RSS

Tag Archives: หลวงปู่

“ขอไทยฟังไทย”…ติช นัท ฮันห์ โดย : สิรินาฏ ศิริสุนทร

เสียง ระฆังแห่งสติ ดังกังวาน …..ปกคลุมความเงียบทั่วบริเวณ สำนักงานมูลนิธิหมู่บ้านพลัม บ้านหนองสาหร่าย อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา  ..เสียงลมเปลี่ยนฤดูกระทบ ชายหลังคาหญ้าแฝกของอาคารปฏิบัติธรรมชั่วคราว ทำให้บรรยากาศการรอพบ หลวงปู่ติช นัท ฮันห์ แปลกใหม่ ยิ่งน่าสนใจ

ความเงียบ ลมหายใจ และเสียงระฆัง…ไม่เคยเกิดขึ้นขณะรอสัมภาษณ์มาก่อน  เพราะที่ผ่านมา “ชั่วโมงก่อนข่าว” มักเต็มไปด้วยความวุ่นวายจากหลายคนหลายปาก
ขณะนั่งตามลมหายใจเข้า-ออกช้าๆ  หลวงปู่ติช เดินเข้ามาเงียบ ๆ พร้อมรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา  ก่อนเริ่มต้นสนทนา หลวงปู่ชวนเจริญสติ กำหนดลมหายใจ และฟังเสียงระฆังร่วมกันอีกครั้ง และให้ถือเป็นกติกา ก่อนเริ่มต้นตั้งคำถาม

หลวงปู่เริ่มจากการรับฟังคำถามจากทุกคนพร้อมกันก่อนจะเริ่มตอบถามทั้งหมดในคราวเดียวกัน 

คำถามแรก มีอยู่ว่า บทบาทสื่อมวลชนควรเป็นอย่างไรในช่วงสังคมขัดแย้ง ตลอดจนการปรับตัวเพื่อสร้างความสุขสงบให้เกิดขึ้นกับวิถีชีวิตและการทำงาน

หลวงปู่เจริญสติด้วยการหายใจเข้าและออก ก่อนเริ่มตอบคำถาม ด้วยการบอกเล่าประสบการณ์ในฐานะสื่อสารมวลชน

หลวงปู่เล่าว่า ในช่วงที่เป็นเด็ก เคยทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการในวารสารพุทธศาสนา ได้เขียนบทความจำนวนมากและใช้นามปากกาจำนวนมากเช่นกัน เพราะต้องการมีโอกาสติดตามคนมากมายโดยเฉพาะคนรุ่นใหม่  ถือเป็นช่วงเวลาหนึ่งท่านเคยร่วมสัมผัสบทบาทสื่อมวลชน

และเมื่อ 3 ปีก่อนหลวงปู่ได้ไปภาวนาที่ประเทศอินเดีย ที่นั่นหลวงปู่มีโอกาสเป็นบรรณาธิการเพียง 1 วันเนื่องในโอกาสวันครบรอบระลึกถึง มหาตะมะคานธี   ทำหน้าที่ดูแลบทความเกี่ยวกับสันติ และเขียนบทความมากมายเกี่ยวกับการฟื้นฟูปรองดองกันใหม่ 

ขณะร่วมประชุมกับกองบรรณาธิการ เพื่อกำหนดการเขียนบทความชิ้นต่อไป  ในวันนั้นที่อินเดียได้มีเหตุการณ์การก่อการร้ายที่สั่นสะเทือนขวัญกำลังใจ กับชาวอินเดียเป็นอย่างมาก และได้มีนักข่าวรายหนึ่งลุกขึ้นถามว่า เมื่อเรามีโศกนาฏกรรมแบบนี้เกิดขึ้น ในฐานะเป็นนักข่าวเราควรนจะมีท่าที่ตอบรับอยางไร

สิ้นสุดคำถามนั้น หลวงปู่บอกว่าไม่ได้ตอบในทันที  แต่นั่งสักพักตามลมหายใจเข้าและลมหายใจออก และขณะนั้นในห้องประชุมก็เงียบสนิท

ก่อนหลวงปู่จะเอ่ยมาในประโยคแรกว่า เมื่อเราได้รับการกระทบกระเทือนทางอารมณ์ ขอให้เราได้กลับมาดูแลปัญหาของเราให้สงบลงด้วยการใช้พลังแห่งสติ  สื่อไทยก็เช่นเดียวกัน ควรกลับมาพิจารณาความทุกข์ในฐานะที่เป็นนักข่าวเพราะความทุกข์ของเราก็เป็น เรื่องที่จะสะท้อนออกไปในโลกเช่นเดียวกัน

“หลังจากเรามาดูความทุกข์ของเราเองแล้ว  ก็กลับมาพิจารณาที่ใจเพื่อดูว่าทำไมคนเหล่านั้นจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น ทำไมคนเหล่านั้นถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนั้น ในช่วงสมาธิหลังจากนี้เมื่อเรากลับมาสัมผัสความทุกข์ที่เกิดในตัวเราได้ เราก็จะสามารถสัมผัสความทุกข์กับผู้อื่นได้”

 

หลวงปู่ยิ้มก่อนที่จะตอบคำถามต่อไปว่า คนเหล่านั้นคงจะมีความทุกข์อย่างมหาศาล เขาคงมีความโกรธ มีความเกลียดมหาศาล ต้องการลงโทษคนอื่นอย่างยิ่ง  ถ้านักข่าวสามารถเข้าใจความทุกข์ เข้าใจธรรมชาติของเขาได้  นักข่าวก็สามารถเขียนข่าวได้เป็นอย่างดีเช่นเดียวกัน

“นักข่าวมีความสามารถที่จะเขียนข่าวให้ผู้อ่านเข้าใจสถานการณ์ที่เกิด ขึ้นและไม่ทำให้ผู้อ่านถูกดึงไปกับความโกรธ ความเกลียด ความแบ่งแยก ความสิ้นหวังทั้งหลายเพราะว่าพวกเราทุกคนนั้นมีเมล็ดพันธุ์แห่งความกลัว ความโกรธ ความเกลียด ความท้อแท้สิ้นหวัง ถ้าเราปล่อยให้เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นเติบโต เราจะกลายเป็นเหยื่อแห่งความโกรธ ความเกลียด ความสิ้นหวัง และจะเป็นอันตรายมากหากคนในสังคมส่วนใหญ่เป็นเช่นนั้น”
หลวงปู่ บอกต่อไปว่า ถ้านักข่าวสามารถเข้าใจสถานการณ์แบบนี้ก็จะถ่ายทอดออกมาด้วยความเข้าใจ ด้วยความรัก และจะไม่ปล่อยให้เมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดีเหล่านั้นได้รับการรดน้ำและเติบโต

“ทำให้เราสามารถช่วยคนได้เยอะ นักข่าว ไม่ควรจะเขียนให้เกิดความกลัว ความโกธร ท้อแท้ นักข่าวสามารถเขียนและบอกความเป็นจริงได้และช่วยให้คนอ่านเกิดความเข้าใจ  ลดความโกรธ เกลียด ต่อสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น” 

เช่นนั้น นักข่าวควรจะมีวิถีชีวิตประจำวันที่บ่มเพาะความสงบ ความสุข ความสันติ ความเมตตา กรุณาอยู่เสมอ เพราะว่าการมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขของคนทั่วไป ขึ้นกับวิธีการมองและการเขียนข่าวของนักข่าวทั้งหลายด้วยเช่นกัน

“เราเป็นนักข่าวในเมืองพุทธศาสนา นักข่าวที่นี่ก็เป็นชาวพุทธ เพราะฉะนั้นเราควรจะมีการจัดกลุ่มสังฆะ(กลุ่มที่ฝึกปฏิบัติภาวนา)เพื่อการ บ่มเพาะความสงบ สันติ ความสุข เข้าใจ ความเมตตากรุณา เมื่อเรารวมกลุ่มกันปฏิบัติ เราจะสามารถดูแลร่างกายของเรา ดูแลอารมณ์และดูความสงบของเราได้ จัดการกับอารมณ์ความรู้สึกของเราได้ เราจะเกิดพลังงานแห่งความเข้าใจและความกรุณา และจะทำให้เราสามาารถเขียนข่าวได้ดีเป็นอย่างยิ่ง เราจะสามารถช่วยคนได้มากมายในสังคม แล้วเราจะเป็นเหมือนพระโพธิสัตว์องค์หนึ่งที่ช่วยเหลือผู้คนได้”

หลวงปู่ติช บอกด้วยน้ำเสียงเมตตา ว่า นักข่าวก็สามารถเป็นผู้ปกป้องพื้นโลกจากโลกร้อนนี้ได้ และเราสามารถมีชีวิตแบบเดียวกับสิ่งที่เราเขียนเราพูด

“นักข่าวเองไม่ควรจะเขียนหรือพูดเกี่ยวกับการปกป้องผืนโลกเท่านั้น แต่เราควรจะจัดการชีวิตของเรา ใช้ชีวิตให้เห็นการปกป้องผืนโลกด้วย เพราะเวลาที่เราทำ เช่นเดียวกับการเขียนการพูดออกไปนั้นก็จะช่วยคนได้มากมายเช่นกัน”

 

วิถีสู่ความสุข

สำหรับความทุกข์ของคนไทยที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้ง หลวงปู่บอกว่า ประเทศไทยมีความเป็นพุทธศาสนาที่สมบูรณ์เพียบพร้อมอยู่แล้ว ไม่จำเป็นจะต้องไปยืมพุทศาสนาจากที่อื่น เพียงแต่ไปค้นหาศาสนาของเราเอง แล้วก็จะพบน้ำเพชร ซึ่งสามารถนำมาช่วยและสอนคนอื่น ตลอดจนนำไปแก้ปัญหาและสอดรับความทุกข์ที่เขามีได้
 

“ในการภาวนาในประเทศไทย หลวงปู่ได้ไปงานภาวนา สองครั้ง มีงานภาวนาของบุคคลทั่วไป และงานภาวนาให้กับองค์กรธุรกิจ และไปปาฐถกธรรมที่มหาวิทลัยธรรมศาสตร์ และมหาจุฬาลงกรณ์  ที่วังน้อย คำสอนที่หลวงปู่สอนเป็นคำสอนที่เราจะหาได้ใน พระพุทธศาสนาอยู่แล้ว”

หลวงปู่เห็นว่า พุทธศาสนาในทุกประเทศทุกนิกายต้องการการปรับปรุงใหม่เสมอเพื่อให้สอดคล้อง กับคนรุ่นใหม่เพราะความทุกข์ในพุธกาล อาจจะไม่เหมือนความทุกข์ในปัจจุบัน ท่านพุทธทาสเองก็พยายามที่จะปรับปรุงศาสนาให้มีความใหม่เสมอ และเป็นสิ่งที่หมู่บ้านพลัมทำเช่นเดียวกัน

“เพราะความทุกข์ที่เราเผชิญในขณะนี้คงไม่เหมือนสิ่งที่เกิดขึ้นในสมัย พุทธกาล  ความทุกข์ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงและปรับตัวไปมากเพราะฉะนั้นการพิจารณาคำสอน การฝึกปฏิบัติ ควรปรับให้สอดคล้องกับปัญหาและความทุกข์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้”

ส่วนการตั้งสถานปฏิบัติธรรมหมู่บ้านพลัมแห่งประเทศไทยนั้น หลวงปู่บอกว่า มีนักบวชและฆราวาสจำนวนมากเกิดขึ้นในประเทศไทย และบุคคลเหล่านั้น มีแรงบันดาลใจที่จะก่อให้เกิดหมู่บ้านพลัมในประเทศไทย ซึ่งหลวงปู่ยินดีสนับสนุน เพราะหมู่บ้านพลัมที่เกิดขึ้นในประเทศไทย คือการสืบเนื่อง อุดมการณ์ และการดำเนินการต่อจากท่านพุทธทาสที่สวนโมกข์

คำถามสุดท้าย ต่อการช่วยเหลือคนไทยที่อยู่ในความทุกข์จากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น  ก่อนตอบคำถามนี้ หลวงปู่นิ่ง ไม่ได้ตอบโดยทันที ก่อนจะบอกว่า  ขอให้พวกเรามาฟังซึ่งกันและกัน

หลวงปู่คิดว่าการฟังอย่างลึกซึ้ง เป็นการฝึกปฏิบัติที่สำคัญมากที่สุดในขณะนี้ 
 

“ในฐานะที่เราเป็นนักปฏิบัติธรรมชาวพุทธ เราจะขอฟังความทุกข์ของเราเองก่อน ถ้าเกิดว่าเราสามารถเข้าใจความทุกข์ของตัวเอง เราก็จะมีความทุกข์น้อยลง ความกรุณาจะบังเกิดขึ้นในตัวเรา และอยากจะเข้าใจความทุกข์ของเธอเช่นเดียวกัน เพราะฉันก็รู้ว่าเธอเองก็มีความทุกข์ด้วย และความตั้งใจของฉันไม่ใช่จะลงโทษเธอเพราะฉันก็รู้ว่าเธอก็มีความทุกข์เช่น เดียวกับฉัน”

หลวงปู่ยิ้ม ก่อนจะบอกต่อไปว่า ฉันอยากรับฟังเธอเพราะว่าฉันอยากเข้าใจความทุกข์ที่มีในตัวเธอ ถ้าฉันเข้าใจความทุกข์ของเธอฉันคงไม่มีปฏิกริยาท่าทีต่อสิ่งที่เธอทำมาก่อน ถ้าฉันได้เข้าใจความทุกข์ของเธอ..

ส่วนการฟังความทุกข์ซึ่งกันและกันหลวงปู่แนะนำให้ ผู้ปกครอง ชั้นสูงของไทยจับมือกับบรรดาพระผู้ใหญ่ ผู้นำทางจิตวิญญาณ จัดงานภาวนาเพื่อทำให้เกิดความสันติสุขสลายความทุกข์  โดยนำกลุ่มคนที่มีความขัดแย้งทั้งสองฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน และปล่อยให้ฝึกปฏิบัติภาวนา ให้เขาได้มีโอกาสรับฟังซึ่งกันและกันมีโอกาสที่จะได้พูดทุกสิ่งทุกอย่างที่ มีอยู่ในหัวใจของเขา

“เราอาจจะจัดภาวนาในสถานที่มีบรรยากาศสิ่งแวดล้อมที่มีความน่ารัก ความเมตตาและให้เขาได้กลับมาฝึกปฏิบัตินั่งสมาธิร่วมกับเรา มีสติร่วมกับเรา เพื่อให้สิ่งที่คุกรุ่นของเขาได้สงบลง”

ในช่วงสัปดาห์แรกของการภาวนา หลวงปู่บอกว่า จะจัดเพียงให้เขาได้มานั่งสมาธิร่วมกัน ทานอาหารอย่างมีสติร่วมกันเพื่อให้มีความสงบลง ให้เขาได้มีโอกาสผ่อนคลายร่างกายและคลี่คลายสิ่งต่างๆ ในความรู้สึก

“ถ้าจะจัดภาวนาเช่นนี้ คณะนักบวชที่หมู่บ้านพลัมก็สามารถเข้ามาช่วยได้ เพราะสัปดาห์แรกที่มาร่วมกันปฏิบัติ เราจะไม่พูดคุยกันเลยในเรื่องทางการเมือง และ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น” หลวงปู่ติชบอก

ส่วนสัปดาห์ที่สอง เป็นการให้ทั้งสองกลุ่มได้พูดสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในใจทั้งหมด แต่จะหลีกเลี่ยงการพูดที่เกิดการประนาม หยามเหยียด  เพราะจะทำให้รู้สึกแย่ และเสียโอกาสที่จะเกิดการพูดคุยกันได้

“ถ้าหากทั้งสองกลุ่มสัญญาและสามารถที่จะพูดจากันแบบไม่ประนาม ไม่ดูถูก กัน เราก็สามารถที่จะออกข่าวไปได้ในทั่วประเทศ”

หลวงปู่เชื่อว่า  ถ้าคนกลุ่มคนเหล่านี้สามารถพูดเช่นนี้เพียง 5-6 วันความทุกข์เขาจะลดลง  แต่ทั้งสองกลุ่มต้องยอมรับที่จะให้อีกฝ่ายได้พูดจาเช่นกัน หลังจากที่อีกฝ่ายได้พูดไปแล้ว อีกฝ่ายหนึ่งก็ตกลงที่จะพูดจากันด้วยภาษาที่อ่อนโยน นิ่มนวล และจะต้องมาร่วมรับฟัง

อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดความขัดแย้ง ไม่เพียงจะมีแค่ 2กลุ่มคู่กรณี  หากจะมีคนกลุ่มที่สามที่ไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใดเลยด้วยเช่นกัน หลวงปู่บอกว่า ต้องเปิดให้คนกลุ่มนี้ได้มีโอกาสพูดเช่นกัน

“กลุ่มนักข่าวที่มีศักยภาพสามารถจัดงานภาวนาเช่นนี้ได้ และเราก็อาจจะขอให้ผู้ปกครองชั้นสูงเข้ามาร่วมในการจัดภาวนา อาจเชิญผู้นำทางจิตวิญญาณเข้ามาร่วมงาน ซึ่งไม่เพียงผู้นำทางพุทธศาสนา  แต่อาจจะรวมไปถึงผู้นำทางมุสลิม คริสต์ด้วยเช่นเดียวกัน”

หลวงปู่คิดว่า การทำเช่นนี้จะทำให้โอกาสของประเทศชาติมาร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง และทำให้เราได้ฟื้นคืนดีกันใหม่ ถ้าทำได้ประเทศไทยจะเป็นตัวอย่างให้กับประเทศอื่นๆ ที่ตกอยู่ในสภาวะ

เดียวกัน เช่น ประเทศแถบตะวันออกกลาง

“ถือเป็นการกระทำที่นำเอาแนวทางพุทธศาสนามาใช้ได้อย่างดียิ่งเพราะในทางพุทธ ศาสนา เรามักจะอุทิศให้กับแนวทางสร้างสัมพันธ์คืนดีกันใหม่ไม่ใช่หนทางที่เต็มไป ด้วยการลงโทษ”

 

ก่อนเสียงระฆัง บอกถึงการจบคำสนทนา  หลวงปู่ ได้บอกอีกครั้งว่า ขอให้เรารับฟังซึ่งกันและกัน  หมั่นฝึกปฏิบัติเช่นนั้น เพื่อจะได้มีความสุขในปีใหม่ที่กำลังใกล้มาถึง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 4, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,