RSS

Tag Archives: เศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์

Harvard: journal subscription fees are prohibitive

อะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เมื่อ HV ประกาศ ไม่สนับสนุนการพิมพ์บทความลงในวารสารที่เสียตังค์

Harvard: journal subscription fees are prohibitive

Harvard Library says it can no longer afford the vast cost of academic journal subscriptions, and has advised staff at the university to support open access publishing instead. In a memorandum posted on the website of Harvard University, the world’s richest academic institution, the Faculty Advisory…

 

9pcs87mm-1335250595Publishers have made journal subscriptions prohibitively expensive, says Harvard Library. Frederik Questier, Yanna Van Wesemael

 

Harvard Library says it can no longer afford the vast cost of academic journal subscriptions, and has advised staff at the university to support open access publishing instead.

In a memorandum posted on the website of Harvard University, the world’s richest academic institution, the Faculty Advisory Council has accused large journal publishers of making the current system prohibitively expensive and academically restrictive. “This situation is exacerbated by efforts of certain publishers (called “providers”) to acquire, bundle, and increase the pricing on journals,” the council wrote.

Subscription prices for online content from two publishers have increased by 145% over the past six years, far in excess of not only the consumer price index but also the higher education and the library price indices, the council said in its memorandum. The annual cost to the university for journals is now close to $3.75 million, which is more than 20% of all periodical subscription costs and just under 10% of all collection costs for everything the library acquired in 2010.

“Some journals cost as much as $40,000 per year, others in the tens of thousands,” the council wrote.

It conceded that “scholarly output continues to grow and publishing can be expensive”, but said the publishing industry’s profit margins of 35% and more suggested that “the prices we must pay do not solely result from an increasing supply of new articles.

“It is untenable for contracts with at least two major providers to continue on the basis identical with past agreements. Costs are now prohibitive. Moreover, some providers bundle many journals as one subscription, with major, high-use journals bundled in with journals consulted far less frequently.”

The memorandum advises faculty staff and students to “make sure that all of your own papers are accessible by submitting them to DASH in accordance with the faculty-initiated open-access policies [and] consider submitting articles to open-access journals, or to ones that have reasonable, sustainable subscription costs; move prestige to open access.”

The comments by Harvard, which last year reported an endowment of $32 billion, are likely to heap more pressure on journal publishers, who are already under fire from a growing community of angry researchers. Elsevier, which publishes more than 2,000 titles, is the target of a boycott by more than 10,000 academics worldwide.

Some funding bodies, such as Australia’s National Health and Medical Research Council (NHMRC), have begun to mandate that all research carried out with grants they provide be made available for free within a certain period of time – in the case of the NHMRC, 12 months – after initial publication.

But in an interview with The Conversation this week, outgoing Australian Research Council (ARC) boss Margaret Sheil said the ARC had no plans to follow suit.

Among other reasons, forcing researchers to cover the cost of editing and preparing their work for publication in a free journal would place an unfair financial strain on them, Professor Sheil said.

But Peter Suber, the Director of the Harvard Open Access Project, and a Senior Research Professor of Philosophy at Earlham College, said that Professor Sheil’s comments revealed “deep misunderstandings”.

In a comment posted online, he wrote that Professor Sheil “thinks OA [open access] mandates require grantees to publish in OA journals. They don’t. They require grantees to deposit their peer-reviewed manuscripts in OA repositories. There are good reasons not to mandate gold OA (through journals), and she lists some. But that’s why there are no gold OA mandates anywhere in the world. All OA mandates require green OA (through repositories), and she gives no reasons to oppose them.”

He went on to write that Professor Sheil “thinks OA mandates interfere with the commercialization of patentable discoveries. But this problem has long been solved and the solution is easy. Write the [mandate] policy so that it only applies to published articles. Grantees who have reasons to wait before publishing (e.g. so they can apply for a patent) can wait. When they voluntarily choose to publish, the policy kicks in.”

http://theconversation.edu.au/harvard-journal-subscription-fees-are-prohibitive-6659

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

Practical Utopia สัมภาษณ์ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์”

Siam Intelligence Unit และรายการ Practical Utopia สัมภาษณ์พิเศษ “พันศักดิ์ วิญญรัตน์” อดีตประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี 2 สมัย คือ รัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ และ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

พ่อของเขาเคยเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่ของธนาคารกรุงเทพ พันศักดิ์จบการศึกษาด้านกฎหมายจากอังกฤษ เคยทำงานอยู่ในสหรัฐนับสิบปี หลังกลับมาเมืองไทยใหม่ๆ พันศักดิ์เคยเริ่มทำหนังสือพิมพ์ “จตุรัสรายสัปดาห์” และภายหลังเป็นบรรณาธิการของหนังสือพิมพ์ Asia Times (ปัจจุบันปิดตัวไปแล้ว) นอกจากนี้ยังเป็นผู้ก่อตั้งศูนย์สร้างสรรค์งานออกแบบ (TCDC) องค์การมหาชนที่ดูแลด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์และการสร้างมูลค่าเพิ่มในสินค้าไทย

อ่านประวัติอย่างละเอียดของพันศักดิ์ได้จาก Political Base

ถอดความจากวิดีโอสัมภาษณ์

อะไรเป็นแรงจูงใจของการทำหนังสือ “จัตุรัส” ในอดีต

ผมอยากปลดปล่อย (unfreeze) ประวัติศาสตร์เอเชียอาคเนย์ ซึ่งถูกแช่แข็ง (freeze) โดยการล่าอาณานิคมของฝรั่งเศส (french colonialism) และตามด้วยยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงของสหรัฐ (US strategic will) ในภูมิภาค

ความสัมพันธ์ของเรากับลาว เขมร เวียดนาม ถูกตีความผ่านมหาอำนาจของโลก ดังนั้นการแกะ puzzle แรกของภูมิภาค ก็ต้องทำให้เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่ไม่มีสงครามระหว่างกัน

คุณพันศักดิ์มีบทบาทอะไรบ้างในนโยบาย “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า” ในสมัยรัฐบาลคุณชาติชาย

ช่วยคิด ช่วยอธิบาย ช่วยบอกท่านว่าความหมายของมันคืออะไรบ้าง

ผมเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่าผมเป็นคนให้คำปรึกษา แต่คนที่รับความเสี่ยง (take risk) จริงๆ คือคนที่รับคำปรึกษาไปทำ เพราะฉะนั้นความดีต้องยกให้คนตัดสินใจ เพราะฉะนั้นอย่ามาพูดถึงผมมาก

จากที่เคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีมาพอสมควร เห็นอะไรมาบ้าง

คุณชาติชายอยากจะ manage กระทรวงกลาโหม ก็ถูกเตะไป นั่นหมายความว่าการทำหน้าที่เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” นั้นเป็นการหลงผิด เป็นภาพลวงตาในทะเลทราย เพราะในความเป็นจริงคุณไม่ใช่นายกรัฐมนตรีไทยใน “นิยามปกติ” ของคำว่านายกรัฐมนตรี

คุณอภิสิทธิ์ก็เจอปัญหานี้แล้ว เจอว่าคุณอภิสิทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่เรียกว่า “นายกรัฐมนตรีไทย” จริงหรือไม่

คิดว่าทำไมรัฐบาลที่เคยให้คำปรึกษา จึงถูกรัฐประหารถึง 2 ครั้ง เป็นเพราะคุณพันศักดิ์ไปทำงานที่คุกคามใครเข้าหรือเปล่า?

คุณชาติชายให้ผมเข้าไปในฮานอยตอนที่ B52 กำลังบอมบ์อยู่ ผมไปคุยกับเวียดนามว่าคนไทยอยากสานเสวนาด้วย ในช่วงที่อเมริกันกำลังถอนตัวจากเวียดนาม งานของผมคุกคามประเทศไทยตรงไหน งานของผมทำให้ธนาคารทหารไทยสามารถเปิดสาขาที่ไซ่ง่อนได้ตอนที่สงครามเลิก มันคุกคามตรงไหน คงไม่ใช่ผมมั้ง

ผมว่าที่เค้ามีปัญหากัน มันเป็นเรื่องทัศนคติของอำนาจ (perception of power) มันไม่เกี่ยวอะไรกับผมเลย

รัฐประหารเมืองไทย ผมสองในเท่าไรนะ สิบกว่า? คุณก็ต้องไปถามคนอื่นด้วยนะ ไปถามเขาด้วยว่าทำอะไรถึงโดน

ถ้าผมไม่ถูกรัฐประหารสิ น่าสนใจมากเลย คนที่เคยครองอำนาจอยู่ มีความเป็นเหตุเป็นผล (get rational) และเข้าใจอนาคต ผมโดนรัฐประหารก็หมายความว่า it stays the same ก็เท่านั้น

มันเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสังคมไทยด้วยหรือเปล่า

หรือว่าอาจมีคนบางกลุ่มเห็นว่า “ความชัดเจนในการมองอนาคต” ที่ผมให้คำแนะนำไป มันคุกคามเขาด้วย นี่เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับผมเหมือนกัน

หรือว่าสังคมไทยต้องการให้ผู้คนกระแดะปริญญาโท ปริญญาเอกกัน โดยให้ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็น ”หน้าตา” ของคนไทย แต่ไม่อยากให้มีความเข้าใจในเนื้อหา ก็เท่านั้น

หรือไม่อยากให้วิเคราะห์พุทธศาสนาให้ทะลุ ถ้าคนไทยคนไหนวิเคราะห์พุทธศาสนาได้ทะลุจนคุกคาม “ความเป็นอยู่ปกติ” ของสังคมไทย มันไม่ได้

ผมว่าเราอยู่อย่างนั้นน่ะอยู่ได้ มีแต่ form ไม่ต้องมี substance เราอยู่ได้ ถ้าเราแค่ “รับทำของ” ไปเรื่อยๆ เรายอมเป็นประเทศที่เอาส่วนเกินของการผลิต (surplus) มาชดเชยความล้มเหลวของภาคการเกษตร (agriculture failure) เพราะนั่นเป็นสิ่งที่สังคมไทยเคยชินในการหาเศษหาเลยจาก failure ถ้าเกิดภาคเกษตรไทยไม่มี failure สักสิบปี รายได้ของโครงสร้างสถาบันไทยต่างๆ จะมีปัญหา

แต่ในขณะเดียวกัน ความล้มเหลวของโลกตะวันตก ในยุโรป เกิดขึ้นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างชีวิตในหมู่บ้านกับชีวิตในเมืองมีปัญหาใน การผ่องถ่ายแรงงานกันไม่ได้ การปฏิวัติอุตสาหกรรมของยุโรปตะวันตกช่วยเปลี่ยนสภาพ “ไพร่” มาเป็น “แรงงาน” แต่กลับไปสู่ความเป็นไพร่ไม่ได้ อันนี้มีคำถามว่าเป็นทิศทางของประเทศจีนปัจจุบันหรือเปล่า?

Pansak

แบบนี้เมืองไทยควรมีโครงสร้างทางสังคมอย่างไรครับ

วิธีการของเราก็คือ ต้องพยายามเชื่อมระหว่างการเป็นชาวไร่ชาวนากับการเป็นคนงานไปได้เรื่อยๆ ผ่องถ่ายไปได้เรื่อยๆ และจะทำแบบนี้ได้เราต้อง “อัพเกรด” ชีวิตเกษตรในเชิงคุณภาพของการผลิต (qualitative change in production value)

ตอนนี้ความสามารถในการผ่องถ่ายกันระหว่างแรงงานในโรงงานกับชาวไร่ชาวนาก็ มีอยู่บ้างแล้ว ทั้งที่รัฐบาลไม่ได้ไปแตะต้องเลย ถ้าหากคุณไปคุยกับคนขับแท็กซี่ เขาก็จะบอกว่าปีนึงจะหยุดขับแท็กซี่สองหรือสามหน เพื่อกลับไปดูแลไร่นาของเขา เสร็จแล้วก็กลับมาขับแท็กซี่ต่อ

เมื่อเร็วๆ นี้มีวาณิชธนกิจไปสัมภาษณ์แผนการลงทุนของกลุ่มเซ็นทรัล เขาบอกว่าเปิดเซ็นทรัลในขอนแก่น ในอุดร ในจันทบุรี อะไรพวกนี้ ทีแรกเปิดแบบไม่ค่อยมีคุณภาพ ตอนหลังเปลี่ยนให้มันหรูเลย เอา Patek Phillippe แท้เรือนละล้านกว่าไปขายที่ขอนแก่น ปรากฎว่าขายหมดเลย คนก็เดินห้างกันใหญ่เลย

คุณคิดว่าใครไปเดินห้างพวกนี้? ก็ “ไพร่ขอนแก่น” คนพวกนี้เป็นกลุ่มคนที่เริ่มมีกิจการขนาดเล็กของตัวเอง

เราสามารถเชื่อมโยงเรื่องนี้กับการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงได้หรือเปล่า

คุณจะเห็นปรากฎการณ์ (phenomena) ของเสื้อแดงที่ราชประสงค์ ถ้ามองด้วยการวิเคราะห์สังคม พวกนี้มักจะมาโดยมีรถญี่ปุ่น รถกระบะ มากันหมด มีป้าคนหนึ่งให้สัมภาษณ์ในประชาไท บอกว่าเอารถจักรยานของหลานมาขายเพื่อเป็นทุนในการมาร่วม คุณจะเห็นว่าคนพวกนี้มีสินทรัพย์ (asset) และคนพวกนี้ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในนโยบายทางการเมือง ในแบบที่ทำให้เขาสามารถสร้างรายได้จากสินทรัพย์เหล่านี้ โดยผ่านขบวนการของเสื้อแดง

ขบวนการเสื้อแดงเป็นการเคลื่อนไหวแบบมาร์กซิสต์หรือเปล่า ไม่ใช่เลย ผมเรียกว่ามันเป็น “Petite Bourgeoisie Thai Style” (นายทุนน้อยแบบไทยๆ)

พวกเสื้อแดงเนี่ยมีแรงบันดาลใจ (inspiration) และความหวัง (aspiration) ที่อยากถือกระเป๋าหลุยส์วิตตองแบบคนเสื้อเหลือง เราจะเห็นได้จากมุขที่พูดกันบนเวทีที่ราชประสงค์ว่า “ถ้าทหารบุกมาแล้วจะชี้ให้ดูว่าหลุยส์วิตตองอยู่ตรงไหน” โอ้โห คนอีสานที่มาร่วมชุมนุมเป็นหมื่นๆ มันเฮ

เอ คนเสื้อแดงที่เป็นไพร่ที่ถูกเรียกว่าควาย ทำไมรู้จักหลุยส์วิตตองวะ

ระบอบการปกครองในอุดมคติของคุณพันศักดิ์

ระบบอะไรก็ได้ที่คุณอยากจะเป็น แต่ต้องคิดให้ทะลุว่าระบบนั้นสามารถสร้างมูลค่า (value creation) ให้กับสังคมได้หรือไม่ สร้างส่วนเกิน (surplus) มาชดเชยกับสิ่งที่คุณเรียกว่าพันธะทางศีลธรรม (moral obligation) ของรัฐได้หรือไม่ และถ้าได้ก็มีคำถามต่อไปว่า “at what cost?”

ที่ผมเสนอประชาธิปไตยก็เพราะว่าต้นทุน (cost) มันน้อยที่สุด

ประชาธิปไตยหมายความว่ามีต้นทุนในการคัดเลือกสิ่งที่เป็นมูลค่าต่ำ (low cost selection of value) และ cost นั้นถูกผลักไปที่ประชาชน ไม่ใช่ที่รัฐ

ความล้มเหลวทางการเมือง (political failure) จะทำให้เกิดต้นทุนไปยังสมาชิกของพรรคการเมืองที่เลือกตั้งแพ้ ไม่ใช่เกิดต้นทุนไปยังรัฐ

ประชาชนจะตอบสนองต่อนโยบายที่ผิดพลาด (policy failure) โดยการเตะนักการเมืองออกไป ตัวอย่างก็อย่างพรรคแรงงานของอังกฤษ อยู่มาตั้งสองสามสมัย โดนเตะออกไปโดยคนที่เคยเลือกพรรคนี้เอง

มีมุมมองต่อระบบเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง

เราต้องยอมให้ประชาชนมี “สิทธิ์ที่จะเสี่ยงและเสียภาษี” เพิ่มขึ้น เราต้องเสริมพลังในการจ่ายภาษีให้ประชาชน

ถ้าเรารีดภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% จากกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ เช่น ธนาคารกรุงเทพ ซีพี ปูนซีเมนต์ไทย ฯลฯ เพียงอย่างเดียว จะมีบริษัทระดับนี้อยู่สักกี่รายกันเชียวในเมืองไทย ประเทศเพื่อนบ้านเรารีดภาษีนิติบุคคลน้อยกว่าเราตั้งเยอะ คุณคิดว่าถ้าทำแบบนี้เราจะไปไหวเหรอ? ก็ต้องรีดจากไพร่ใช่มั้ย

ทีนี้จะรีดจากไพร่ได้ยังไง มีทางเดียวคือต้องเพิ่มพลังในการเสียภาษีให้กับไพร่ จะได้สามารถลดภาษีของบริษัทลงได้

คนที่เสียภาษีเค้ามีศักดิ์ศรีนะ คนที่เสียภาษีเค้ามีพลังที่จะเสี่ยง และต้นทุนในการเสี่ยงก็เป็นของพวกเขาเอง ไม่ใช่ของรัฐ เป็นการโอนย้ายความเสี่ยงในการหารายได้จากรัฐมายังประชาชน

วิธีคิดของสังคมไทยมีธรรมาสน์เทศน์ 2 ธรรมาสน์ อันแรกคือ “ธรรมาสน์คุณธรรม” เทศน์ไปไม่รู้เนื้อหาอยู่ตรงไหน อีกอันคือ “ธรรมาสน์ MBA” ทั้งสองอันเหมือนกันคือเนื้อกลวง อย่างธรรมาสน์ MBA กำลังพังฉิบหายในยุโรป ในอเมริกา วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ปีครึ่ง อเมริกาพิมพ์แบงก์มาเกือบตายปีครึ่ง แก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลย

เราชอบพูดกันนักว่าตลาดต่างประเทศวูบวาบ เราต้องสร้างการบริโภคในประเทศ (domestic growth) ไหนบอกหน่อยสิว่าทำไง ไม่เห็นมีใครพูดว่าจะสร้าง domestic growth ได้ยังไง

การที่ผมให้ไพร่มีศักดิ์ศรี (dignity) ในชีวิต คุณไม่เรียกนั่นเป็นคุณธรรมสูงสุดเหรอ

การสร้างมูลค่า (value creation) เป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่ระดับจุลภาค (micro) ขึ้นไปจนบนสุด รัฐมีหน้าที่เตรียมเครื่องมือ (facilitate) ให้กับการสร้างมูลค่า รัฐไม่มีหน้าที่ดูถูกดูหมิ่นไพร่ว่าเป็นควาย หน้าที่ของรัฐคือเตรียมโครงสร้างให้เกิดปริมาณภาษีทั้งหมดที่เพียงพอ (volume collection of tax)

คุณพันศักดิ์เคยพูดถึงยุทธศาสตร์กางเขนหัวกลับ (Reversed Cross) ที่มีรถไฟจีนกับถนนของญี่ปุ่น ตอนนี้ยังมีความเห็นอย่างไรบ้าง

(หมายเหตุ: อ่านรายละเอียดเรื่องยุทธศาสตร์ Reversed Cross ได้จากบทความ พันศักดิ์ วิญญรัตน์: ยุทธศาสตร์ Reversed Cross สำหรับประเทศไทยในทศวรรษหน้า)

Reversed Cross ไม่ใช่ยุทธศาสตร์ (strategy) แต่เป็นความจริงทางลอจิสติกส์ (logistic reality) ซึ่งมีผลกระทบที่จับต้องได้โดยตรง (tangible impact) กับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

รถไฟจะช่วยลดต้นทุนของโครงสร้างพื้นฐานของประเทศได้มหาศาล คนจะย้ายออกไปอยู่นอกเมือง เรื่องอะไรผมจะอยู่กรุงเทพ ผมต้องทำตัวแบบคนนิวยอร์ก มีแฟลตเท่ารูหนูอยู่ในเมืองสำหรับตอนไปดูโอเปร่าแล้วต้องค้างคืนเท่านั้น แต่บ้านจริงๆ อยู่ที่คอนเนคทิคัตแทน

ประเด็นของเราคือจะส่งออกรายได้ของเมือง (income of metropolitant area) ออกไปยังชนบทได้อย่างไร ตอนนี้มันทำได้บ้างในตอนสุดสัปดาห์จากการออกต่างจังหวัดของคนเมือง

แต่อีกหน่อยถ้ารถไฟออกมาจากคุณหมิงแล้ว กรุงเทพจะทำอย่างไร where is your role?

คุณจะห้ามจีนมาเปิดธนาคารตามเส้นทางรถไฟนี้หรือ บริษัทการเงิน การขนส่งและสต๊อกสินค้า เราจะห้ามไม่ให้เขาเข้ามาหรือ

หมายความว่าบทบาทในฐานะศูนย์กลางของกรุงเทพจะหายไป กรุงเทพต้องหาบทบาทใหม่ของตัวเองโดยเร็วที่สุด ก่อนจะหมดความสำคัญลงไป ก่อนสิบปีจะผ่านไป

พูดถึงรถไฟที่เชื่อมอาเซียนในแนวดิ่งไปแล้ว มองถนนของญี่ปุ่นที่จะเชื่อมอาเซียนในแนวขวางอย่างไร

ญี่ปุ่นใช้กระบวนการให้ทุนผ่านองค์กรต่างๆ เช่น อาเซียน เอเปก เพื่อเอาเงินมาสร้างถนนวิ่งไปยังทวาย เพื่อเชื่อมทางทะเลไปยังมาดราส (เมืองเชนไนในอินเดีย)

ญี่ปุ่นเขาบอกว่าเมืองไทยจะเอายังไงกับถนนก็เอาเสียทีเถอะ

ตอนนี้ญี่ปุ่นหิ้วเศรษฐกิจไทยอยู่ คุณรู้ใช่ไหม ถ้าเราถือว่า GDP ของเรา 65% มาจากการส่งออก ใน 65% นี่คุณคิดว่าเกิดจากบริษัทขนาดใหญ่ที่สุด 1,000 บริษัทของญี่ปุ่นสักเท่าไร หมายความว่ารายได้ของข้าราชการไทยถูกหิ้วโดยเพื่อนญี่ปุ่นของผมนะ ชีวิตคุณจะเป็นอย่างนั้นไปเรื่อยๆ เหรอ

อีกหน่อยถ้าเราส่งออกไปเมืองจีน คิดเป็น 30% ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด ถ้าเกิดเรามีปัญหากับจีน การส่งออกลดลง อาจจะสัก 10% พอ คุณยุ่งไหม ดังนั้นตรงนี้ต้องเอาการบริโภคในประเทศมาสร้างสมดุล

รัฐจึงมีหน้าที่ต้องสร้างการลงทุนที่จะก่อให้เกิดการสร้างมูลค่าภายใน ประเทศ และนี่เป็นนโยบายด้านความมั่นคงที่สำคัญของประเทศ ไม่ใช่นโยบายด้านเศรษฐกิจนะ เป็นนโยบายด้านความมั่นคง (security policy)

ประเทศไทยควรวางตัวอย่างไรในภูมิภาคเอเชีย

เราจะเป็นตัวกลาง เมืองไทยควรหัดทำตัวเป็นเลบานอน ในสมัยก่อนที่จะฆ่ากันในยุค 1960s

เลบานอนคืออะไร? คือผู้ดี เป็นที่ที่อาหาร ผลไม้อร่อย วัฒนธรรมเมดิเตอร์เรเนียนสุดยอด เป็นที่ที่อาหรับกับยิวมา “เกี๊ยะเซียะ” กัน ขายของกัน เป็นที่ที่ทุกคนเอาเงินมาฝาก ธนาคารของเลบานอนครั้งหนึ่งเคยมั่งคั่งมาก ถือเป็นกลุ่มประเทศอาหรับที่เคยรวย

เราต้องทำตัวเป็นเลบานอนในสมัยนั้น ให้ความสะดวกทั้งญี่ปุ่นและจีน มาบริหารทรัพย์สินของตัวเองได้อย่างสงบสุขในประเทศไทย แล้วเราก็เกาะทั้งถนนและทางรถไฟ เอามาช่วยสร้าง domestic growth ของเราเองด้วย เป็นหนทางในการสร้างการเติบโตในประเทศ

แต่เราต้องนิ่ง นิ่งกับเพื่อนบ้านให้หมด อย่าแสดงความคลั่งชาติ เพื่อนบ้านก็อย่าคลั่งชาติ เราก็ไม่คลั่งชาติ ทั้งเวียดนาม ไทย ลาว เขมร

กลับมาที่นโยบายในสมัยทักษิณบ้าง นโยบายอย่าง “ประชานิยม” ถูกวิจารณ์มากว่าทำให้คนเป็นหนี้ มีคำอธิบายต่อเรื่องนี้อย่างไรครับ

ผมพูดเมื่อสิบกว่าปีก่อนว่า ผมอยากให้ชาวไร่ชาวนาไทยมีความสามารถในการเป็นหนี้อย่างมีคุณภาพ (ability to have quality debt) แหม โกรธผมกันใหญ่ หาว่าผมทารุณโหดร้ายกับชาวไร่ชาวนา อยากให้ชาวไร่ชาวนามีหนี้

ถามหน่อยในทางเศรษฐศาสตร์ว่าถ้าทุกคนไม่มีหนี้ ไม่มีผลผลิตส่วนเกิน (surplus) จะเกิดอะไรขึ้น

Interviewing with Pansak Interviewing with Pansak

มีเคล็ดลับอะไรบ้างในการคิดนโยบายที่โดนใจประชาชนเป็นอย่างมาก

เอาง่ายๆ นโยบายปกติที่มาจากสภาพัฒน์ (NESDB) มันเป็นนโยบายที่มหภาคมาก ประชาชนก็เบื่อ เราก็รู้ว่าคนเบื่อ และในขณะที่คนมีพัฒนาการตลอดเวลา แต่กลับถูกกีดกัน (alienate) จากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นเราต้องเข้าไปสัมผัสสิ่งที่เขาทำ (function) และหวัง (hope) อยู่ในชีวิต ที่ผ่านมาเราได้แต่สร้างความหวังระดับมหภาคมากๆ (super macro hope) มันเลี่ยน คนก็เบื่อ คนต้องการสิ่งที่จับต้องได้ เป็นรูปธรรม อันนี้คุณทักษิณก็รู้ ยิ่งไปต่างจังหวัดยิ่งชัด

เราก็แค่ทำนโยบายออกมาให้ตรงกับสิ่งที่เขาทำอยู่และหวังอยู่ ให้เป็นรูปธรรม และต้องสามารถอธิบายได้ในทางการเงินการคลัง

สังคมไทยตอนนี้มีความขัดแย้งกันมากทุกระดับชั้น คุณพันศักดิ์มองเรื่องนี้อย่างไร

เอาอย่างนี้ดีกว่า เราทำยังไงให้คนมุสลิมที่เคยถูกดูถูกว่ากินกาแฟ เล่นนกเขา ขี้เกียจ วันๆ ไม่ทำอะไร มีประสิทธิภาพในการทำระเบิดที่กดด้วยอิเล็กทรอนิกส์ได้ เอ๊ะ กระทรวงศึกษาไม่ได้สอนซะหน่อย โรงเรียนสอนศาสนาก็ไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้นต่อมคิด ต่อม passion ให้กลายเป็นคนที่มีความสามารถและทักษะด้านนี้ ห้าหกปีที่ผ่านมาตายไปสี่พันกว่าคน ปีนึงเกือบพันกว่าคน

ระเบิดที่นนทบุรี ใช้ปุ๋ยยูเรีย อ้าว ระเบิดมึงทำไมไม่ไปขโมยมาจากกองทัพล่ะ เอ๊ะ ทำไมขยันถึงขนาดนี้ ทำขึ้นเอง อะไรไปกระตุ้นให้หัดทำอย่างที่คนมุสลิมเขาหัด

คุณต้องตั้งคำถาม ธรรมดาเค้าต้องไปขโมยระเบิดในกองทัพไม่ใช่เหรอ ง่ายดี ประเด็นไม่ใช่ไประเบิดตัวเองหรือระเบิดใคร ประเด็นอยู่ที่ว่า เอ๊ะ อะไรเกิดขึ้นในสังคมแบบพุทธ ซึ่งมีคนมุสลิมอยู่ข้างเคียง ทำไมคนสร้างระเบิดเก่งขึ้นจมเลย ทั้งที่ระบบการศึกษา สังคมไม่ได้สอน อะไรไปกระตุ้น passion ในการเรียนทักษะเหล่านี้

แล้วสังคมเราจะอยู่อย่างนี้น่ะเหรอ มีคนเรียนการสร้างระเบิดด้วยยูเรีย เพื่อแสดงถึงความต้องการทางการเมืองของตัวเอง

คิดจะกลับสู่วงการการเมืองอีกเหรือเปล่า?

มีคนถามผมว่าจะกลับไปวงการเมืองอีกไหม ไม่แล้ว เหตุผลว่าไม่แล้วเพราะอะไร? ก็ให้พวกคุณเนี่ย เมืองไทย Next Generation, Go on Man! ไม่งั้น “ตาแก่คนนี้เอาอีกแล้ว”

Pansak

หมายเหตุในการแปล: บทถอดเทปนี้ได้ปรับแก้สำนวนการให้สัมภาษณ์ของคุณพันศักดิ์บางส่วน โดยเพิ่มคำแปลภาษาไทยสำหรับคำศัพท์ภาษาอังกฤษ เพิ่มคำขยายและเปลี่ยนวิธีการเรียงคำในประโยคเป็นบางจุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายขึ้น รวมถึงเพิ่มเนื้อหาในส่วนที่ไม่มีในวิดีโอด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เพื่อความสมบูรณ์ของเนื้อความ

ด้วยข้อจำกัดในการแปลนี้ อาจส่งผลให้บทถอดเทปสูญเสียความหมายหรืออารมณ์ดั้งเดิมของการสัมภาษณ์ในฉบับ วิดีโอไปบ้าง ทางทีมผู้จัดทำขออภัยล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

http://www.siamintelligence.com/pansak-interview/

 

ป้ายกำกับ: , , , ,

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ : จาก Thailand to Siam โดย วรากรณ์ สามโกเศศ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เศรษฐกิจสร้างสรรค์ (creative economy) มุ่งสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมูลค่าให้แก่สิ่งที่เรามีอยู่แล้วโดย ใช้สติปัญญาและความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ซึ่งในระยะยาวเหมาะสมกว่าเศรษฐกิจที่พึ่งพิงการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ (factory economy) เพื่อแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ในการสร้างมูลค่าเพิ่มดังกล่าวสังคมไทยเรามีมรดกวัฒนธรรมเป็นฐานมากมาย

การ เพิ่มมูลค่าให้แก่ไม้ไผ่ท่อนหนึ่งด้วยการระบายสีเป็นลายไทยงดงามและเจาะรู เป็นกล่องออมเงิน ทำให้เกิดงานและรายได้ และถ้าผู้ซื้อได้รับคำอธิบายว่าลายไทยดอกบัวนั้นมีความหมายที่ลึกซึ้งเพราะ ดอกบัวเป็นต้นแบบของมือสองข้างที่พนมเข้าหากันซึ่งเป็นกิริยาของการไหว้สิ่ง ที่เคารพนับถือ ท่อนไม้ไผ่นั้นก็จะมีความหมายยิ่งขึ้น

ศิลปวัฒนธรรมเป็นฐานของการสร้างกิจกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่สำคัญยิ่ง และสังคมไทยมีวัตถุดิบเช่นนี้อยู่มากมาย

คน ต่างชาติน้อยคนมากในโลกที่รู้ว่า Thailand กับ Siam นั้นเป็นประเทศเดียวกัน จำนวนไม่น้อยออกเสียง Thailand ว่า Thigh-land (ดินแดนแห่งต้นขา) ด้วยซ้ำ เนื่องจากสะกดด้วย Th บ้างก็ได้ยินว่าเป็น Taiwan

เคยพบคนต่างชาติ หลายคนที่ตื่นเต้นมากเมื่อรู้ว่าชื่อเก่าของ Thailand นั้นคือ Siam พวกเขารู้สึกว่าชื่อ Siam นั้นมีเสน่ห์ของประวัติศาสตร์เพราะเขารู้จัก Siamese Cats (แมวสีสะหวาด) Siamese Twins (อินจัน แฝดจากแดนสยามผู้ถูกนำไปออกแสดงในสหรัฐอเมริกา มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2354-2417) เป็นอย่างดี

เขารู้จัก Siam จากละครบรอร์ดเวย์ King and I ซึ่งต่อมาถูกนำไปสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อ 50 กว่าปีก่อน ชื่อ Siam จึงให้ความรู้สึกที่ฝรั่งเรียกว่า exotic สำหรับเขา และเป็นชื่อที่ “ขาย” ได้สำหรับคนตะวันตกที่มีการศึกษา

ประเทศ ของเราเปลี่ยนชื่อจาก Saim (สยามหรือสยามประเทศ) เป็น Thailand (ประเทศไทย) ในปี พ.ศ.2482 มีฝรั่งล้อเลียนว่าเป็น Toyland หรือมีชื่อคล้ายประเทศที่ได้รับอิสรภาพใหม่ในแอฟริกา เช่น Swaziland

ผู้ รับผิดชอบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของไทยอย่ามองข้ามประเด็น Siam และการเคยเป็น Venice of The East ของกรุงเทพมหานคร (ควรรีบมองข้าม Siamese Talks ซึ่งมีความหมายของการที่ปากและใจไม่ตรงกัน รู้จักกันดีสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง)

ทำไมเราจึงไม่ป่าวประกาศ ให้โลกรู้ว่าเราคือ Siam เราเป็นแหล่งกำเนิดของ Siamese Cats และ Siamese Twins และ “หากิน” เชิงสร้างสรรค์จากจุดนั้นต่อไป ปัจจุบันผู้คนในโลกชื่นชมโบราณสถานและสถานที่ประวัติศาสตร์ ก็ด้วยเหตุที่ว่ามันสร้างความมั่นใจเชิงจิตวิทยาให้แก่ตนเอง เนื่องจากเรื่องราวมันจบสิ้นไปแล้วอย่างแน่นอน รู้ว่ามันเป็นจริงอย่างที่เห็น ซึ่งต่างจากโลกเป็นจริงที่หาความแน่นอนอะไรไม่ได้เลย จนทำให้ขาดความมั่นคงในจิตใจ

ทำไมของที่ระลึกเราจึงไม่มีภาพ Siamese Cats (มีเว็บไซต์ขายชื่อแมวไทยเพราะๆ ก็หาเงินได้) หรือ Siamese Twins หรือภาพยนตร์ประวัติศาสตร์โยงใยเข้ากับความเป็นสยามประเทศเพื่อ “ขาย” คนต่างชาติ เช่น แหม่มแอนนาผู้เคยถวายพระอักษรรัชกาลที่ 5 หรือมีหมู่บ้านสมัยโบราณย้อนยุคให้พักหรือเที่ยวชมหรือถ่ายรูปเล่น

เอา ละเมื่อเปลี่ยนเป็น Toyland แล้ว เราก็ยังมีมรดกวัฒนธรรมอีกมากมายให้ “หากิน” เชิงเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ เรามีมวยไทย (จริงๆ คนในอุษาคเนย์ก็ชกมวยแบบนี้แต่เราเอามาทำให้เป็นเรื่องเป็นราวก่อนคนอื่น ชาวโลกจึงรู้จักมวยไทย) ที่ควรเอามาทำให้เป็นมาตรฐานเหมือนยูโด เทควันโด ฯลฯ ถ้าไหว้ครูเป็น เตะเป็น พอป้องกันตัวเองได้ก็เอาสายมงคลขาวไปก่อน แต่ถ้าเก่งกล้ามากขึ้นจนชกมวยได้ครบทุกท่วงท่าก็เอามงคลสีดำไป

เรามี นวดแผนไทย (เราเอาของอินเดียมาปรับปรุง) อาหารไทย ข้าวหอมมะลิไทย ผลไม้ไทย ผัดไทย ไหมไทย ปลากัดไทย หมาไทยหลังอาน ทั้งหมดนี้มีคำว่า Thai ควบคู่ไปด้วยทั้งสิ้น และเป็นสิ่งที่ชาวโลกรู้จัก นอกจากนี้เรามีหมาพันธุ์บางแก้ว (ดุได้ประทับใจ) พลอยจันทบุรี (เรื่องราวยังอยู่ถึงแม้จะขุดหมดไปแล้วก็ตาม) star sapphire ไก่ชนพันธุ์พื้นเมือง สมุนไพร ฯลฯ

เรามีเมืองที่ชาวโลก รู้จัก เช่น เชียงใหม่ ภูเก็ต สมุย หาดใหญ่ กระบี่ พัทยา หัวหิน ฯลฯ เช่นเดียวกับน้ำปลาไทย (ส่งออกไปเวียดนาม) ซอสศรีราชา (ถ้าไม่ใส่ชื่อนี้คนเวียดนามไม่นิยม) เหล้าแม่โขง ฯลฯ

ความ คิดริเริ่มสร้างสรรค์จะสร้างมูลค่าเพิ่มได้มากมายด้วย “วัตถุดิบ” เหล่านี้ ถ้าสามารถสร้าง “นางนาคพระโขนง” ให้เป็น “ผีแห่งอาเซียน” ได้ก็รวยไม่รู้เรื่อง (ไม่รู้ว่าจะมีผีอื่นดุกว่านางนาคไหมในแถบนี้ แต่สำหรับผู้เขียนแล้วยังไม่เห็นผีตัวใดดุได้เท่า) แค่ลักษณะ “ตายทั้งกลม” หรือ “ตายท้องกลม” (ไม่ใช่ “ตายทั้งกรม” คือตายตั้งแต่อธิบดียันภารโรง) ก็น่ากลัวจนกินผีฝรั่งขาดแล้ว

คนญี่ปุ่นเกือบทุกคนในวัย 30 เป็นต้นไปรู้จักยามาดะ นากามาซ่า หรือออกญาเสนาภิมุข (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.2133-2173) ซามูไรในสมัยอยุธยากันทุกคน (คนญี่ปุ่นในไทยสมัยนั้นมักเป็นชาวคริสต์ เพราะถูกขับไล่จนอยู่ในญี่ปุ่นไม่ได้) เพราะอยู่ในหนังสือแบบเรียนของเด็กญี่ปุ่นมายาวนาน เรื่องราวของยามาดะโลดโผนตื่นเต้นสำหรับเด็กญี่ปุ่นมากเพราะเป็นซามูไรที่ เก่งกาจ เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่ก็ตายเพราะถูกวางยาพิษ คนไทยที่สร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สนุก รับรองฮิตในญี่ปุ่นแน่นอน

รูป ปั้นยักษ์ของไทยตัวจริงที่วัดโพธิ์และวัดอรุณราชวราราม และที่สนามบินสุวรรณภูมิได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวเสมอ เรื่องราวเบื้องหลังยักษ์หลายตนที่เล่าขานอาจกลายเป็นตำนานให้คนไทยหากินได้ อีกนาน ดังเช่นเรื่องราวของสะพานข้ามแม่น้ำแควที่กาญจนบุรี

ถึงแม้ “กระทิงแดง” ในต่างประเทศจะไม่ใช่ของไทย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า “กระทิงแดง” ที่มีผู้ดื่มนับพ้นล้านขวดต่อปีทั่วโลกนั้นมีบ้านเก่าอยู่ที่นี่ (ดูหน้าตาของป้ายจะเห็นว่าเป็นกระทิงไทย) เรื่องราวของ “กระทิงแดง” เป็นวัตถุดิบของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่น่าสนใจ

จินตนาการที่ เกิดจากความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เท่านั้นที่จะทำให้ “วัตถุดิบ” อันมีอยู่มากมายของสังคมไทยเหล่านี้กลายเป็นเศรษฐกิจสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ เฉกเช่นเดียวกับที่เกาหลีใต้ได้ทำสำเร็จแล้วอย่างงดงาม

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 12, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

เกษียณเร็วตายช้า เกษียณช้าตายเร็ว

โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th

หัวเรื่องสัปดาห์ นี้ อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยนะครับ แต่ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่อยากจะนำเสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับช่วงอายุของเรา

ทั้งช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการสร้างสรรค์งานใหม่ และช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการเกษียณอายุ

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าในช่วงอายุไหนของเราที่เหมาะที่จะ สร้างสรรค์ หรือคิดค้นผลงานใหม่ๆ หรือช่วงไหนที่จะเหมาะที่จะเกษียณตนเองจากการทำงาน วันนี้ผมจะมาลองนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ว่า เขาได้มีการศึกษาและค้นคว้าเพื่อหาว่าในช่วงอายุไหนของคนเราที่เหมาะสมที่จะ ทำงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรม อีกทั้งช่วงอายุไหนที่จะเหมาะสำหรับการเกษียณตัวเองจากการทำงาน ซึ่งในประเด็นหลังก็มีข้อถกเถียงกันพอสมควรนะครับว่าเราควรจะเกษียณเร็วหรือ เกษียณช้าดี และการเกษียณเร็วหรือเกษียณช้า จะส่งผลต่ออัตราการตายของเราหรือไม่
 

ในยุคปัจจุบันองค์กรต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ นักวิชาการต่างๆ ก็พยายามศึกษาหาแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรเกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ในช่วงอายุไหนของคนเราที่สามารถสร้างสรรค์และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ดีที่สุด มีการศึกษาชิ้นหนึ่งโดย Leo Esaki นักวิจัยรางวัลโนเบล ที่พยายามศึกษาว่าสำหรับนักคิดค้นต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น สิ่งต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นมาที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงอายุไหน สิ่งที่ Esaki ค้นพบ ก็คือ สำหรับนักคิด นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น การค้นพบของนักคิดเหล่านี้นั้น มักจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยแล้วในช่วงอายุ 32 ปี ถึงแม้ว่าบุคคลคนนั้นจะได้รับรางวัลโนเบล หลังจากการค้นพบสิบถึงยี่สิบปี
 

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าช่วงอายุประมาณสามสิบปีบวกลบ จะเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกครับ ว่า เมื่อแต่ละคนผ่านพ้นช่วงที่เหมาะสมที่สุดไปแล้ว อายุมากขึ้น แต่ละคนจะมีประสบการณ์มากขึ้น แต่เมื่อประสบการณ์มากขึ้นแล้วระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ก็จะลดลง ด้วย ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะกับองค์กรต่างๆ ที่เน้นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม กลุ่มบุคคลที่มีอายุประมาณสามสิบจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับการคิดค้น สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร แต่ก็ต้องระวังไว้นิดหนึ่งนะครับว่าข้อสรุปเหล่านี้เป็นการศึกษามาจากผู้ที่ ได้รับรางวัลโนเบลเป็นหลัก ไม่แน่ใจว่าสามารถนำไปใช้ในวิชาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากงานวิชาการได้หรือไม่
 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อายุเกษียณของเราครับว่าเราควรจะเกษียณเมื่อไรดี ผมเองไปเจองานสองชิ้น ที่มีความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอายุเกษียณกับความอายุยืนของเรา ลองมาดูกันนะครับ เผื่อเป็นแนวทางสำหรับการตัดสินใจ งานแรกเป็นของ Sing Lin ที่เขียนงานเรื่อง Optimum Strategies for Creativity and Longitivity โดยเขาได้ศึกษาจากเงินบำนาญ หรือ Pension Fund ของบริษัทหลายๆ แห่งและ พบว่าสำหรับผู้ที่ทำงานและเกษียณอายุที่อายุ 65 จะเสียชีวิตภายในสองปีนับจากเกษียณอายุ มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างอายุที่เกษียณกับอายุเฉลี่ยของการเสียชีวิต และพบข้อมูลที่น่าสนใจและตกใจครับ นั่นคือ ยิ่งเกษียณหรือเลิกทำงานได้เร็วเท่าไร อายุจะยิ่งยืนขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 49 จะมีอายุเฉลี่ยถึง 86 หลังจากนั้น ยิ่งเกษียณช้าลงเท่าไร อายุเฉลี่ยก็จะสั้นลงยิ่งขึ้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 55 จะมีอายุเฉลี่ย 83.2 ผู้ที่เกษียณที่อายุ 60 จะมีอายุเฉลี่ยที่ 76.8 และถ้าเกษียณอายุที่ 65 จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 66.8 เท่านั้นเองครับ เมื่อดูจากตัวเลขแล้วพอจะสรุปได้ว่าหลังจากอายุ 55 ไปแล้ว ยิ่งทำงานยาวออกไปอีกเท่าใด แต่ละปีของการทำงาน จะทำให้อายุสั้นลงถึงสองปี
 

สำหรับสาเหตุที่การเกษียณช้าจะทำให้ตายเร็วนั้น ก็เนื่องมาจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง มักจะนำไปสู่ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งเจ้าความเครียดจากการทำงานนั้น ก็นำไปสู่ความอ่อนแอของร่างกายและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สำหรับผู้ที่เกษียณเร็วโดยเฉพาะพวกที่เกษียณที่อายุ 55 นั้น จะเป็นพวกที่มีฐานะที่ดีอยู่แล้ว หรือมีการวางแผนการเกษียณมาอย่างดี แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เกษียณแล้วอยู่เฉยๆ นะครับ แต่อาจจะทำงานแบบ Part-Time หรือทำงานแบบสบายๆ ไม่เครียด
 

อย่างไรก็ดี ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาโดย Darrell Victor ซึ่งไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุการเกษียณกับอัตราการตายของพนักงานใน บริษัทหนึ่ง พบว่ายิ่งเกษียณอายุเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นผลที่แตกต่างจากงานของ Lin โดยการศึกษาของ Victor นั้น เขาค้นพบว่ายิ่งเกษียณเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากกว่าพวกที่เกษียณอายุช้า แต่ Victor เองเขาก็มีข้อสังเกตไว้เหมือนกันครับว่าสาเหตุที่เกษียณเร็วและเสียชีวิต เร็วนั้น อาจจะเป็นเนื่องจากพวกที่เกษียณเร็วเป็นพวกที่สุขภาพไม่ค่อยดีก็เป็นได้ครับ
 

ไม่ว่าจะเกษียณเร็วตายช้า หรือเกษียณเร็วตายเร็ว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่มีการทำการศึกษาวิจัยมาทั้งสิ้นนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ทุกคนคงต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเกษียณ มีการวางแผนอนาคตของตนเองไว้ล่วงหน้า และทำให้ตนเองไม่เครียดและมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะได้มีการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20101018/358295/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

Creative Economy กับ Creative Classroom

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/settha/20091103/84616/Creative-Economy-กับ-Creative-Classroom.html

ตอนนี้หันไปทางไหนก็จะเห็นแต่ข่าวและบทวิเคราะห์เกี่ยวกับเรื่องของ Creative Economy หรือ “เศรษฐกิจบนพื้นฐานความคิดสร้างสรรค์” ใช่ไหมครับ

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่น่าสนใจมากแต่ก็จำเป็นที่ต้องไปหาความรู้เพิ่มเติมมากพอตัวเหมือนกัน เนื่องจากเป็นเรื่องใหม่สำหรับคนไทยเรา

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่ายินดีที่รัฐบาลชุดปัจจุบันเล็งเห็นความสำคัญและให้การสนับสนุนแนวนโยบายนี้โดยจัดให้มีการเปิดตัวโครงการ เมืองไทย เมืองนักคิด (ครีเอทีฟ ไทยแลนด์) รวมถึงมีความคิดที่จะจัดตั้งองค์กรที่เรียกว่า สำนักงานเศรษฐกิจสร้างสรรค์แห่งชาติเพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงการจัดสรรงบประมาณจากงบกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นวงเงินถึงกว่า 2 หมื่นล้านบาททีเดียวสำหรับวาระเรื่องนี้

John Howkins คือผู้ให้กำเนิดแนวคิด Creative Economy นี้ และเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อแนวคิดทางเศรษฐศาสตร์และการดำเนินธุรกิจอย่างมากตั้งแต่ช่วงหลังปี 2000 เป็นต้นมา โดยเขาเคยกล่าวไว้ว่า “บรรยากาศ” และ “สภาพแวดล้อม” ที่เหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการส่งเสริมเศรษฐกิจรูปแบบนี้ เพราะจะช่วยให้บุคคลได้มีความคิดสร้างสรรค์ และใช้เป็นพื้นที่หรือแรงบันดาลใจสร้างผลงานต่างๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกัน คนอีกกลุ่มที่ยังไม่เกิดความคิดสร้างสรรค์ก็อาจเกิดความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมาได้ หากพวกเขาได้อยู่ท่ามกลางบรรยากาศแบบนี้ 

ในโลกของความเป็นจริงเราก็เห็นประจักษ์กันว่า สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานเอกชนที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ เป็นความพยายามสร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเกิด Creative Economy ในโลกของผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นนโยบายสนับสนุนด้านต่างๆ งานสัมมนา หรือองค์กรที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องนี้เช่น TCDC เป็นต้น ซึ่งผมเชื่อว่าแนวคิด Creative Economy จะต้องใช้เวลาอีกนานในการจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตามยังมีอีกด้านหนึ่งที่ผมอยากลองให้ท่านผู้อ่านพิจารณาดูก็คือ เรื่องของการสร้างบรรยากาศดังกล่าวในโลกของเด็กบ้าง

Howkins เคยบอกไว้ว่าหลักการที่เป็นพื้นฐานสำคัญที่ก่อเกิดความคิดสร้างสรรค์ในเชิงเศรษฐศาสตร์มีอยู่ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ความเชื่อที่ว่าทุกคนสามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้  2. ความคิดสร้างสรรค์ต้องการอิสรภาพในการแสดงออก และ 3. อิสรภาพในการแสดงออกนั้นย่อมต้องการตลาด 

ทีนี้ผมลองเอาแนวคิดดังกล่าวมาประยุกต์คิดกับเรื่องของการเรียนการสอนและระบบการศึกษาของประเทศไทยดู ถ้าเราจะวางรากฐานเพื่อต่อยอดให้โครงการ “เมืองไทย เมืองนักคิด” เราก็ควรที่จะต้องเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ไหมครับ

ต้องขอออกตัวไว้ก่อนว่าผมเองไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษา เพียงแต่ผมอาศัยการสังเกตการณ์เอาเองก็พอจะทราบว่า ปัจจุบันมีสถาบันการศึกษาไล่มาตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลจนถึงอุดมศึกษาที่เป็นทางเลือกมากมายที่มีหลักสูตรแตกต่างกันออกไป ซึ่งผมเชื่อครับว่ายังมีผู้ปกครองอีกหลายท่านที่ติดกับความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าจะต้องเข้าโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงและเป็นที่นิยมให้ได้ โดยอาจจะไม่เคยสงสัยหรือทำความเข้าใจว่าหลักสูตรแต่ละแห่งมีความแตกต่างกันอย่างไร

แต่ผมกลับคิดว่านั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่ถูกต้องเสมอไปสำหรับบุตรหลานของเรา

Howkins เคยกล่าวไว้ว่า “ความคิดสร้างสรรค์ ขึ้นอยู่กับความพยายามของตัวบุคคลในการกล้าที่จะฝัน กล้าเดินออกนอกกรอบ การท้าทาย การไม่เห็นด้วย และการประดิษฐ์” ส่วนนี้คือปัจจัยส่วนบุคคล แต่จากหลักการ 3 ข้อด้านบน ผมมองว่าสิ่งสำคัญอีกส่วนก็คือสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาและหลักสูตรที่ 1. มีการสนับสนุนให้เด็กเชื่อว่าเขามีความคิดสร้างสรรค์อยู่ในตัวหรือไม่  2. ควรสนับสนุนให้เขาได้คิดและทำสิ่งที่เขาคิด ซึ่งจะส่งเสริมให้เขาได้ฝึกฝนและหาความรู้เพิ่มเติมด้วยตัวเอง และจะส่งผลให้เขาเหล่านั้นมีพัฒนาการในศักยภาพด้านต่างๆ อย่างเต็มที่ ตามความถนัดและเหมาะสมของตัวเอง และ 3. มีเวทีหรือพื้นที่ให้เขาได้แสดงออกถึงสิ่งที่คิด

เป็นเสมือนการสร้างความพึงพอใจและความเคารพต่อตัวเขาเอง และช่วยให้เขามีกำลังใจในการคิดและทำต่อ
 ผมไม่ได้จะบอกว่าหลักสูตรการศึกษาแบบใดแบบหนึ่งจะดีกว่าอีกแบบแต่อย่างใด ผมเพียงอยากจะชี้แจงให้ท่านผู้อ่านลองพิจารณากันดูว่า ถ้ารัฐบาลกำลังนำเอาแนวคิด Creative Economy มาเป็นวาระสำคัญของชาติในระยะยาวตามแผนที่วางไว้แล้ว การพัฒนาสังคมเราเพื่อไปในบริบทดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพคงไม่อาจเริ่มจากการปรับเปลี่ยนที่ปลายทางได้เพียงอย่างเดียว

ทำไมเราไม่มองไปถึงทางเลือกในระบบการศึกษา ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญอีกประการหนึ่งสำหรับการเตรียมคุณภาพของประชากรให้พร้อมเพื่อป้อนให้แนวคิดดังกล่าว

ท่านผู้อ่านอาจจำได้ว่าผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับว่า ทำไมประเทศจีนถึงเต็มไปด้วยของที่ลอกเลียนแบบ ก็ด้วยสาเหตุที่ว่าวัฒนธรรมจีนแบบ ศิษย์กับปรมาจารย์ ที่ได้รับการถ่ายทอดจากปรมาจารย์สู่ลูกศิษย์ ต้องรำมวยตามกระบวนท่าให้ถูกต้องตามที่ได้รับการสอนทุกท่า

แต่ปัจจุบันผมได้อ่านเจอว่า บรรดาผู้ปกครองและผู้ที่มีอาชีพในสายการศึกษาในจีนเริ่มให้ความสำคัญกับการพยายามพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในตัวเยาวชนจีนให้มากขึ้นแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจในอนาคตเป็นเรื่องของการพัฒนาไอเดียและความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ หาใช่การลอกเลียนแบบของเดิมในราคาที่ถูกกว่าอีกต่อไปแล้ว
และหากเยาวชนจีนยังได้รับการปลูกฝังด้วยระบบการศึกษาแบบเดิมอยู่ ในอนาคตก็ไม่มีทางที่จีนจะเป็นเจ้าของ Big Idea ได้

เป็นก็เพียงผู้ reproduce เท่านั้น แล้วเราล่ะครับ พร้อมที่จะเปิดใจรับทางเลือกใหม่ๆ สำหรับการศึกษาหรือยัง

 

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 12, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,