RSS

Tag Archives: โลกานุวัตร

ปฏิสัมพันธ์ของโลกที่เสี่ยงภัยกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล หรือ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาสามัญ หรือผู้ ที่ต้องตัดสินใจทางนโยบาย ต่างต้องพบกับปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนและความเร็วของการเปลี่ยนแปลงในโลกที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ ถึงกันหมด อาทิ เช่น การ
เลือกบริโภคอาหารไม่ว่าจะเป็ นเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ แม้ แต่ภาชนะบรรจุอาหารที่เป็น พลาสติก หรือโฟม ก็กลัวทั้งการติดโรค
(โรควัวบ้า / ไข้หวัดนก) และเสี่ยงต่อการทำลายสภาพแวดล้อม หรือทำให้ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

ในยุคสมัยที่วิถีชีวิตของมนุษย์ ล้วนได้ รับอิทธิพลจากพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสังคม และด้านเทคโนโลยี  สัญญาณได้ ชี้ชัดว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพครั้ง
ใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในสังคมของประชากรโลกที่มีสูงขึ้นเป็น 7,000 ล้านคน พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
pic

 

 

 

 

 

 

อ่านต่อ ขนาด file 1.5MB โลกที่เสี่ยงภัย

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

คริส สตีเวนส์ กับ ลิเบีย สหรัฐอเมริกา และโลกมุสลิม : ปิยมิตร ปัญญา

โกลบอลโฟกัส โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com (มติชนรายวัน 16 ก.ย.2555)


เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาที่เบงกาซี ประเทศลิเบีย สำหรับอเมริกันโดยทั่วไปแล้ว ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า ชวนสลดใจ ยังเป็นสิ่งที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อความรู้สึก

ไม่ว่าจะยอมรับกันหรือ ไม่ก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือ หากปราศจากการตัดสินใจเข้าแทรกแซงของ บารัค โอบามา มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่า โมอามาร์ กาดาฟี ก็จะยังคงครองอำนาจเผด็จการอำมหิตของตนอยู่ในลิเบีย

คริส สตีเวนส์ นักการทูตวัย 52 ปี เอง ไม่เพียงเป็นผู้สนับสนุนวิถีของกลุ่มต่อต้านที่เบงกาซีอย่างเต็มตัวเท่านั้น ยังเป็นกลไกหนึ่งซึ่งก่อให้การลุกฮือขึ้นมาทวงอำนาจการปกครองของจากกาดาฟี ที่เคยเป็นเพียงความฝัน กลายเป็นความจริง และประสบความสำเร็จในที่สุด

คริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ ไม่เพียงได้รับการยอมรับนับถือ ยังถูกนับรวมเป็นหนึ่งใน “มิตรสหาย” แห่งกบฏที่เบงกาซีด้วยอีกต่างหาก

สำหรับ สามัญชนอเมริกัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก… นี่คือประเทศที่เราช่วยปลดปล่อย นี่คือคนที่เสี่ยงแม้ชีวิตของตัวเองช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับอิสระเสรี ตอนนี้พวกเขากลับมายึดสถานกงสุล-สถานทูตของเรา ฆ่าเอกอัครราชทูตที่ถือเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศเรา?

ลิเบียในเวลา นี้ ไม่เพียงเป็นประเทศที่โน้มเอียงมาทางอเมริกันเท่านั้น ยังได้ชื่อว่าเป็นชาติ “โปรอเมริกา” มากที่สุดในบรรดาโลกอาหรับด้วยกัน

คริส สตีเวนส์ ตายไปแล้ว เสียชีวิตไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่อเมริกันอีก 3 ราย ด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนว่าเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ภาพยนตร์ซึ่งคนลิเบีย หรือแม้แต่โลกมุสลิมโดยรวมยังไม่มีใครได้ดูได้เห็นอย่างจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำไป

เกิดอะไรขึ้นกับลิเบีย?

เกิดอะไรขึ้นกับโลกมุสลิมกันแน่?

คําอธิบายที่ว่า ภาพยนตร์ “อินโนเซนซ์ ออฟ มุสลิมส์” เป็นเพียง “ข้ออ้าง” ไม่ได้เป็น “สาเหตุ” ของการโจมตีสถานกงสุลเบงกาซี ที่คลับคล้ายจะผ่านการวางแผน มีการจัดเตรียมอาวุธหนักอย่าง อาร์พีจี ที่ไม่สมควรปรากฏอยู่ภายในปริมณฑลของการชุมนุมประท้วงสามัญทั่วไป แม้ดีกรีของอารมณ์ความรู้สึกจะรุนแรงปานใดก็ตาม ดูเหมือนมีเหตุมีผล

กระนั้น คำอธิบายดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับผู้ประท้วงจำนวนมากที่รวมตัว กัน “ในนามของมุสลิม ผู้ปกป้องพระศาสดา” และกำลังทำหน้าที่ “ปกป้องศาสนาอิสลาม” ทั้งที่เบงกาซี-ลิเบีย ไคโร-อียิปต์ ซานอา-ซูดาน เรื่อยไปจนกระทั่งถึง แคชเมียร์ และ จาการ์ตา ที่ อินโดนีเซีย ในเวลานี้


สิ่งที่ปรากฏนั้นดูราวกับว่า แม้นว่าสหรัฐอเมริกาจะรับเอารายการ “สิ่งที่ควรทำ” ทุกอย่างมาจาโลกมุสลิม แล้วทำทุกอย่างไปตามนั้น ก็จะยังคงมีคนอีกกลุ่ม มุสลิมอีกส่วน จะมากหรือน้อยเพียงใดไม่สำคัญ ก็จะยังคงสามารถหาเหตุหาผลอีกสักอย่าง หรือสองอย่าง เพื่อเป็นข้ออ้างสำหรับความจงเกลียดจงชัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ ไม่ชอบขี้หน้า และไม่ไว้วางใจสหรัฐอเมริกาอยู่นั่นเอง

แนวปฏิบัติต่อชาติมุสลิมในยุคสมัยของโอบามาแตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งกับสิ่งที่เคยกระทำกันมาในยุคสมัยของ จอร์จ ดับเบิลยู.บุช

โอบามาตัดสินใจเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในลิเบีย เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่นั่น ทำนองเดียวกับปฏิบัติการ “เรจีม เชนจ์” ของบุชในอิรักก็จริง สิ่งที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงก็คือ ครั้งหลังนี้ไม่มี “ผลประโยชน์ของอเมริกัน” เข้ามาเป็นเดิมพันเหมือนเช่นในกรณีอิรัก

สหรัฐอเมริกาสามารถวางเฉยใน กรณีลิเบียได้โดยไม่เดือดร้อนไม่เหมือนกับกรณีอิรักที่ถูกสร้างภาพเป็นแหล่ง ก่อการร้ายที่ “คุกคาม” ต่ออเมริกันทุกชีวิต ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ “วาระซ่อนเร้น” ที่ซุกงำอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้สหรัฐอเมริกาจะเลิกเสแสร้งว่าตนเองเป็นชาติที่เปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่กระทำการผิดพลาดไปบ้างในบางครั้งด้วย “พลั้งเผลอ” มาเป็นมหาอำนาจที่ “ทำอะไรดีๆ” มามากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสนับสนุนขบวนการ “อาหรับสปริงส์” ทั้งหลายในหลายชาติมุสลิม

ความรู้สึกต่อต้านอเมริกันในลิเบีย ในโลกอาหรับ และในโลกมุสลิม ก็ดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

หรืออาจเรียกได้ว่า ทรรศนะของอาหรับต่อสหรัฐอเมริกานั้น “ปราศจากความยืดหยุ่น” โดยสิ้นเชิง!

ทําไม “แอนตี้อเมริกันนิสต์” ยังคงขึงตึง ไม่ผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่บริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงผันแปรไปมากมายแล้ว? บางครั้ง เรื่องนี้ก็เป็นที่เข้าใจยากเย็นอยู่บ้างสำหรับสังคมอเมริกัน

ความ กราดเกรี้ยวต่อสหรัฐอเมริกา มีอยู่บ้างบางครั้งบางคราวที่ไร้เหตุผล ไร้ตัวตนที่มา แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า “ส่วนมาก” ของความโกรธเหล่านั้น ไม่ได้เลื่อนลอยไร้หลักเกณฑ์ใดๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น “ส่วนมาก” เหล่านั้นวางอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นอยู่จริงและเคยเกิดขึ้นมาให้เห็นกระจะแก่ตามาแล้ว

บางเรื่อง สะท้อนให้เห็นบริบทปลีกย่อยในทางสังคมที่แตกต่าง อย่างเช่น ในชาติอาหรับส่วนใหญ่ รวมทั้งในประเทศอย่างอียิปต์ ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สร้างขึ้นมาจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบ-หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ตรงกันข้ามกับในสหรัฐอเมริกา ที่ใครก็ได้ แม้กระทั่งคนที่ “สับสนทางความคิด” สูงมากจนถึงระดับ “คลั่ง” ก็ยังสามารถระดมทุนมาสร้างหนังสักเรื่องได้

บางกรณี เป็นเรื่องที่ยากแก่การทำความเข้าใจสำหรับผู้คนทั่วไปที่ปราศจากความชำนาญ การในบางสาขาวิชา อาทิ ด้วยเหตุใด ผู้ที่ลงมือกระทั่งเผาพระคัมภีร์ของศาสนาอื่น ถึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ผู้คนที่ปีนป่ายสถานทูต เผาธงชาติ “สตาร์ส แอนด์ สไตรป์ส” กลับลงเอยอยู่ในเรือนจำ?

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ชาวอัลจีเรียน อาจหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1991 ขึ้นมาตั้งข้อกังขาว่า ด้วยเหตุใดขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่มี ความหมายอย่างยิ่งของประชาชนที่นั่นและทั้งภูมิภาค ถึงได้ลงเอยอย่างนองเลือดด้วยการรัฐประหารของบรรดานายทหารที่ชาติตะวันตก หนุนหลัง?

คนอิหร่าน อาจยกเอาเหตุการณ์เมื่อปี 1953 ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เมื่อครั้งที่ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศถูกแผนสมคบ คิดของ ซีไอเอ โค่นล้มด้วยการก่อรัฐประหาร!

เหตุการณ์เหล่านั้นและอีกมากมาย ดูเหมือนเนิ่นนาน ย้อนหลังไปห่างไกลในอดีต เป็นประวัติศาสตร์ที่เลือนลางอย่างยิ่งในความทรงจำ

เว้น เสียแต่ว่า คุณจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของโศกนาฏกรรมน่าเศร้าเหล่านั้น เป็นหนึ่งในคนที่ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากผลพวงของมันอยู่ตราบจนทุกวันนี้

“แอนตี้อเมริกันนิสต์” สามารถเลือนหายไปได้ และน่าจะจางหายไปในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

แต่การคาดหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถลบหายไปได้ในชั่วข้ามคืน เกิดขึ้นได้ก็แต่เพียงในเทพนิยายเท่านั้นเอง

ข้อเท็จจริงที่ว่า โลกอาหรับเป็นอาณาบริเวณที่มีผู้ที่ยึดถือว่า “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” ต้อง “รับผิดชอบ” ต่อการเกิดโศกนาฏกรรมอย่าง 9/11 ในสัดส่วนที่สูงมากที่สุดบริเวณหนึ่งของโลก อาจฟังดูไม่มีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอีกประการที่ชัดเจนก็คือ”อัลเคด้า” ที่อยู่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ลงมือกระทำการนั้น

แต่นั่นสะท้อนให้เห็น “จินตภาพ” ของสหรัฐอเมริกาในความเชื่อของคนอาหรับได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

สหรัฐ อเมริกา ไม่ได้เป็นประเทศที่ “เจตนาดี” แต่บางครั้งทำสิ่งที่ “เลวร้าย” ในสายตาของพวกเขา หากแต่ สหรัฐอเมริกา เป็น “ขุมพลังแห่งความชั่วร้าย” ที่แท้จริงสำหรับพวกเขา

เราพูดกันมากมายถึงความทุกข์ทรมานที่ผู้คนใน ตูนิเซีย อียิปต์ หรือ ลิเบีย ก็ดี ได้รับมาอย่างยาวนานในห้วงแห่งการปกครองเผด็จการในแต่ละประเทศ ความจริงที่น่าทึ่งก็คือ เผด็จการเลือดเย็น

เหล่านั้นไม่อาจอยู่ใน อำนาจในได้เนิ่นนานมากมายปานนั้น หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากสหรัฐอเมริกาหรือชาติตะวันตกสำหรับใช้เป็น “เครื่องมือ” ใน “วาระซ่อนเร้น” ของตนเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ แล้วซ้ำอีก ทุกข์เข็ญที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่อาจผ่านเลยไปง่ายๆ ดังนั้น ภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบนิ่ง สำนึกขอบคุณในบางเรื่อง บางเหตุการณ์ ความไม่ไว้วางใจ ความเคลือบแคลงสงสัย ยังคงพลิ้วไหวเป็นระลอกอยู่เบื้องล่าง

รอวันที่ ไม้ขีดสักก้านถูกจุดขึ้น รอคอยน้ำผึ้งสักหยดละลิ่วลงมา

คําถามที่น่าสนใจก็คือ หลังจากนี้แล้วจะอย่างไร?

คำ ตอบอย่างง่ายก็คือ “พอกันที”… สำหรับอเมริกันที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเหลือหลายกับ “อาหรับสปริงส์” การเลิกยุ่งเกี่ยวอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ปล่อยโลกอาหรับและมุสลิมทั้งโลกให้เป็นเรื่อง “อดีตเมื่อวันวาน” ไปพร้อมๆ กัน

ปล่อยให้อาณาบริเวณที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ ไม่สามารถใช้การวิเคราะห์ทางการเมืองปกติทั่วไปเข้าไปยึดกุมได้ไปตามหนทางของตนเอง

แต่นั่นเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่? เป็นคำตอบที่สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงของโลกหรือไม่? น่าคิด

ทั้ง การ “เอนเกจ” และ “ดิสเอนเกจ” ในกรณีนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย “ตามอำเภอใจ” ในโลกของความเป็นจริงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การ “ปล่อยวาง” จากตะวันออกกลางและโลกมุสลิม ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิด “ความเข้าใจ” ซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้น

ความจริงที่น่าสนใจอีกประการ ที่ดำรงอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ปั่นป่วนรุนแรงที่พุ่งเป้าไปยังสหรัฐอเมริกา ในเวลานี้ก็คือ ยังคงมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชูป้ายแสดงความ “เสียใจ” และ “ขอโทษ” ต่ออเมริกัน ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เพื่อน” ของพวกเขาอย่าง “คริส สตีเวนส์” ที่ลิเบีย

อาจบางที นั่นคือ “หน่ออ่อน” ของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เพียงสหรัฐอเมริกาต้องการ โลกทั้งโลกก็ต้องการ

ล้มเลิก ทอดทิ้งให้มันเหี่ยวเฉาตายไปง่ายๆ…น่าเสียดายยิ่ง ไม่ใช่หรือ?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347775768&grpid=&catid=02&subcatid=0202

 

ป้ายกำกับ: ,

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง….โดย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

 

ท่านผู้อ่านอาจจะสะดุดกับหัวข้อของบทความวันนี้ และอาจจะเห็นว่าช่างกล้าหาญชาญชัยอะไรปานนั้น ที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

ต้อง ขอเรียนว่า เป็นหัวข้อที่แฟนพันธุ์แท้ของคอลัมน์ขอมาค่ะ และดิฉันได้เรียนไปแล้วว่า ดิฉันคงไม่เก่งเพียงพอที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือบทบาทของโลกตะวันออก หรือทวีปเอเชียของเราจะมีมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว แต่การที่ยุโรปอ่อนแอ สหรัฐอเมริกาก็ไม่แข็งแรงมากนัก เป็นโอกาสที่เอเชียจะผงาดขึ้นมาโดดเด่นในเวทีโลกมากขึ้น

ยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก เป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำ ยกตัวอย่างประเทศโปรตุเกส มีอัตราเพิ่มของประชากรเพียง 0.181% ต่อปีเท่านั้น ก็คือเกือบจะไม่เพิ่มเลย นอกจากนั้น ยังเป็นสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนสมัยก่อน ในช่วงที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากนั้นก็จะลดน้อยลงไป

ไทยเราก็เช่นกันค่ะ ดิฉันเคยเขียนไว้เมื่อ 5 ปีก่อนว่า ไทยเราเข้าสู่ช่วงที่มีประชากรในวัยทำงานสูงสุดไปเมื่อปี 2548-2553 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เรารุ่งเรืองที่สุด เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1970-80  แต่เรามัวแต่ทะเลาะกัน เราจึงสูญเสียโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

หลายประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ได้ใช้นโยบายในการรับคนต่างชาติเข้ามา ต่อยอดความเจริญให้ยาวออกไป ซึ่งในตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ก็ใช้นโยบายนี้อยู่  ซึ่งในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในช่วงปลาย/หลังสงครามเวียดนาม 1970-1985 สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการใช้นโยบายนี้

โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยุโรปอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันมาก เพื่อหนีให้พ้นจากสภาพแร้นแค้นของประเทศที่เสียหายจากสงคราม และหลายประเทศต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามด้วย

สำหรับช่วง 1970-1980 นั้น ชาวเอเชียจำนวนมากก็อพยพไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาจ่ายค่าตอบแทนสูงกว่า และไม่ได้รับโอกาสนี้ในประเทศของตน  อเมริกาเปิดรับชาวต่างชาติ เพราะคนหนุ่มต้องไปทำสงครามในเวียดนาม อัตราการเกิดของประชากรจึงลดลง ทั้งทหารก็เสียชีวิตในสงครามเวียดนามจำนวนมาก จึงต้อง “นำเข้า” คนหนุ่มสาวที่จะเป็นกำลังในการทำงานทั้งประเภทที่ใช้แรงงาน และประเภทที่ใช้สมอง

นโยบายในครั้งนั้นทำให้ประชากรที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า “สมอง”จากเอเชีย หลั่งไหลเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันอย่างคับคั่ง และได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ

ช่วงเวลา “พีค” ของแต่ละประเทศจะสั้นยาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างประชากรด้วยค่ะ ประเทศที่อัตราการเกิดของประชากรต่ำ เช่นประเทศจีน ซึ่งมีนโยบายให้มีลูกเพียงคนเดียว อัตราการแทนที่ของประชากรจึงติดลบ เพราะพ่อแม่สองคน มีลูกเพียงคนเดียว ไม่ได้ทดแทนพ่อแม่ด้วยซ้ำไป จีนจะมีช่วงประชากรวัยทำงานมากที่สุดในช่วง 2002-2022 หลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว

โลกในช่วงต่อไป จะมีประชากรที่หลักของศาสนาห้ามการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้น เช่น ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพราะอัตราการทดแทนจะสูงกว่าคือครอบครัวที่มีลูกเกินสองคน ก็ถือว่าทำให้ประชากรเพิ่มแล้ว และเมื่อการสาธารณสุขในทวีปอัฟริกาดีขึ้น อัตราการตายน้อยลง ทวีปอัฟริกาก็จะมีประชากรเพิ่มขึ้น

คนสมัยก่อนจึงนิยมมีลูกมากๆไว้ช่วยงานค่ะ

กลับมาถึงยุโรป วิกฤติของยุโรปในครั้งนี้คงจะยืดเยื้อยาวนาน เนื่องจากไม่มีใครต้องการเห็นการระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆของยูโรโซน ดังนั้น เมื่อต้องประคองกันไป ปัญหาก็จะค่อยๆถูกแก้และสะสาง ซึ่งต้องใช้เวลา

การแก้ไข ลดหนี้สาธารณะของประเทศที่หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูง ก็เหมือนกับคนที่มีหนี้สูงนั่นแหละค่ะ ต้องมีเงินหรือรายได้เพิ่ม เพื่อที่จะชำระหนี้ให้ลดลง ดอกเบี้ยจะได้ไม่พอกพูน ทีนี้ รายได้ของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็มาจากการเก็บภาษี เมื่อเศรษฐกิจไม่ขยาย การเก็บภาษีก็ทำได้เท่าเดิม

อีกเงื่อนไขหนึ่งคืออัตราดอกเบี้ย  ถ้าอัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงมา หนี้ก็จะพอกพูนขึ้นเร็ว จึงต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยไม่ให้หนี้พอกพูนขึ้นมาก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนี้ สามารถทำได้หากไม่เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงจากการที่พลังงานมีราคาสูงขึ้น เสียก่อน ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงมาในช่วงนี้ ทำให้ความหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ถูกกดดันด้วยอัตราเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้น

เพราะหากเศรษฐกิจถดถอย แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราเงินเฟ้อสูง ก็จะเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย และผู้มีรายได้น้อยจะยิ่งลำบาก

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ความสนใจมุ่งสู่ตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งก็คือประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ในวันนี้

สัปดาห์นี้จึงขอแทรกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผู้อ่านกลุ่มหนึ่งจะรู้สึกว่า ทำไมไม่ฟันธงเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ต้องขอเรียนว่า ไม่มีใครทราบจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยที่สามารถแปรเปลี่ยนได้มากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปีหน้ามีการเลือกตั้งใหญ่ในเยอรมนีและอิตาลี

การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารประเทศ มักจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า นโยบายใดจะถูกนักการเมืองหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อหวังคะแนนเสียง และผู้คนที่มีสิทธิ์ในการลงคะแนน ลงคะแนนโดยเห็นภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง
สัปดาห์หน้าจะกลับมาดูประเทศในกลุ่มยุโรปต่อค่ะ แฟนๆคอลัมน์ส่วนหนึ่งชอบเพราะต้องการความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามข่าวและสถานการณ์อื่นๆต่อไปค่ะ

http://bit.ly/Mg7pX4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 25, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย” กระเทือนซัพพลายเชน “ทั่วโลก” (ตอน 2)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า

 

หลังภัยพิบัติทั้งสองครั้งซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ และหลังจากที่ความกังวลถึงภาวะโลกร้อนซึ่งอาจนำมาสู่การเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติที่มีจำนวนถี่ขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติทั้งหลายต้องตกอยู่ในภาวะกดดันในการหาวิธี ใหม่ของการผลิตและจัดส่ง

 

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ บริษัททั้งหลายควรจะต้องได้รับคำเตือนจากทางการอย่างน้อย24 ชั่วโมงก่อนที่น้ำจะมาถึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเหล่านี้ได้รับคำเตือนล่วงหน้าเพียง 2 หรือ 3 ชั่วโมงเท่านั้น นาย เซ็ทซุโอะ อิอุชิ ประธานของเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการค้าของโตเกียวกล่าว

 

บริษัทเหล่านั้น ทำอะไรมไม่ได้มากนักแม้แต่จะเก็บเอกสารและคอมพิวเตอร์ให้พ้นน้ำ อย่างว่าแต่จะขนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ส่วนมากมักติดตั้งถาวรอยู่กับพื้น

นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไปไกลกว่านั้น บริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมโดยตรงอย่าง “ฟอร์ด” บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกัน รวมทั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลกต่างเสียหายจากการขาดชิ้นส่วนอุปกรณ์ ซึ่งถูกผลิตขึ้นในไทยเช่นกัน

 

เช่นเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวใน ญี่ปุ่นอุทกภัยครั้งนี้ได้ทวีความเสียหายจากการเลือกที่ตั้งโรงงานที่ผลิต สินค้าประเภทเดียวกันไว้ในบริเวณเดียวกันเนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดต้น ทุนค่าขนส่งและเอื้อให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกัน

 

การเป็น ศูนย์กลางการผลิตรถและชิ้นส่วนรถยนต์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รวมไปถึงชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆช่วยให้ประเทศไทยดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ และช่วยยกระดับฐานะการเงินประเทศจนกลายมาเป็นประเทศฐานะปานกลาง แต่เมื่ออุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องประสบกับ

 

อุทกภัย มันได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งบริษัทเหล่านั้นและความได้เปรียบดังกล่าวของไทย

 

“บริษัท ทั้หลายจำต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจของการรวมศูนย์การผลิตเสียใหม่” ริชาร์ดลิตเติ้ล นักวิชาการด้านการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิ ฟอร์เนียกล่าว “แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะข้อดี แต่มันก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแก่อุตสาหกรรมทั้งระบบถ้าโรงงานทั้งหมดของคุณตั้ง อยู่ในบริเวณเดียวกัน และเมื่อมันมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น สุดท้ายแล้วคุณก็เสียผลประโยชน์ทั้งหมดที่คุณจะได้จากการรวมศูนย์การผลิต”

 

ตอนนี้ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หลายรายได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายในไตรมาสที่ 4 จะถูกกระทบจากการขาดแคลนชิ้นส่วน เอเซอร์คาดว่าผลกำไรในไครมาสที่ 3 จะลดลง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยในขณะนี้ ราคาฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้เพิ่มสูงขึ้น 5-10 เปอร์เซ็นต์แล้ว

 

การฟื้นฟูอุตสาหกรรมรผลิตฮาร์ดไดรฟ์ไม่ได้ขึ้น อยู่กับผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์รายใหญ่ของโลกอย่างบริษัท “เวสเทิร์นดิจิตอล” ที่โรงงานต้องปิดลงชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเท่านั้น ทว่ายังต้องขึ้นอยู่กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดไดรฟ์จากไต้หวันด้วย ทั้งนี้ โรงงานทั้ง 2 แห่งของบริษัท Min Aik Technology ดังกล่าวของไต้หวัน ได้สูญเงินกว่า 90 ล้านดอลลาร์เมื่อโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมโรจนะ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วม

เจ ที หว่าง ประธานของเอเซอร์ออกมาแสดงความกังวลว่า การที่แหล่งผลิตตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันนั้นทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงมากขึ้น “ระบบซัพพลายเชนควรจะต้องมีการกระจายตัวมากกว่านี้” เขากล่าว

 

โจ นาธาน กูเย็ตต์ รองประธานฝ่ายซัพพลายเชนของดีเคเอสเอชเห็นตรงกัน อุทกภัยที่เกิดในประเทศไทยและเหตุการณ์สึนามิในญึ่ปุ่นจะส่งผลให้การออกแบบ ระบบซัพพลายเชนต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการซัพพลายเชนก็ยังต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ซัพพลายเออร์  และต้องเป็นไปตามข้อบังคับของรัฐบาลด้วย

 

ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันในเรื่องลูกค้า และคู่แข่ง และนักลงทุน โดยต้องประหยัดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุดอีกด้วย

 

แม้ว่าบริษัทที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้จะมีประกันความเสียหาย แต่ก็ไม่มีอะไรจะมารับประกันได้ว่า พวกเขาจะมีสินค้าป้อนสู่ตลาด

 

เช่น เดียวกับเหล่าบริษัทประกันภัย ที่อาจยกเลิกการประกันภัยความเสี่ยงดังกล่าวหากพวกเขาไม่ได้เห็นแผนการ ป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วมจากรัฐบาล

 

แล้วบริษัทผู้ผลิตจะลงทุน เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วยตัวเองหรือไม่?ลิตเติ้ลกล่าว ว่ารัฐบาลไม่อาจบังคับให้บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ลงทุนเพื่อรับมือกับภัย พิบัติเอง  เนื่องจากบริษัททั้งหลายต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต และการทำให้ผู้ถือหุ้นปกป้องตนเองและ

ลูกจ้างก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก “ระบบ ตลาดไม่เคยให้รางวัลแก่ผู้ที่ระแวดระวัง นักลงทุนจะไม่สนใจบริษัทที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำ พวกเขาจะลงโทษบริษัทพวกนั้นด้วยซ้ำ” ลิตเติ้ลกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320474909&grpid=01&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 5, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย”กระเทือนซัพพลายเชน”ทั่วโลก” (ตอน 1)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
มหันตภัยน้ำท่วมซึ่งร้ายแรงที่สุดใน รอบ 50 ปีคราวนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจ คนมากกว่า 400 คนเสียชีวิต คนอีกนับแสนต้องอพยพย้ายที่อยู่ พื้นที่ปลูกข้าว 1 ใน 4 ของประเทศซึ่งส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไทยถูกน้ำท่วมเสียหาย นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 แห่งจมน้ำ ซึ่งยังผลให้ประชากรกว่า 7 แสนคนต้องไร้งานทำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นช่วยให้เห็นความสำคัญของบรรดาประเทศในเอเชีย ที่กำลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก อันเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่สูงขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเป็นแหล่งผลิตราคาถูก

 

“โรงงานผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องจมอยู่ในน้ำซึ่งท่วมสูงประมาณ 2 เมตร ผู้ผลิตหลายรายต่างพยายามจ้างนักประดาน้ำเพื่อกู้เครื่องจักรที่มีราคาแพง และยากแก่การเปลี่ยน”

แม้ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เรื่อยไปถึงโรงงานผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม ล้วนมีแผนรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อันเห็นได้จากการที่คำว่า “การบริหารความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทาน” (“supply chain risk management”) ได้ถูกบรรจุลงในคลังคำศัพท์ของวิชาการบริหาร อย่างไรก็ดี โรงงานมากกว่า 1,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้

“ไม่มีใครเคยนึกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดความเสียหายในกรณีที่ร้าย แรงที่สุด” สมบูรณ์ ประสิทธิ์จุตรากุล ประธานบริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด กล่าว

แหล่งผลิต 3 แห่งของดีเคเอสเอชในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทั้งโรงงานผลิตกางเกนยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ โรงงานผลิตยา และศูนย์กระจายสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ “ในอนาคต เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องความเสี่ยงจากอุทกภัยเสียใหม่ เราต้องกลับมาพิจารณาว่า ควรจะยกพื้นที่ตั้งโรงงานให้สูงขึ้น หรือควรจะไปหาทำเลที่ตั้งโรงงานซึ่งมีการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่านี้แทน” สมบูรณ์กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆด้วย “ไม่กี่ปีที่แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการซัพพลายเชนอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหัวหน้า และอธิบายว่าวิกฤติน้ำท่วมในไทย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการได้ล่วงหน้า และเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทุกวันนี้ คุณไม่สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวได้อีกต่อไปแล้ว” เดเนียล คอร์สเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของสถาบันสอนธุรกิจไออีในมาดริดกล่าว

คอร์ส เตนกล่าวต่อว่า บริษัทจะถูกมองว่าเป็นจำเลยจากการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” ในสายตาลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัทถ้าหากว่า “บริษัทเหล่านั้นไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบรถ ยนต์ ที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล่านั้นกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ที่ตอนนี้แลดูเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์
ไล่มาตั้งแต่ “ฮอนด้า” โรงงานผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจมอยู่ใต้บาดาลมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึง “เอเซอร์” บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสส์ไดรฟ์ในประเทศไทย และบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆซึ่งได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายและผลกำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติในครั้งนี้ จากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทำให้ฮอนด้าต้องลดจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไล่ไปถึงเมืองสวินดอนในสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาของการเกิดภัยพิบัติก็ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้สาหัสขึ้นไปอีก อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือน ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตใน ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องรับกับความเสียหายอีกครั้ง จากการที่โรงงานมากกว่า 450 โรงจากทั้งหมด 2,000 โรงถูกน้ำท่วม

และน้ำจะยังไม่หายไปไหนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่มองใน “แง่บวก” ที่สุด ส่งผลทำให้ผู้บริหารยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขความเสียหายทั้งหมด รวมถึงเงินทุนที่จะต้องใช้สำหรับการฟื้นฟูโรงงานได้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประเมินไว้ว่า วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อจีดีพีมากกว่า 1.7 เปอร์เซ็น เทียบกับความเสียหาย 0.3 เปอร์เซ็นของจีดีพีเมื่อช่วงเหตุการณ์สึนามิของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 และมูลค่าความเสียหาย 0.1 เปอร์เซ็นของจีดีพีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติจะย้ายการลงทุนออกนอกประเทศไทยหรือไม่? บรรดาผู้ผลิตจะเปลี่ยนแผนธุรกิจจาก “โมเดลการผลิตที่เน้นต้นทุนต่ำ” ในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และลูกค้าอยู่บริเวณใกล้กันทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเปลี่ยนจากการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” หรือ “just-in-time production” [หมาย เหตุ การผลิตแบบ “just-in-time” (JIT) โรงงานจะทำการผลิตสินค้าให้เสร็จและจัดส่งออกไปเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่า นั้น และวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ก็จะถูกนำมาผลิตและประกอบตามจำนวนความต้องการของลูกค้า วัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก็จะถูกสั่งซื้อเข้ามาก็ต่อเมื่อมีความต้องการเท่านั้น]  ไปยังแผนธุรกิจที่เน้นการกระจายความเสี่ยงกว่านี้หรือไม่? บริษัท ควรจะหันมาลงทุนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล หรือจะเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับว่า ภัยพิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320394612&grpid=01&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

$$… Occupy Global 951 เมือง ใน 82 ประเทศทั่วโลก เกิดจากอะไร? …$$ โดย Mr.Messenger ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอเอามาอธิบาย ไว้ใน link นี้ครับ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I11206997/I11206997.html

 

ป้ายกำกับ: , ,

“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้

ยุกติ มุกดาวิจิตร

เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?

 
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ

 
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่

 
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน

 
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว

 
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”

พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน

ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม

ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”

ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?

กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน

ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ

จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน

แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น

อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก

ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้

การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร

แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า

ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน

ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 29, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ปาฐกถา “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน” ของ “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1258727873&grpid=01&catid=

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน เวลา 13.30 น. ที่ห้อง ร.103 ชั้น 1 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายเสกสรรค์  ประเสริฐกุล อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงปาฐกถาเรื่อง “โลกไร้พรมแดนในประเทศที่มีพรมแดน : ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์” ในโอกาสครบ 60 ปี ของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ว่าเรื่องที่พูดในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่มากกว่าเรื่องคณะรัฐศาสตร์ ใหญ่กว่าเรื่องของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กระทั่งมีด้านที่อาจจะใหญ่กว่าประเทศไทยของเรา

ฉะนั้นสิ่งที่จะพูดต่อไปนี้จึงเป็นเพียงแง่คิด คำถามและการตั้งข้อสังเกตมากกว่า ซึ่งเป็นเพียงทัศนะส่วนตัวซึ่งอาจจะผิดหรือถูก ตนต้องการเพียงแต่จุดประเด็นให้นำไปคิดต่อ และให้ผู้ที่ห่วงใยบ้านเมืองนำไปช่วยกันพิจารณา

ความขัดแย้งระหว่างระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์ สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคงหนีไม่พ้น 3 ประเด็น
1. รัฐชาติคืออะไรทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์
2.ความขัดแย้งมีลักษณะอย่างไรทำไมจึงขัดแย้งกับสังคมโลกาภิวัตน์
3.เมื่อขัดแย้งกันแล้วเกิดปัญหาอะไร แก้ปัญหาอย่างไร

ทั้งสามประเด็นนี้พัวพันกันอย่างแยกไม่ออก บางทีอาจจะต้องพูดถึงแบบรวมๆกัน ความสัมพันธ์ทางอำนาจระดับรัฐย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องก้าวล่วงไปสู่ปริมณฑลของปรัชญาการเมือง เพราะผู้คนมองบทบาทของรัฐด้วยสายตาที่แตกต่างกัน รัฐเองก็มีจิตนาการในเรื่องอำนาจของตน

รัฐชาติเป็นรัฐสมัยใหม่ ไม่ว่าเราจะรู้สึกคุ้นเคยสักแค่ไหนต้องยอมรับว่ารูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจแบบนี้ไม่ได้มีมาแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอย่างยิ่งในกรณีของรัฐสมัยใหม่ของไทยและชาติไทยในความหมายสมัยใหม่ อาจจะนับถอยหลังไปเพียงประมาณ 80-90 ปีเท่านั้น

อำนาจการเมืองเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ขึ้นอยู่ต่อการยอมรับของผู้อยู่ใต้อำนาจค่อนข้างมาก และการยอมรับนั้นมักต้องอาศัยศรัทธาเกี่ยวกับประโยชน์สุขบางประการที่ผู้อยู่ใต้อำนาจเชื่อว่าอำนาจดังกล่าวจะนำมาให้

การเกิดขึ้น มีอยู่ และดำเนินไปของระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ เช่นเดียวกับอำนาจรัฐในรูปแบบอื่น ต้องอาศัยจินตนาการทางการเมืองมารองรับ เพียงแต่ว่าข้ออ้างความชอบธรรมของรัฐชาติมีเนื้อหาสาระเป็นลักษณะเฉพาะตน ต่างจากอำนาจปกครองแบบโบราณและเริ่มแตกต่างมากขึ้นเรื่อยๆกับชุดความคิดความเชื่อของสังคมโลกาภิวัตน์

“อำนาจแบบรัฐชาติมีรากฐานอยู่บนจินตนาการใหญ่ทางการเมือง” มี 3 ประการ

1. การตีเส้นแบ่งความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างพลเมืองและประชากรของตนกับคนอื่นที่ไม่ได้สังกัดรัฐนี้ พูดง่ายๆคือ มีการนิยามสมาชิกภาพของประเทศไทยไว้อย่างตายตัว ความเป็นคนไทยและไม่ใช่คนไทยทั้งบัญญัติทางกฎหมายและโดยนิยามทางวัฒนธรรม
2. ประชากรที่สังกัดอำนาจรัฐเดียวกัน เกี่ยวโยงสัมพันธ์กันหลายมิติกระทั่งเปรียบดังสมาชิกในครอบครัวใหญ่เดียวกัน มีชะตากรรมทุกข์สุขร้อนร่วมกัน
3.ทั้งประเทศเป็นหน่วยผลประโยชน์ใหญ่และถือว่าผลประโยชน์ส่วนรวมมีจริง มักเรียกกันว่าผลประโยชน์ชาติ ทั้งนี้โดยมีนัยว่าทุกคนที่เป็นสมาชิกของชาติย่อมได้รับผลประโยชน์ดังกล่าวอย่างทั่วหน้า

จากจินตนาการทั้งสามข้อนี้รัฐชาติจึงได้ออกแบบสถาบันการเมืองการปกครองขึ้นมารองรับและตรากฎหมายจำนวนนับไม่ถ้วนขึ้นมา เพื่อจัดตั้งความสัมพันธ์ทางอำนาจกับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจสังคม ให้เป็นไปตามความเชื่อของรัฐ นอกจากนี้ยังได้ปลูกฝังขัดเกลารูปการจิตสำนึกของประชากรให้เข้ามาอยู่ในกรอบเดียวกัน

“กระบวนการเหล่านี้เรียกรวมว่าเป็นระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ”

กรณีของประเทศไทย ระเบียบอำนาจรัฐแบบรัฐชาติถูกวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิชาการปัญญาชนจำนวนมาก

ทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวกับรัฐชาติล้วนแล้วแต่ถูกตรวจสอบตั้งคำถามอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสมจริงของจินตนาการและชาตินิยม ความชอบธรรมของตัวสถาบันการเมืองการปกครอง ความเป็นธรรมของแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือความถูกต้องของสิ่งที่เรียกว่าวัฒนธรรมแห่งชาติ และอีกหลายๆด้านที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ทางอำนาจ

อย่างไรก็ตามคำวิจารณ์เหล่านั้นไม่ใช่ประเด็นสำคัญสำหรับการพูดคุยในวันนี้ เนื่องจากที่ผ่านมา แม้ว่าเราจะไม่เห็นด้วยกับหลายสิ่งหลายอย่างที่รัฐไทยเป็นอยู่และทำไป แต่ข้อวิจารณ์ยังคงจำกัดอยู่ในกรอบของรัฐชาติอยู่ดี  เราเพียงอยากให้รัฐชาติของไทยเป็นรัฐชาติที่ดีขึ้นเรื่อยๆ

ปัญหามีอยู่ว่า ขณะนี้ตัวแบบที่ตกเป็นเป้าวิจารณ์ของนักวิชาการและปัญญาชนเองกลับกำลังถูกแปรรูปด้วยปัจจัยอื่นตลอดเวลา

ระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ  กำลังถูกหักล้างกัดกร่อนอย่างรวดเร็วด้วยยุคสมัยที่เปลี่ยนไป จนทำให้เกิดคำถามว่ารัฐชาติของไทยจะสามารถรักษาระเบียบอำนาจของตนไว้ได้หรือไม่ มันสายไปแล้วหรือไม่ที่จะจำกัดปรับปรุงเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไว้ในกรอบคิดแบบรัฐชาติ และสุดท้ายคือ อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อรัฐชาติต้องแปรรูปเป็นรัฐแบบอื่น

“พร้อมหรือยังที่จะพบกับการเปลี่ยนแปลง และเราจะรับมือกับจังหวะก้าวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แค่ไหน”

เรื่องที่น่ากังวลก็คือ ที่ผ่านมาเรายังมีองค์ความรู้ไม่พอที่จะตอบคำถามเหล่านั้นและอาจต้องทำการค้นคว้าวิจัยกันโดยด่วน ควรจะเป็นวาระสำคัญที่สุดของวงการวิชาการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสายสังคมศาสตร์
ความขัดแย้งระหว่างรัฐชาติกับกระแสโลกาภิวัตน์คงไม่สามารถพูดกันในความหมายเก่าๆได้อีกแล้ว
ในห้วงเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 เราเคยพูดกันถึงเรื่อง “เสียกรุง-กู้ชาติ” กระทั่งพูดเรื่อง “การขายชาติ” เนื่องจากมองผ่านจุดยืนของลัทธิชาตินิยมและระเบียบอำนาจรัฐชาติ แรงกดดันจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศดูเหมือนเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยอีกทั้งการออกกฎหมาย 11 ฉบับโดยรัฐบาลไทยเพื่อยกเลิกข้อจำกัดของการค้าและการลงทุนแบบไร้พรมแดน ดูคล้ายเป็นการจำยอมจำนนต่อต่างชาติและเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาถือครองประเทศไทย

หลังจากเหตุการณ์คลี่คลายมานานกว่าสิบปี เราจึงเห็นชัดว่าระเบียบเศรษฐกิจแบบโลกาภิวัตน์ที่ประเทศไทยถูกกดดันให้ยอมรับนั้นไม่เพียงกลายเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้กันทั้งโลก หากยังมาจากกรอบคิดที่แตกต่างจากจินตนาการมูลฐานของรัฐชาติอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือมันเป็นแนวคิดที่ยกเลิกพรมแดนทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และในบางด้านกำลังเคลื่อนตัวเข้าสู่  “การยกเลิกพรมแดนในทางการเมือง” ด้วย

“จินตนาการเรื่องอธิปไตยเหนือดินแดนก็ดี เรื่องเศรษฐกิจแห่งชาติก็ดี หรือเรื่องวัฒนธรรมแห่งชาติก็ดี ในหลายกรณีจึงกลายเป็นเรื่องนอกประเด็นกระทั่งถูกมองว่าล้าหลัง ไม่เกิดประโยชน์”
การที่เราไม่สามารถมองปัญหาด้วยกรอบคิดเก่าๆไม่ได้มาจากแรงกดดันของการเปลี่ยนแปลงในระดับโลกเท่านั้น หากยังเกิดจากการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา

หลังจากเปิดประเทศต้อนรับการค้าการลงทุนอย่างเสรีทั่วด้าน สิ่งที่เกิดขึ้นตามหลังมาทั้งหมดล้วนมีผลประโยชน์ของคนไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง อย่างน้อยบางส่วน แต่เป็นบางส่วนที่มีจำนวนมาก มีน้ำหนักทางสังคมมิใช่น้อย  ทุนต่างชาติไม่เพียงเข้ามาซื้อหุ้น ตั้งโรงงานหรือถือครองทรัพย์สินในประเทศไทยเท่านั้น ผู้ประกอบการชาวไทยก็ร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติหรือไม่ก็ประกอบธุรกิจที่โยงใยก่อเกื้อเอื้อประโยชน์ให้กันและยิ่งไปกว่านั้นนักธุรกิจไทยเองก็ต้องอาศัยระเบียบการค้าโลกที่เปิดกว้างข้ามพรมแดนไปลงทุนในต่างประเทศอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ยังไม่รวมผู้บริโภคจำนวนไม่น้อยที่ชื่นชอบห้างใหญ่มากกว่าร้านโชว์ห่วย และมีพลเมืองไทยจำนวนมากที่ยังชีพด้วยการทำงานกับบริษัทต่างประเทศหรือออกไปขายแรงงานในประเทศอื่นๆ
การรื้อถอนจินตนาการแบบรัฐชาติในส่วนที่เป็นรากฐานที่สุด เกิดขึ้นเองปราศจากจิตสำนึกจงใจและไม่ขึ้นต่อเจตนารมย์ของผู้ใด
“ใช่หรือไม่”

สังคมไทยในเวลานี้กลายเป็นสังคมโลกาภิวัตน์ไปแล้ว เป็นโลกไร้พรมแดนที่ทับซ้อนอยู่ในประเทศที่มีพรมแดน เส้นแบ่งระหว่างความเป็นคนไทยกับคนอื่นมีความหมายน้อยลง คนไทยไม่ได้มีชะตากรรมร่วมกันเหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน หลายคนมีเส้นทางเดินชีวิตร่วมกับชาวต่างประเทศเสียมากกว่า บ้างก็โดดเดี่ยวยากแค้นไปโดยลำพัง

“ผลประโยชน์แห่งชาตินั้นมีความหมายพร่ามัวไปหมดโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่เพียงต้องแบ่งก้อนใหญ่ให้ชาวต่างประเทศเท่านั้น ส่วนที่แบ่งกันเองก็เหลื่อมล้ำอย่างยิ่ง กระทั่งมีคนที่ไม่ได้ส่วนแบ่งนั้นเลย”

ข้อสังเกตการเปลี่ยนแปลงภายในสังคมไทยใช้จิตนาการเรื่องชาติต่างไปจากเดิม 2 เรื่องคือ
1.วาทกรรมทางการเมือง สำหรับต่อสู้ภายในประเทศ เช่น มีการพูดถึงการ”กู้ชาติ” ให้รอดพ้นจากคนไทยด้วยกัน ช่วงชิงกันเป็นผู้พิทักษ์รักษา “ผลประโยชน์ของชาติ” ทั้งๆที่ความเป็นจริงในเรื่องนี้ เป็นดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น  คือ นับวันยิ่งถูกทำให้ว่างเปล่าด้วยหลักฐานเชิงประจักษ์
2. วาทกรรมทางการตลาด  มีการใช้วาทกรรมเรื่องชาติไปในทางการตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ และถือเป็นส่วนหนึ่งงานโฆษณาสินค้าที่ปกติมักไม่ค่อยถูกจำกัดด้วยหิริโอตัปปะ หรือความรับผิดชอบเรื่องความถูกต้องทางหลักการใดๆ

ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้คือ กรณีการแจก “เช็คช่วยชาติ” เป็นนโยบายกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศของรัฐบาลเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้รัฐบาลได้ตกลงกับห้างร้านต่างๆในการรับเช็คและเพิ่มมูลค่าของเช็ค เพื่อประกันว่าผู้ที่ได้รับแจกเงินหัวละสองพันบาทจะหมดสิ้นแรงจูงใจในการเอาเงินจำนวนนั้นไปเก็บออม

ผลที่ออกมาคือใช้คำว่า “ชาติ” ในหัวข้อโฆษณาสารพัด เช่นชวนให้ซื้อเครื่องสำอางต่างประเทศเพื่อชาติ ชวนดูหนัง หรือเข้าห้องร้องคาราโอเกะเพื่อชาติ เป็นต้น

“มีการบอกผู้บริโภคว่าแค่ออกไปหาความบันเทิงเริงรมย์ก็ถือว่ารักชาติมากแล้ว”

นอกจากนี้ยังเคยเห็นป้ายคำขวัญตามเมืองท่องเที่ยวระบุนักท่องเที่ยวเป็นคนสำคัญของชาติ  อาจจะแปลกหูแปลกตาสำหรับคนที่ถูกสอนมาว่าคนที่สำคัญของชาติต้องประกอบคุณงามความดีบางประการ
การนำจินตภาพเรื่องชาติมาใช้ทางการเมืองและธุรกิจแบบที่กล่าวมานี้ แทนที่จะช่วยรักษาความขลังของคำว่าชาติ กลับจะยิ่งเร่งความเสื่อมทรุดแก่แนวคิดชาตินิยมและระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติ  ซึ่งกำลังเกิดขึ้นอยู่แล้วโดยปัจจัยทางภววิสัย
ความขัดแย้งระหว่างระเบียบรัฐอำนาจแบบรัฐชาติกับสังคมโลกาภิวัตน์
ความขัดแย้งนี้ไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เชิงปฏิปักษ์ระหว่างประเทศมหาอำนาจหรือเข้ากันไม่ได้โดยสิ้นเชิงระหว่างผลประโยชน์ไทยกับผลประโยชน์ต่างชาติ และยิ่งไม่ได้หมายความว่าเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยกัยโลกทั้งโลก
ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น
คำตอบ คือ เพราะนับวันเส้นแบ่งระหว่างเรากับเขาดังกล่าวแทบไม่มีอยู่ในทางปฏิบัติหรือเหลืออยู่น้อยเต็มที แม้จะยังมีเหลืออยู่มากในจินตนาการของหลายๆคนก็ตาม

“ตามความเข้าใจของผมถ้าพิจารณาจากประเด็นที่เราพูดกันในวันนี้ มันน่าจะหมายถึงลักษณะที่อาจจะเข้ากันไม่ได้หรือไม่สอดคล้องกันระหว่างระเบียบอำนาจที่เราใช้อยู่กับสังคมที่แปรเปลี่ยนไป”

นายเสกสรรค์ ยังกล่าวย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่คนในแวดวงวิชาการต้องช่วยกันค้นคว้าหาคำตอบกันเสียทีว่ารัฐชาติแบบที่รู้จักสามารถดูแลสังคมไทยที่เป็น “พหูพจน์” ได้หรือไม่ จะอำนวยความเป็นธรรมในระบบเศรษฐกิจและสังคมอันประกอบด้วยปัจจัยข้ามชาติมากมายหลายอย่างด้วยวิธีใด และถ้าทำไม่ได้ รูปแบบความสัมพันธ์ทางอำนาจในประเทศนี้ควรจะต้องเปลี่ยนแปลงหรือถูกแก้ไขปรับปรุงอย่างไร

“นี่เป็นเรื่องใหญ่กว่าความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างเสื้อสีต่างๆ ที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าในบางมิติปัญหาทั้งสองระดับอาจจะเกี่ยวโยงกับอยู่ การเปลี่ยนแปลงในลักษณะของรัฐนั้น ถึงอย่างไรก็ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงระดับระบอบการปกครองในระดับรัฐบาล”
รัฐหนีไม่พ้นการเปลี่ยนแปลง

จากประสบการณ์โดยตรงของ นายเสกสรรค์ กล่าวว่า รัฐมีความสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจและสังคมตลอดจนวิถีวัฒนธรรมอย่างแยกไม่ออก และบ่อยครั้งเมื่อเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไป รูปแบบของรัฐก็หนีไม่พ้นต้องเปลี่ยนแปลงตาม

ยกตัวอย่าง เมื่อร้อยกว่าปีก่อนอาจจะเรียกว่ายุคโลกาภิวัตน์ครั้งที่ 1 ภายใต้แรงกดดันของลัทธิล่าอาณานิคม ราชอาณาจักรสยามยอมเปิดประเทศทำสัญญากับราชอาณาจักรอังกฤษ หรือสนธิสัญญาบาวริง ต่อมาก็ทำสัญญาคล้ายกันกับประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ส่งผลให้สยามต้องเปิดประตูกว้างต้อนรับสิ่งที่เรียกว่า “ระบบการค้าเสรี”

การเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกนำการเปลี่ยนแปลงมาสู่สังคมสยามอย่างรวดเร็วเมื่อบวกกับความเสื่อมของระบบไพร่ และขุนนางที่เกิดมาก่อนบ้างแล้ว ในที่สุดนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์ทางอำนาจอย่างลึกซึ่งถึงราก ภายในศูนย์อำนาจและระหว่างศูนย์อำนาจกับพลเมืองที่อยู่ใต้การปกครอง

ภายในระยะเวลา 50 ปี โลกาภิวัตน์รอบแรกส่งผลให้รัฐศักดินาโบราณของไทยซี่งเคยมีระบบกระจายอำนาจสูง แปรรูปเป็นรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งรวมศูนย์เข้าสู่อำนาจส่วนกลางแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด กลายเป็นต้นทางของการสร้างรัฐชาติสมัยใหม่ในเวลาต่อมา

จากการศึกษาประวัติศาสตร์ทางการเมืองพบว่า การเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญยิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในรูปแบบของรัฐ ทั้งที่มีความจำเป็นและเป็นไปได้  เมื่อเปรียบเทียบกับยุคโลกาภิวัตน์ในปัจจุบัน อดคิดไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงระดับรัฐของประเทศไทย น่าจะมีทั้งความจำเป็นและความเป็นไปได้เช่นเดียวกัน
“ในฐานะปัญญาชนที่หมกหมุ่นครุ่นคิดเรื่องรัฐไทยมานาน สภาพการณ์ปัจจุบันย่อมเป็นเรื่องเย้ายวนมากที่จะชวนให้คิดอะไรแบบอภิมหาทฤษฎีว่าด้วยวิวัฒนาการของรัฐและสังคมไทยแต่สุดท้ายก็ยอมรับว่าไม่มีปัญญาพอที่จะทำเรื่องสุ่มเสี่ยงทางวิชาการขนาดนั้น”

กล่าวอีกแบบหนึ่ง คือ ข้อสังเกตของผมเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรัฐไทยในยุคโลกาภิวัตน์รอบปัจจุบัน ไม่ได้เกิดจากจิตนาการแบบประวัติศาสตร์จะต้องซ้ำรอย หรือประวัติศาสตร์กำลังใช้กฎวิภาษวิธีกับเส้นทางเดินของสังคมไทย ทำนองว่า เมื่อการเปิดประเทศเสรีครั้งแรกให้กำเนิดรัฐชาติ การเปิดประเทศเสรีรอบสองทำให้รัฐชาติหมดฐานะ จากนั้นอาจจะต้องสังเคราะห์หารัฐอะไรอีกสักแบบหนึ่งซึ่งเป็นการพัฒนาขั้นสูงขึ้นไปอีก

ถ้ายอมรับว่ารัฐเป็นแกนกลางความสัมพันธ์ทางอำนาจของแต่ละประเทศ และเป็นกลไกหลักในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้ผู้คนในสังคม ต้องยอมรับว่าหลักฐานเชิงประจักษ์มากมาย ชี้ให้เห็นว่าบทบาทหน้าที่ดังกล่าวของรัฐไทยกำลังอ่อนแอลงอย่างน่าตกใจ ในบางด้านรัฐไทยมีอำนาจน้อยลง กระทั่งได้รับฉันทานุมัติในการใช้อำนาจน้อยลง รัฐบังคับใช้กฎหมายบางเรื่องไม่ได้ ยังไม่ต้องกล่าวถึงระยะหลังๆ อำนาจรัฐมักถูกขืนต้านในรูปแบบต่างๆมากขึ้นทุกที

สภาพเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าระเบียบอำนาจแบบที่เราใช้อยู่กำลังมีปัญหาโดยตัวของมันเอง ซึ่งย่อมส่งผลลดทอนประสิทธิภาพของรัฐในการดูแลสังคมลงไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันปัญหาที่รัฐต้องแก้ไม่เพียงมีจำนวนเพิ่มขึ้น หากยังมีลักษณะใหม่ๆเปลี่ยนไปจากเดิม โดยที่ตัวรัฐเองก็ไม่สามารถใช้วิธีการเดิมๆมาแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง
ปัญหาที่รัฐต้องเผชิญเพื่อปรับปรับปรุงหรือปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางอำนาจมี 2 ประเภท คือ
1.ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆในสังคมไทย
2.ปัญหาความไม่ลงตัวเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะ

อันดับแรกเกี่ยวกับเรื่องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ดังที่ตั้งข้อสังเกตไว้แล้ว ถึงวันนี้เราคงต้องยอมรับว่าผลประโยชน์ของผู้คนในประเทศไทยมีความหลากหลายมาก ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียว กระทั่งขัดแย้งกันเองเกินว่าจะใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติมาเป็นข้ออ้างในการบริหารอำนาจ

นอกจากนี้เราต้องยอมรับว่าโลกภิวัตน์ทางเศรษฐกิจมีผลทั้งบวกและลบ ผู้คนได้เสียจากโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ไม่เท่ากัน คำว่ากลุ่มทุนโลกาภิวัตน์จริงๆแล้วแทบไม่มีเรื่องสัญชาติเข้ามาเกี่ยวข้อง อาจจะหมายถึงนักลงทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทยหรือหมายถึงทุนไทยที่ร่วมลงทุนกับต่างชาติและลงทุนในต่างประเทศก็ได้ ระบบการค้าการลงทุนที่ไร้พรมแดนไม่เพียงทำให้ผลประโยชน์ของทุนไทยและทุนต่างชาติคละเคล้ากันจนแยกไม่ออกเท่านั้น แม้ในระดับของการจ้างงานยังมีลักษณะไร้พรมแดนไปด้วยดังจะเห็นได้จากการนำแรงงานต่างชาติเข้ามาในจำนวนมหาศาลทำให้ประเทศไทยมีประชากรที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยในจำนวนที่มีนัยสำคัญ ประเด็นใหญ่ในเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่พวกเขาเป็นต่างชาติที่เข้ามาอาศัยประเทศไทยทำกิน นั่นเป็นกรอบคิดเก่าที่ใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะแรงงานดังกล่าวจำนวนสองล้านห้าแสนคนได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพลังการผลิต ที่ช่วยลดต้นทุนและช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันทั้งของทุนไทยและทุนต่างชาติบางกลุ่ม ขณะเดียวกันกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่คอยตรึงราคาค่าแรงของผู้ใช้แรงงานชาวไทยด้วย

“แรงงานต่างชาติเป็นคนนอกโดยนิตินัยเท่านั้น หากการดำรงอยู่พวกเขาเป็นคนในของระบบการผลิตในประเทศไทยซึ่งสมควรได้รับการดูแลตามฐานะและศักดิ์ศรีของความเป็นคน”

ตรงนี้เข้าใจว่าระเบียบอำนาจแบบรัฐชาติยังไม่ได้เปิดพื้นที่เท่าที่ควร ทำให้เกิดการกดขี่ข่มเหงและการละเมิดสิทธิมนุษยชนของแรงงานต่างชาติขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตรงกันข้ามกับการเข้ามาของนักลงทุนหรือนักท่องเที่ยวต่างชาติซึ่งมักได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

การออกกฎหมาย 11 ฉบับเพื่อตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟ ไม่เพียงลดอำนาจรัฐไทยในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ และลดทอนความเป็นรัฐชาติของไทยเท่านั้น หากยังพาอำนาจรัฐไทยให้เอนเอียงไปในทางการดูแลอำนวยความสะดวกให้กับการเติบโตของโลกาภิวัตน์ด้วย

แต่ประเด็นมีอยู่ว่าสภาพดังกล่าวสามารถกลายเป็นปัญหาทางการเมืองในระดับคอขาดบาดตายได้ ถ้ารัฐไทยยังใช้คำว่าผลประโยชน์แห่งชาติไปผัดหน้าทาแป้งกับการขยายตัวของฝ่ายทุนเพียงฝ่ายเดียว โดยไม่สนใจใยดีการสูญเสียผลประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบ ตัวอย่างในเรื่องดังกล่าวได้แก่การประท้วงของชุมชนท้องถิ่นต่างๆ ซึ่งเดือดร้อนจากการตั้งโรงงานอุตสาหกรรมทั้งโดยทุนไทยและทุนต่างชาติ ทั้งนี้โดยมีกรณีความขัดแย้งที่มาบตาพุดเป็นตัวอย่างล่าสุด
ระบบทุนในยุคโลกาภิวัตน์ทำให้การเติบโตของจีดีพีและการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมก่อให้เกิดประโยชน์กับคนไม่น้อย แต่เป็นแค่ส่วนหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมดอันประกอบขึ้นเป็นประเทศไทย คนจำนวนหนึ่งได้รับผลประโยชน์ คนอีกจำนวนหนึ่งไม่ได้รับอะไร แล้วยังมีอีกจำนวนหนึ่งต้องสูญเสียสิ่งที่เคยได้รับอีกต่างหาก
ความเหลื่อมล้ำต่ำสูงทางเศรษฐกิจในประเทศไทย

เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่มีมาแต่เดิมแล้ว และเมื่อผนึกผนวกปัญหาเชิงโครงสร้างดังกล่าวเข้ากับกระแสโลกาภิวัตน์โดยไม่มีการปรับสมดุลใดๆ สภาพที่เกิดขึ้นจะยิ่งเลวร้ายลงไปอีก ดังจะเห็นรายได้จากช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยสุด 20 % กับคนที่จนสุด 20 % ซึ่งต่างกันถึง 13 เท่า แล้วถ้าจะพูดถึงการกระจุกตัวของความมั่งคั่ง จริงๆแล้ว ตัวเลขยังน่าตกใจกว่านี้
ล่าสุดนักเศรษฐศาสตร์ท่านหนึ่งคำนวณว่า 42 %ของเงินฝากในธนาคารของทั้งประเทศ มีค่าประมาณหนึ่งในสามของจีดีพีประเทศไทย เป็นของคนจำนวนเพียงสามหมื่นห้าพันคนหรืออาจจะน้อยกว่านั้น เทียบกับประชากรทั้งประเทศ 64 ล้านคน
ฉะนั้นปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การต่อต้านการค้าการลงทุนแบบไร้พรมแดน หากจะต้องจัดวางฐานะของสิ่งนี้ไว้ในทางอันเหมาะสมและสอดคล้องกับความเป็นจริง ผลประโยชน์ของทุนเป็นได้อย่างมากก็แค่ส่วนหนึ่งของส่วนทั้งหมด หรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของ “ผลประโยชน์ชาติ” เพราะทุนกับชาติไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

เราต้องมองความจริงตรงนี้โดยไม่หลบตาเท่านั้น จึงจะแก้ปัญหาข้อพิพาทต่างๆได้บ้าง การบูรณาการผลประโยชน์ของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์เข้ากับส่วนอื่นๆของสังคมไทย จะทำไม่ได้เลย ถ้ารัฐไทยยังถือว่าการเติบโตของภาคธุรกิจเป็นดัชนีชี้วัด “ความเจริญ รุ่งเรืองของชาติ” เพียงอย่างเดียว และกดดันให้ผู้ยึดถือคุณค่าแบบอื่นในสังคม ตลอดจนกลุ่มชนที่เดือดร้อนจากการถูกช่วงชิงทรัพยากรหรือเดือดร้อนจากการสูญเสียสิ่งแวดล้อมอันเอื้อต่อสุขภาวะ ต้องหลีกทางให้โดยไม่มีเงื่อนไข

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรายอมรับกันอย่างตรงไปตรงมาในสังคมว่าไทยมีผลประโยชน์ของชาวต่างชาติ และผลประโยชน์ของชาวต่างชาติก็ปะปนอยู่ผลประโยชน์ของคนไทยบางส่วน การตกลงหาความสมดุลกับส่วนอื่นๆของสังคมไทยอยู่ในวิสัยทำได้ การสังเคราะห์ผลประโยชน์ส่วนรวมขึ้นมาใหม่จากความจริงที่เป็นรูปธรรมก็พอทำได้ ทิศทางเช่นนี้จะปรากฎเป็นจริงต่อเมื่อมีการข้ามพ้นการอ้างชาติแบบเลื่อนลอย ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการบริหารความเป็นธรรมโดยรัฐในขั้นตอนต่างๆ ซึ่งต้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมอย่างสมศักดิ์ศรีและเท่าเทียมกัน

อันนี้ไม่ใช่ระเบียบแบบรัฐชาติเราคุ้นเคยอยู่ และอาจจะต้องมีการค้นคว้าหารูปแบบที่เหมาะสม กระทั้งมีการออกแบบสถาบันใหม่ๆ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม “มันหมดเวลาแล้วที่รัฐจะบัญชาสังคมจากข้างบนลงมา”

“ตั้งแต่รัฐไทยตอบสนองข้อเรียกร้องของไอเอ็มเอฟด้วยการออกกฎหมาย 11 ฉบับอำนาจของรัฐในการแทรกแซงและกำหนดนโยบายทางเศรษฐกิจลดน้อยลงไปอีก ผลคือ กลไกตลาดกลายเป็นสถาบันหลักในการกำหนดทุกข์สุขของประชาชนและรัฐก็แทบจะกลายเป็น “นักเลง”คุมตลาดเท่านั้นเอง”

“ตลาดหรือสถาบันตลาด” ไม่ได้แก้ไขตัวเองได้เสมอไป บ่อยครั้งไม่ได้มีธรรมาภิบาลที่ชอบเรียกร้องเอากับรัฐ ทำให้การแทรกแซงของรัฐเป็นเรื่องที่จำเป็น ดังเราจะเห็นได้จากตัวอย่างในกรณีวิกฤตเศรษฐกิจไทยปีพ.ศ 2540 และวิกฤตในสหรัฐอเมริกาเมื่อปีพ.ศ. 2551

คำถามมีอยู่ว่า “แล้วรัฐควรมีบทบาทเพียงแค่นี้กระนั้นหรือ เป็นยามรักษาความปลอดภัยและเป็นหน่วยบรรเทาทุกข์เวลาเกิดไฟไหม้ตลาด?”
จริงอยู่ เราไม่ต้องการให้รัฐไทยขยายตัวไปทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบผู้คนในทุกเรื่องราวของชีวิต เพราะนั่นจะยิ่งเสริมฐานะครอบงำของรัฐให้อยู่เหนือสังคมเข้าไปอีก ดังนั้นข้อเรียกร้องของเฉพาะหน้าจึงมีอยู่ว่ารัฐจะทำหน้าที่บริหารความเป็นธรรมในสังคมที่เปลี่ยนไปได้อย่างไร

สิ่งแรกที่รัฐต้องทำคือ บูรณาการสังคมไทยเสียใหม่ ยอมรับการมีอยู่ของทุกๆฝ่ายที่เกี่ยวข้อง แทนที่จะปิดบังมันไว้ด้วยจินตนาการเรื่องชาติ จากนั้นหาทางประสานประโยชน์ระหว่างทุนข้ามชาติ ทุนไทย แรงงานต่างชาติ แรงงานไทย เกษตรกรรายย่อย ชุมชนท้องถิ่น ผู้ค้าปลีก ชาวประมงพื้นบ้าน คนชั้นกลาง คนชั้นล่าง ข้าราชการทั้งทหารและพลเรือน และอีกหลายภาคส่วนที่ประกอบขึ้นเป็นสังคมไทยปัจจุบัน

บูรณาการหมายถึง การทำหน่วยย่อยที่กระจัดกระจายหรือแม้แต่ขัดแย้งกัน ให้เปลี่ยนมามีความสัมพันธ์โยงใยกัน เอื้อประโยชน์ให้กัน อีกทั้งมีความพอใจในความสัมพันธ์ดังกล่าว อันนี้ย่อมต่างจากความสมานฉันท์แบบเลื่อนลอยที่อาศัยการรณรงค์ทางอุดมการณ์เป็นสำคัญ
สำหรับการบริหารความเป็นธรรมนั้น นับเป็นหน้าที่เก่าแก่สุดและเป็นภารกิจใจกลางที่สุดของรัฐหรือผู้กุมอำนาจการปกครอง แม้เนื้อหาของความเป็นธรรมจะเป็นเช่นไร ขึ้นอยู่กับการยึดถือของสังคมในแต่ละยุคสมัย แต่เราอาจกล่าวได้ว่าสังคมที่ปราศจากความเป็นธรรม จะไม่มีวันได้พบกับความสงบร่มเย็น
อันดับต่อไป เรามาพูดถึงเรื่องความไม่ลงตัวในการจัดสรรอำนาจและพื้นที่ทางการเมืองถามว่าเรื่องนี้เกี่ยวกับยุคโลกาภิวัตน์อย่างไร เกี่ยวข้องกันอยู่สองประเด็น คือ

1. ระบบเศรษฐกิจแบบไร้พรมแดนตลอดจนโลกาภิวัตน์ในด้านข่าวสารส่งผลให้สังคมไทยแตกเป็นพหุลักษณะอย่างรวดเร็ว ทั้งในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์และกลุ่มวัฒนธรรม ข้อนี้ทำให้สังคมไทยปกครองยากขึ้น

 

2. โลกาภิวัตน์ทำให้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ๆที่มั่งคั่งขึ้นมาอย่างรวดเร็วและมหาศาลเช่นเดียวกับชนชั้นนำที่มาทีหลังในประวัติศาสตร์และทุกหนแห่งในโลก คนเหล่านี้ต้องการส่วนแบ่งในอำนาจการเมืองการปกครอง แต่ขณะเดียวกันไม่มีทั้งประสบการณ์ และความรู้ที่เป็นศาสตร์และศิลป์ของการปกครอง ทำให้เกิดเป็นความขัดแย้งต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน
การที่สังคมไทยถูกทำให้เป็นพหุนิยมอย่างรวดเร็วเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดความคิดเห็นที่แตกต่างกันอย่างกว้างขวางตั้งแต่โลกทัศน์ในเรื่องผลประโยชน์ วิถีชีวิต แบบแผนทางวัฒนธรรม ความคิดความเชื่อในด้านจิตวิญญาณ จนถึงความคิดเห็นทางการเมือง สภาพดังกล่าวทำให้เกิดความครอบงำด้วยอุดมการณ์ ชาตินิยมแบบเก่าทำได้ยากขึ้น กระทั่งทำไม่ได้อีกต่อไป คนไทยในปัจจุบันตีความคำว่าชาติและความเป็นไทยแตกต่างกันไป กระทั่งเลิกเชื่อในจินตนาการแบบนี้

ดังจะเห็นได้จากพฤติกรรมของชนรุ่นหลังจำนวนไม่น้อยที่อยากมีชีวิตทางวัตถุแบบชาวตะวันตกแต่อยากมีหน้ามีตาแบบชาวเกาหลี ขณะเดียวกันก็อาจจะชื่นชอบนักร้องไต้หวัน นักฟุตบอลบราซิล และชอบกินอาหารญี่ปุ่นเป็นต้น

ยิ่งไปกว่านั้นการที่คนไทยบางส่วนเริ่มมีผลประโยชน์แบบไร้พรมแดน ย่อมทำให้เป็นการยากขึ้นสำหรับรัฐชาติที่มีพรมแดนตายตัว ตลอดจนผู้คนที่ถือมั่นในลัทธิชาตินิยมจะสามารถยืนหยัดเรื่องผลประโยชน์ไทยได้อย่างเคร่งครัดตามจารีตดังเดิม

ล่าสุดตัวอย่างที่น่าสนใจในเรื่องนี้ได้แก่ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลไทยกับกัมพูชา ดังที่ทราบกันอยู่แล้ว การที่นายกรัฐมนตรีเขมรแต่งตั้งอดีตนายกฯไทยเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจนั้น ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายกรัฐมนตรีไทยคนปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเห็นว่าอดีตนายกฯท่านนั้นมีความผิดทั้งในการเมืองและทางอาญา ขณะเดียวกันก็มีคนไทยบางส่วนโกรธแค้นฝ่ายกัมพูชาเพราะพวกเขาเห็นว่าแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรืออย่างน้อยไม่ให้เกียรติประเทศไทยเท่าที่ควร

อย่างไรก็ดีปรากฎว่ามีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่ได้เห็นด้วยกับการโต้ตอบถึงขั้นการเรียกทูตกลับของรัฐบาลไทยเลยหากกลับมีอารมณ์ไปวิตกกังวลว่าความขัดแย้งนี้จะส่งผลกระทบต่อธุรกิจภายในกัมพูชา ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งการส่งสินค้าไปขายและการลงทุนหลายหมื่นล้านบาท แม้แต่นักธุรกิจในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวยังอดวิตกไม่ได้ว่ายอดขายทัวร์ไปเขมรอาจจะได้รับแรงกระทบกระเทือน ยังไม่ต้องเอ่ยถึงชาวบ้านที่ทำการค้าบริเวณชายแดนไทยกัมพูชาต่างก็ภาวนาให้เรื่องนี้จบลงเร็ว

ดังนั้น เราจะเห็นได้ว่าทุกวันนี้แม้แต่เรื่องความขัดแย้งระดับคลาสสิคคือเรื่องศักดิ์ศรีของประเทศ คนไทยก็ไม่ได้เห็นพ้องต้องกัน

ในมิติทางการเมืองลักษณะ “พหูพจน์” ของสังคมไทยดังกล่าว สามารถนำไปสู่ข้อพิพาทได้สารพัดอย่างได้โดยง่าย ทั้งความขัดแย้งกันเองของผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการใช้อำนาจรัฐกดดันหรือลดรอนสิทธิในด้านผลประโยชน์และอัตลักษณ์ของบรรดากลุ่มย่อย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว หากพวกเราประสงค์ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ก็จำเป็นต้องมีการปรับตัวกันอย่างขนานใหญ่

ในทางวัฒนธรรมการเมืองจะต้องไม่มีการผูกขาดนิยามความเป็นชาติและความเป็นไทยซึ่งมักใช้เป็นข้อกำหนดถูกผิดหากเห็นต่างเรื่องใดก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า และตามลักษณะรูปธรรมของความขัดแย้งเรามีความจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้การอยู่ร่วมกันอย่างสันติและแก้ไขกรณีพิพาทด้วยสันติวิธี ซึ่งในเรื่องนี้การศึกษาวิจัยทางวิชาการได้ดำเนินมาบ้างแล้ว โดยกระบวนการทางสังคมและกระบวนการทางการเมือง สันติวิธียังห่างไกลลักษณะความเห็นสถาบัน

อย่างไรก็ตามมาตรการสำคัญที่สุดในการลดแรงกระแทกของสังคมที่กำลังแตกปัจเจกแยกกลุ่มย่อย คือการมีพื้นที่ทางการเมืองให้กับทุกฝ่าย อันนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนทุกกลุ่มต้องขึ้นเวทีการเมือง เพื่อช่วงชิงอำนาจแต่หมายถึงการมีหนทางเข้าถึงกระบวนการใช้อำนาจได้ในกรณีที่ส่งผลกระทบถึงตน อีกทั้งมีพื้นที่ในการอธิบายเรื่องราวต่อรัฐและผู้เกี่ยวข้องตลอดจนสังคมส่วนที่เหลือ พูดง่าย ๆ ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและสังคม “พหุลักษณะ” จะต้องอยู่ในวิถีของการเมืองแบบมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ มิฉะนั้นปัญหาไหนก็แก้ไม่ได้

เรื่องนี้จริงๆนับว่าเราได้เริ่มต้นกันมาบ้างแล้วเช่นมีการกำหนดเรื่องสิทธิชุมชนและการเมืองภาคประชาชนไว้ในรัฐธรรมนูญ ตลอดจนการใช้ระบบประชาพิจารณ์และการหยั่งประชามติเป็นครั้งคราว แต่ที่ผ่านมาถือว่ายังไม่พอ เรายังต้องขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในทิศทางนี้กันต่อไป

ต่อมาพูดถึงประเด็นความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำไทยในปัจจุบัน อันที่จริงกรณีทำนองนี้เคยเกิดขึ้นเป็นระยะนานแล้วในประวัติศาสตร์การสร้างรัฐชาติของประเทศไทย เช่นในปีพ.ศ. 2475 , 2516 ,2535 เป็นต้น ซึ่งแต่ละครั้งที่เกิดขึ้นก็ส่งผลให้มีการปรับเปลี่ยนระบอบการปกครองตามหลังมา การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองดังกล่าวไม่ว่าจะถูกเรียกว่าเป็นระบอบอะไรก็ตามแต่ สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นคือมีการขยายพื้นที่ในส่วนยอดของศูนย์อำนาจเพื่อให้ชนชั้นกลุ่มใหม่หรือรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในพันธมิตรการปกครอง เมื่อผ่านกาลเวลาสักระยะหนึ่งชนชั้นนำใหม่และเก่าก็มักจะปรับตัวเข้าหากัน กำหนดฐานะอันเหมาะควรให้กันและกัน ตลอดจนร่วมกันใช้อำนาจทางการเมืองบังคับบัญชาสังคมที่อยู่เบื้องล่าง
อย่างไรก็ดี สภาพดังกล่าวได้เปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญหลังวิกฤตเศรษฐกิจปีพ.ศ. 2540 กล่าวคือชนชั้นนำเก่าจากภาคธุรกิจเอกชนซึ่งเคยร่วมมือเป็นพันธมิตรกับชนชั้นนำจากภาครัฐมาเป็นอย่างดีได้ถูกวิกฤตครั้งนั้นทำให้มีฐานะเสื่อมถอยลงทั้งในการเมืองและอิทธิพลทางสังคม ขณะเดียวกันก็ได้เกิดชนชั้นนำกลุ่มใหม่ที่เติบใหญ่มาจากระบบทุนโลกาภิวัตน์ซึ่งสามารถรวบรวมความมั่งคั่งของประเทศไว้ในมือตนได้อย่างรวดเร็วและมหาศาลอย่างเหลือเชื่อ ที่สำคัญคนกลุ่มนี้ไม่เชื่อถือในการบริหารประเทศทั้งโดยชนชั้นนำจากภาครัฐและโดยนักการเมืองรุ่นเก่า ซึ่งมักเป็นตัวแทนของภาคธุรกิจในกรอบรัฐชาติมากกว่าธุรกิจแบบไร้พรมแดน

ดังนั้นพวกเขาจึงไม่เพียงตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะเข้าไปมีส่วนแบ่งในศูนย์อำนาจอย่างที่ชนชั้นนำจากภาคเอกชนรุ่นก่อนๆเคยต่อรองกับชนชั้นนำในระบบราชการ หากมีความประสงค์ถึงขั้นเข้าไปแทนที่ชนชั้นนำรุ่นเก่าๆทั้งหมดในการบริหารจัดการบ้านเมือง

ในบางด้านเราอาจจะกล่าวได้ว่านี่เป็นการขึ้นกุมอำนาจโดยตรงของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ในประเทศไทย ซึ่งผ่านระบบการเลือกตั้งและมาพร้อมกับความคิดที่แน่นอนชุดหนึ่งในการปรับเปลี่ยนทั้งกลไกรัฐและสังคมไทย ซึ่งพวกเขาเชื่อว่าจะทำให้ประเทศไทยเชื่อมร้อยกับโลกไร้พรมแดนได้อย่างกระฉับกระเฉงขึ้น
หลังจากการปกครองประเทศไทยอยู่ได้ 5- 6ปี การสถาปนาอำนาจนำของนักการเมืองจากกลุ่มทุนโลกภิวัตน์ก็ถูกท้าทายรุนแรงจากหลายภาคส่วนของสังคม กระทั่งถูกโค่นด้วยรัฐประหารในปีพ.ศ. 2549 จากนั้นประเทศไทยต้องพบกับความแตกแยกทางการเมืองที่หนักหน่วงร้ายแรงที่สุด นับตั้งแต่การสงบลงของสงครามระหว่างซ้ายขวาเมื่อประมาณ 30 ปีก่อน

ที่กล่าวมาไม่ได้ต้องการฟื้นฝอยหาตะเข็บ หรือกล่าวหาฝ่ายไหนทั้งสิ้น เพียงอยากจะชวนมาทบทวนว่ากระแสโลกาภิวัตน์ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยในมิติของการแข่งขัน ชิงอำนาจอย่างไร ประเทศไทยเคยพยายามปรับตัวเข้าหาโลกาภิวัตน์มาแล้วครั้งหนึ่ง โดยการนำของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบังเอิญรีบร้อนและไม่มีความคิดแยบยลพอที่จะบูรณาการสังคมไทยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและมอบฉันทานุมัติเสียก่อน จึงประสบความล้มเหลว
ความขัดแย้งทางการเมืองในปี พ.ศ. 2549 ที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องพฤติกรรมและผลประโยชน์ของบุคคลอาจจะมีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ในวันนี้สิ่งที่จะพูดคือโครงสร้างที่ทำให้การแบ่งพื้นที่อำนาจระหว่างชนชั้นนำก็ดี การเปิดพื้นที่ให้มวลชนชั้นล่างมีอุปสรรคขัดขวางมากมายทีเดียว
อำนาจรัฐสมัยใหม่ของไทยรวมศูนย์เข้าสู่ส่วนกลางมาตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ แต่ที่เข้าใจยากคือ “ทำไมยังรวมศูนย์อยู่จนกระทั่งถึงทุกวันนี้ทั้งๆที่เราพยายามสร้างระบอบการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย และเคลื่อนเข้าสู่ยุคโลกาภิวัตน์มาแล้วระยะหนึ่ง”

การรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลาง ด้วยการกำหนดให้ทั้งประเทศอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของกรุงเทพฯนั้น แม้จะอธิบายความจำเป็นได้ด้วยเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ แต่เราคงต้องยอมรับเหมือนกันว่าโครงสร้างอำนาจแบบนี้ทำให้พัฒนการของการเมืองไทยสมัยใหม่เต็มไปด้วยการต่อสู้ ช่วงชิงอำนาจในส่วนกลางอย่างเลี่ยงไม่พ้น ใครคุมส่วนกลางได้ ก็คุมส่วนที่เหลือได้ทั้งประเทศ

ดังนั้นจึงเป็นโครงสร้างหลักที่ทำให้การเมืองไทยมีลักษณะแบบ “Winner Takes All” ผู้ชนะได้ไปหมด ผู้แพ้สูญเสียทุกอย่าง ข้อนี้ใช่หรือไม่ว่าส่งผลให้ความขัดแย้งระหว่างชนชั้นนำที่แข่งกันสถาปนาอำนาจนำ ลื่นไถลไปสู่ความรุนแรงเป็นระยะๆ

ขณะเดียวกันโครงสร้างอำนาจรัฐแบบรวมศูนย์ไว้ส่วนกลาง ก็ทำให้ประเทศขาดรากฐานการปกครองตนเองแบบสมัยใหม่ในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับระบอบประชาธิปไตยที่แข็งแรง รวมทั้งทำให้การสร้างประชาสังคม ในทุกระดับเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากการควบคุมอย่างหนาแน่นของภาครัฐ พูดสั้นๆ คือมันเป็นโครงสร้างอำนาจทำให้ท้องถิ่นอ่อนแอ ประชาชนอ่อนแอ กระทั่งดูแลตัวเองไม่ได้ในหลายกรณี

สภาพทั้งหมดเมื่อนำมาบวกรวมกับความเหลื่อมล้ำสุดขั้วทางเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลให้มวลชนชั้นล่างๆ จำนวนมากเหลือทางเลือกไม่มาก ภายใต้เงื่อนไขที่บีบบังคับจากรอบทิศทาง พวกเขาจนปัญญาในการสร้างพลังอิสระ สิ้นหวังในการแสดงตัวตนทางการเมืองอย่างเป็นเอกเทศ จึงหันมาฝากความหวังไว้กับชนชั้นนำทางการเมืองกลุ่มนั้นกลุ่มนี้บ้าง กลายเป็น”การมืองแบบหางเครื่อง” แทนที่จะเป็นการเมืองภาคประชาชน

ความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันเชิงโครงสร้างของนานาปัจจัยเหล่านี้นำไปสู่สถานการณ์การเมืองอันหนักหน่วงในปัจจุบัน

จะหาทางออกได้อย่างไร?

ถ้ายังเห็นว่าทั้งหมดเป็นความขัดแย้งระหว่างถูกกับผิด หรือระหว่างดีกับชั่ว แบบขาวล้วนกับดำล้วน เมื่อมองจากภาพกว้างเห็นว่าแต่ละฝ่ายผลิตผลิตของเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง เป็นบุตรแห่งแผ่นดินด้วยกันทั้งสิ้น แต่ละฝ่ายมีข้อเสนอที่ดี แต่ก็มีความจำกัดในด้านอื่นๆ เกินกว่าที่จะรับเหมาทำแทนตนที่เหลือทั้งประเทศ

เมื่อปัญหามีอยู่ก็ต้องแก้ไขกันต่อไป เพียงแต่จะแก้อย่างไรให้ตรงจุดและเกิดผลดีต่อองค์รวม

ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมคิดว่าคำถามใหญ่สุดสำหรับประเทศไทยในชั่วโมงนี้ คือ
1.ในยุคโลกาภิวัตน์ เป็นไปได้หรือไม่ที่ประเทศไทยจะปฏิเสธการมีส่วนแบ่งในพื้นที่อำนาจของชนชั้นนำจากกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์ และถ้าปฏิเสธไม่ได้จะทำอย่างไร จะออกแบบสถาบันการเมืองแบบไหนจึงจะทำให้ทุกฝ่ายมีพื้นที่ทางการเมืองอันพอเหมาะพอควร
2.ในยุคโลกาภิวัตน์ รัฐไทยจะปกครองสังคมพหุลักษณ์ด้วยระบบรวมศูนย์อำนาจได้ต่อไปหรือไม่ และถ้าทำไม่ได้จะทำอย่างไร
แน่นอนคำตอบสำหรับคำถามใหญ่ 2 ข้อนี้ ถ้าจะให้ชัดเจนจริงๆ คงไม่ใช่เรื่องที่คิดเอาเองตามใจชอบได้ หากต้องมีการศึกษาค้นคว้าอย่างเร่งด่วน อาศัยแง่คิดมุมมองจากทฤษฎีการเมือง และข้อมูลเชิงประจักษ์ อีกทั้งต้องอาศัยการช่วยกันทำความเข้าใจจากหลายๆฝ่ายที่ห่วงใยบ้านเมือง
จากคำพูดของนายกรัฐมนตรีที่ยกมาจะเห็นได้ว่าแม้แต่ผู้นำประเทศก็ต้องยอมรับในโลกแบบไร้พรมแดน การยึดถือรัฐเป็นตัวตั้ง หรือเป็นผู้แสดงที๋โดดเดี่ยวโดยลำพังคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้วยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าในแถลงการณ์ของเวทีอาเซียนภาคประชนครั้งที่ 2 การเรียกร้องให้ประชาคมอาเซียนมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง นับว่าเป็นประเด็นสำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง

ปัญหามีอยู่ว่าภายใต้กรอบคิดของลัทธิชาตินิยมแบบเก่าเราจะบูรณาการภาคธุรกิจเอกชนที่คละเคล้าไปด้วยผลประโยชน์ต่างชาติเข้ากับภาคประชาสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่างหลากหลายได้อย่างไร ภายใต้โครงสร้างอำนาจรัฐที่ยังรวมศูนย์ไว้ที่ส่วนกลาง ภาคประชาชนจะเข้าไปมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกระแสโลกาภิวัตน์ได้อย่างไร

เมื่ออำนาจรวมศูนย์ปัญหาก็รวมศูนย์ไปด้วย กลไกแก้ปัญหาระดับล่างมีอำนาจน้อยและค่อนข้างอ่อนแอ ทำให้รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลไม่ว่าอยู่ในระบอบไหน ล้วนต้องเผชิญกับสภาวะข้อเรียกร้องท่วมท้นจากทุกภาคส่วนของสังคม ส่งผลให้ขาดทั้งประสิทธิภาพและเสถียรภาพในการทำงาน

สมัยนี้ปัญหาใหม่ๆเรื่องมาจากกระแสโลกาภิวัตน์ยิ่งกลายเป็นปัญหาที่ระบบราชการแบบรัฐชาติแก้ไขได้ยาก เนื่องจากไม่มีกฎระเบียบรองรับหรือบางทีถูกขัดขวางไว้ด้วยกฎระเบียบมากเกินไป ฉะนั้นเรื่องเล็กน้อยจึงต้องส่งมาที่รัฐบาลและกลายเป็นประเด็นการเมืองโดยไม่จำเป็น เช่น กรณีน้องหม่อง ทองดี เด็กไร้สัญชาติ จำเป็นต้องเดินทางออกนอกประเทศเพื่อร่วมการแข่งขันพับเครื่องบินกระดาษเป็นต้น

ในทางเศรษฐกิจ ยุคโลกาภิวัตน์ทำให้ท้องถิ่นหลายแห่งทั้งสำคัญขึ้นและได้รับผลกระทบมากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณชายแดน แล้วจะปล่อยให้พวกเขาเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นโดยไม่มีอำนาจบริหารจัดการอะไรเลยหรือ

เช่นในเวลานี้กลุ่มทุนต่างชาติได้สร้างเมืองคาสิโนขนาดยักษ์ขึ้นในดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน ตรงกันข้ามกับอำเภอเชียงแสนและเชียงของ เรื่องนี้ทำให้ภาคธุรกิจดีอกดีใจคิดว่าสภาพดังกล่าวจะกระตุ้นการค้าการท่องเที่ยวบริเวณหัวเมืองชายแดนส่วนนั้น แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าคนท้องถิ่นที่มองเห็นผลทางลบของมันจะมีอำนาจอะไรบ้าง ในการปกครองชุมชนอันศักดิ์สิทธิ์และเก่าแก่ของตนไม่ไห้กลายเป็นตลาดยาเสพติดและซ่องโสเภณี

ทำนองเดียวกันจังหวัดตากมีการตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษในสามอำเภอเพื่อใช้แรงงานราคาถูกจากพม่า โดยมีโรงงานผลิตเครื่องนุ่งห่มอยู่ประมาณ 80 แห่ง และกิจการใหญ่ๆก็เป็นของต่างชาติ เช่น ฮ่องกง ไต้หวัน คือในบางกรณีทั้งทุนและแรงงงานล้วนเป็นชาวต่างชาติ  แล้วเราจะบูรณาการสิ่งเหล่านี้เข้ากับผลประโยชน์ของชาวบ้านในพื้นที่อย่างไร ถ้าพวกเขาไม่มีอำนาจทางการเมืองเพื่อต่อรองโดยตรง

เมื่อประมาณเกือบสองเดือนที่แล้วเจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ได้เข้าไปสำรวจพื้นที่ในจังหวัดกาญจนบุรีเพื่อหาทางตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษบริเวณชายแดนพม่า ที่อำเภอสังขละบุรีและบ้านพุน้ำร้อน นี่เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งในการส่งเสริมระบบทุนโลกาภิวัตน์โดยอำนาจรัฐแบบศูนย์รวม ยังไม่แน่ใจว่าได้อนุญาตให้ท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากน้อยแค่ไหน

ไม่เพียงแต่ชายแดนจะได้รับผลกระทบจากนโยบายกรุงเทพฯเท่านั้น แม้แต่กระแสโลกาภิวัตน์ในประเทศเพื่อนบ้านก็อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขาได้ เช่น โครงการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขงตอนล่าง 12 แห่ง เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าขายให้ไทยเวียดนามและการสร้างเขื่อนในแม่น้ำสาละวินประเทศพม่า 13 แห่ง จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมพืชพันธุ์ปลาอย่างเลี่ยงไม่พ้น

การต่อรองอำนาจเพิ่มขึ้นเพื่อต่อรองโดยตรงกับภาคีที่เกี่ยวข้องกลายเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับท้องถิ่นไทยในปัจจุบัน

ที่ยกมาทั้งหมดไม่ใช่การมองโลกาภิวัตน์ในแง่ร้ายไปเสียหมด เพียงคิดว่าการปรับโครงสร้างอำนาจขนานใหญ่ด้วยการกระจายอำนาจ เท่ากับช่วยสร้างกระบวนการแก้ไขและป้องกันข้อพิพาทไว้ล่วงหน้า อีกทั้งปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์ของทั้งท้องถิ่นและภูมิภาคต่างๆในการเข้าหาโลกาภิวัตน์จากอัตลักษณ์อันหลากหลายของตน โดยเปลี่ยนฐานะของท้องถิ่นจากฝ่ายที่ถูกกระทำข้างเดียว มาเป็นหุ้นส่วนโลกาภิวัตน์อย่างเสมอหน้ากับฝ่ายทุนและศูนย์อำนาจ

ถามว่าแล้วท้องถิ่นไทยมีขีดความสามารถพอที่จะแบกรับภารกิจใหม่เช่นนี้หรือไม่ ถ้าให้ตอบตอนนี้คงต้องบอกว่าพร้อมบางส่วน ไม่พร้อมบางส่วน และเรายังคงต้องไปสำรวจค้นคว้าหาคำตอบจากความเป็นจริง ความจำเป็นนั้นเกิดขึ้นแล้ว แต่ความเป็นไปได้ยังต้องวิจัยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปแบบการกระจายอำนาจ การจัดเครือข่ายความสมัพันธ์ระหว่างท้องถิ่นต่างๆ ความสัมพันธ์ระหว่างประชาธิปไตยในท้องถิ่นกับประชาธิปไตยในระดับประเทศ ที่มาที่ไปของงบประมาณและอีกหลายๆประเด็น

สรุปรวมความแล้วก็คือว่า การที่โลกไร้พรมแดนเข้ามาอยู่ในประเทศที่มีพรมแดนทำให้เราจะต้องพิจารณาหาหนทางบูรณาการประเทศกันใหม่ ทั้งในส่วนที่เป็นภาครัฐและภาคสังคม ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับสังคม
การสร้างความเชื่อมโยงสัมพันธ์กันใหม่ในบริบทของความเป็นจริงแห่งปัจจุบันคงจะไม่สามารถทำได้ในกรอบคิดดั้งเดิมของรัฐของลัทธิชาตินิยมหรือภายใต้ระเบียบอำนาจแบบเก่าๆอย่างที่เราคุ้นเคยกัน
“ผมเข้าใจดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับผู้ใด โดยส่วนตัวแล้ว ผมเองก็ยังผูกพันอยู่กับความคิดเรื่องชาติแบบดั้งเดิม แต่เราคงต้องยอมรับว่าในระยะที่ผ่านมาคำว่าชาติได้กลายเป็นคำขวัญของการเมืองแบบผู้ชนะได้ไปหมด สมัยก่อนระบบเผด็จการมักอ้างชาติในการผูกขาดอำนาจ ต่อมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็อ้างชาติให้คนอื่นเงียบ สุดท้ายกลุ่มการเมืองที่ขัดแย้งกันก็อ้างชาติเพื่อผูกขาดความถูกต้อง เราคงจะอยู่กันอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ เพราะมันไม่สอดคล้องกับความจริง ปัญหาการบูรณาการผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของกลุ่มทุนโลกาภิวัตน์กับผลประโยชน์ของส่วนอื่นๆในสังคมไทยก็ดี ปัญหาความไม่ลงตัวในเรื่องการจัดสรรอำนาจทางการเมืองและพื้นที่ทางการเมืองในสังคมแบบพหุลักษณะก็ดี จะแก้ได้ต่อเมื่อเราขยายเส้นขอบฟ้าทางปัญญาให้กว้างกว่าการใช้นิยามเดียวมาตัดสินที่อยู่ที่ยืนของผู้คน”

ปัจจุบันอำนาจรัฐไทยถูกจำกัดโดยเงื่อนไขโลกาภิวัตน์อยู่แล้ว แต่ไม่ได้ถูกกำกับโดยประชาสังคมเท่าที่ควร อำนาจรัฐบางส่วนถูกโอนให้สถาบันตลาด แต่ตลาดเองก็ไม่สามารถให้ความเป็นธรรมกับสมาชิกในสังคมได้อย่างทั่วถึง มิหนำซ้ำยังจะดึงรัฐไปรับใช้การขยายตัวของทุนอยู่ตลอดเวลา

เราคงไม่ปฏิเสธไม่ได้ว่าทุกวันนี้มีคนไทยจำนวนไม่น้อยที่ฝากความมั่งคั่งและอยู่รอดของตนไว้กับทุนและแรงงานจากต่างประเทศ อีกจำนวนไม่น้อยพอใจชีวิตที่ไม่ต้องถูกนิยามด้วยวัฒนธรรมแห่งชาติ และกินอยู่แต่งกายไปตามกระแสบริโภคสากล
แต่เราก็ต้องยอมรับเช่นกันว่ายังมีอีกหลายกลุ่มที่เดือดร้อนกับโลกที่ไร้พรมแดน บ้างถูกเบียดยึดพื้นที่ทางเศรษฐกิจและการเมือง บ้างถูกคุกคามความอยู่รอดอย่างแท้จริง และบ้างเพียงรู้สึกเจ็บปวดเมื่อโลกที่ตัวเองคุ้นเคยกำลังเลือนหายไป
การดำรงอยู่ของทั้งสองส่วนเป็นสาเหตุสำคัญของกรณีพิพาทในหลายๆเรื่อง และนี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้ต้องมีการปรับสมดุลกันในประเทศไทย

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 21, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,