RSS

Tag Archives: เมือง

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1 พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง

แนวทางการสร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง ตอนที่ 1  พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง
โดย
Project for Public Space, Inc
แปลโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา
โครงการชีวิตสาธารณะและท้องถิ่นน่าอยู่ สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา

บทนำ

บทความชุดแนวทางการ สร้างความมีชีวิตชีวาให้กับเมือง  ผู้เขียนได้สรุปใจความสำคัญจากบทความของ Project for Public Spaces และบทความต่างๆ ที่ปรากฏในเว็บไซท์การพัฒนาเมือง เช่น Smart Growth Online, Smart Growth America รวมทั้งเว็บไซท์อื่นๆ โดยแบ่งการนำเสนอออกเป็น 3 ตอนประกอบด้วย

ตอนที่ 1 เรื่อง พื้นที่สาธารณะ: พื้นที่พิเศษของเมือง ซึ่งบทนี้ได้กล่าวถึงบทบาทความสำคัญของสถานที่สาธารณะ (Public Spaces) ที่มีต่อเมืองและการยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน

ตอนที่ 2 เรื่อง หลักการสร้างสถานที่สาธารณะให้มีสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาเมือง  ในบทนี้จะได้กล่าวถึงเกณฑ์ (Principles) และนโยบาย (Policy) ในการปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะซึ่งเนื้อหาจะมีลักษณะกึ่งแนวทางการออก แบบและวางผัง (Planning and Design Guidelines) ที่ใช้ประชาชนเป็นแกนนำในการพัฒนา  และ

ตอนที่ 3 เรื่อง กลยุทธ์การปรับปรุงฟื้นฟูและประเมินสถานที่สาธารณะ ในบทนี้จะกล่าวถึงวิธีการนำเกณฑ์และนโยบายลงสู่การปฎิบัติ โดย บทความตอนที่ 1 และ 2 เรียบเรียงโดย วีรบูรณ์ วิสารทสกุลและสุมนา สุวรรณอำภา  ส่วนบทความตอนที่ 3 เรียบเรียงร่วมกันโดย  วีรบูรณ์ วิสารทสกุล, สุมนา สุวรรณอำภา และฐาปนา บุณยประวิตร  ทั้ง นี้บทความทั้ง 3 ตอนจะได้ทำความเข้าใจต่อสาธารณะถึงความเป็นไปได้ของการสร้างและปรับปรุง ฟื้นฟูสถานที่สาธารณะให้มีบทบาทในการกระตุ้นให้เกิดความสดใสและความมีชีวิต ชีวา สร้างสุขภาวะ เพิ่มพื้นที่และโอกาสในการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาเมืองให้เกิดความยั่งยืน ต่อไป

ภาพสถานที่สาธารณะที่พัฒนาตามรูปแบบถนนทางเดินขนาดใหญ่ (Pedestrian Mall)  เมือง Santa Monica,

ทื่มา : http://members.virtualtourist.com/m/p/m/12f180/

ทำไม “สถานที่” จึงสำคัญสำหรับเมือง

ไม่กี่ปีมานี้ เมืองต่างๆ ในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มจะมีหน้าตาไม่แตกต่างกันมากนัก ในขณะที่ สถานที่หลายแห่ง ก็มีลักษณะคล้ายๆ กัน ร้านค้า ตึกรามบ้านช่อง หรือแม้แต่ถนนหนทางตามเมืองต่างๆ ก็หาความแตกต่างจากกันได้น้อยลง การจราจรกลายเป็นเรื่องหลักสำหรับการดำเนินชีวิต ไม่เว้นแม้แต่เมืองขนาดเล็ก การขับขี่ยานพาหนะ เป็นทางเลือกหลักสำหรับการเดินทาง ส่วนการเดินเท้านั้น เป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตที่กำลังสูญหายไปทุกที

ลองนึกภาพเมืองอีกแบบ หนึ่ง ที่การเดินเท้ากลายมาเป็นวิถีชีวิตปกติ ส่วนถนนและทางเท้าก็เอื้อแก่การเดินแบบทอดน่อง อ้อยอิ่ง หรือทำกิจกรรมทางสังคม

ลองนึกภาพ ธุรกิจที่เจ้าของเป็นคนท้องถิ่น ที่มีบุคลิกและท่าทางเป็นของตัวเอง และคุณรู้จักชื่อพวกเขา  มีตลาดสดที่เต็มไปด้วย พืชผักผลไม้สดๆ ของท้องถิ่นวางขาย

ลองนึกภาพ สิ่งปลูกสร้างที่ไม่สามารถ ลอกแบบไปทำในอีกเมืองหนึ่งได้ เพราะการใช้งานที่สัมพันธ์กับสถานที่ที่ปลูกสร้าง

ลองนึกถึงสวนสาธารณะ และย่านการค้าที่เป็นศูนย์กลางของเมือง ที่ให้ชุมชนได้ใช้เพื่อประโยชน์ในทางสังคม วัฒนธรรม และส่วนรวม

เมื่อคุณคิดถึงชุมชนที่น่าอยู่อาศัย มีพื้นที่สาธารณะชนิดใดบ้าง ที่อยู่ในใจของคุณ

บทความนี้ไม่ได้กล่าว เฉพาะชุมชนแบบใดแบบหนึ่ง แต่กำลังกล่าวถึงชุมชนทุกๆ แห่ง เพราะเราเชื่อว่าด้วยหลักการเดียวกัน เราสามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในเมืองที่มีชุมชนหนาแน่น ย่านใจกลางเมือง  เมืองเล็กๆ หรือ ชานเมือง ชุมชนที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เดี่ยวๆ ในแต่ละชุมชนย่อมมีหนทางและศักยภาพที่จะคิดสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะด้วยคน ในชุมชนเอง

ภาพจาก The Perth Cultural Centre is seen here in full bloom during CHOGM 2011 / Photo: Metropolitan Redevelopment Authority

ที่มา : http://www.pps.org/creativity-placemaking-building-inspiring-centers-of-culture/

บทบาทสำคัญของพื้นที่สาธารณะในชุมชน

พื้นที่สาธารณะ เป็นสถานที่สำหรับการมีและการใช้ชีวิตสาธารณะ เช่น สวนสาธารณะ เป็นที่ที่เราอาจใช้ในการเฉลิมฉลอง เป็นจุดเข้าเส้นชัยของการวิ่งมาราธอน เป็นที่ที่เด็กจะได้เรียนรู้ทักษะการกีฬา เป็นที่ที่จัดงานเทศกาล งานวัฒนธรรม หรือ จะเป็นท้องถนน ริมฟุตบาตทางเดินหน้าบ้าน ร้านรวง ที่ที่เพื่อนๆ จะเดินทางไปพบปะเจอะเจอกัน เป็นที่ที่จะเกิดการปะทะสังสรรค์ ทั้งทางสังคมและเศรษฐกิจ หรือ จะเป็นอาคารสถานที่ อย่างหอประชุมเมือง ศาลาประชาคม ห้องสมุด ที่ทำการไปรษณีย์ ซึ่งเป็นที่ที่เราสามารถมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน และระหว่างรัฐ

ภาพการใช้ชีวิตร่วมกันของประชาชนใน Bryant Park นิวยอร์ค

ที่มา: Designing Our Future: Sustainable Landscape -ASLA: http://www.asla.org/sustainablelandscapes/bryantpark.html

เมื่อไรที่ เมือง หรือ ย่านที่อยู่อาศัย ได้สร้างให้พื้นที่สาธารณะค่อยๆ เติบโต คนที่อาศัยในย่านนั้น ย่อมรู้สึกเป็นเจ้าของชุมชนอย่างเข้มแข็ง แต่ถ้าเราขาดในความรู้สึกที่ว่านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างคนในชุมชนย่อมเปราะบางไปด้วย

สร้างเอกลักษณ์ให้เมือง

หากไม่มีพื้นที่ สาธารณะที่สำคัญๆ  ก็อาจไม่มีเมืองที่น่าสนใจก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ลานสเก็ตน้ำแข็ง และพื้นที่สาธารณะรอบๆ  ศูนย์ Rockefeller ซึ่งเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีผู้ไปเยี่ยมชมมากที่สุดในนครนิวยอร์ค มีคนนับพันไปชุมนุมเพื่อรับแดดในช่วงสุดสัปดาห์ หรือไม่ก็ไปยืนออกันอยู่บนถนน ที่เป็นด้านนอกของสตูดิโอที่ถ่ายทอดรายการ “Today Show” เพื่อหวังจะออกโทรทัศน์บ้าง นี่คือ พื้นที่สาธารณะที่เป็นตัวแทนเมืองนิวยอร์ค ซึ่งก็คงเหมือนกับหอไอเฟลที่แทนกรุงปารีส

มีนักท่องเที่ยวที่ เดินทางกันหลายพันไมล์ เพื่อมาสัมผัสกับสถานที่มีมนต์ขลัง เช่น Piazza San Marco ในเวนิซ   Champs Elysee ในปารีส   Central Park ในนิวยอร์ค  หาดไมอามี่ หรือ Riverwalk ใน ซาน อันโตนิโอ และสถานที่อื่นๆ ที่ต้องอาศัยการเดินเท้าเข้าไปหา และที่จริงแล้ว พื้นที่สาธารณะที่สำคัญสามารถมีชื่อระดับโลก หรือเป็นสถานที่ที่มีความสำคัญได้ ก็เพราะว่า มีผู้คน โดยเฉพาะคนในพื้นที่นั้นๆ เห็นคุณค่า

ลองนึกถึงที่สาธารณะ ที่คุณชื่นชอบ อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้บ้าน ร้านกาแฟกลางแจ้งที่ที่คุณนั่งอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า หรือ เส้นทางที่คุณเดินทอดน่องไปรอบๆ บึงหลังอาหารมื้อค่ำ สถานที่เหล่านี้มีความสำคัญที่ทำให้เมืองมีความแตกต่าง พอๆ กับที่ทำให้มีชื่อเสียง เพราะว่า สถานที่แต่ละแห่ง ล้วนเป็นสถานที่ที่ผู้คนใช้ดำเนินชีวิต และทำมาหากิน ร่วมกัน

สร้างเม็ดเงินให้แก่เมือง

พื้นที่สาธารณะมี ประโยชน์ในทางเศรษฐกิจต่อเมือง ตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะสามารถทำให้ที่ดินมีราคาสูงขึ้น ในนิวยอร์ค มูลค่าของอสังหาริมทรัพย์รอบๆ สวน Bryant, เซ็นทรัล ปาร์ก (central park), โพสเปก ปาร์ก (prospect park) และ ริเวอร์ไซค์ ปาร์ก (riverside park) ล้วนแล้วแต่มีราคาสูงที่สุดในเมือง  พื้นที่อยู่อาศัยบริเวณ Minneapolis’ prime ที่วางตัวคู่ขนานกับส่วนที่ขยายของสวนสาธารณะ ก็ยังมีราคาสูงมาก  ชายหาดฝั่ง California’s Pacific และสวนสาธารณะแถวนั้น ทำให้บ้านในท้องถิ่นมีราคา  ใน Denver ห้องชั้นบนติดเพดานที่ยังทำไม่เสร็จของโรงทำแป้งเก่า บนฝั่งแม่น้ำ Platte River Greenway ยังมีราคาสูงกว่า ราคาเฉลี่ยในเมือง และในความเป็นจริงแล้ว พื้นที่ในแถบชนบททั้งหมดของ Greenway กำลังกลายมาเป็น “ที่สาธารณะ” รูปแบบใหม่ ที่ถูกนำมาใช้เป็นจุดขายในโฆษณาของอสังหาริมทรัพย์ ว่าเป็นสถานที่ที่พึงจับจอง

ในนิวยอร์ค, ตลาดสีเขียว (Greenmarket) ที่อยู่ในทางตอนเหนือของ Union square เป็นพื้นที่สำคัญที่ทำให้ย่านที่อยู่อาศัยในแถบนั้นมีชีวิตชีวา ภัตตาคารที่มีระดับหลายแห่ง ซื้อของจาก ตลาดสีเขียว และพัฒนาเมนูอาหารที่หลากหลายขึ้น จากตัวอย่างของ Union square , ตลาดสีเขียว 26 แห่ง กำลังปลุกความมีชีวิตชีวาให้กับย่านที่พักอาศัยทั่วเมืองนิวยอร์ค

ภาพของ Green Market, Union Square,

ที่มา : http://thecarnediem.blogspot.com/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html#!/2011/11/kurts-flatiron-faves-union-square.html

ใน Little Rock, Arkansas’ river ได้ฟื้นให้ย่านธุรกิจกลับมาชีวิตอีกครั้ง โดยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา อพาร์ตเมนท์ สร้างพิพิธภัณฑ์ ย้ายที่ตั้งห้องสมุดประชาชนและสนามกีฬาใหม่ หรือ ตลาด Seattle’s Pike ก็เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ร้านรวงกว่า 600 แห่ง ขายของได้มากกว่า 100 ล้านเหรียญดอร์ล่าร์สหรัฐ

การชุบชีวิตถนน เพื่อการเดินเล่น การสังคม หรือเพื่อการซื้อสินค้า อาจจะเป็นตัวอย่างที่ดีที่สุดที่จะแสดงให้เห็นได้ว่าจะทำ “สถานที่” ให้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างไร  ในเมืองหลายถนนถูกใช้ไปเพื่อการเดินทางของยานพาหนะจำนวนมากที่วิ่งด้วยความ เร็วสูง ซึ่งมีผลกระทบต่อ การเดินเท้า สวนสาธารณะ หรือกิจกรรมอย่างอื่นๆ ที่จะทำให้ชีวิตของผู้ใช้ถนนมีคุณภาพ และก่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ที่ New Haven, Conneticut  สภาพถนนสายใหม่ๆ ได้ทำให้มีทางเท้าที่กว้างขึ้น มีที่สำหรับต้นไม้ใหญ่ มีที่จอดรถ และมีกิจกรรมการพัฒนาที่ส่งเสริมแรงบันดาลใจของชุมชน ได้ช่วยทำให้ถนนสาย Chapel กลับมามีชีวิตอีกครั้งและกระตุ้นให้ย่านที่อยู่อาศัยแถบนั้นเป็นที่ที่มี ความสำคัญสำหรับเมือง

ช่วยด้านสิ่งแวดล้อม

พื้นที่สาธารณะ ยังมีคุณประโยชน์ต่อสภาพแวดล้อมและจิตใจได้ เพราะช่วยบรรเทาชีวิตในเมืองที่เคร่งเครียด รีบเร่ง เนื่องจากไม่เพียงแต่ลดความต้องการและพึ่งพายานยนต์แล้ว สวนสาธารณะและพื้นที่สาธารณะสีเขียว อย่างพื้นที่ริมแม่น้ำ และพื้นที่สำหรับสัตว์ป่า (wildlife area) ยังช่วยเพิ่มความชื่นชมในทรัพยากรธรรมชาติของประชาชนซึ่งจะนำมาสู่การดูแล รักษา นอกจากนี้ยังช่วยคงไว้ซึ่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ ตัวอย่าง เช่น สวน Brooklyn’s Prospect ที่เป็นแหล่งอาศัยของนกกว่า 200 ชนิด

ช่วยสนับสนุนกิจกรรมทางวัฒนธรรม

บ่อยครั้ง ที่พื้นที่สาธารณะหลายแห่งจะให้ใช้ประโยชน์โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เปิดโอกาสให้มีการชุมนุมของประชาชนผู้รักในศิลปะ และการมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางวัฒนธรรม จากงานเทศกาล “เชคสเปียร์ในสวน”  ไปจนถึงการแสดงดนตรี quartets บริเวณลานย่านธุรกิจ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะมากในการกระตุ้นให้เกิดชีวิตทางวัฒนธรรมของเมือง

ภาพ Water Fire กิจกรรมทางวัฒนธรรมของเมือง Providence, RI

http://www.waterfrontcenter.org/Awards/2006Awards.html

กรณี Rhode Island’s WaterFire ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ การติดตั้งเครื่องดนตรี   เป็นสถานที่ที่จะทำให้เกิดความประทับใจทางวัฒนธรรมและเกิดผลประโยชน์ในทาง เศรษฐกิจ  เป็นที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวนับแสนคนให้มาเยือนริมฝั่งแม่น้ำทั้งในเวลา เย็นของฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วง Waterfire เป็นสัญญลักษณ์แห่งความรุ่งเรืองของเมืองที่นำผู้คนและเหตุการณ์ต่างๆ มาสู่กลางเมือง ซึ่งแต่เดิมมักเงียบเหงาในยามค่ำคืน

อะไรทำให้สถานที่มีความสำคัญ

เมื่อผู้คนอธิบายถึง พื้นที่ที่รู้สึกสนุก คำว่า “ปลอดภัย” “สนุก” “มีเสน่ห์” และ “น่าไปเยือน” มักจะถูกพูดถึงซ้ำแล้วซ้ำเหล่า คำเหล่านี้อธิบายถึง คุณภาพที่จับต้องไม่ได้  แต่ก็สามารถที่จะวัดในเชิงปริมาณได้ในหลายวิธี เช่น การใช้ค่าสถิติ หรือ การทำวิจัย แต่อย่างไรก็ตามประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาทำให้เห็นว่า การวัดเหล่านี้ก็มีข้อจำกัดในตัวเอง

การวิจัยพื้นที่ สาธารณะมากกว่า 1000 แห่งทั่วโลก พบว่ามีคำอยู่ 4 คำ ที่เป็นเงื่อนไขของการทำให้พื้นที่สาธารณะประสบความสำเร็จ ได้แก่ การเข้าถึงได้ง่าย, สะดวกสบาย, มีกิจกรรม และความรู้จักมักคุ้น

เกณฑ์และปัจจัยสู่ความสำเร็จตามแนวทางของ Project for Public Spaces

ที่มา : http://accuracyandaesthetics.com/?page_id=21

การเข้าถึง

พื้นที่สาธารณะที่ ประสบความสำเร็จ ต้องเข้าถึงได้ง่ายและสามารถเห็นได้ ประชาชนสามารถเดินเหินได้ทั่วถึง ซึ่งสะดวกที่จะทำให้เกิดการใช้พื้นที่ต่างๆ

องค์ประกอบทางกายภาพ มีผลต่อการเข้าถึง (อย่าง ร้านรวงที่ตั้งตลอดแนวถนนจะมีความน่าสนใจและปลอดภัยกว่าการเดินในที่จอดรถ ว่างๆ หรือ ผนังตึก) พอๆ กับการมองเห็น (ความสามารถในการมองเห็นได้ในระยะไกล)  ความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่สาธารณะย่อมมีการหมุนเวียนของรถที่มาจอดสูง และโดยข้อเท็จจริงก็สะดวกสำหรับการเดินทางโดยรถประจำทาง

ภาพ The Great Place ด้านหน้า Ferry Building Gallery  ภายใน Waterfront ทิศตะวันตกของแวนคูเวอร์

ที่มา : Vancouver’s North Shore Tourism: http://www.facebook.com/SmartGrowthThailand?ref=hl#!/photo.php?fbid=10151036470435706&set=a.10150632317935706.376578.20252110705&type=1&theater

ความสะดวก

ทัศนะต่อเรื่องความ ปลอดภัยและความสะอาด กลุ่มอาคารที่ได้รับการจัดระเบียบ และลักษณะของสถานที่ หรือ ความมีเสน่ห์ คือ องค์ประกอบที่ผู้คนทั่วไปใช้ในการตัดสินใจที่จะใช้ประโยชน์จากสถานที่นั้นๆ พอๆ กับองค์ประกอบที่จับต้องได้ อย่างเช่นที่นั่งที่สบายๆ ที่สำคัญก็คือ การให้โอกาสผู้ใช้ประโยชน์ได้เลือกที่จะนั่งในที่ที่เขาต้องการ ซึ่งเรื่องเหล่านี้มักไม่ได้รับความใส่ใจ

การใช้ประโยชน์และกิจกรรม

อาจกล่าวได้ว่า กิจกรรมต่างๆ คือ อิฐที่ก่อตัวเป็นสถานที่หนึ่งๆ มันเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้คนมาในครั้งแรก และทำไมเขาถึงกลับมาอีกในภายหลัง มันทำให้สถานที่ต่างๆ มีความแตกต่างออกจากกัน

เมื่อไรที่ ไม่มีการจัดกิจกรรม สถานที่จะว่างๆ และไม่ได้ใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจหมายถึงว่า ที่นั่นมีบางอย่างผิดปกติ (รูปหน้า 19)

ความเป็นกันเอง / ความรู้จักมักคุ้น

เมื่อไรที่ผู้ที่มา เยือน เห็นการทักทาย พูดคุยระหว่างเพื่อนบ้าน และความรู้สบายๆ ที่จะพูดคุยกับคนแปลกหน้า ซึ่งเรามีแนวโน้มที่จะรู้สึกได้ถึงความเป็นกันเองและความเป็นชุมชนของสถาน ที่ ซึ่งทำให้เกิดกิจกรรมทางสังคมตามมา เรื่องเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้ไม่ง่ายนัก แต่มั่นใจเถอะว่ามันจะทำให้สถานที่นั้นประสบความสำเร็จ

ชมวีดีโอ

สรุป

กล่าวโดยสรุป ในตอนที่ 1 ผู้เขียนได้แสดงให้เห็นความสำคัญของสถานที่สาธารณะในด้านต่างๆ ทั้งด้านกายภาพ เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม พร้อมสรุปปัจจัยที่สนับสนุนให้การปรับปรุงฟื้นฟูสถานที่สาธารณะประสบผล สำเร็จ  ในบทความตอนต่อไป ผู้เขียนจะได้ชี้ให้เห็นเกณฑ์และนโยบายในการวางผังออกแบบปรับปรุงสถานที่ให้ สามารถตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและของเมือง ซึ่งนักผังเมือง นักออกแบบชุมชนเมือง และภูมิสถาปนิก ตลอดจนผู้สนใจโดยทั่วไปสามารถติดตามอ่านได้

เอกสารอ้างอิง

Project for Public Spaces, What Makes a Successful Place?, Available from:

http://www.pps.org/reference/grplacefeat/,  September 18,2012

 
2 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 19, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ฟื้นเมืองเก่า..ให้มีชีวิต หนังสือจากบางกอกฟอรั่ม

ลอง d/l ไปอ่านกันนะครับ

เป็นการเก็บประเด็นข้อมูลและความรู้จากการ trip ที่จัดให้กับ นักวิชาการจากญี่ปุ่นและแกนนำที่ทำงานเมืองเก่าบ้านเก่าในประเทศไทย โดยเนื้อหาหนงสือจะเริ่มเก็บความตั้งแต่ สัมมนาเปิด trip ที่ ม.ธรรมศาสตร์

จากนั้นก็เดินทางไปเยี่ยมเยี่ยนชุมชนเมืองเก่า โดยเริ่มจาก แพร่งนรา น่าน แพร่ และเชียงใหม่

และไปปิด trip ด้วยการสัมมนา ที่ ม.เชียงใหม่ อีก 1 รอบ

 

 

 

 

Town revitalization book _ pdf_press  file ขนาด 18.5 MB

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 11, 2012 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

2554 บันทึกเรื่อง “คน” กับ “น้ำ” โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitar@gmail.com

ผมเพิ่งลุยน้ำลึกราว 50-60 เซนติเมตร ออกไปนั่งโจ้ข้าวขาหมูร้านเดียวในตลาดละแวกบ้านที่ยังเปิดทำการอยู่หลังน้ำ บ่ามาถึงเมื่อหลายวันก่อน

ในร้านเฉอะแฉะ มีน้ำนองอยู่ตลอดเวลา เหลียวไปรอบๆ ตัว ลูกค้าที่นั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะล้วนอยู่ใน ยูนิฟอร์ม” เดียวกัน ขาสั้น เสื้อยืด กับรองเท้าบูต ใกล้ๆ ตัวมีถังบ้างกะละมังบ้าง ไว้สำหรับใส่ข้าวของลากลอยกลับบ้าน

ผมไม่ได้ของที่ต้องการ คือซีเมนต์กาวสำหรับอุดรอยรั่วกับปั๊มไดรโว่ แต่ได้ส้มเขียวหวานกับกล้วยปิ้งมาแทน

แม้ ค้าแผงผลไม้บอกว่า สั่งของไว้ร่วมหมื่น ของมาส่งพร้อมกับน้ำหลากมาถึงพอดี ไม่อยากทิ้งผลไม้ให้เน่าไปเฉยๆ ก็ต้องออกมายืนแช่น้ำขายไปตามมีตามเกิด

ขาก ลับ เจอคุณพี่รายหนึ่งกลับเข้าบ้านมาด้วยกัน เธอเล่าว่า ที่ทำงานน้ำยังไม่ท่วมเลย ต้องตะเกียกตะกายไปทำงาน เพื่อค่าจ้างรายวัน ต้องต่อรถทั้งรถทหาร รถเมล์ ทุกรูปแบบ กี่ต่อๆ นับไม่ไหว เพื่อไป-กลับให้ได้ในแต่ละวัน แต่ก็ยังยิ้มอยู่ได้

แม้รอยยิ้มจะเจือปนความขมขื่นและอ่อนล้ามากเพียงใดก็ตาม

ยิ่ง ลึกเข้าไปในซอยน้ำยิ่งลึก เด็กๆ สนุกกับกระแสน้ำไปพลาง แหวกขยะที่ลอยมาตามน้ำไปพลาง ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำดีๆ กับน้ำท่วมในวัยเยาว์

น้ำท่วมที่บ้านนอก ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดเหมือนน้ำในเมืองใหญ่

ยังจำได้เมื่อครั้งกลับจากโรงเรียน ลุยน้ำท่วมกลับบ้าน ไล่จับปูปลากันสนุกสนาน น้ำใสจนเห็นพื้นทราย พื้นดินด้านล่างกระจ่าง

ผม เหลียวมองรอบตัวตอนนี้ สีน้ำเขียวคล้ำ ขยะไหลกลับไปกลับมาตามแรงคลื่นที่เกิดจากรถขนาดใหญ่จากหน้าปากซอย และรถเล็กที่เสริมพิเศษเพื่อสู้น้ำ จุลินทรีย์และจุลชีพนานาแหวกว่ายเริงร่าอยู่ภายในสีคล้ำจนเกือบดำนั้น

อดคิดไม่ได้ว่าหากน้ำยังคงอยู่อีกนาน อะไรจะเกิดขึ้นตามมากับน้ำแล้วก็คนที่อยู่กับน้ำในเวลานี้

น้ำ” ยิ่งนานยิ่ง “เน่า”

คน” เล่า….!?!

สำนักข่าวเอเอฟพี เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในเวลานี้เอาไว้ว่าเป็น หายนะแบบสโลโมชั่น” ความเสียหายรายทางตามเส้นทางผ่านของน้ำยิ่งนับวันยิ่งมากมายมหาศาล จนหลายคนคร้านที่จะหลับตานึกถึง

คาร์ล วิลสัน บันทึกเอาไว้ใน ไชน่า เดลี่ เอเชีย วีคลี่ เอาไว้ว่า อุทกภัยในไทยหนนี้ส่งผลสะเทือนออกไปทั่วโลก นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งถึงปีหน้าแล้ว ยังกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างสูงอีกด้วย

“ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย คงจะไม่รู้กันแน่ชัดอีกนานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน แต่มีการประเมินคร่าวๆ เอาไว้ในเวลานี้ว่า น่าจะอยู่ระหว่าง 5,000 ล้านดอลลาร์ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยระหว่าง 1-2 เปอร์เซ็นต์”

นิตยสาร อีโคโนมิสต์” บอกเอาไว้ว่า ผลกระทบที่ว่านี้จะยังไม่ส่งผลให้รู้สึกได้จนกว่าจะถึงปลายไตรมาสสุดท้ายของ ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงตลอดไตรมาสแรกของปี 2555

แอนดรูว์ สท็อทซ์ นักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของกิมเอ็ง ซีเคียวริตี้ ในสิงคโปร์ บอกเล่าเป็นรูปธรรมไว้ว่า อุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 51 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์

ลำดับรองลงมา จะเป็นความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ที่คิดเป็นสัดส่วน 27 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายทั้งหมด

ภาคอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวจะเสียหายหนัก รองลงมาคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์

ผล ผลิตข้าวในปีนี้น่าจะหดหายไประหว่าง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับผลผลิตทางด้านการเกษตรอื่นๆ นั่นเนื่องเพราะพื้นที่นาและเรือกสวนอีกจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำไม่น้อยกว่า 12-15 เปอร์เซ็นต์

น่าสนใจที่น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนปลาย เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องกับต้นเดือนสิงหาคม ตอนนั้น ความเสียหายหนักหนาสาหัสรวมศูนย์อยู่ที่ภาคการเกษตร แต่พอถึงตอนนี้ ความเสียหายชนิด “ยับเยิน” กลับกระจายลุกลามเป็นวงกว้าง กลืนกินภาคอุตสาหกรรมการผลิต กลายเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและการลำเลียง หรือ โลจิสติกส์ ตัดเส้นทางของ ห่วงโซ่อุปทาน” หรือ ซัพพลาย เชน ส่งผลให้โรงงานต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก

ผม หลับตานึกถึงคุณพี่เจ้าของรอยยิ้มขม-ขม ที่ต้องพึ่งพารายได้รายวัน จำนวนนับแสนๆ คน หมดหนทางทำเงิน ชาวไร่ชาวนานาล่ม สวนจมน้ำ กับหนี้ก้อนโตในธนาคาร

พวกเขาอาจได้รับความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แล้วแม่ค้าขายกล้วยปิ้งของผมเล่า ใครจะเยียวยาเธอ อย่างไร?!

คิม แม็คเควย์ ตัวแทนของ มูลนิธิเอเชีย ประจำประเทศไทย บันทึกเรื่องคนกับน้ำในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจเอาไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 องค์ประกอบซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

แรกสุด คือผลกระทบเฉียบพลัน อย่างที่เราเห็นเกิดขึ้นกับเรือกสวนไร่นา และอุตสาหกรรมต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่เสียหายแทบสิ้นเชิงไปกับตาและกับน้ำ

หลังจากนั้น มันจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับระบบซัพพลายเชน ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนต่างๆ ที่หดหายไป จำเป็นต้องหยุดการผลิตตามไปด้วย กับบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการหยุดการผลิตต่างๆ ดังกล่าว

แม็คเควย์ เชื่อว่า ภาระที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ รวมทั้งความพยายามในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูทั้งหลาย ต่างล้วนตกอยู่บนบ่าของรัฐบาล เขายอมรับว่า ยากที่จะคิดถึงว่าจะมีรัฐบาลไหนจัดการกับทุกเรื่อง ทุกด้านที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ทุกๆ ฝ่ายพึงพอใจ

แต่ถึงอย่างไร รัฐบาลและองคาพยพทั้งหลายก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด

ดัง นั้น น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า ถ้าหากรัฐบาลจะใช้วิธีการโยนเรื่องรับผิดชอบไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่น หรือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้คนคาดหวังว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจจะมีขีดความสามารถ มีวิจารณญาณ มีองค์ความรู้ดีพอที่จะทำให้พวกเขาคลายใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อน หรือหากเดือดร้อนก็ต้องสั้นที่สุด

ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบสูงสุด

ประชาชนทุกคนคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากรัฐบาล ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาล

พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินเพียงแค่คำแก้ตัวว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” แต่สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหายังคงดำรงอยู่ให้เห็นตำตา

ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ไม่มีใครอยากลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองแน่นอน

เมื่อพึ่งรัฐไม่ได้ต่างหาก ที่บีบให้พวกเขาต้องพึ่งตัวเอง ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง

แล้วความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตามมา

นัก วิชาการหลายคนเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์จากอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความใหญ่โตมากมายของมวลน้ำที่เกิดขึ้นจากภาวะอากาศผิดปกติใน ช่วงมรสุมพอดิบพอดี

แต่เป็นความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการ” ในยามเกิดภัยพิบัติของรัฐบาล และองคาพยพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลทั้งมวลที่แสดงออกมาให้เห็นกระจะ-กระจะ

รัฐบาล และองคาพยพทั้งระบบ ไม่เพียงประเมินภาวะประสบภัยครั้งนี้ต่ำเกินความเป็นจริงเท่านั้น ยังเชื่องช้าอย่างมากในการบริหารจัดการ และเมื่อลงมือจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ ทับซ้อนและขัดแย้งซึ่งกันและกันได้อย่างเหลือเชื่อ

ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่า หน่วยงานที่จัดการกับน้ำในเมืองไทยมีมากถึง 28 หน่วยงานครับ

ทำให้การแก้ปัญหาเหมือนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” ไปเพียงครั้งคราว ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดภาวะวิกฤตหนนี้

ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐบาลสามารถวางการจัดการรับมือ “น้ำ” ไว้ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แต่ครั้งเดียว

ระบบบริหารจัดการใน “แนวดิ่ง” อย่างที่เรียกกันว่า เวอร์ติคอล ไลน์ ออฟ ออเดอร์” จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต้องมี หัว” ที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความชำนาญและการตัดสินใจที่ดี

หากเราคิดกันได้ว่า หัว” ที่ว่าไม่สามารถจะหาได้ ก็ต้องรื้อระบบแนวดิ่งที่ว่านั้น กระจายหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้ที่มีองค์ความรู้อย่างแท้จริง จัดการ-ใช่หรือไม่

ถ้าน้ำขนาดนี้ คุกคามเราอีกในปีหน้า เราจะยังขัดแย้งกันบ้าง วางเฉยกันบ้าง เพราะไม่ใช่เรื่องของกู แต่เป็นความเดือดร้อนของมึง อย่างนี้กันอีกหรือไม่?

จริง หรือไม่ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ในองคาพยพของรัฐบาล ทำงานอยู่กับน้ำมานาน จนกลายเป็นนานเกินไป ข้อมูลที่อยู่ในมือ ความรู้สึกที่อยู่ในใจ กลายเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” ไปแล้วหรือ?

ตำราเรื่องน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนของไทย เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2515 ไม่มีแม้แต่คำว่า เอลนิโญ-ลานินญา” อยู่ใช่หรือเปล่า?

ยกเครื่องเรื่องระบบระบายน้ำแล้ว ต้องไม่ลืมยกเครื่องเรื่อง “คน” ด้วย!

พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ ให้สัมภาษณ์กาย เทเลอร์ เอาไว้ใน เวิร์ลด์ โพลิติก รีวิว ว่า อุทกภัยครั้งนี้คุกคามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยตรง

เขา อ้างคำบอกเล่าของ 2 รัฐมนตรีในสังกัดรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่า นายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทยจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้อีกราว 2 เดือน หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา โดยอาศัยประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่เพียงบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยังใช้ภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ไปในทางที่ผิด คือใช้เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง

รัฐมนตรีทั้งสองบอกกับแชมเบอร์เอาไว้ว่า พวกเขาไม่คิดว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรอดพ้นจากการอภิปรายดังกล่าว

การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นตามมา คนใกล้ตัวนายกฯจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของไทยแทน

ผมคิดถึงเรื่องนี้ขณะจับตามองชายหนุ่มทอดแหอยู่กลางซอย

เขายังไม่ได้ปลาสักตัว ได้แต่ “ขยะ” หลายชิ้น แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทอดแหต่อไป

ผมได้แต่แอบหวังอยู่ในใจว่า สาวแหขึ้นมาคราวหน้า เขาจะได้ “ขยะการเมือง” ขึ้นมาทิ้งสักหลายๆ ชิ้น!!

หน้า 22,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2554

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 7, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

คิดได้ไง(วะ)ซูเปอร์สกายวอล์ค ถาม(กรู)รึยัง? เอา ‘ทางเท้าบนดิน’หรือ’ลอยฟ้า’…อดิศักดิ์ ลิมปรุงพัฒนกิจ

เป็นบทความของคุณอดิศักดิ์ ที่ผมโคตชอบ…ครับ

จริงๆ ผมบ่นกับคนรอบข้างมานานแล้ว ว่าโคตอายตัวเองเลย ที่ผมดัน เลือก คุณชาย แกมาเป็น ผู้ว่าฯ กทม….กลุ้มใจฉิบ…เลย เลือกผิดคน

………………………………………………………………………………………………………….

ผมขออนุญาตผู้อ่านคอลัมน์นี้สักครั้งเถอะขอสบถดังๆ จั่วหัวไม่สุภาพ “คิดได้ไง (วะ)” กับโครงการซูเปอร์สกายวอล์คของผู้ว่า

กรุงเทพมหานครของเรา “คุณชาย ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ที่ช่างคิดมากๆ จะให้คนกรุงเทพฯ เลิกเดินทางเท้า “บนดิน” ไปเดินทางเท้า “ลอยฟ้า” ความยาว 50 กิโลเมตร โดยจะลงทุนด้วยเงินของพวกเรามโหฬารภายใน 3 ปี รวมประมาณ 15,000 ล้านบาท

“ผู้ว่า กทม.ของเรา” คุณชายสุขุมพันธุ์บอกว่าโครงข่ายทางเดินลอยฟ้าหรือซูเปอร์สกายวอล์ค (Super Skywalk System) ของ กทม.ต้องการคืนสิทธิอันพึงมีของคนเดินถนนให้เดินเท้าได้อย่างสะดวกสบาย ไร้สิ่งกีดขวาง รวมทั้งยังมีความปลอดภัยระดับหนึ่ง เนื่องจากมีไฟฟ้าและกล้องวงจรปิดตลอดเส้นทาง รวมระยะทางกว่า 50 กิโลเมตร

โครงข่ายทางเดินลอยฟ้าจะแบ่งเป็นสองเฟส คือ เฟสแรกจะสร้างครอบคลุมถนนสุขุมวิทเกือบทั้งสาย  เริ่มจากซอยนานาไปถึงซอยแบริ่ง ระยะทาง 12 กิโลเมตร ถนนรามคำแหง ระยะทาง 1.3 กิโลเมตร และวงเวียนใหญ่ฝั่งธนบุรี ระยะทาง 1 กิโลเมตร  รวมระยะทางทั้งสิ้น 16 กิโลเมตร โดยจะเริ่มก่อสร้างในเดือน มี.ค. 2554 แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2555 ใช้งบประมาณก่อสร้าง 5,200 ล้านบาท
เฟสที่สองมีแผนก่อสร้างปี 2555-2557 ครอบคลุมพื้นที่ถนนราชดำริ  สีลม สาทร  เพชรบุรี  รามคำแหง ทองหล่อ  เอกมัย  พหลโยธิน  กรุงธนบุรีและบางหว้า รวมระยะทาง 32 กิโลเมตร  คาดว่าจะใช้งบประมาณก่อสร้าง 10,000 ล้านบาท รวมระยะทางทั้งหมดประมาณ 50 กิโลเมตรหรือเฉลี่ยกิโลเมตรละ 300 ล้านบาท
เริ่มจากประเด็น “สิทธิของคนเดินถนน” ก็เป็นวิธีคิดที่เข้าขั้นผิดอย่างมหันต์แล้ว
ถูกต้องแล้วที่ “ผู้ว่า กทม.ของเรา” รู้จักคำนึงถึง “สิทธิอันพึงมีของคนเดินถนน”
แต่ขอถามหน่อยเถอะว่า ทำไม “ผู้ว่า กทม.ของเรา” ไม่ทำหน้าที่ไปทวง “สิทธิอันพึงมีของคนเดินถนน” ของคนกรุงเทพฯ ที่ถูก “นายกรัฐมนตรีของเรา” และรัฐบาลลิดรอนไปจากโครงการประชาวิวัฒน์ โดยตั้งเป้าจะทำให้จุดผ่อนปรนหาบเร่ 250 จุด ที่เดิมเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้องของ กทม.ที่ปล่อยปละละเลยให้มีหาบเร่แผงลอยยึดพื้นที่ “ทางเท้า “ของคนกรุงเทพฯ ไปจนเกือบหมดในย่านสำคัญๆ กลายเป็น “สถานที่ตั้งหาบเร่แผงลอย” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มิหนำซ้ำ กระทรวงการคลังยังจะให้ธนาคารของรัฐปล่อย “เงินกู้” ให้ไปขยายกิจการเสียอีก

อย่าอ้างว่า “หาบเร่แผงลอย”เป็นวัฒนธรรมการค้าแบบไทยๆ จำเป็นจะต้องปล่อยให้มีต่อไปเพื่อช่วยให้เป็น “เสน่ห์กรุงเทพฯ”
ผมไม่ได้เถียงว่า “หาบเร่แผงลอย” เป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของมหานครอย่างกรุงเทพฯ ที่เมืองอื่นๆ ไม่ค่อยได้เห็น แต่การปล่อยให้วางหาบเร่เกะกะบนทางเท้าโดยไม่มีการจัดระเบียบให้เป็นที่เป็น ทาง คือ “วัฒนธรรมไร้ระเบียบ” ที่ในที่สุดจะทำลาย “เสน่ห์กรุงเทพฯ” และเป็นการ “ลิดรอน” สิทธิของกรุงเทพฯ ในการเดินบน “ทางเท้า” ที่ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า “ทางเท้า “ไม่ใช่” ทางทำมาหากิน”
เมื่อ “ผู้ว่า กทม.ของเรา” บอกว่าจะสร้างซูเปอร์สกายวอล์คเพื่อทดแทนทางเท้า นั่นหมายความว่า ต่อไปนี้ผู้ว่า กทม.ของเราจะปล่อยให้แม่ค้าหาบเร่ยึด “ทางเท้าของคนกรุงเทพฯ” ไปทั้งหมดหรือเปล่า
คนกรุงเทพฯ ไม่มีสิทธิเดิน “ทางเท้าบนดิน” อีกต่อไปแล้วใช่หรือเปล่า

คุณชายสุขุมพันธุ์คงไม่เคยลงไปเดิน “ทางเท้า” ในย่านการค้าใจกลางเมืองหลายๆ ถนนว่ายังคงเหลือ “สิทธิบนทางเท้าของคนกรุงเทพฯ” กี่มากน้อยกัน จึงไม่ได้เข้าใจ “ความรู้สึกของคนกรุงเทพฯ” เอาเสียเลยว่าคับอกคับใจแค่ไหนและคงไม่มีใคร “บ้า” จะไปเดินทอดน่องบน “ซูเปอร์สกายวอล์ค” จากซอยแบริ่งถึงซอยนานาความยาว 12 กิโลเมตร

หรือว่า “ผู้ว่า กทม.ของเรา” คนนี้จะเป็น “คุณชายผู้ว่าไม่ติดดินไม่ลุยงาน” ตามเสียงนินทากันทั่วศาลา กทม.จริงๆ จึงไม่รู้สึกรู้สากับการถูกลิดรอนสิทธิบนทางเท้าของคนกรุงเทพฯ ครั้งใหญ่จากรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์
สิ่งที่ “ผู้ว่า กทม.ของเรา” ควรจะทำอันดับแรก คือ เป็นตัวแทนของคนกรุงเทพฯ เดินนำหน้า “ทวงคืนสิทธิ” การเดินบนทางเท้าของคนกรุงเทพฯ คืนมาจากโครงการประชาวิวัฒน์ แล้วเชื่อเถอะจะมีคนกรุงเทพฯ ให้การสนับสนุนคุณชายสุขุมพันธุ์อึงมี่
แล้วเสนอโครงการปรับปรุง “ทางเท้า” ตลอดแนวถนนใหญ่ๆ ใจกลางเมืองให้ใหญ่ขึ้นและสะดวกขึ้นสำหรับคนกรุงเทพฯ ในการเดินทางหรือออกกำลังกาย  และจะยิ่งดีไปใหญ่หาก “ผู้ว่า กทม.ของเรา” จะสานต่อแนวคิด “Bicycle Way” หรือทางสำหรับการขี่จักรยานทั่วกรุงเทพฯ ที่มีคนเสนอกันหลายครั้งแต่ กทม.ไม่เคยรับลูกทำจริงจังสักครั้ง

ผมคิดว่างบประมาณในการปรับปรุง “ทางเท้าบนดิน” บนถนนสุขุมวิททั้งสายจากซอยแบริ่งถึงซอยนานาความยาว 12 กิโลเมตร เพื่อ “คืนสิทธิคนกรุงเทพ” ในการใช้ “ทางเท้า” น่าจะน้อยกว่าการสร้าง “ทางเท้าลอยฟ้า” ใต้รางรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ใช้เงินถึงกิโลเมตรละ 300 ล้านบาท หรือ 3,600 ล้านบาท
รวมทั้งหาทางเอาสายไฟระโยงระยางเกะกะตลอดแนวถนนสุขุมวิทลงใต้ดิน ให้หมดหรือจัดการใหม่ไม่ให้รกหูรกตาเป็น “ทัศนะอุจาด” น่าจะทำให้ถนนสุขุมวิทที่เคยเป็น “ถนนสวยงาม” แห่งหนึ่งของการขยายกรุงเทพฯ ย่านตะวันออก แล้วเกิด “ทัศนะอุจาด” มีรางรถไฟฟ้าบีทีเอสตั้งผ่ากลางตลอดถนนที่คนกรุงเทพฯ ยอมรับไปแล้วว่าจำเป็นต้องแลกกับการแก้ปัญหาจราจรของถนนสุขุมวิทได้ไปค่อน ข้างมาก จนไม่มีคนกรุงเทพคนไหนออกปากบ่นอีกว่ารางรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ตั้งกลางถนน สุขุมวิทเป็น “ทัศนะอุจาด” อีกต่อไป

แต่ถ้าหากถามต่อไปว่าคนกรุงเทพฯ จะยอมให้เกิด “รถไฟลอยฟ้า” กลางถนนสายใหญ่ๆ ของกรุงเทพฯ หรือเปล่า คงได้คำตอบชัดเจนว่าควรจะทำ “รถไฟฟ้าใต้ดิน” มากกว่า แม้ว่างบประมาณลงทุนจะแพงกว่า “รถไฟลอยฟ้า” หลายเท่าก็น่าจะคุ้มกับการรักษา “ภูมิทัศน์” ของเมืองหลวงของเราไม่ให้ “ทัศนะอุจาด” ไปมากกว่านี้
คุณชายสุขุมพันธุ์เคยถาม “คนกรุงเทพฯ” หรือยังว่าระหว่าง “ทางเท้าบนเดิน” กับ “ทางเท้าลอยฟ้า” คนกรุงเทพฯ ต้องการอะไรมากกว่ากัน ผมเชื่อโดยไม่ต้องทำสำรวจเลยว่าเกินกว่า 70-80% จะไม่มีทางเห็นด้วยกับการสร้าง “ทางเดินลอยฟ้า” เมื่อเปรียบเทียบกับการนำเงินลงทุน 15,000 ล้านบาทมาปรับปรุง “ทางเท้าบนดิน” บนถนนสายหลักๆ ของกรุงเทพมหานครให้เป็น “ทางเท้า” จริงๆ เสียทีไม่ใช่ “ทางวางหาบเร่แผงลอย”
ลองโยนไอเดียไปให้สถาปนิก ครีเอทีฟ นักออกแบบ นักภูมิสถาปัตย์และคนกรุงเทพฯ ที่อยากให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองสวยต่อไป ฯลฯ ระดมไอเดียว่าจะปรับปรุงทางเท้าให้คนเดินสะดวกกับการแบ่งปันพื้นที่ให้กับ พ่อค้าแม่ค้าหาบเร่อยู่ร่วมกันได้อย่างไร
ผมเชื่อมั่นว่าคงไม่เหลือวิสัยจะสร้างสรรค์ออกมาทำให้ทุกคนอยู่ ร่วมกันได้  โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณ 15,000 ล้านบาทที่ผู้ว่าสุขุมพันธุ์ ตั้งไว้แล้วน่าจะเหลือด้วยซ้ำในการพัฒนาปรับปรุงภูมิทัศน์ “ทางเท้าบนดิน” ระยะทาง 50 กิโลเมตรให้สามารถ “แบ่งปัน” ใช้ประโยชน์ได้กับทุกฝ่าย แล้วน่าจะทำให้ “เสน่ห์กรุงเทพฯ” เพิ่มมากยิ่งขึ้นเสียอีก
หากมองในเชิงวิถีชีวิตแล้วโครงการ “ซูเปอร์สกายวอล์ค” น่าจะเป็นโครงการ “แบ่งแยก” คนกรุงเทพฯ ให้เกิดชนชั้นมากกว่าการเสริมสร้างความรู้สึก “แบ่งปัน” ในการใช้ประโยชน์จาก “ทางเท้า” เพื่อทำให้ทุกชนชั้นดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างมีความสุขตามวิถีคนเมืองหลวง
ผู้ว่าสุขุมพันธุ์คงจะไม่เข้าใจวิถีชีวิตของคนกรุงเทพฯ ที่ส่วนใหญ่ยังเป็น “มนุษย์เดินดิน” กินข้าวแกง จากหาบเร่แผงลอย จึงมุ่งมั่นในการ “แบ่งแยก” พื้นที่การใช้สอยระหว่าง “ทางเท้าบนดิน” ให้กลายเป็นพื้นที่ทำมาหากินของหาบเร่แล้วสร้าง “ทางเท้าลอยฟ้า” หวังจะให้เป็นพื้นที่ทางเดินของคนกรุงเทพฯ ที่ปลอดจากหาบเร่วางเกะกะ
เศร้ามากยิ่งขึ้นเมื่อได้ฟังจากปากผู้ว่าสุขุมพันธุ์ยกตัวอย่าง “พื้นที่อโศก” ว่าในปี 2520 มีผู้พักอาศัยและทำมาหากินในย่านนี้ประมาณ 50,000 คน  แต่ปัจจุบันมีผู้คนเข้ามาอาศัยในพื้นที่มากถึง 1 ล้านคนต่อวัน  เพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า  ซึ่งระบบสาธารณูปโภคทุกอย่างมีการขยายและพัฒนาหมด  เว้นแต่ “ทางเท้า” ที่ยังเท่าเดิม
ผู้ว่าสุขุมพันธุ์เคยไปเดินในย่านอโศกในแต่ละวันบ้างหรือ เปล่าว่าผู้คนแถวนั้นที่บอกว่าแต่ละวันมีผู้คนเข้ามามากถึง 1 ล้านคน  จะมีสักเท่าไรกันอยากจะให้ กทม.สร้าง “ทางเท้าลอยฟ้า” เพื่อให้เดินเล่นไปในย่านอโศกที่มีปัญหาใหญ่กว่านั้น คือ ปริมาณรถยนต์วิ่งเข้าออกผ่านไปมามากกว่า “พื้นที่ผิวจราจร” ทำให้ปัญหา “รถติด” สาหัสในย่านนี้แทบจะตลอดทั้งวันเป็นปัญหาใหญ่สาหัสกว่ากับการไม่มี “ทางเท้า” เดินไปเดินมาในย่านอโศก
อยากให้ลองคิดคำนวณเอาเงินงบประมาณสร้าง “ทางเดินลอยฟ้า” มาหาทางตัดถนนทะลุซอยทางลัดหรือขยายพื้นที่ถนนอโศกให้รองรับปริมาณรถยนต์ที่ วิ่งเข้าวิ่งออกย่านธุรกิจสำคัญอีกแห่งหนึ่งของกรุงเทพฯ  น่าจะ “ตรงใจ” เสียงส่วนใหญ่ 1 ล้านคนที่ผู้ว่า กทม.บอกว่าเข้ามาทำงานพักอาศัยในพื้นที่อโศกแต่ละวัน
เอาอีกประเด็นที่ออกจากปาก “ผู้ว่า กทม.ของเรา” ที่ทำให้ผมต้องอุทานคำไม่สุภาพออกมาว่า “คิดได้ไงวะ”  ผู้ว่า กทม.มั่นใจว่าโครงข่ายใหม่ทางเท้าลอยฟ้าจะเป็นแรงจูงใจให้คนเลือกเดิน  แทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวแถมไม่ต้องกลัวแดดกลัวเปียก เชื่อมโยงกับระบบขนส่งมวลชนสาธารณะอย่างรถไฟฟ้า ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ
ผู้ว่าสุขุมพันธุ์ท่าจะเป็นพวกไม่ “ติดดิน” ยังเป็นผู้ดีตีนแดงจริงๆ  ทำไมจะต้องคิดแทนคนกรุงเทพฯ ว่า “กลัวแดดกลัวเปียกฝน”
ทำไมวิธีคิดเป็น “มิติเดียว”  ควรจะลอง ลงมา “เดินดิน” ถามชาวบ้านแถวซอยนานาว่าวิธีไหนจะทำให้คนกรุงเทพฯ เอารถยนต์ส่วนตัวเก็บไว้ที่จอดรถหากต้องการไปซอยอโศกน่าจะได้ไอเดียดีๆ มากกว่าคิดแทนว่า “กลัวแดดกลัวฝน” เช่น
1. อยากให้ กทม.สร้างซูเปอร์สกายวอล์คใต้รางรถไฟฟ้าบีทีเอส เพราะพวกเราคนกรุงเทพฯ เป็นคนผิวบางกลัวแดดกลัวฝน
2. อยากให้ กทม.ปรับปรุงพัฒนา “ทางเท้าบนดิน” ให้กว้างขวางไม่มีหาบเร่เกะกะแล้วทำร่มเงาเพื่อให้เหมาะกับการเดิน
3. อยากให้ กทม.สร้างระบบขนส่งมวลชนสาธารณะระยะสั้น  เช่น รถรางไฟฟ้าระยะสั้น รถเมล์ระยะสั้นวันเวย์ ฯลฯ
เงินงบประมาณ 15,000 ล้านบาท น่าจะทำอะไรได้ประโยชน์มากมายและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าสร้าง “ซูเปอร์สกายวอล์ค” 50 กิโลเมตร เพื่อ “คืนสิทธิทางเท้า” ให้คนกรุงเทพฯ เช่น  เงินก้อนนี้น่าจะสร้างคอนโดเพื่อ “คุณภาพชีวิต” ชุมชนแออัดได้ไม่น้อยกว่า 50 อาคาร  เงินก้อนนี้น่าจะเวนคืนที่ดินใจกลางกรุงเทพมหานคร เพื่อ “พื้นที่สีเขียว” สวนสาธารณะได้อีกหลายร้อยไร่ เงินก้อนนี้น่าจะปรับปรุงและสร้างเพิ่ม “โรงเรียน สถาบันการศึกษา มหาวิทยาลัย กทม.” ยกระดับ “ทุนมนุษย์” เงินก้อนนี้น่าจะทำให้กรุงเทพเป็นเมืองที่มีระบบไฮสปีดอินเทอร์เน็ตคลุม พื้นที่มากที่สุดในโลก ฯลฯ
คนกรุงเทพฯ และคนที่เข้ามาอาศัยในกรุงเทพฯ-ปริมณฑลรวมแล้วไม่น่าจะน้อยกว่า 10 ล้านคน น่าจะ “ช่วยกันคิด” แทนผู้ว่า กทม.ของเราคนนี้ที่ดูเหมือนจะ “สิ้นคิด” อับจนปัญญาในโครงการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนเมืองหลวง จนต้องไปสร้าง “ทัศนะอุจาด” ให้เมืองหลวงของเรา และยัง “แบ่งแยก” คนกรุงเทพฯ มากกว่าหาหนทาง “แบ่งปัน” ให้ดำรงอยู่ด้วยกันได้

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/re-think/20110227/379278/%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B9%84%E0%B8%87%28%E0%B8%A7%E0%B8%B0%29%E0%B8%8B%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B9%8C%E0%B8%84-%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1%28%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B9%29%E0%B8%A3%E0%B8%B6%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87–%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%B2-%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%9F%E0%B9%89%E0%B8%B2.html

 
1 ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 27, 2011 in บทความ, เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

ภาพบรรยากาศ อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา

DSC02808

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02812

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02806

 

 

 

 

 

 

 

 

DSC02814

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 19, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

งานเสวนา “วันวาน วันนี้ วันพรุ่งนี้ ของอาคารโรงพิมพ์คุรุสภา”

อาคารโรงพิมพ์คุรุสภา หรือ โรงเรียนช่างพิมพ์วัดสังเวช สร้างขึ้นในปี พ.ศ.๒๔๖๘ เป็นอาคารแบบบาวเฮาส์ หรือ International Style ทรงตัว L ที่เป็นฝีมือคนไทยหลังแรกๆ ของโลก เป็นสถานที่ฝึกสอนช่างพิมพ์แห่งแรกในประเทศไทย เป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของการศึกษาในประเทศไทย เพราะตำรา หนังสือเรียน และหนังสือวรรณคดีสำคัญของชาติ ไม่ว่าจะเป็น พระอภัยมณี ขุนช้างขุนแผน อิเหนา รามเกียรติ์ ฯลฯ ล้วนเคยผ่านการพิมพ์จากโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้

เมื่อกระทรวงศึกษาธิการหมดสัญญาเช่าพื้นที่กับกรมธนารักษ์ และได้ย้ายโรงพิมพ์ไปอยู่ที่โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว อาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้จึงถูกทิ้งร้างในปี พ.ศ.๒๕๓๘ กรมธนารักษ์จึงมีแผนรื้ออาคาร ทว่าชาวชุมชนบางลำพูได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์พื้นที่แห่งนี้ จึงร่วมกันต่อสู้เพื่อคัดค้านการรื้ออาคาร ประกอบกับการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนทั้งกลไกเด็กเยาวชน และกลไกชุมชนให้มีความเข็มแข็ง มีจิตสำนึกในการรักษ์และหวงแหนชุมชน จนกระทั่งเกิดการรวมตัวเป็นประชาคมบางลำพู และสามารถผลักดันจนสามารถขึ้นทะเบียนอาคารโรงพิมพ์คุรุสภาแห่งนี้เป็นโบราณสถาน จากกรมศิลปากร ในปี พ.ศ.๒๕๔๔

ปัจจุบัน ประชาคมบางลำพูได้ผลักดันให้ทุกภาคส่วนเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์อาคารแห่งประวัติศาสตร์แห่งนี้ กรมธนารักษ์จึงได้ยุติโครงการรื้ออาคารเป็นที่เรียบร้อย และหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคมได้เล็งเห็นความสำคัญของการปรับปรุงอาคารดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์กับส่วนรวม เช่น การพัฒนาเป็นศูนย์ศิลปวัฒนธรรมพระสุเมรุ ซึ่งจะช่วยเพิ่มคุณค่าให้แก่อาคาร และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับพื้นที่อีกด้วย

ด้วยเหตุนี้ ประชาคมบางลำพูจึงได้ร่วมกับเครือข่ายชุมชนเมืองเก่า เขตพระนคร และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูเมืองเก่าด้วยการมีส่วนร่วมของประชาชน ได้ร่วมกันจัดงานสัมมนาเพื่อกระตุ้นให้ภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะชุมชน เยาวชน ที่อยู่ในบางลำพูเข้ามามีส่วนร่วมในการวางทิศทางการใช้ประโยชน์อย่างเห็นคุณค่าในฐ่านะที่โรงพิมพ์คุรุสภา ถือเป็นมรดกวัฒนธรรมที่สำคัญของชาติ

วัน เวลา สถานที่จัดเสวนา

อาทิตย์ที่ ๑๘ ตุลาคม ๒๕๕๒ เวลา ๑๕.๓๐ -๑๘ .๐๐ น.
ณ สวนสาธารณะสันติชัยปราการ ถนนพระอาทิตย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

ผู้ร่วมเสวนา

๑. อาจารย์กมล สุวุฒิโฑ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
๒. คุณเสือชนะ สุดเจริญ ผู้อำนวยการเขตพระนคร
๓. คุณครูสุดจิตต์ ดุริยประณีต ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง
๔. อาจารย์จุฬา สุดบรรทัด นายกสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม
๕. คุณอรศรี ศิลปี ประธานประชาคมบางลำพู
๖. คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย ชมรมเกสรลำพู
ดำเนินรายการโดย อาจารย์วีรบูรณ์ วิสารทสกุล คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สนใจติดต่อสอบถามและสมัครได้ที่ คุณปานทิพย์ ลิกขะไชย โทร. ๐๘๙-๖๖๖-๔๙๗๐

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 15, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ทำไมต้องเลือก “แก้วสรร” สำหรับ กรุงเทพฯ

ใกล้วันเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. เข้ามาทุกที ในการเลือกตั้งครั้งก่อน ผมได้เขียนบทความ บริหารกรุงเทพฯ…. เพื่อชี้ให้เห็นว่า เมืองอย่างกรุงเทพฯ ควรมองและทำอะไรบ้าง (ซึ่งก็เป็นเพียงบางส่วนเท่านั้น) ภายใต้เงื่อนที่ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้ ผมเห็นว่า

อ.แก้วสรร อติโพธิ คือ ทางเลือกใหม่ ที่มีคุณภาพและมีคุณสมบัติ (เท่าที่เป็นตัวเลือกสำหรับผู้สมัครผู้ว่าฯ) ที่จะมาจัดการกับ เมือง กทม. อย่างแท้จริง หากถามผมว่า แล้ว อ.แก้วสรร ที่ ผมเชียร์ มีอะไรดี  ผมจะขอ อธิบาย อ.แก้วสรร ในมุมมของผมสักเล็กน้อย

มือบริหารในภาครัฐกิจ : อ.แก้วสรร ผ่านงานบริหารองค์กรรัฐและโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านมาหลายโครงการ นับตั้งแต่ เอเชี่ยนเกมส์ของธรรมศาสตร์ หรือ SME ในระยะแรกๆ

มุมมองต่อการพัฒนา : อ.แก้ว น่าจะเป็นผู้สมัครเพียงคนเดียว ที่ชัดเจนที่มองและระบุ ถึงองค์ประกอบของการพัฒนา ได้แก่ ภาพในหัวคิด / กลไกที่จะมาขับเคลื่อน กลไกที่จะมาดำเนินการ /สาธารณะที่สนใจงานส่วนร่วม และ เครื่องมือในการทำงานกับประชาชน

อีกทั้ง น่าจะเป็นเพียงผู้สมัครเพียงไม่กี่คนที่จะทำอะไร จะปรับปรุงอะไร หากบริเวณนั้น มีผู้คนอยู่ ต้องถามเขา ต้องคุยกับเขา ต้องดึงเขาเข้ามามีส่วนร่วม  อ.แก้ว ไม่เคยขายฝัน ที่อยากทำให้เขตทรงวาด เป็นมรดกโลก โดยไม่รู้ว่า แล้วคนทรงวาดคิดเห็นอย่างไร อ.แก้ว น่าจะเป็น

น่าจะยังเป็นเพียงผู้สมัครคนเดียว ที่ เคารพสิทธิการตัดสินใจของปัจเจกและชี้ให้เห็นความจำเป็นที่จะต้องอยู่ร่วมเป็นสังคมใหญ่

พ้นไปจากมิติในการมองมนุย์ มุมมองการพัฒนา พื้นที่ / โครงสร้างสาธารณูปโภค – สาธารณูปการ ก็โดดเด่นไม่น้อย เพราะสิ่งที่ อ.แก้ว มอง ไม่ได้มอง เรื่องเหล่านี้เป็นชิ้นๆ เป็นอันๆ แต่ มองมันเป็น ส่วนประกอบของเมืองใหญ่ โดยมองที่ภาพใหญ่ มองที่เนื้อเมืองของ กทม. ก่อน ซึ่งเมือมองเมืองจากมุมสูง ก็ย่อมเห็นความพร่อง และล้นเกิน ของงานพัฒนาพื้นที่และโครงสร้างขนาดใหญ่

มุมมองต่องานบริการสังคม : อ.แก้ว เป็นผู้สมัครเพียง 1-2 คน ที่ไม่เคยขาย การ “บริการฟรี” ของภาครัฐ โดยไม่คำนึงถึงที่มาของงบประมาณ และผลกระทบที่จะเกิดจากการบริการฟรี  อีกทั้งยังชัดเจนที่ทำให้เห็นถึงมุมมองของการร่วมทำงานบริการระหว่างรัฐท้องถิ่นกับชุมชน ผ่านการมีกลไกการจัดการทั้งในรูป คณะกรรมการ มูลนิธิ กองทุน รวมถึง การมี public space ขนาดพอเหมาะกับการเข้าถึงและการจัดการของกลไก

มุมมองต่อการบริหารท้องถิ่น : ด้วยความเป็น ผู้สมัครอิสระ จึงรอดพ้นจากการต้องอ้างอิงการเมืองใหญ่ นั่นทำให้ ความเป็นอิสระในการบริหารเมืองศูนย์กลางของโลกอย่าง กทม. มีความ SMART และเด็ดขาดมากพอ อีกทั้งความเป็น นักกฎหมายที่ผ่านประสบการณ์มาอย่างมากมายในการจัดการการคอร์รัปชั่น ทำให้ อ.แก้ว เป็นเพียงคนเดียวที่ชัดเจนที่จะปรับการบริหารจัดการท้องถิ่นเสียใหม่ ไม่ว่าจะเป็นดึงการมีส่วนร่วมจากชุมชน หรือการใช้กฎหมายจัดการ….นั่นทำให้ผู้สมัครคนนี้ เอ่ยปากว่า หากจัดการได้ จะมีงบอีกหลายพันล้านที่จะเอามาใช้พัฒนากรุงเทพฯ ให้ลูกหลาน

ในฐานะมนุษย์ที่มีอายุเดินเข้าใกล้เลข 40 เมื่อฟัง ผู้สมัครหลายคนตอบคำถามว่า วันเด็ก ในฐานะ ผู้ว่าฯ ท่านจะทำอะไรให้กับ เด็กและเยาวชน บ้าง   

อ.แก้วสรร ก็เป็น ผู้สมัครเพียงคนเดียวที่กล้าบอกว่า ผมจะมองเขาไปในดวงตาของคนที่เป็นพ่อ เป็นแม่ ของเด็กและเยาวชน เป็นผู้ใหญ่ในเมืองใหญ่แห่งนี้ แล้วถามพวกเขาว่า พวกคุณจะทำอะไรให้ ลูกหลาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น หรือจะปล่อยให้ลูกหลาน เติบโตอย่างทุกข์ยากในเมืองที่เสี่ยงภัยแห่งนี้

ผมฟังแล้วอึ้งครับ…..นี่ละครับ เบอร์ 12 แก้วสรร อติโพธิ

 
 

ป้ายกำกับ: , ,