RSS

Tag Archives: โกง

โต้ อาจารย์นิธิ : ทำลายประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว โดย..ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์

กระแสทรรศน์ คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย ไพโรจน์ วงศ์วิภานนท์  (มติชนรายวัน 5 ธันวาคม 2555)

ผู้เขียนขอแสดงจุดยืนที่เห็นต่างกับวิธีคิดของ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ (จากนี้ไปจะขอเรียกสั้นๆ ว่านิธิ) ในบทความที่ลงในมติชนเรื่อง “เปลี่ยนประเทศไทยด้วยการรับจำนำข้าว” ขณะเดียวกันก็สังเคราะห์บทความของอาจารย์นิพนธ์และอาจารย์อัมมาร ที่โต้ตอบนิธิ ในความคิดของนิธิ การที่รัฐบาลต้องการที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชาวนาอย่างเป็นกอบเป็นกำ เป็นน้ำเป็นเนื้อในเวลาอันรวดเร็ว ต่างกับที่รัฐบาลในอดีตเคยทำมา เพราะรัฐบาลยิ่งลักษณ์ต้องการพลิกชีวิตของชาวนา โดยวิธีการที่ต่างกับรัฐบาลในอดีต ซึ่งนิธิเชื่อว่ามันจะพลิกแผ่นดิน เปลี่ยนประเทศไทย

นิธิมองว่าการเพิ่มรายได้ให้ชาวนาในระดับนี้ “เป็นการปฏิรูปสังคม” เพราะฉะนั้น เราไม่ควรใช้หลักเกณฑ์หรือวิธีคิดแบบเดิมๆ เช่น รัฐควรจะขาดทุนน้อยๆ เพราะทรัพยากรจำกัด มีค่าเสียโอกาสเสมอ แต่ผลของการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่กว่า มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม นิธิยังอ้างว่าประเทศที่เจริญแล้วทั่วโลก เขาก็ช่วยเหลือภาคเกษตรและชาวนากันมาแล้วทั้งนั้น ไม่เห็นคนรวยหรือชนชั้นกลางเขาเดือดร้อนอะไร คนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการเป็นคนที่น่าสงสาร ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนที่ปฏิเสธรัฐสวัสดิการคงมีน้อยมากไม่ใช่ประเด็นสำคัญ

สิ่ง ที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำก็คือรับซื้อข้าวทุกเม็ดจากชาวนาในราคาที่สูงกว่าตลาด ไว้มากๆ เช่น ประมาณร้อยละ 50-60 ในฤดูกาลผลิตที่ผ่านมา รัฐบาลเมื่อมีข้าวอยู่ในมือแล้ว ควรที่พยายามขาดทุนให้น้อยที่สุด แต่เนื่องจากเป้าหมายหลักที่แท้จริงคือ การเพิ่มรายได้เพื่อให้ชาวนามีชีวิตทางเศรษฐกิจที่ดีขึ้น มีเงินซื้อสินค้าคงทนถาวร ช่วยให้เศรษฐกิจเดินสะพัด ใครจะปฏิเสธว่าไม่ดีได้อย่างไร อีกหน่อยชาวนาฐานะดีขึ้น จำนวนหนึ่งคงหันไปทำอย่างอื่น ไม่เห็นจะต้องน่าวิตกกังวลอะไร เมื่อฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนาดีขึ้น อำนาจทางการเมืองของชาวนา ซึ่งในอดีตไม่ค่อยจะมี ก็จะเพิ่มตามมา ผู้เขียนคิดว่า นิธิคงหมายถึง การส่งผลที่เป็นบวกต่อการพัฒนาประชาธิปไตยด้วย ช่วยลดหรือสยบพลังอำนาจอนุรักษ์ดั้งเดิม อะไรทำนองนั้น

ถ้าผู้เขียน เข้าใจไม่ผิด ถ้าเป็นเช่นนี้ การขาดทุนทางการเงินย่อมไม่ใช่สาระสำคัญ ขาดทุนให้ถึงหลักแสนล้านก็ย่อมได้ สำหรับชาวนาประมาณ 10 ล้านคน คุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม และนิธิก็เชื่อว่า โครงการประกันรายได้ให้ชาวนา เช่น ในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ก็ขาดทุน อาจจะมากกว่าสมัยปัจจุบันด้วยซ้ำ ถ้าการรับซื้อข้าวมาเก็บไว้แล้วมีการทุจริต นิธิก็คิดว่ามันมีการทุจริตกันทั้งนั้นในการแทรกแซงประเภทนี้ ไม่ว่าในรัฐบาลไหน โครงการใหญ่หลวงระดับนี้จะไม่ให้มีการทุจริตได้อย่างไร ปัญหาเหล่านี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์น่าจะอุดช่องโหว่ลดการทุจริต

นิธิเชื่อว่าคนจำนวนหนึ่ง หรือจำนวนมากที่คัดค้านโครงการนี้มีเบื้องหลังหรือ motive ทางการเมืองที่ไม่ดี รัฐบาลไม่ควรไปใส่ใจ นิธิลืมไปว่าในประเด็นหลังนี้ คนเขาก็มีสิทธิคิดเหมือนกันว่าที่นิธิสนับสนุนโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาล นี้ ส่วนหนึ่งก็อาจจะมาจากแรงจูงใจทางการเมืองได้เช่นกัน

ผู้เขียน คิดว่าวิธีคิดของนิธิค่อนข้างประหลาด ในประเด็นที่ว่า ถ้ารัฐต้องการจะช่วยชาวนาให้มีรายได้สูงขึ้นมากๆ ยิ่งเร็วยิ่งดี เนื่องจากชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ คงมีทั้งชาวนาจนและรวยไม่ใช่ประเด็นสำคัญที่จะต้องช่วยเฉพาะคนจนน่าจะดูผล ที่ตามมา นิธิเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหนก็มีข้อบกพร่องคือขาดทุนหรือมีการทุจริต ทั้งนั้น วิธีการรับซื้อข้าวราคาสูงๆ เก็บไว้รอขายขาดทุนมากๆ อาจจะดูไม่ดีในสายตาของคนบางคน แต่ผลลัพธ์สำคัญกว่าวิธีการ นิธิลืมไปว่าวิธีการที่เลวในที่สุดจะส่งผลลัพธ์ที่เลวตามมา โดยฉพาะในระยะยาวที่จะกลับมาทำลายฐานเศรษฐกิจของชาวนา ยุทธศาสตร์ของการเลือกนโยบายแทรกแซงข้าวจึงมีความสำคัญมาก

นิธิให้ความสำคัญกับตลาดน้อยเกินไป ลืมไปว่าผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยมีความได้เปรียบในตลาดโลกอยู่แล้วในด้านคุณภาพ ถ้ารัฐพัฒนาตลาดข้าว (ไม่ใช่ทำลาย) เพื่อให้ตลาดสามารถทำหน้าที่ให้มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ตลาดจะเป็นกลไกที่สำคัญทางเศรษฐกิจต่อวิถีชีวิตของชาวนาอย่างยั่งยืนในระยะ ยาวนี่ก็เป็นการใช้การพัฒนาตลาดเพื่อปฏิรูปสังคม ซึ่งจะเป็นผลดีมากกว่าการมีอำนาจทางการเมืองของชาวนาแล้วใช้อำนาจนี้เพื่อ ประโยชน์ของกลุ่ม แต่ส่วนรวมและประเทศเสียหายอันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อของพรรคการเมือง สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือ ทุ่มพัฒนาวิจัยข้าวเพื่อเพิ่มคุณภาพและผลผลิต และพัฒนาสถาบันเพื่อช่วยชาวนาให้ปลอดภัยจากความเสี่ยงต่างๆ

ถ้านิธิ คิดว่าการรับซื้อข้าวจากชาวนาในราคาสูงๆ กว่าตลาด ทำได้ถาวรและยาวนานจะเปลี่ยนประเทศไทยได้ เขาคงหมายถึงการพลิกแผ่นดิน ประเทศไทยจะมีความมั่งคั่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สังคมเป็นประชาธิปไตย และมีเสถียรภาพ ผู้เขียนก็คิดว่านี่เป็นเรื่องเพ้อฝันเป็นการสร้างวิมานในอากาศ ผู้เขียนเชื่อว่าโครงการที่ทำในลักษณะนี้ ถ้าฝังรากลึก เข้มข้น รุนแรง มีโอกาสที่จะทำลายประเทศทั้งทางเศรษฐกิจและการคลังให้อ่อนแอลง

ทำไม ถึงเป็นเรื่องเพ้อฝัน เราต้องไม่ลืมว่า แม้เราจะมีชาวนาประมาณ 10 ล้านคน หรือประมาณร้อยละ 27 ของกำลังแรงงานทั้งประเทศ แต่ผลผลิตข้าวในปัจจุบัน เป็นเพียงร้อยละ 20 ของภาคเกษตร ขณะที่ภาคเกษตรมีผลผลิตเพียงประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ซึ่งโดยนัยยะผลผลิตข้าวจะมีสัดส่วนต่อ GDP เพียง 2-3% เท่านั้น หรือประมาณไม่เกิน 3-4 แสนล้านบาทต่อปี ถ้าดูจากข้อมูลนี้ การขาดทุนจากการที่รัฐบาลทำอะไรโง่ๆ คือการซื้อข้าวมาเก็บไว้เยอะๆ โดยหวังว่าจะได้ราคาดี ซึ่งเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ แล้วขาดทุนปีหนึ่งๆ เป็นหลักแสนล้านบาท แม้อาจจะดูไม่มากสำหรับคน 10 ล้านคน จากผลผลิตข้าว 3-4 แสนล้านบาท มันสมเหตุผลหรือไม่ ยังไม่ได้พูดถึงความเสียหายอื่นๆ ที่จะตามมาที่นิธิไม่ได้กล่าวถึง

พลังที่จะเปลี่ยนประเทศไทยหรือ พลิกแผ่นดินในทางเศรษฐกิจเป็นประเทศที่มีความมั่งคั่งยั่งยืนในอนาคตได้ไม่ มีทางลัดโดยวิธีอื่นใด นอกจากการเพิ่มขีดความสามารถของประเทศในการเพิ่มผลิตภาพหรือ Productivity หรือผลผลิตต่อคนงานในทุกๆ

 

ส่วนรวมทั้งภาคเกษตรของประเทศไทย ซึ่งเผอิญนอกภาคเกษตรเป็นภาคที่ใหญ่ที่สุด ร้อยละ 90 ของผลผลิต และประมาณ 2 ใน 3 ของกำลังแรงงาน โดยเศรษฐกิจไทยจะต้องมีแรงงานทุนและความรู้เทคโนโลยีที่มีคุณภาพเฉกเช่นหลาย ประเทศในเอเชียที่ล้ำหน้ากว่าเราไปมากโขแล้ว การจะทำเช่นนี้ได้เราต้องได้รัฐบาลที่มีกึ๋น ดำเนินนโยบายที่มียุทธศาสตร์ที่ดีถูกต้อง เป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มขีดความสามารถอย่างแท้จริงของประเทศไทย คือสามารถทำเรื่องยากๆ มากกว่าเพียงแค่เพิ่มรายได้ให้แก่คนงานหรือชาวนา โดยไม่พัฒนาสถาบันที่จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภาพ แรงงานไม่ว่าจะเป็นชาวนาหรือแรงงานของภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการจะมีพลังเปลี่ยนประเทศพลิกแผ่นดินไม่ว่าประเทศใด

พลังดังกล่าวจะต้องไม่ใช่พลังที่มาจากการใช้พลังการ เมืองเพื่อโอนถ่ายรายได้ความมั่งคั่งหรือทรัพยากรมาที่กลุ่มของตน โดยไม่มีส่วนเพิ่มผลผลิตหรือ Productivity ให้แก่ประเทศได้มากกว่าที่ฝ่ายหรือกลุ่มของตนเป็นฝ่ายรับ ซึ่งหมายความว่าโดยสุทธิชาวนาอาจจะได้รับการช่วยเหลือจากส่วนอื่นๆ ของสังคม แต่เศรษฐกิจข้าวหรือเศรษฐกิจการเกษตรต้องมีความแข่งแกร่งมีการใช้ทรัพยากร อย่างมีประสิทธิภาพแข่งขันกับใครๆ ในโลกได้ ซึ่งในประเด็นหลังนี้ นิธิไม่ได้ให้ความสนใจ

เราต้องไม่ลืมว่าประเทศที่รวยมาก่อนเราเขาช่วยคนใน ภาคเกษตร โดยกระจายรายได้จากส่วนอื่นของสังคมก็จริงอยู่ แต่รัฐบาลในประเทศเหล่านั้นก็เรียนรู้และมีการเปลี่ยนแปลงเรื่อยมาที่จะลด ความเสียหายจากการตั้งราคาให้สูงกว่าตลาดมากๆ และเก็บพืชผลไว้ในโกดังจนถึงกับต้องเอาไปบริจาคให้ประเทศอื่น เช่นกรณีของสหรัฐ โดยไม่ตั้งราคาให้เกินความเป็นจริงไปกว่าราคาตลาดจนอุปทานหรือผลผลิตล้นเกิน

ทำไมเราไม่เรียนรู้แล้วดึงประสบการณ์ในส่วนที่ดีของ เขามาใช้เพื่อบริหารข้าวหรือภาคเกษตรของเราอย่างมีวิสัยทัศน์ อย่าอ้างกันแบบโคมลอยโดยไม่มีข้อเท็จจริง แม้กระทั่งญี่ปุ่นระยะหลังๆ คนชั้นกลางญี่ปุ่นจำนวนมากก็รับไม่ได้กับการอุ้มชาวนาในภาคเกษตร โดยเฉพาะเมื่อฐานะการคลังของรัฐเลวลงเรื่อยมา จนในที่สุดรัฐบาลก็ปรับนโยบายการช่วยเหลือชาวนาที่ปลูกข้าว

ในความเป็นจริงนิธิไม่ได้คิดวิเคราะห์ปัญหาที่จะเกิดจากการรับซื้อข้าวราคาสูงมา เก็บไว้เหมือนกับสมมุติว่ามันไม่เป็นปัญหานอกจากว่ามีการขาดทุนหรือมีการ ทุจริต ซึ่งนิธิก็ไม่สนใจรอบด้านละเลยเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญ นิธิไม่ได้อ่านงานที่นักวิชาการพูดถึงเรื่องการจำนำข้าวอย่างครบถ้วนจะโดย ตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่ ดูเหมือนนิธิเลือกที่จะดึงความเห็นของผู้ที่คัดค้าน ซึ่งหลายเรื่องเป็นประเด็นปลีกย่อยไม่ใช่สาระสำคัญเหมือนกับว่านิธิเลือกคู่ ขัดแย้ง (แม้ไม่ได้เอ่ยนาม) และเลือกประเด็นขัดแย้งเพื่อความสะดวกของตนเอง เช่น ผู้เขียนไม่คิดว่าจะมีนักวิชาการสักกี่คนที่ไม่เห็นความจำเป็นของ welfare state และไม่เห็นด้วยว่าคนจนต้องได้รับการช่วยเหลือ เราต่างกันในวิธีการที่จะให้ช่วยเหลือกันมากกว่า

ในแวดวงวิชาการ หรือปัญญาชน องค์ความรู้เรื่องการแทรกแซงตลาดข้าวโดยรัฐบาลในตลาดข้าว ล่าสุดรวมศูนย์อยู่ที่นักวิชาการ 3 คน ซึ่งมีวิธีคิดที่คล้ายกันมาจาก TDRI และมหาวิทยาลัยเกษตรฯ หรือสถาบันคลังสมอง ซึ่งได้แก่ นิพนธ์ พัวพงศกร อัมมาร สยามวาลา และสมพร อิศวิลานนท์ ตามลำดับ (จะขอเขียนย่อทั้ง 3 คนนี้ว่า “นอส”) นิธิน่าจะวิเคราะห์หลักคิดของนักวิชาการทั้ง 3 คนนี้ รวมทั้งวิเคราะห์หลักฐานข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนในการเปรียบเทียบวิธีคิดของ นิธิ เพื่อความสมบูรณ์และครบถ้วนจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของสังคม

ใน งานเขียนก่อนหน้าของสมพรและในบทความที่นิพนธ์ และอัมมาร ตอบนิธิ คนที่ติดตามเรื่องบทบาทของรัฐบาลในการแทรกแซงตลาดข้าว ทุกคนรู้ดีว่า “นอส” เป็นมันสมองทางวิชาการตัวแทนของ TDRI ในการออกแบบการประกันรายได้ให้แก่ชาวนาสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ หลักคิดของ “นอส” นั้นยอมรับว่าคนนอกภาคเกษตรต้องช่วยคนภาคเกษตรในการโอนรายได้และทรัพยากร แต่ควรจะเลือกช่วยชาวนาที่มี need จริงๆ คือยากจนกว่าชาวนาด้วยกัน หรือต้องพึ่งนาน้ำฝนใช้พันธุ์ข้าวไวต่อช่วงแสง ซึ่งทำนาได้แค่ปีละครั้ง ไม่ใช่เหวี่ยงแหช่วยกันไม่เลือกหน้า ในทางการเมืองราคาประกันต้องสูงกว่าราคาตลาด แต่เป็นที่รู้กันว่าต่ำกว่าสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์มาก

วิธีคิดของ “นอส” ตามที่ผู้เขียนเข้าใจ “นอส” เชื่อจากหลักการและประสบการณ์ทั่วโลกในอดีตว่ารัฐค้าขายไม่เป็น ทรัพยากรของรัฐเหมือนไม่มีใครเป็นเจ้าของ ถ้ารัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เอง โดยเฉพาะมีต้นทุนสูงๆ ยังไงๆ ก็ต้องมีการรั่วไหล เทวดาที่ไหนจะมานั่งดูแลทุกๆ พื้นที่ไร่นา รัฐบาลซื้อง่ายแต่ขายยาก โดยเฉพาะไม่อยากจะขาดทุนมากๆ หารู้ไม่ว่ายิ่งเก็บไว้นานๆ ก็เสี่ยงที่จะขาดทุนมาก ซื้อมาแล้วประมูลทันทีก็ขาดทุนเร็วเกินไป รับไม่ได้เสียอีก “นอส” จึงมีหลักคิดว่าใช้เพียงแค่ใช้ “กระดาษ” ก็พอ นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่าการลดต้นทุนการทำธุรกรรมหรือ transaction cost ชาวนามารับส่วนต่างในรายได้เมื่อราคาตลาดข้าวต่ำกว่าราคาประกัน (หรือที่เรียกกันว่า deficiency payment) ชาวนาเก็บข้าวแล้วเอาไปขายกันเอง รัฐไม่ต้องมายุ่ง โดยตรรกะชัดเจนว่าลดต้นทุนละค่าเสียโอกาสในการเก็บข้าวไว้นานๆ ของรัฐบาล

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่าระบบนี้ถ้าให้เวลาทำงานที่ ยาวนานพอ มีการขึ้นระบบทะเบียนชาวนา และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ยังไงๆก็น่าจะเป็นระบบที่ดีกว่า รัฐซื้อข้าวมาเก็บไว้เองมากมายเป็นเวลานานๆ ซึ่งสินค้าข้าวไม่เหมือนกับสินค้าอื่นๆ ยิ่งเก็บนานยิ่งเสื่อม ยิ่งมีมากผู้ซื้อก็รู้ มีอำนาจต่อรองสูงกว่า ขายจริงเมื่อไหร่ราคาก็ลง รัฐบาลจีนถึงไม่โง่ ที่จะมาทำสัญญาจีทูจีอะไรกับเรา จะไปฮั้วกับผู้ผลิตก็ไม่มีวันจะสำเร็จ หนึ่งใน “นอส” ถึงดูถูกเหยียดหยามคนในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ว่าสมองกลวงหรือเปล่า นอกจากนี้ ประวัติการขายในอดีตและในอนาคตก็จะไม่มีความโปร่งใสมีเรื่องอื้อฉาวตลอด (ผู้สนใจน่าจะได้อ่านการให้สัมภาษณ์ของแก้วสรร อติโพธิ เรื่องความเกี่ยวพันระหว่างพรรคการเมืองของรัฐบาลกับนักธุรกิจบริษัท เพรซิเดนท์ อะกรี เทรดดิ้ง ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นบริษัท สยามอินดิก้า เป็นต้น)

นิธิเชื่อข้อมูลบางอย่างง่ายและ เร็วไป ข้อมูลของ TDRI พอสรุปได้ว่า สมัยประกันรายได้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ รัฐบาลขาดทุนทางการเงินปีแรกประมาณ 5 หมื่นล้านบาท ปีที่สองประมาณ 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งทำให้นิธิคิดว่า ถ้าจำนำข้าวจะขาดทุนสักแสนล้าน ก็ไม่เห็นจะต้องเดือดร้อนอะไร

โดยส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า การขาดทุนสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นก็ยังค่อนข้างสูง ไม่ทราบว่าอะไรคือสาเหตุ แต่จำนวนการขาดทุนนี้ทำให้ดูเหมือนนิธิปักใจเชื่อว่าไม่ว่าจะใช้วิธีการไหน มันก็ขาดทุนกันทั้งนั้น อย่าไปสนใจมันเลยดีกว่า ในความเห็นของผู้เขียนรัฐบาลไหนทำขาดทุนมากกว่ากัน ไม่ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไร เราต้องการเวลาดูกันให้ยาวกว่านี้ 5 ปี 10 ปี หรือยาวกว่านั้น ความเสียหายที่จะมีผลต่อการคลัง ถ้ามากขึ้นเรื่อยๆ ปีต่อปี สะสมมากขึ้นๆ ความเสียหายมีแน่นอน

แต่ สำคัญกว่านั้น นิธิไม่ได้สนใจลองวิเคราะห์เปรียบเทียบ ความเชื่อของตนเอง กับความเชื่อของ “นอส” ซึ่งไม่ได้อยู่ที่เรื่องการขาดทุนทางการเงินอย่างเดียว แต่จะอยู่ที่ความฉิบหายและความอ่อนแอของอุตสาหกรรมข้าวไทยในอนาคต ซึ่งรัฐบาลก็จะเล่นเกมที่เป็นผู้แพ้เช่นกัน นิธิอาจจะลืมไปว่าในอุตสาหกรรมข้าวที่มีการแข่งขันสูงในระดับโลก อุตสาหกรรมข้าวนี้จะมีประสิทธิภาพ และมีขีดความสามารถสูงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐเป็นผู้ส่งเสริมการทำงาน ของตลาดภายในประเทศ โดยการสร้างกฎกติกาและกลไกทางสถาบัน เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของตลาด ลดต้นทุนการทำธุรกรรม เพิ่มข่าวสารให้แก่ทุกฝ่าย ไม่ใช่มาทำลาย โดยคิดว่ารัฐบาลคือเทวดา ดูตัวอย่างของประเทศที่เจริญแล้ว

นิธิไม่ได้วิเคราะห์ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย และความเสียหายที่จะตามมาในระยะยาว จากการที่ตลาดข้าวที่เคยทำงานอย่างมีประสิทธิภาพพอสมควร จะค่อยๆ ถูกทำลายเพราะรัฐบาลเข้ามาทำลายกลไกของตลาดด้วยการตั้งราคาไว้สูงกว่าตลาด มากๆ และรับซื้อไว้เอง บิดเบือนโครงสร้างของแรงจูงใจโดยการตั้งราคาไว้สูงมากๆ การตั้งราคาไว้สูงมากๆ ถึงร้อยละ 50 ของราคาตลาด ถ้าเป็นมีดก็จะเป็นมีดที่มาทิ่มแทงทำลายเศรษฐกิจข้าวและชาวนาของไทยเอง เพราะกลไกตลาดจะไม่สามารถคัดเลือกแบ่งเกรดข้าวอย่างมีประสิทธิภาพเหมือนใน อดีต แรงจูงใจและปริมาณการผลิตข้าวที่ไม่มีคุณภาพสูงขึ้น (ข้อมูลจากสมพร หนึ่งใน “นอส” นั้นคือ ปัจจุบันผลผลิตต่อไร่ของไทยก็ยังต่ำกว่าเวียดนามหรืออินเดีย) เพราะระบบรับจำนำข้าว ซื้อข้าวคละกันไป


การขยายตัวของอุปทานข้าวที่ ไม่ได้มาจากผลิตภาพและการเปลี่ยนแปลงหรือนวัตกรรมใดๆ ขณะที่อุปสงค์ต่อราคาและรายได้ค่อนข้างต่ำในระยะยาวเพราะคนทั้งโลกรวมถึงคน ไทยกินข้าวน้อยลงเรื่อยๆ ต่อคน เทคโนโลยีของโลกที่จะทำให้อุปทานข้าวเพิ่มง่ายและมากขึ้น หมายความว่าอุปทานจะมากกว่าอุปสงค์และแนวโน้มราคาจะลดลง

ถ้ามองในลักษณะการจัดองค์กรอุตสาหกรรมหมายและการ กำหนดยุทธศาสตร์ เราควรจะควบคุมปริมาณการผลิตแต่สินค้ามีคุณภาพมีแบรนด์และราคาที่เป็นพรี เมี่ยม รัฐบาลไทยควรทุ่มเทช่วยเหลือด้านความรู้วิจัยในทุกรูปแบบเหมือนประเทศที่ เจริญแล้วเขาทำ ในขณะที่เขาอุ้มภาคเกษตรโดยการพยุงราคาโดยนำเงินที่ผลาญสูญเสียไปจำนวนมากไป กับการรับซื้อข้าวที่มากและสูงเกินความจำเป็น ชาวนาไทยต้องแข่งกับคู่แข่งด้านคุณภาพสินค้า และต้นทุนเทคโนโลยีการผลิตโดยใช้คนน้อยลง ค่อยๆ เคลื่อนย้ายอย่างน้อยครึ่งหนึ่งออกไป ทำกิจกรรมอื่นๆ ทั้งในภาคเกษตรและนอกภาคเกษตรที่ productive มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน การรับซื้อข้าวแบบที่เป็นอยู่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ควรเป็นเกิด ขึ้นไม่ได้

ถ้ารัฐบาลมีกึ๋นและทำได้เหมือนที่ ประเทศที่เขาเจริญแล้วเขาทำ ประเทศไทยจะเปลี่ยนหรือพลิกแผ่นดินได้ เลิกตั้งราคารับซื้อให้สูงๆ เพื่อหวังคะแนนเสียงและซื้อข้าวมาเก็บไว้ไม่ยอมขายเสียเถอะ

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1354678553&grpid=01&catid=&subcatid=

 

ป้ายกำกับ: , , ,

น้ำท่วม-ตอผุด

โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์
 
หาย นภัยน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายมโหฬาร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แถลงว่ามีพื้นที่การเกษตรเสียหายไปแล้ว 4 ล้านไร่ ยังมีพื้นที่เขตเมืองที่ถูกน้ำท่วมอย่างหนักอีกหลายแห่ง ที่กล่าวขวัญกันมากคือโคราชจมน้ำไปทั้งเมือง (และจะตามมาด้วยเมืองอื่นตามลำน้ำมูล กว่าที่น้ำจะไหลลงแม่น้ำโขงได้) เมืองใหญ่ในลุ่มเจ้าพระยาได้สร้างพนังกั้นน้ำไว้แล้ว จึงอาจไม่จมทั้งเมืองอย่างโคราช แต่ชนบทที่รายรอบเมือง รวมทั้งเมืองเล็กที่ไม่มีพนังกั้นน้ำ ก็จะเผชิญกับการเอ่อล้นของแม่น้ำเจ้าพระยาในอนาคตอันใกล้นี้

คำ อธิบายภัยธรรมชาติครั้งนี้คือ ปรากฏการณ์ลานิญามาเร็วกว่าที่เคย ทำให้ปลายฤดูฝนกลับมีฝนตกชุกอย่างที่ไม่เคยเป็นมา ผลก็คือน้ำบนภูเขาทะลักลงมาอย่างรวดเร็วเกินกว่าจะรับมือทัน

คำ อธิบายนี้คงไม่ผิดในตัวเอง แต่ไม่ได้ตอบปัญหาความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะฝนมากและถี่อย่างเดียวไม่เพียงพอจะอธิบายได้ ส่วนใหญ่ของความเสียหายเกิดจากการจัดการ ไม่ใช่เกิดจากน้ำ ความล้มเหลวในการจัดการนั้นไม่เฉพาะแต่การจัดการน้ำเท่านั้น แต่รวมถึงการจัดการอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำอีกมากมายหลายอย่าง

ที่ พูดกันมากก็คือ น้ำท่วมเกิดจากความสูญเสียพื้นที่ป่า ซึ่งจะสามารถซับน้ำให้ไหลลงจากภูเขาช้าลง (ข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์ของป่าในแง่นี้ยังถกเถียงกันอยู่ในวงวิชาการ เพราะมีบางทรรศนะที่เห็นว่าป่าไม่สามารถทำหน้าที่ซับน้ำในลักษณะนี้ได้เลย) แต่การสูญเสียพื้นที่ป่า ไม่ได้เกิดจากผู้คน (ทั้งนายทุนและชาวบ้าน) เข้าไปบุกรุกป่าเท่านั้น แท้จริงแล้วดูจะเป็นนโยบายของรัฐที่จะส่งเสริมโดยทางอ้อมให้เกิดขึ้นด้วย

พืชเศรษฐกิจซึ่งทำเงินหล่อเลี้ยงการพัฒนาในระยะต้นนั้น จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ป่าและจำนวนมากเป็นพื้นที่ “ชายขอบ” ของการเกษตร เพราะกำไรจากการปลูกพืชเศรษฐกิจมีน้อยมาก จนเกินกว่าใครอยากจะลงทุนกับปัจจัยการผลิตคือที่ดินมากนัก ฉะนั้นผู้คนจึงบุกรุกเข้าไปในพื้นที่ “ป่า” โดยจับจองหรือซื้อต่อจากรายอื่นในราคาไม่แพงนัก ในที่สุดก็สูญเสียที่ดินนั้นไปให้แก่ผู้อื่น เพราะความผันผวนของราคาพืชผล และการถูกเอาเปรียบในทางเศรษฐกิจอย่างหนัก ทำให้ไม่สามารถตั้งตัวกับพืชเศรษฐกิจได้ บ้างก็รุกป่าต่อไป บ้างก็หันเข้าเมืองเพื่อหาอาชีพรับจ้าง

นโยบายของรัฐในระยะหลังคือ การปลูกพืชเศรษฐกิจที่คาดว่าสามารถทำกำไรได้ดี โดยเฉพาะยางพารา ผลคือพื้นที่ไร่ซึ่งโค่นถางป่าจนเรียบราบไปแล้ว ถูกเปลี่ยนมาปลูกพืชเชิงเดี่ยวกันมากขึ้น แม้เป็นไม้ใหญ่ แต่พืชเชิงเดี่ยวที่หยั่งรากลงดินในระดับเดียวกัน ทำให้เกิดดานที่ราบเรียบเสมอกันใต้พื้นดิน เมื่อโดนฝนกระหน่ำลงเป็นเวลานาน ดินผิวหน้าก็เลื่อนไหลลงจากดานกลายเป็นดินถล่ม สร้างความเสียหายแก่พื้นที่เบื้องล่าง ซึ่งมักเป็นชุมชนที่อยู่อาศัยอย่างหนัก

ในขณะเดียวกัน รัฐก็ปล่อยให้การถือครองที่ดินเป็นการเก็งกำไรทางเศรษฐกิจที่มั่นคงปลอดภัย และคุ้มทุนที่สุด ทำให้คนมีทรัพย์นิยมที่จะลงทุนถือครองที่ดิน อาจใช้ประโยชน์ในธุรกิจท่องเที่ยว หรือถึงไม่ทำอะไรเลย ก็คาดหวังได้ว่าจะทำกำไรในตอนขายได้มาก

ตราบเท่าที่นโยบาย การเกษตรและการจัดการที่ดินยังเหมือนเดิม ป่าก็ต้องสูญเสียพื้นที่ต่อไป ไม่ว่าจะกวดขันให้เจ้าหน้าที่ที่ดินและป่าไม้เข้มงวดสักเพียงไร และปรากฏการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง, ภาคกลางและภาคอีสานก็จะเกิดขึ้นเป็นประจำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขื่อน และอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเมื่อตอนจะสร้างก็มักให้เหตุผลไว้ข้อหนึ่งว่า ป้องกันน้ำท่วม แต่น้ำท่วมทุกครั้งรวมทั้งครั้งนี้ พิสูจน์ซ้ำแล้วซ้ำอีกว่า เขื่อนและอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ไม่สามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมได้ ในครั้งนี้ เขื่อนหลายต่อหลายแห่งต้องรีบปล่อยน้ำลงมาซ้ำเติม เพราะเสี่ยงที่จะเกิดเขื่อนแตก (และเขื่อนเอกชนของสนามกอล์ฟแห่งหนึ่งก็แตกจริงๆ ด้วย ก่อความเสียหายแก่ชาวบ้านอย่างหนัก แต่จนบัดนี้ยังไม่สามารถเอาเจ้าของเขื่อนมารับผิดชอบได้) บางท่านอาจจะกล่าวว่า เพราะเขื่อนไม่รีบพร่องน้ำไว้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำฝนหนักในปลายฤดูได้ แต่กระบวนการตัดสินใจพร่องน้ำ พร่องมากน้อยเพียงไร พร่องช่วงไหน ฯลฯ นั้น เป็นอย่างไร มีข้อมูลหรือประสิทธิภาพเพียงใด ไม่มีใครทราบ แต่ที่แน่นอนก็คือขาดการประสานความรู้ของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง

อันที่จริง เขื่อนจำนวนมาก ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อจัดการน้ำ แต่สร้างขึ้นเพื่อกำเนิดพลังงาน ส่วนใหญ่ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการผลิตพลังงานเท่ากับที่อ้างไว้ในแผน เขื่อนเหล่านี้นอกจากสร้างความเสียหายให้แก่ระบบนิเวศอย่างหนัก จนทำให้ไม่คุ้มทุนในการก่อสร้าง ยังเป็นตัวระบายน้ำลงมาซ้ำเติมในขณะที่เกิดฝนชุกอีกด้วย บางครั้งก็เพิ่มพลังการผลิตโดยไม่แจ้งล่วงหน้าแก่ประชาชนท้ายเขื่อน

แต่ เขื่อน – ไม่ว่าจะสร้างเพื่อจัดการน้ำ หรือกำเนิดพลังงาน – เป็นโครงการที่ทุจริตได้ง่ายที่สุด ฉะนั้นจึงมีเสน่ห์ดึงดูดให้นักการเมืองและข้าราชการร่วมมือกันผลักดันการ สร้างเขื่อนอยู่ตลอดมา หมดพื้นที่ในประเทศไทยที่จะสร้าง ก็ย้ายไปสร้างในประเทศเพื่อนบ้านคือลำน้ำสาละวินและโขง

นโยบายจัดการน้ำและพลังงานที่มุ่งจะป้อนน้ำและพลังงานให้แก่ภาคอุตสาหกรรมต่างหาก ที่ทำให้น้ำท่วมหนัก

อีก ด้านหนึ่งของความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งสื่อบางชนิดเฝ้าติดตามมาอย่างต่อเนื่อง คือระบบเตือนภัย แม้ว่าน้ำท่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดภัยพิบัติอย่างหนักถึงขั้น “ตายหมู่” แต่ระบบเตือนภัยที่มีประสิทธิภาพก็สามารถบรรเทาความเสียหายที่เกิดแก่ชาว บ้านได้ รวมทั้งหลีกเลี่ยงความทุลักทุเลของหน่วยงานบางแห่ง เช่น โรงพยาบาล เป็นต้น

หลายชุมชนทั้งในเมืองและนอกเมืองประสบภัยน้ำท่วมครั้งนี้ อย่างแทบไม่รู้เนื้อรู้ตัว บางชุมชนถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงเพราะอพยพหลบภัยไม่ทัน

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่เกี่ยวข้องและสื่อมักจะมองความไร้ประสิทธิภาพของระบบเตือนภัยที่ เทคโนโลยี สิ่งนั้นขาด สิ่งนี้ขาด หากมีเครื่องมือพร้อม ทุกอย่างก็จะดำเนินไปได้ด้วยดี

แต่ความบกพร่องของระบบเตือนภัยไม่ได้ อยู่ที่เทคโนโลยียังไม่พร้อม ที่สำคัญกว่านั้นคือการจัดการต่างหาก เช่นเดียวกับการจัดการทุกอย่างในประเทศไทย ระบบเตือนภัยธรรมชาติของเรามีลักษณะรวมศูนย์เช่นเดียวกัน แม้มีการตั้งมิสเตอร์เตือนภัยขึ้นในบางชุมชนที่ถือว่าเป็นชุมชนเสี่ยง แต่การประสานงานภายในชุมชนเองกลับไม่ช่วยให้มิสเตอร์ทำงานอย่างได้ผล เพราะชุมชนไม่ได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นในการจัดระบบเตือนภัยของตนเอง เป็นความคิดและจัดการของราชการฝ่ายเดียว

ยิ่งกว่านี้ หากพิจารณากรณีน้ำท่วม ย่อมเห็นได้ว่าเป็นภัยธรรมชาติที่ระบบเตือนภัยควรมีเครือข่าย กล่าวคือแจ้งเตือนกล่วงหน้าแก่ชุมชนอื่นๆ ได้ตลอดเส้นทางน้ำ เครือข่ายเช่นนี้เกิดขึ้นได้จากการจัดการของชาวบ้านเอง ไม่ใช่คำสั่งของราชการ

ระบบบริหารรัฐกิจของไทย ไม่เฉพาะแต่เรื่องของภัยธรรมชาติ แต่ทุกเรื่อง มีลักษณะรวมศูนย์อย่างแทบจะหาประเทศใดมาเทียบได้ยาก ระบบเช่นนี้เป็นระบบที่ไร้ประสิทธิภาพ และเอื้อต่อการทุจริตฉ้อฉลในทุกรูปแบบ น้ำจะท่วมเมืองไทยไม่เลิก ตราบเท่าที่เรายังรวมศูนย์การบริหารเช่นนี้

มองให้เลยไกลไป จากน้ำ ก็จะเห็นความบกพร่องของระบบที่แฝงอยู่เบื้องหลัง ภัยธรรมชาติทำความเสียหายให้แก่ผู้คนได้ระดับหนึ่ง แต่ภัยสังคมต่างหากที่ทำให้ความเสียหายนั้นขยายตัวอย่างไร้ขีดจำกัด และบั่นทอนพลังของสังคมที่จะฟื้นตัวได้ในเวลาอันสมควร

จำเป็น ต้องกล่าวด้วยว่า สื่อมีส่วนอย่างมากในการทำให้สังคมไทยไม่มองน้ำท่วมมากไปกว่าน้ำ, ลานิญา และพายุฝน ดังนั้น เมื่อน้ำลด “ตอ” ซึ่งคือตัวความบกพร่องของระบบก็กลับจะจมหายลึกลงไปในความไม่ใส่ใจของสังคม รอน้ำระลอกใหม่ที่จะไหลลงมาท่วมท้น จนทำให้สื่อไม่ต้องสนใจ “ตอ” อีกตามเดิม

ไม่ มีสังคมใดในโลกที่ไม่เคยผิดพลาด แต่ทุกสังคมควรมีสมรรถภาพที่จะแก้ไขตัวเองได้ ส่วนหนึ่งที่สังคมไทยไร้สมรรถภาพในแง่นี้ ก็เพราะเรามีสื่ออย่างที่เรามีอยู่ในขณะนี้

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

คุณสมเถา VS Mr.Amsterdam…….เชื่อใครดี

‘A lawyer’s half-truth’ 

For the past week now, friends of mine in America and elsewhere have been emailing me a document that appears to be by the controversial lawyer-apologist Robert Amsterdam. The header reads “The Bangkok Massacres: A Call for Accountability: The Thailand White Paper Final by Robert Amsterdam”. These emails to me invariably include comments like “Do something about this!” Though what I am supposed to do, I am not quite sure. Procrastinating as long as I could – after all, I did have Mahler 3 to conduct – I finally got around to double-clicking the icon today. It was then that I learned that the document is 75 pages long.

As I started to read it, I realised that this document has something in common with a novel by my friend Norman Spinrad called “The Iron Dream”. In this book, Spinrad used novelistic licence to alter one tiny moment in our past. He takes a real-life historical figure, a mediocre artist named Adolf Schickelgruber, and instead of leaving him in Europe, causes him to emigrate to the United States where he becomes a mediocre science fiction writer. The book, then, is the “award-winning novel” that might have been written by this person – and it’s a bizarre epic fantasy about blonde, noble Aryans conquering evil, quasi-Semitic lower orders of humanity to bring about a shining future. It’s the Lord of the Rings version of the Third Reich.

Now, in real life, Schickelgruber didn’t emigrate to America, but did change his surname to Hitler. The rest you know.

Mr Amsterdam’s White Paper has a great deal in common with Norman Spinrad’s novel, although it doesn’t purport to be a novel. Both pieces change a little bit of history and extrapolate an edifice of the imagination from that little change. The White Paper is, in its own way, as much of a masterpiece as “The Iron Dream”, but to understand why, one must first consider what it is that a novelist does, and what it is that a lawyer does.

Both novelists and lawyers build houses of cards. But although a novelist may invent anything that he likes, he is only successful insofar as the foundation he builds on is one of truth. A novel only truly speaks to the reader if in that novel the reader can recognise himself. As the Dutch novelist Gerard Reve said, “Ik lieg de waarheid” – “I lie the truth”.

What a lawyer ostensibly does is very similar. He builds up, through what is hopefully an overwhelming preponderance of evidence, a viable, sequential story – a sort of novel, if you like. But a lawyer’s primary loyalty is not to the truth. It is to the client. His sole motivation is convincing the jury – you, the reader in this case – that whatever it is his client is supposed to have done, he didn’t do it. The cards from which the house of cards is built may all be “truths” … but the foundation of the house needs not be the truth at all.

In other words, a novelist must use invention to reach a truthful conclusion … whereas a lawyer may well use truth to get to a conclusion that is pure invention.

Of course, truth by itself seldom leads to untrue conclusions. This is where the lawyer must have recourse to the most important weapon in his armoury: the half-truth.

If I were to take every half-truth in the 75-page treatise and respond to it, I could probably win every single argument; but by then the war would have been lost. And that is, of course, what Mr Amsterdam wishes people to do. If he can set a few dozen officials in the Thai government to work denouncing his arguments and dredging up the facts, no one will notice what all this is actually about.

We will take Mr Amsterdam at his word when he says that he is Mr Thaksin’s lawyer. But it may seem a little odd for him to be defending someone who has already been convicted. Nevertheless, Mr Amsterdam has a history of doing just that. While one of his previous clients, Mr Khordokhovsky of the Yukos case, was already in jail, he went on an international whitewashing binge. He was, in effect, Khordokhovsky’s lobbyist, not his lawyer. His efforts were not entirely effective, however. There is no reason his methods would work any better now, unless we allow them to. Nevertheless, there is a real danger that Thailand’s government will miss the point, rise to the bait and waste a lot of valuable time trying to “handle” Amsterdam’s posturing.

I’m not a lawyer. Therefore, I see no reason to answer point for point, as a lawyer would. Rather, I would like to respond as a novelist. Because Amsterdam’s White Paper is as fictitious as any novel. But if it somehow manages to illuminate some fundamental truths, it may still be considered valid. And that is the question we need to answer: Is it valid? Is it necessary? Or are we simply being distracted from what we should be looking at?

So let’s start by cutting to the chase. Who is Mr Amsterdam working for, and what is the actual purpose of this so-called White Paper? The answer, of course, is that his employer is Mr Thaksin, and Mr Amsterdam has been employed to rehabilitate his boss’s reputation with the eventual goal of returning him to Thailand with his wealth intact and without having to suffer any prison time.

Once we understand that the White Paper is not actually a serious call for this government to come to account, nor a genuine, balanced analysis of the political situation in Thailand, but simply one of the tools Mr Amsterdam has fashioned in order to realise his employer’s goals, it will all make very much more sense.

Let us examine this piece of Mr Amsterdam’s arsenal for what it is. You are the jury. Cutting through the PR and the rhetoric, Mr Thaksin is, at present, a condemned criminal on the lam. The governments of the major powers have accepted the findings of Thailand’s legal system. And by hiring Mr Amsterdam, Mr Thaksin himself has acknowledged what the terms of discourse are. It is up to Mr Amsterdam to shift the war back to more congenial turf.

What are the methods by which a lawyer gets a rapist, corrupt politician or mafia don off the hook? Well, there are several main ones, and the White Paper uses every single one of them.

(a) Put the victim on trial.

(b) Overwhelm the jury with irrelevant facts and figures.

(c) Construct elegant arguments from flawed premises.

(d) Use emotionally charged “power words” to alter the jury’s perspective on events.

(e) Engage the jury’s sympathy for the perpetrator.

(f) Try the case in the court of public opinion and the media.

Once the White Paper is examined from the point of view of its author’s motivation, most of its blandishments become irrelevant.

I’d like to discuss how the White Paper adheres to the classic rulebook.

We’ll start with (a): Put the victim on trial. Well, here’s where the fun begins. “She made me do it” is the rapist’s first line of defence and the White Paper’s title makes it quite clear that this will be the main thrust of Amsterdam’s argument. A historically selective introduction soon leads to an equally selective rundown of the events we all lived through this year, culminating in the chapter heading “crimes against humanity” in which Mr Amsterdam makes much of the legal definition of such crimes. He then tries to link this definition with the Rajprasong events, but by using the phrase “appears to be present”, he manages to let himself off the hook. Indeed, the phrase “appears to” is a constant mantra here, because he’s not really accusing the government of perpetrating a massacre. He is saying that there is an appearance of a massacre. This legalistic hair-splitting allows him to be as sensationalist as he wants, while affording himself deniability at every turn.

When I say that Mr Amsterdam is putting the victim on trial, I am not saying that the victim is the government, the Democratic Party or Mr Abhisit. The victim is Thailand.

Mr Thaksin has been convicted not of stealing from the Democratic Party, but of stealing from Thailand. It is the judiciary system of Thailand that has convicted him, not the yellow shirts and not the elite. When Mr Thaksin’s government ordered the extrajudicial killing of thousands of alleged drug dealers, when it permitted the torture and slaying of Muslims in the South of Thailand, these were crimes against Thailand. He has not yet been convicted of these latter crimes, but by painting Abhisit as a vicious murderer, Mr Amsterdam is launching a pre-emptive strike against the bringing of such charges against Mr Thaksin.

As a lawyer Mr Amsterdam knows perfectly well that the springtime violence does not rise to the level of a crime against humanity as defined by the laws he himself cites. If this were true, US presidents would have been on the dock for Kent State and Waco. These were terrible tragedies – but hardly the Killing Fields or Buchenwald. Surely Mr Amsterdam knows better than to equate an attempt by a recognised government to restore order, when a city has been held hostage by lawless ruffians for months, with the Holocaust.

So let’s return to the rapist analogy. What is Mr Amsterdam’s point? It is this: “Okay, so maybe my client raped Thailand. But Thailand was a bad girl. She brought it on herself.”

Let’s look at (b) now, the irrelevant facts and figures. I’ve already shown how Mr Amsterdam quotes masses of legal data, makes it look as though it’s relevant, then squirms out of the whole thing with the phrase “appears to”. His second chapter, a reductionist summary of the history of Thailand’s constitutional development, is full of indisputable facts, but for real analysis one might want to read the commentary of a genuine historian such as David Wyatt. This is the icing without the cake, and it’s there to provide a cloak of verisimilitude to Mr Amsterdam’s specious arguments.

The flawed premise (c) is evident from the very opening sentence of Mr Amsterdam’s thesis. “For four years,” he says, “the people of Thailand have been the victims of a systematic and unrelenting assault on their most fundamental right … self determination through genuine elections.”

Powerful stuff. But it is a half-truth. The entire logical thread of the White Paper leads outward from this half-truth. And as the truth gets halved again and again, recursively, we finally end up with what I would call a near-lie. It is only the constant repetition of the word “appears” that prevents the paper from being actual lies.

You see, Mr Amsterdam is protecting his client, but on a deeper level, he is protecting himself. Proud as he is of the elegance of his constructed arguments, he is forced to tell us, in the small print, that it’s a house of cards.

To tell the whole-truth version of this opening sentence would be to try to understand both sides of the issue, to comprehend not only that some people’s rights were violated in the last four years, but that the reason they were violated may have been a reaction to similar, in many cases more egregious, violations during the Thaksin era. This is not about an evil military elitist monolith clamping down on a noble, pro-people regime. Rather it is the story of a regime that began with great optimism and with the highest of hopes, supported by almost everyone as a breath of fresh air … a regime that moved steadily away from its professed principles towards repression, darkness and corruption, until the only mechanism that could be found to stop the country’s self-destruction was the unpopular and outmoded strategy of the military coup – a strategy that the military itself realised, almost immediately, was not working. That the military came to its senses and restored an elected government almost immediately and has so far in fact resisted the temptation to have another coup – though it has been at times needlessly meddlesome. It is the story of groups of people, yellows and reds and others, unable to accept that a democracy thrives on diversity of opinion, and that in a mature democracy, when you lose an election, you don’t seize airports or burn down shopping malls – you try to win the next one fair and square. It is also the story of a leader having to choose on a daily basis between unacceptable alternatives, and finally coming up with a plan that has pleased no one – and which is therefore almost certainly the only correct one.

To tell the whole truth would be to describe this last year as only one of a series of dramatic milestones in an arduous journey towards democracy that has had reverses in the past, but is still clearly, inexorably, moving in the right direction.

He may or may not be a lawyer in this case, but a historian he’s clearly not.

Mr Amsterdam does not have a responsibility to tell us the whole truth. His responsibility is to the source of his paycheque. His reasoning, by the very nature of who he is and what he does, is necessarily tainted.

Semantics are Mr Amsterdam’s stock in trade and this falls into category (d). Words like “dictatorship” are bandied about with reckless abandon. His use of the word “truth” in his conclusion (that there can be no reconciliation without truth) is positively Orwellian. And as this farrago of half-truths is destined to provoke conflict, his paper in fact proves his point.

Point (e) – to engage the jury’s sympathy for the perpetrator – Mr Amsterdam takes care right at the beginning by trotting out our “rapist” in a nice clean suit, smelling like a rose. He has instructed his client, slayer of Muslims, to speak of inclusiveness. “We must renounce all violence,”says the man under whose watch over 2,000 alleged drug dealers appear (yes, I’m using legalspeak here too) to have been murdered to fulfil a quota requirement that could lead to a declaration of victory in a “drug war”. I think we’re also supposed to feel sorry that the coup took away Mr Thaksin’s right to vote, but of course in countries like the US, criminals in many states lose that right.

My final item in my catalogue of the shyster’s arsenal is the “court of public opinion”. In this case, it is the only court that matters, because the conviction has already taken place.

You may wonder why this long review doesn’t actually take apart Mr Amsterdam’s arguments piece by piece. It is because, by and large, the arguments are perfectly sound – they are just based on incomplete or selective evidence.

Yes, of course, Mr Amsterdam, there should be accountability. Yes, of course, the government has made some missteps, and the clumsy handling of Internet censorship is one of them. Yes, of course Thailand has a duty to investigate and prosecute. Of course, actual accountability and actual investigation might land Mr Amsterdam’s client in more hot water. So why not turn off the hot air for a moment and think about what would really be good for your client?

In short, this 75-page document is a waste of our time, and a bad use of Mr Thaksin’s money. It’s unlikely to convince anyone except the already convinced. It fails to connect the dots. It’s a failure as a logical construct, and it’s a failure as fiction. It is, however, like Norman Spinrad’s novel, a triumph of the imagination. Not only have the people of Thailand been had, but I fear that Mr Thaksin has been as well.

If Mr Amsterdam cared a little more about his client and a little less about his paycheque, he would give him the following advice: Mr Thaksin, bend a little. You’re not in exile, you know. Stop pretending that you were “kicked out of Thailand”. Come home and do your time. Everyone will forgive you if you show just a little contrition. If you want to be a real saint, and not just “play one on TV”, you must be prepared for a little real suffering. You did a lot of good things for this country, but you got greedy. You got careless. But the Thai people are actually pretty good at reconciliation – it’s built into their culture. Put away your wallet and start trusting them.

In the meantime I will try to think of a practical use for this White Paper. I can only think of one so far, but it’s not going to stay white for long

http://www.nationmultimedia.com/home/2010/08/02/politics/You-be-the-judge-30135016.html

…………………………………………………………………………………………………………………………….

Robert Amsterdam responds to Somtow’s article

At the cost of drawing additional attention to it, it is probably worth our while to say a few words about the “response” to our White Paper that has appeared on Somtow Sucharitkul’s blog. Indeed, while Somtow’s retort contains little in the way of substance, highlighting its contents gives us a chance to illustrate yet again the scurrilous and fact-free nature of the reactions that our advocacy has sparked off among the government’s representatives and supporters.

In a way, Somtow provides in his own words one of the strongest endorsements for the White Paper: “You may wonder why this long review doesn’t actually take apart Mr Amsterdam’s arguments piece by piece. It is because, by and large, the arguments are perfectly sound – they are just based on incomplete or selective evidence”. We would of course welcome a vigorous debate on whatever the “complete” evidence that Somtow could provide to disprove our arguments, however in the response he chose not to deal with any of the facts we present. Instead, there is the very exhausting distraction of personal attacks and highlighting that I am retained by Thaksin Shinawatra, a fact which we have made abundantly clear in every action we have taken and every document we have published � however few can explain what this has to do with the facts presented in the paper.

Aside from mimicking the government’s own reaction to our White Paper – a mixture of name-calling, racist dog whistles and conspiracy theory about the true nature of our motives – Somtow’s main complaint about the White Paper is its supposed reliance on a collection of “half-truths” skilfully woven together into what ultimately amounts to a fictional account of the events of the past several years. We are certainly grateful that Somtow decided not to overwhelm us with his superior debating skills and command of the subject, sparing us the humiliation of publicly exposing all the “half-truths” the paper supposedly contains. We take him at his word that he would have been able to “win every single argument” had he chosen to engage either the facts we present or our interpretation of the evidence. We are disappointed, however, that Somtow would deny us the opportunity to be enlightened. The one “half-truth” he does identify, in fact, reveals Somtow’s penchant for speaking only the full, unvarnished truth, a virtue we are anxious to see him apply to the remainder of the document.

No doubt coincidentally, Somtow takes issue with a statement that appears in the paper’s first paragraph:

“The people of Thailand have been the victims of a systematic and unrelenting assault on their most fundamental right – the right to self-determination through genuine elections.”

He explains to us that the purpose of the 2006 military coup was merely “to stop the country’s self-destruction” and reverse its descent into “repression, darkness and corruption”. We must confess we had previously failed to grasp the purity of the generals’ motives. In fact, we freely admit to having failed to understand that the way out of “repression, darkness and corruption” is (in retrospect quite obviously) more “repression, darkness and corruption”. Judging from the wealth of indicators suggesting that the past four years have actually seen corruption increase while freedom of expression, civil/political rights and Thailand’s human rights record have steadily deteriorated, we cannot but agree with Somtow that Thailand finds itself on the right path. We sincerely regret our error.

Because Somtow does not address any of the arguments presented in the rest of the White Paper, we are deprived of the opportunity to defer to his superior, more complete version of “the truth” on the contents of the remaining 74-and-a-half pages. As a result, the “half-truths” with which we have allegedly stacked our paper will have to stand, in the absence of further guidance from Somtow. But whereas we do not see the need to modify arguments whose substance has essentially gone unchallenged by the government (or the people it relies upon to put an acceptable spin on its shameful performance), we would like to take the opportunity to offer a defence of our motives.

First, Somtow maintains that our despicable team of shyster lobbyists knows full well that “the springtime violence does not rise to the level of a crime against humanity”, adding that tragedies like Kent State and Waco cannot compare to real crimes against humanity like the Killing Fields and Buchenwald. Because we have actually read the relevant statutes, we are in a position to correct Mr Somtow’s misapprehension. Whether or not a “crime against humanity” has been committed does not hinge on the scale of the tragedy in question. As we detail in the paper itself (admittedly, beyond the first page), for murder to amount to a “crime against humanity”, the killing must be: (1) directed against a “civilian population”, (2) as part of “a widespread or systematic attack”, (3) pursuant to or in furtherance of a “State or organisational policy to commit such attack”, (4) with knowledge of the attack.

The reason why the killings at Waco and Kent State are not crimes against humanity, while the Holocaust and the Cambodian genocide are, has nothing to do with the magnitude of the events; it has everything to do with the existence of governmental policy to systematically murder a certain group of people – it makes no difference whatsoever how many of them wind up dead as a result. We note in the White Paper that there is significant evidence pointing to the existence of such a policy of systematic persecution and violence. Incidentally, the recurrent use of qualifiers like “appears to be”, which Somtow singles out as evidence of our disingenuousness, is owed to the fact that we do not presume to elevate ourselves to the role of judge, jury and executioner, as the government has been keen to do in its labelling of the red shirts as “terrorists”. The threshold we set out to meet is to show that there is sufficient evidence of a crime (if you will, a strong enough “appearance” of a crime) to warrant the kind of independent and complete investigation required by international law. Apparently, every major human rights organisation around the world agrees with us on this count.

This brings us to Somtow’s accusation that the White Paper is somehow an “attack on Thailand”, a further assault on the victim of Thaksin’s heinous “crimes” (never mind that: 1. Had it been left up to “Thailand”, Mr Thaksin would still be prime minister; and 2. It took a military coup and the manipulation of a judicial system now almost universally recognised as rigged just to convict Mr Thaksin of the pettiest of offences.) Somtow’s line of reasoning is consistent with the government’s ongoing attempt to equate itself with the country as a whole and, by implication, accuse its critics of wanting to “destroy Thailand”. In Somtow’s (fantasy) world, see, criticism of Thaksin’s administration is a heroic act of patriotism, while criticism of Abhisit’s administration is a despicable act of treason. Still, it is interesting that a call for an “independent and complete investigation” into the deaths of almost a hundred people could earn someone the accusation of wanting to “destroy the country”. Such an investigation does not pose any threat to the country, which is more mature and eager to learn the truth than Somtow and his ilk have ever given it credit for. The hysteria of the reactions that our appeal has elicited, however, has made it all too clear that the current government considers a full inquiry into the events of April and May an existential threat to itself.

Contrary to what Somtow suggests, the goal of the paper is not to seek anyone’s absolution or dispensation. Note that we called for an investigation and not for a blanket amnesty – something that Thailand’s establishment has resorted to before when it has found it impractical to conduct the sham of an investigation it is poised to launch in the coming months. On this point, Somtow appears to apply a different standard to the investigation into the current government’s alleged crimes and the investigation into the previous government’s alleged crimes. On the one hand, he expresses no sympathy for the doubts we raise about the investigative panel to be led by Khanit na Nakorn. On the other hand, Somtow still continues to argue that “Mr Thaksin’s government ordered the extrajudicial killing of thousands of alleged drug dealers” in spite of the fact that an investigative panel led by one Khanit na Nakorn found no grounds for anyone’s prosecution for the conduct of the “War on Drugs”. We, at least, have the coherence to argue that “independent and complete” investigations should be conducted into ALL instances where there is reason to believe that human rights violations have occurred – let the chips fall where they may. Somtow wants to have the luxury to make his own judgement, in the absence of a credible investigation, about which administration is guilty of human rights abuses and which one is not – and to decide for everyone else which human rights abuses constitute “attacks on Thailand” and which human rights abuses were perpetrated in a valiant attempt to defend Thailand. This is a luxury that international law does not afford him, or anyone else for that matter.

Finally, it is beyond farcical that Somtow would be the one to accuse us of employing Orwellian language. Far from “Orwellian”, the statement “there can be no reconciliation without truth” seems to us rather obvious. The reason why Thailand has no “reconciliation” today is precisely that so many previous instances of state violence were covered up in the interest of protecting entrenched powers. What strikes us as Orwellian is that the government would ground a campaign of censorship in its commitment to freedom of expression, a slide towards authoritarianism in the need to preserve democracy and a continued attempt to crush all forms of dissent in the imperative to achieve “reconciliation”. It is similarly preposterous than an apologist for a government that has shown nothing but fear and contempt for its own citizens would have the nerve to urge someone who has won three, freely conducted elections to “trust the people”. Say what you will about Mr Thaksin, but if the current government had “trusted the people” as much as he has consistently been willing to, the hundred men and women who died because Mr Abhisit did not feel sufficiently confident in his electoral prospects would still be alive today

 http://www.nationmultimedia.com/home/2010/08/02/politics/A-novelists-fantasy-30135017.html

 

ป้ายกำกับ: ,

การตรวจสอบ climategate ของ Penn State University……. หลุดครับ

ใครติดตามเรื่องโลกร้อน คงทราบเกี่ยวกับกรณีอื้อฉาวเรื่อง Climategate เป็นอย่างดี…ผลที่ตามมาคือ Penn State มหาวิทยาลัยที่ Mann ทำงานอยู่
สั่งสอบสวนทันที  4 เดือนผ่านไป เมื่อวารนี้มีการประกาศผลการสอบสวนออกมาแล้วครับ…..หลุดจากข้อกล่าวหาครับ …….โปรดติดตามกันต่อว่าจะเป็นอย่างไรนะครับ
Penn State’s Integrity Crisis
By Steve Milloy, The Daily Caller
July 14, 2010

Penn State University just exonerated Professor Michael Mann for wrongdoing related to Climategate. While that good news for Mann is no surprise, it came at a dear cost to Penn State – its integrity.

Soon after Climategate broke last November, Penn State convened an internal committee to investigate Mann, the primary author of the now-infamous and discredited “hockey stick” global warming graph.

Hopes for a bona fide investigation were dashed when the preliminary results were released in February. To the joy of climate alarmists, Penn State announced via press release that Mann was cleared of three of the four allegations against him (regarding falsification/suppression of data, deletion of e-mails/data and misuse of confidential information).  But if one looks past the release and reads the committee’s report, it becomes obvious the fix was in.

The preliminary review included the Climategate e-mails themselves, an interview with Mann, and documents submitted by Mann. While one committee member did informally endeavor to get external views on Mann, they only came from Texas A&M’s Gerald North and Stanford University’s Donald Kennedy.

North had earlier dismissed Climategate in a Washington Post interview only a few days after the scandal broke. He also assisted with a futile 2006 effort to rehabilitate Mann’s debunked hockey stick. As editor of Science magazine, Kennedy was an outspoken advocate of climate alarmism.

The committee went to great lengths to defuse the money line from the Climategate e-mails – i.e., “Mike’s Nature trick… to hide the decline.” While explaining how “trick” could merely refer to a “clever device,” the committee failed to even mention “hide the decline,” a phrase referring to Mann’s still-unexplained deletion of temperature data contradicting the climate alarmism hypothesis.

Based on Mann’s denial, the preliminary report concluded that there was no evidence to indicate that Mann intended to delete e-mails – even though that conclusion is contradicted by the plain language and circumstances of the relevant e-mail exchange. No inquiry beyond Mann’s denial was made.

Finally, the preliminary report dismissed the accusation that Mann conspired to silence skeptics by stating, “one finds enormous confusion has been caused by interpretations of the e-mails and their content” – but shouldn’t the committee have attempted to eliminate that confusion?

It’s unclear why the committee didn’t immediately exonerate Mann of the fourth allegation – seriously deviating from accepted practices within the academic community – except that by leaving it open, the committee apparently hoped to rebuild “public trust in science in general and climate science specifically.”

Four months later, the committee’s investigation charade has concluded. Most shocking, however, is that Penn State remains openly unabashed by the investigation’s shoddiness.

As before, a media release clearing Mann of “any wrongdoing” is making alarmists giddy. But once again, the investigation’s disturbing reality is revealed in the report.

The committee again excluded from consideration any document or point of view that might incriminate Mann’s conduct.

Other than the Climategate e-mails, the committee only examined:
(1) undescribed “documents collected by the [committee];” (2) “documents provided by Dr. Mann…”; (3) the committee’s preliminary report; (4) a May British House of Commons whitewash of Climategate; (5) a recent letter published in Science magazine deploring climate skepticism from 255 climate alarmists; (6) a document about the National Science Foundation peer review process; (7) the Department of Energy Guide to Financial Assistance; (8) information on the National Oceanic and Atmospheric Administration’s peer review process; (9) information regarding the percentage of NSF proposals funded; and (10) Mann’s curriculum vitae.

The committee apparently made no effort to obtain, much less consider, the volumes of available news reports, analyses (including from Congress) and commentary about Mann, the hockey stick and/or Climategate.

More than see no evil, the committee maintained its policy of hear no evil. Of the five additional interviews conducted, four were of Mann’s fellow alarmists. The lone climate skeptic interviewed was MIT professor Richard Lindzen. But the report makes clear that the committee conducted Lindzen’s interview in the finest traditions of a kangaroo court.

Here’s how the report describes the interview:

“… When told that the first three allegations against Dr. Mann were dismissed at the inquiry stage… Dr. Lindzen’s response was: ‘It’s thoroughly amazing. I mean these issues that he explicitly stated in the e-mails. I’m wondering what’s going on?’ The Investigatory Committee members did not respond to Dr. Lindzen’s statement. Instead, Dr. Lindzen’s attention was directed to the fourth allegation, and it was explained to him that this is the allegation which the Investigatory Committee is charged to address…”

Amazed that the committee would treat a member of the National Academy of Sciences, the Alfred P. Sloan Professor of Meteorology at MIT and an IPCC lead author with such disrespect and disregard, I contacted Dr. Lindzen. He told me, “They also basically ignored what I said.  I suppose they interviewed me in order to say that they had interviewed someone who was skeptical of warming alarm.”

The committee asked Mann about e-mails that mention Dr. Stephen McIntyre, one of the scientists credited with debunking Mann’s hockey stick. While Mann told the committee that there was “no merit whatsoever to Mr. [sic] McIntyre’s claims here…,” the committee didn’t interview McIntyre.

The committee also pointed to several awards given to Mann for his research including Scientific American’s naming Mann as one of the “50 leading visionaries in science and technology” and its selection of a web site co-founded by Mann as one of the top 25 “science and technology” web sites in 2005. The committee then wrote, “had Dr. Mann’s conduct of his research been outside the respected practices, it would have been impossible for him to receive so many awards and recognitions…”

The Committee also credited Mann with the 2007 Nobel Peace Prize that was awarded to the UN’s Intergovernmental Panel on Climate Change and Al Gore. “This would have been impossible had his activities in reporting his work been outside accepted practices in his field,” the committee observed. MIT’s Lindzen was also a co-Nobelist, but apparently the award didn’t help his credibility.

Global warming and Mann have been worth millions of grant dollars and lots of publicity for Penn State. But one would think the institution’s integrity is worth more.

Steve Milloy publishes JunkScience.com and is the author of “Green Hell: How Environmentalists Plan to Control Your Life and What You Can Do to Stop Them” (Regnery 2009).

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 15, 2010 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์…..กรณี เลขาธิการศาลปกครอง

ผมอ่านข่าว นี่แล้ว ต้องมึนงงไปตามระเบียบ ฟังอย่างไรก็ฟังไม่ขึ้นว่าไม่มี ความขัดแย้งเชิงผลประโยชน์ อย่างน้อยก็ไม่เหลือความสง่างามของ คนเป็นเลขาธิการศาลปกครองอันใดไว้เลย…………..

ป.ป.ช.ยกคำร้อง”ชาญชัย”ตุลาการศาลปค.จ้างทำวิจัย ชี้ไร้เจตนาแสวงประโยชน์ เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. นายอภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะ ป.ป.ช.กล่าวถึงผลประชุมป.ป.ช.เมื่อวันที่ 16 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ที่ประชุมป.ป.ช.ได้พิจารณาเรื่องกล่าวหานายชาญชัย แสวงศักดิ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด สมัยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง และนางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานศาลปกครอง มีส่วนได้เสียกรณีจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำคู่มือในการปฏิบัติราชการของศาลปกครอง ที่มีนายวิชัย วิวิตเสวี กรรมการป.ป.ช.เป็นประธานอนุกรรมการไต่สวน จากข้อเท็จจริงฟังได้ว่าในปี 2543 นางกาญจนารัตน์ในฐานะประธานคณะกรรมการจ้างที่ปรึกษา ได้เสนอให้นายชาญชัยจ้างสถาบันพระปกเกล้าทำวิจัย 2 โครงการ มูลค่า 4.3 ล้านบาท ที่ต่อมาสถาบันพระปกเกล้าได้จ้างนายชาญชัยและนางกาญจนารัตน์เป็นที่ปรึกษาโครงการวิจัยทั้งสองเรื่อง โดยจ่ายค่าตอบแทนให้ทั้งสองคนๆ ละ 3.8 แสนบาทนายอภินันทน์ กล่าวว่า คณะกรรมการป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่า การดำเนินโครงการวิจัยทั้ง 2 โครงการ เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานศาลปกครองและสถาบันพระปกเกล้า อันเป็นการทำวิจัยทางวิชาการ ซึ่งสถาบันพระปกเกล้าพิจารณาแล้วเห็นว่า มีความจำเป็นต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ จึงได้ว่า จ้างนายชาญชัยและนายกาญจนารัตน์ เป็นที่ปรึกษาโครงการ กระทั่งงานวิจัยแล้วเสร็จ นางกาญจนารัตน์ได้เสนอให้แก้ไขก่อนจะตรวจรับและนำเสนอนายชาญชัยอนุมัติจ่ายค้าจ้างในปี 2547 ซึ่งเป็นการดำเนินการในขั้นตอนตามปกติของราชการ ถือเป็นการกระทำผูกพันไม่อาจเปลี่ยนแปลงเป็นประการอื่นได้ และข้อเท็จจริงไม่ปรากฎว่าบุคคลทั้งสองมีเจตนาพิเศษที่จะเข้าไปแสวงหาผลประโยชน์ จึงขาดเจตนาการกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 152 และ 157  ที่ประชุมป.ป.ช.จึงมีมติว่าข้อกล่าวหาของทั้งสองคนไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276926369&grpid=&catid=17

ส่วนอันนี้เป็นรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1276870396&grpid=no&catid=17

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 19, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , ,

จดหมายเปิดผนึกถึง CNN (ภาคภาษาไทย)

เร็วๆนี้ ผู้สื่อข่าว CNN ประจำประเทศไทย แดน ริเวอร์ และ ซาร่าห์ ซไนเดอร์ ทำให้ดิฉันต้องกลับมาพิจารณาอย่างจริงจังว่าข่าวของสำนักข่าวของคุณเป็นแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้ มีความถูกต้อง และไม่เอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่งหรือไม่ ในขณะที่ดิฉันกำลังเขียนจดหมายฉบับนี้ มีผู้เสพข่าวของ CNN กำลังตั้งคำถามถึงความแม่นยำและแหล่งข่าวในการนำเสนอเหตุการณืที่เกิดขึ้นใน อาฟกานิสสถาน ไฮติ อิรัก อิหร่าน เป็นต้น .. เพิ่มเติมจากการเสนอข่าวในกรุงเทพมหานคร

ในฐานะที่เป็นสำนักข่าวชั้นนำของโลก CNN มีหน่าที่ในการเสนอข่าวอย่างรอบด้าน บนพื้นฐานของความจริงต่อประชาชนทั่วโลกที่ให้ความไว้วางใจอย่างสุจริตต่อการเสนอข่าวของสำนักข่าวของท่าน เครือข่ายข่าวนานาชาติของท่านยังดำรงอยู่และเข้าถึงอย่างกว้างขวางโดยพื้นฐานของการนำเสนออย่างระมัดระวังและไว้ใจได้มาอย่างยาวนาน ; นักข่าว ผู้สื่อข่าว และผู้ที่ทำการวิจัยข้อมูลของ CNN ต้องมีความรับผิดชอบในการปฏิบัติตนตามมาตรฐานการปฏิบัติและจริยธรรมของผู้สื่อข่าว ในอันที่จะนำเสนอเรื่องราวและข้อเท็จจริงรอบด้าน ไม่ใช่การนำเสนอข่าวด้านเดียว ที่ตื้นเขิน และความจริงเพียงครึ่งเดียว ความเสียหายและโอกาสที่จะเกิดความเสียหายที่ร้ายแรงจากความเข้าใจผิดหรือการรับรู้ที่ไม่ถูกต้องอาจจะเกิดขึ้นได้ (และถูกทำให้แย่ลง) ไม่เพียงแค่ในส่วนที่เกี่ยวกับกิจการภายในของประเทศ ภาวะเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์ต่อประชาคมโลกเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่จริงๆของผู้คนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่และไม่มีปากเสียงของประเทศนั้นๆด้วย นี่เป็นเรื่องที่ใหญ่โต CNN ไม่ควรจะเพิกเฉยและละเลยหน้าที่ที่ต้องใช้ความระมัดระวังในในการนำเสนอข่าวเพียงด้านเดียวในประชาคมโลก หรือการที่ไม่ตรวจสอบยืนยันความถูกต้องของข่าว และแม้แต่การบิดเบือนข้อเท็จจริงที่นำมาจากการการวิจัยอย่างคร่าวๆ ผิวๆเผินๆ หรือการนำเสนอ/แจกจ่ายรูปภาพที่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของความจริงทั้งหมดในภาพรวม

คุณริเวอร์ และคุณ ซไนเดอร์ ไม่ได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดภายใต้ภาวะที่อาจจะเกิดการคุกคามชีวิต เพราะผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวอื่นๆทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ ทุกสิ่งที่คุณริเวอร์และคุณซไนเดอร์กล่าวถึงและเขียนถึง ล้วนแต่เป็นเรื่องที่นำมาจากแกนนำของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้าน หรือผู้ชุมนุมที่ฟูมฟายรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ดังนั้น รายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวกับทางฝ่ายรัฐบาลล้วนได้มาจากแหล่งข่าวรองๆทั้งสิ้น ยังไม่ปรากฏว่ามีการเข้าไปสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ฝ่ายรัฐโดยตรง หรือการเข้าไปรับทราบการรายงานจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และผู้ที่ไม่เกี่ยวข้องการการชุมนุมประท้วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ซึ่งถูกคุกคามและต้องทนทุกข์จากการกระทำของกลุ่มผู้ประท้วง แล้วนำมารายงานข่าว

ทำไมจึงมีความแตกต่างในการนำเสนอข่าว (สองมาตรฐาน – ผู้แปล) ทำไมจึงไม่มีการรายงานข่าวความพยายามหลายๆครั้งของทางฝ่ายรัฐบาลที่จะเจรจาหรือเชิญผู้ชุมชุมให้กลับบ้าน ทำไมจึงไม่มีการรายงานวิธีการมากมายหลายอย่างที่เลวร้ายน่ากลัวที่กลุ่มผู้ประท้วงได้กระทำและเป็นอันตรายต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ด้วยการเผาทำลายร้านค้า การเผายางรถยนต์รอบๆตึกอพาร์ทเม้นท์ ยิงลูกแก้วเข้าสู่ประชาชนจากที่สูง ทำร้ายประชาชนในรถยนต์ และที่เลวร้ายที่สุดก็คือกีดขวางเจ้าหน้ราที่ทางการแพทย์และรถพยาบาลที่กำลังลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บจากกรณีการยิงระเบิด เอ็ม 79 ในพื้นที่การปะทะที่ถนนสีลมเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2010 ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นลำดับได้บีบบังคับให้ทางฝ่ายรัฐบาลต้องอยู่ในฐานะที่ยากลำบากที่จะต้องเมินต่อกลุ่มคนเสื้อแดง

สิ่งที่คุณริเวอร์และคุณซไนเดอร์เลือกใช้ไม่ว่าจะเป็นภาษา คำศัพท์ หรือภาพที่กินใจในการนำเสนอข่าว ล้วนเป็นเรื่องของทหารที่ปฏิบัติตนตามกฎหมายและอยู่ภายใต้ภาวะกดดันอย่างสูง ฝ่ายรัฐบาลได้รับการป้ายสี วาดภาพในด้านลบ หยาบกระด้าง และปกครองอย่างกดขี่ ในขณะที่พวกที่มีความรุนแรงที่แท้จริงและละเมิดกฎหมายของกลุ่มคนที่ประท้วงรัฐบาล ผู้ซึ่งจะต้องรับผิดชอบอย่างแท้จริงต่อการกระทำที่เกินเลยและก้าวร้าว ไม่เพียงกระทำต่อทหารที่มีอาวุธเท่านั้น แต่ยังรวมถึงประชาชนที่สิ้นหวัง ปราศจากอาวุธ ผู้ที่ปฏิบัติตนภายใต้กฎหมาย และประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตที่ครั้งหนึ่งเป็นเขตที่รุ่งเรืองของมหานครแห่งนี้ (ซึ่งการปฏิบัติตนเช่นที่กล่าวมานี้ หากเป็นกฎหมายของอเมริกา จะถูกจัดเป็นกลี่มผู้ก่อการร้ายทันที) – แต่คนกลุ่มนั้นกลับปฏิบัติตนเสมือนว่ามีอิสระที่จะต่อสู่ และได้รับความเห็นใจและการสนับสนุนจากประชาคมโลก นี่เป็นการทำให้เกิดความเข้าใจที่ผิดๆในกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ซึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลไทยกำลังส่งทหารที่มีอาวุธเข้าไปเข่นฆ่าประชาชนโดยไม่มีเหตุอันควร

ในฐานะที่เป็นผู้ที่อาศัยอยู่ใน “เขตสงคราม” ของกรุงเทพ และมีประสบการณ์ตรงที่ได้รับผลกระทบจากกลุ่มผู้ประท้วงเสื้อแดงที่มีการข่มขู่อย่างต่อเนื่อง เรามีความกังวลว่าครอบครัวของเรา เพื่อนฝูง และบ้านเรือนของเราจะถูกระเบิดหรือถูกโจมตีจากกลุ่มหัวรุนแรงของกลุ่มคนที่ต่อต้านรัฐบาล กองกำลังต่างๆ – ดิฉันอยากจะขอร้องให้ CNN ใช้จริยธรรมของวิชาชีพในการตรวจสอบอย่างถี่ถ้วนละพินิจพิเคราะห์ข่าวที่บิดเบือนจกการนำเสนอโดยผู้สื่อข่าวที่ได้พูดถึงข้างต้น หากพวกเขาไม่มีความสามารถในการหาข่าวที่เป็นจริงจากแหล่งข่าวอื่นๆนอกเหนือไปจากแกนนำคนเสื้อแดงและคนแปลที่เห็นอกเห็นใจฝ่ายเสื้อแดง หรือจากนักข่าวที่ไม่สามารถพูดภาษาไทยได้ ไม่รู้เรื่องวัฒนธรรม เมินเฉยต่อประวัติศาสตร์ และสภาวะทางสังคม และหากเป็นเช่นนั้นจริงๆ CNN น่าจะหาผู้สื่อข่าวคนอื่นเข้ามาทำข่าวในประเทศไทย

ดิฉันขออ้อนวอนและขอให้สำนักข่าวของท่านลงมือทำอย่างใดอย่างหนึ่งอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นกับประเทศไทย กับรัฐบาลไทย และประชาชนคนไทยส่วนใหญ่ซึ่งเป็นผู้ที่เคารพกฎหมาย รวมถึงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ที่นี่ โดยการรายงานข่าวและงานวิจัยแย่ๆ ซึ่งไม่ใช่ข้อเท็จจริงของสถานการณ์ไม่สงบที่เกิดขึ้น รวมถึงการรายงานความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนเกินเลยเกินความเป็นจริง

สำเนาของจดหมายเปิดผนึกฉบับนี้จะมีการแจกจ่ายในประเทศไทย และในประชาคมโลก รวมถึงในเครือข่ายสังคมออนไลน์เพื่อเป็นข้อมูลให้กับคนทั่วไป กรุณาติดต่อดิฉันได้ทุกเมื่อหากท่านต้องการข้อมูลเฉพาะเพิ่มเติม หรือหลักฐานที่เชื่อถือได้ ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อความที่ดิฉันเขียนมาทั้งหมดข้างต้น

พร้อมจดหมายฉบับนี้ ดิฉันได้แนบตัวอย่างข้อมูลจากสำนักข่าวระหว่างประเทศที่มีคุณภาพดี ที่รายงานโดยผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่น่านับถือ เพื่อเป็นข้อมูลให้ท่านได้พิจารณาประเมินข่าวที่ต่ำกว่ามาตรฐานและบิดเบือนของสำนักข่าวของท่านที่รายงานโดยคุณริเวอร์ และคุณซไนเดอร์

 
1 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 19, 2010 in เรื่องควรรู้

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ดร. สมเกียรติ เปิดวิวาทะสุดฮอต ดร. วรเจตน์ ชำแหละ คดียึดทรัพย์”ทักษิณ” 4.6 หมื่นล้าน

อ่านรายละเอียดได้ที่ http://www.prachachat.net/

ปลายเดือนที่แล้ว ประชาชาติธุรกิจ สัมภาษณ์พิเศษ ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์ ประเด็นวิพากษ์คำพิพากษาคดียึดทรัพย์ อดีตนายกฯ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หลายประเด็น พาดพิงถึง ดร. สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์จากทีดีอาร์ไอ. ขอโอกาส ประชาชาติฯ ชี้แจงในประเด็นสำคัญ เราเชื่อว่า วิวาทะทางวิชาการครั้งนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ใครเป็นแฟนสมเกียรติก็รีบต้องอ่าน ใครเป็นแฟนวรเจตน์ ยิ่งต้องอ่านโดยพลัน

@ บทวิเคราะห์ของอาจารย์วรเจตน์และเพื่อนอาจารย์ ที่พาดพิงดร.สมเกียรติ  อาจารย์เห็นไม่ตรงในส่วนไหนบ้าง
ก็มีหลายประเด็นมากนะครับ  แต่ก่อนอื่น ต้องบอกก่อนครับว่า ผมนับถืออาจารย์วรเจตน์  โดยส่วนตัวเป็นเพื่อนกัน เคยร่วมงานกัน ถึงแม้ไม่ได้เจอกันบ่อย แต่ผมคิดว่าอาจารย์วรเจตน์เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความกล้าหาญ ผมคิดว่า การที่คนกลุ่มหนึ่ง เช่น 5 อาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์ จะออกมาสวนกระแสสังคมในเรื่องที่คนจับตามองเยอะและมีความเห็นแตกต่างกันมากขนาดนี้  ผมเห็นว่าเป็นความกล้าหาญ  เป็นเรื่องที่ผมให้เครดิต  แล้วงานของทีม 5 อาจารย์ โดยเฉพาะอาจารย์วรเจตน์ ที่ผ่านมาหลายเรื่องผมอ่านแล้วได้ความรู้ดีครับ

เช่น การวิเคราะห์เรื่องการอุทธรณ์ในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง เป็นอุทธรณ์ตามหลักกฎหมายทั่วไปจริงหรือเปล่า  ประเด็นนี้ผมอ่านแล้วได้ความรู้ ฉลาดขึ้นเยอะ   ก็เลยดีใจที่ได้แลกเปลี่ยนกับอาจารย์วรเจตน์  และผมคิดว่าอาจารย์น่าจะดีใจด้วย เพราะเป็นคนชอบวิชาการเหมือนกัน และผมเชื่อเจตนาดีของอาจารย์วรเจตน์

ที่ผมจะพูดนี้ก็ขอแสดงความเห็นต่อทั้งส่วนที่อาจารย์สัมภาษณ์พาดพิงถึงผม และส่วนที่อาจาย์และคณะวิจารณ์คำพิพากษาของศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์   ก็ลำบากนะครับที่จะแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน เพราะหลายเรื่อง เช่น เรื่องภาษีสรรพสามิต หรือเรื่องการลดค่าสัมปทานพรีเพด  ความเห็นของอาจารย์ก็ปรากฏอยู่ทั้งสองที่  แล้วการที่ผมแย้งอาจารย์ โดยไม่สามารถแยกออกจากกันว่าเป็นการแย้งในกรณีที่พาดพิงผม หรือกรณีที่อาจารย์วิจารณ์คำพิพากษาของศาล  ก็อาจจะไม่เป็นธรรมกับอาจารย์บ้าง  เพราะมาตรฐานในการโต้แย้งสองส่วนนี้คงไม่เหมือนกัน ต้องขออภัยด้วย 

ก่อนอื่น มีประเด็นที่อาจารย์พาดพิงผมเล็กน้อยว่า ที่ผมให้ความเห็นต่างๆ เรื่องโทรคมนาคมนั้น ผมคิดเอาเองหรือ  ไม่ได้ฟังผู้ประกอบการอีกซีกหนึ่งหรือเปล่า   ผมขอเล่าให้ฟังว่า ในการทำงานวิจัยเชิงนโยบายของผม จะมีคนมาขอพบผมเยอะมาก ด้วยหลายจุดประสงค์ต่างๆ ทั้งมาขอข้อมูล มาขอความเห็น หรือ มาล็อบบี้ ซึ่งล็อบบี้ก็ไม่ได้แปลว่าอะไรไม่ดีเสมอไป  แต่คือการให้ข้อมูลในมุมของเขา   ฉะนั้น แค่ผมอยู่เฉยๆ ก็จะมี นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ กองทุนต่างๆ และผู้ประกอบการเข้ามาพบอยู่เรื่อยๆ

เช่น ล่าสุด ทำกฎหมาย กสทช. อยู่ในสภา   ก็จะมีนักวิเคราะห์หลักทรัพย์มาถามว่ากฎหมายจะเสร็จเมื่อไหร่ ออกมาแล้วใครกระทบยังไง    มีเปลี่ยนหน้ามาหลายบริษัท ทั้งไทยและฝรั่ง นักวิเคราะห์หลักทรัพย์พวกนี้ก็คือ คนที่ไปคุยกับบริษัทโทรคมนาคม และเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร เพราะว่าเขาต้องบอกกองทุนและนักลงทุนที่เป็นลูกค้าเขาว่า ควรเอาเงินไปลงบริษัทไหน   แล้วมันจะได้เงินหรือเสียเงิน ฉะนั้นพวกนี้ไม่ใช่พวกมั่ว      มีโอเปอร์เรเตอร์มาคุยกับผมด้วย เพราะเขาอยากจะแชร์ไอเดียในมุมของเขาว่าเขาคิดอย่างนี้  บางคนก็มากับไอเดียว่า อยากจะแปรสัญญาอย่างโน้น อยากจะให้ออกใบอนุญาต 3G อย่างนี้ ก็มาเรื่อยๆ แล้วก็ไปเจอตามเวทีต่างๆ อีกเยอะแยะ ฉะนั้นผมไม่ได้นั่งเทียนเดาอยู่คนเดียวนะครับ (หัวเราะ)

ล่าสุด เมื่อมีคำพิพากษาคดียึดทรัพย์ออกมา มีผู้บริหารระดับสูงของโอเปอร์เรเตอร์รายหนึ่งมาบอกว่า ผมวิเคราะห์ได้ถูกต้องเรื่องภาษีสรรพสามิตกีดกันการแข่งขัน   มาบอกว่าเห็นด้วยอย่างยิ่ง    

ผมคิดว่า  ในคดียึดทรัพย์นี้ ศาลมีความพยายามมากในการตัดสินให้ดีที่สุด  แต่จะเรียกว่าสมบูรณ์แบบคงไม่ใช่ ผมเองอ่านแล้วก็มีเครื่องหมายคำถามบางจุด   ยังมีบางจุดที่คิดว่าจุดนี้ถ้าตัดสินแบบเดียวกัน แต่ให้เหตุผลให้หนักแน่นขึ้นก็จะดีขึ้น หรือถ้าอธิบายละเอียดขึ้น ก็จะดีขึ้น  

load เอาฉบับเต็มไปอ่านครับ ยาว 14 หน้า A4

อ.สมเกียรติ์

 

ป้ายกำกับ: ,