีรเกียรติ เกิดเจริญ คณะวิทยา มหิดล อุณหพลศาสตร์ของ google)

และยังมีการ รณรงค์ให้ facebook  หันใช้พลังงานสะอาด เนื่องด้วย facebook มีแผนสร้างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อเชื่อมโยงคนกว่า 500 ล้านคน ซึ่งต้องใช้พลังงานมหาศาล

ติดตามได้จาก

http://www.facebook.com/unfriendcoal

 
 

ป้ายกำกับ: ,

วาฬบูลดร้า…อ่าวไทย

ถ่ายเมื่อ 11 มิ.ย. เวลาประมาณเที่ยง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 12, 2011 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: ,