RSS

Tag Archives: โลกานุวัตร

ปฏิสัมพันธ์ของโลกที่เสี่ยงภัยกับการเปลี่ยนแปลงทางประชากร

ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นปัจเจกบุคคล หรือ องค์กร ไม่ว่าจะเป็นคนธรรมดาสามัญ หรือผู้ ที่ต้องตัดสินใจทางนโยบาย ต่างต้องพบกับปัญหาความยุ่งยากซับซ้อนและความเร็วของการเปลี่ยนแปลงในโลกที่เชื่อมโยงสัมพันธ์ ถึงกันหมด อาทิ เช่น การ
เลือกบริโภคอาหารไม่ว่าจะเป็ นเนื้อวัว หรือเนื้อไก่ แม้ แต่ภาชนะบรรจุอาหารที่เป็น พลาสติก หรือโฟม ก็กลัวทั้งการติดโรค
(โรควัวบ้า / ไข้หวัดนก) และเสี่ยงต่อการทำลายสภาพแวดล้อม หรือทำให้ ภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เป็นต้น

ในยุคสมัยที่วิถีชีวิตของมนุษย์ ล้วนได้ รับอิทธิพลจากพลังแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรวมถึงการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านภูมิรัฐศาสตร์ ด้านสังคม และด้านเทคโนโลยี  สัญญาณได้ ชี้ชัดว่ากำลังมีการเปลี่ยนแปลงดุลยภาพครั้ง
ใหญ่ของเศรษฐกิจโลกในสังคมของประชากรโลกที่มีสูงขึ้นเป็น 7,000 ล้านคน พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
pic

 

 

 

 

 

 

อ่านต่อ ขนาด file 1.5MB โลกที่เสี่ยงภัย

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 16, 2013 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

คริส สตีเวนส์ กับ ลิเบีย สหรัฐอเมริกา และโลกมุสลิม : ปิยมิตร ปัญญา

โกลบอลโฟกัส โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com (มติชนรายวัน 16 ก.ย.2555)


เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นกับสถานกงสุลสหรัฐอเมริกาที่เบงกาซี ประเทศลิเบีย สำหรับอเมริกันโดยทั่วไปแล้ว ไม่เพียงเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้า ชวนสลดใจ ยังเป็นสิ่งที่โหดร้ายอย่างยิ่งต่อความรู้สึก

ไม่ว่าจะยอมรับกันหรือ ไม่ก็ตาม ข้อเท็จจริงก็คือ หากปราศจากการตัดสินใจเข้าแทรกแซงของ บารัค โอบามา มีความเป็นไปได้สูงอย่างยิ่งว่า โมอามาร์ กาดาฟี ก็จะยังคงครองอำนาจเผด็จการอำมหิตของตนอยู่ในลิเบีย

คริส สตีเวนส์ นักการทูตวัย 52 ปี เอง ไม่เพียงเป็นผู้สนับสนุนวิถีของกลุ่มต่อต้านที่เบงกาซีอย่างเต็มตัวเท่านั้น ยังเป็นกลไกหนึ่งซึ่งก่อให้การลุกฮือขึ้นมาทวงอำนาจการปกครองของจากกาดาฟี ที่เคยเป็นเพียงความฝัน กลายเป็นความจริง และประสบความสำเร็จในที่สุด

คริสโตเฟอร์ สตีเวนส์ ไม่เพียงได้รับการยอมรับนับถือ ยังถูกนับรวมเป็นหนึ่งใน “มิตรสหาย” แห่งกบฏที่เบงกาซีด้วยอีกต่างหาก

สำหรับ สามัญชนอเมริกัน ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นเป็นที่เข้าใจได้ไม่ยากนัก… นี่คือประเทศที่เราช่วยปลดปล่อย นี่คือคนที่เสี่ยงแม้ชีวิตของตัวเองช่วยเหลือให้พวกเขาได้รับอิสระเสรี ตอนนี้พวกเขากลับมายึดสถานกงสุล-สถานทูตของเรา ฆ่าเอกอัครราชทูตที่ถือเป็นตัวแทนสูงสุดของประเทศเรา?

ลิเบียในเวลา นี้ ไม่เพียงเป็นประเทศที่โน้มเอียงมาทางอเมริกันเท่านั้น ยังได้ชื่อว่าเป็นชาติ “โปรอเมริกา” มากที่สุดในบรรดาโลกอาหรับด้วยกัน

คริส สตีเวนส์ ตายไปแล้ว เสียชีวิตไปพร้อมกับเจ้าหน้าที่อเมริกันอีก 3 ราย ด้วยเหตุผลที่ดูเหมือนว่าเป็นเพราะภาพยนตร์เรื่องหนึ่ง

ภาพยนตร์ซึ่งคนลิเบีย หรือแม้แต่โลกมุสลิมโดยรวมยังไม่มีใครได้ดูได้เห็นอย่างจริงๆ จังๆ ด้วยซ้ำไป

เกิดอะไรขึ้นกับลิเบีย?

เกิดอะไรขึ้นกับโลกมุสลิมกันแน่?

คําอธิบายที่ว่า ภาพยนตร์ “อินโนเซนซ์ ออฟ มุสลิมส์” เป็นเพียง “ข้ออ้าง” ไม่ได้เป็น “สาเหตุ” ของการโจมตีสถานกงสุลเบงกาซี ที่คลับคล้ายจะผ่านการวางแผน มีการจัดเตรียมอาวุธหนักอย่าง อาร์พีจี ที่ไม่สมควรปรากฏอยู่ภายในปริมณฑลของการชุมนุมประท้วงสามัญทั่วไป แม้ดีกรีของอารมณ์ความรู้สึกจะรุนแรงปานใดก็ตาม ดูเหมือนมีเหตุมีผล

กระนั้น คำอธิบายดังกล่าวก็ไม่สามารถนำมาปรับใช้ได้กับผู้ประท้วงจำนวนมากที่รวมตัว กัน “ในนามของมุสลิม ผู้ปกป้องพระศาสดา” และกำลังทำหน้าที่ “ปกป้องศาสนาอิสลาม” ทั้งที่เบงกาซี-ลิเบีย ไคโร-อียิปต์ ซานอา-ซูดาน เรื่อยไปจนกระทั่งถึง แคชเมียร์ และ จาการ์ตา ที่ อินโดนีเซีย ในเวลานี้


สิ่งที่ปรากฏนั้นดูราวกับว่า แม้นว่าสหรัฐอเมริกาจะรับเอารายการ “สิ่งที่ควรทำ” ทุกอย่างมาจาโลกมุสลิม แล้วทำทุกอย่างไปตามนั้น ก็จะยังคงมีคนอีกกลุ่ม มุสลิมอีกส่วน จะมากหรือน้อยเพียงใดไม่สำคัญ ก็จะยังคงสามารถหาเหตุหาผลอีกสักอย่าง หรือสองอย่าง เพื่อเป็นข้ออ้างสำหรับความจงเกลียดจงชัง หรืออย่างน้อยที่สุดก็ ไม่ชอบขี้หน้า และไม่ไว้วางใจสหรัฐอเมริกาอยู่นั่นเอง

แนวปฏิบัติต่อชาติมุสลิมในยุคสมัยของโอบามาแตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งกับสิ่งที่เคยกระทำกันมาในยุคสมัยของ จอร์จ ดับเบิลยู.บุช

โอบามาตัดสินใจเข้าแทรกแซงเหตุการณ์ในลิเบีย เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองที่นั่น ทำนองเดียวกับปฏิบัติการ “เรจีม เชนจ์” ของบุชในอิรักก็จริง สิ่งที่แตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงก็คือ ครั้งหลังนี้ไม่มี “ผลประโยชน์ของอเมริกัน” เข้ามาเป็นเดิมพันเหมือนเช่นในกรณีอิรัก

สหรัฐอเมริกาสามารถวางเฉยใน กรณีลิเบียได้โดยไม่เดือดร้อนไม่เหมือนกับกรณีอิรักที่ถูกสร้างภาพเป็นแหล่ง ก่อการร้ายที่ “คุกคาม” ต่ออเมริกันทุกชีวิต ตลอดเวลาก่อนหน้านี้ อย่าว่าแต่ “วาระซ่อนเร้น” ที่ซุกงำอยู่เบื้องหลังอีกมากมาย

พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้สหรัฐอเมริกาจะเลิกเสแสร้งว่าตนเองเป็นชาติที่เปี่ยมด้วย “เจตนาดี” แต่กระทำการผิดพลาดไปบ้างในบางครั้งด้วย “พลั้งเผลอ” มาเป็นมหาอำนาจที่ “ทำอะไรดีๆ” มามากมายหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้การสนับสนุนขบวนการ “อาหรับสปริงส์” ทั้งหลายในหลายชาติมุสลิม

ความรู้สึกต่อต้านอเมริกันในลิเบีย ในโลกอาหรับ และในโลกมุสลิม ก็ดูเหมือนไม่เคยเปลี่ยนแปลง

หรืออาจเรียกได้ว่า ทรรศนะของอาหรับต่อสหรัฐอเมริกานั้น “ปราศจากความยืดหยุ่น” โดยสิ้นเชิง!

ทําไม “แอนตี้อเมริกันนิสต์” ยังคงขึงตึง ไม่ผ่อนคลาย ทั้งๆ ที่บริบทแวดล้อมเปลี่ยนแปลงผันแปรไปมากมายแล้ว? บางครั้ง เรื่องนี้ก็เป็นที่เข้าใจยากเย็นอยู่บ้างสำหรับสังคมอเมริกัน

ความ กราดเกรี้ยวต่อสหรัฐอเมริกา มีอยู่บ้างบางครั้งบางคราวที่ไร้เหตุผล ไร้ตัวตนที่มา แต่ข้อเท็จจริงก็คือว่า “ส่วนมาก” ของความโกรธเหล่านั้น ไม่ได้เลื่อนลอยไร้หลักเกณฑ์ใดๆ แต่อย่างใดทั้งสิ้น “ส่วนมาก” เหล่านั้นวางอยู่บนพื้นฐานของสิ่งที่เกิดขึ้นจริง เป็นอยู่จริงและเคยเกิดขึ้นมาให้เห็นกระจะแก่ตามาแล้ว

บางเรื่อง สะท้อนให้เห็นบริบทปลีกย่อยในทางสังคมที่แตกต่าง อย่างเช่น ในชาติอาหรับส่วนใหญ่ รวมทั้งในประเทศอย่างอียิปต์ ภาพยนตร์ทุกเรื่องที่สร้างขึ้นมาจำเป็นต้องผ่านความเห็นชอบ-หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล

ตรงกันข้ามกับในสหรัฐอเมริกา ที่ใครก็ได้ แม้กระทั่งคนที่ “สับสนทางความคิด” สูงมากจนถึงระดับ “คลั่ง” ก็ยังสามารถระดมทุนมาสร้างหนังสักเรื่องได้

บางกรณี เป็นเรื่องที่ยากแก่การทำความเข้าใจสำหรับผู้คนทั่วไปที่ปราศจากความชำนาญ การในบางสาขาวิชา อาทิ ด้วยเหตุใด ผู้ที่ลงมือกระทั่งเผาพระคัมภีร์ของศาสนาอื่น ถึงได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกา

ในขณะที่ผู้คนที่ปีนป่ายสถานทูต เผาธงชาติ “สตาร์ส แอนด์ สไตรป์ส” กลับลงเอยอยู่ในเรือนจำ?

ซ้ำร้ายยิ่งกว่านั้น ชาวอัลจีเรียน อาจหยิบยกเอาเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 1991 ขึ้นมาตั้งข้อกังขาว่า ด้วยเหตุใดขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไปสู่ประชาธิปไตยที่มี ความหมายอย่างยิ่งของประชาชนที่นั่นและทั้งภูมิภาค ถึงได้ลงเอยอย่างนองเลือดด้วยการรัฐประหารของบรรดานายทหารที่ชาติตะวันตก หนุนหลัง?

คนอิหร่าน อาจยกเอาเหตุการณ์เมื่อปี 1953 ขึ้นมาเป็นอุทาหรณ์ เมื่อครั้งที่ นายกรัฐมนตรีที่ผ่านการเลือกตั้งมาตามระบอบประชาธิปไตยของประเทศถูกแผนสมคบ คิดของ ซีไอเอ โค่นล้มด้วยการก่อรัฐประหาร!

เหตุการณ์เหล่านั้นและอีกมากมาย ดูเหมือนเนิ่นนาน ย้อนหลังไปห่างไกลในอดีต เป็นประวัติศาสตร์ที่เลือนลางอย่างยิ่งในความทรงจำ

เว้น เสียแต่ว่า คุณจะเป็นหนึ่งในเหยื่อของโศกนาฏกรรมน่าเศร้าเหล่านั้น เป็นหนึ่งในคนที่ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากผลพวงของมันอยู่ตราบจนทุกวันนี้

“แอนตี้อเมริกันนิสต์” สามารถเลือนหายไปได้ และน่าจะจางหายไปในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

แต่การคาดหวังว่าสิ่งนี้จะสามารถลบหายไปได้ในชั่วข้ามคืน เกิดขึ้นได้ก็แต่เพียงในเทพนิยายเท่านั้นเอง

ข้อเท็จจริงที่ว่า โลกอาหรับเป็นอาณาบริเวณที่มีผู้ที่ยึดถือว่า “สหรัฐอเมริกา” และ “อิสราเอล” ต้อง “รับผิดชอบ” ต่อการเกิดโศกนาฏกรรมอย่าง 9/11 ในสัดส่วนที่สูงมากที่สุดบริเวณหนึ่งของโลก อาจฟังดูไม่มีเหตุผล เพราะข้อเท็จจริงอีกประการที่ชัดเจนก็คือ”อัลเคด้า” ที่อยู่ตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง เป็นผู้ลงมือกระทำการนั้น

แต่นั่นสะท้อนให้เห็น “จินตภาพ” ของสหรัฐอเมริกาในความเชื่อของคนอาหรับได้ชัดเจนอย่างยิ่ง

สหรัฐ อเมริกา ไม่ได้เป็นประเทศที่ “เจตนาดี” แต่บางครั้งทำสิ่งที่ “เลวร้าย” ในสายตาของพวกเขา หากแต่ สหรัฐอเมริกา เป็น “ขุมพลังแห่งความชั่วร้าย” ที่แท้จริงสำหรับพวกเขา

เราพูดกันมากมายถึงความทุกข์ทรมานที่ผู้คนใน ตูนิเซีย อียิปต์ หรือ ลิเบีย ก็ดี ได้รับมาอย่างยาวนานในห้วงแห่งการปกครองเผด็จการในแต่ละประเทศ ความจริงที่น่าทึ่งก็คือ เผด็จการเลือดเย็น

เหล่านั้นไม่อาจอยู่ใน อำนาจในได้เนิ่นนานมากมายปานนั้น หากไม่ได้รับการเกื้อหนุนจากสหรัฐอเมริกาหรือชาติตะวันตกสำหรับใช้เป็น “เครื่องมือ” ใน “วาระซ่อนเร้น” ของตนเอง

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำ แล้วซ้ำอีก ทุกข์เข็ญที่ได้รับซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่อาจผ่านเลยไปง่ายๆ ดังนั้น ภายใต้เปลือกนอกที่ดูสงบนิ่ง สำนึกขอบคุณในบางเรื่อง บางเหตุการณ์ ความไม่ไว้วางใจ ความเคลือบแคลงสงสัย ยังคงพลิ้วไหวเป็นระลอกอยู่เบื้องล่าง

รอวันที่ ไม้ขีดสักก้านถูกจุดขึ้น รอคอยน้ำผึ้งสักหยดละลิ่วลงมา

คําถามที่น่าสนใจก็คือ หลังจากนี้แล้วจะอย่างไร?

คำ ตอบอย่างง่ายก็คือ “พอกันที”… สำหรับอเมริกันที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าเหลือหลายกับ “อาหรับสปริงส์” การเลิกยุ่งเกี่ยวอาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุด ปล่อยโลกอาหรับและมุสลิมทั้งโลกให้เป็นเรื่อง “อดีตเมื่อวันวาน” ไปพร้อมๆ กัน

ปล่อยให้อาณาบริเวณที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจ ไม่สามารถใช้การวิเคราะห์ทางการเมืองปกติทั่วไปเข้าไปยึดกุมได้ไปตามหนทางของตนเอง

แต่นั่นเป็นคำตอบที่ถูกหรือไม่? เป็นคำตอบที่สอดคล้องกับภาวะแวดล้อมที่เป็นจริงของโลกหรือไม่? น่าคิด

ทั้ง การ “เอนเกจ” และ “ดิสเอนเกจ” ในกรณีนี้ ไม่อาจเกิดขึ้นได้โดยง่าย “ตามอำเภอใจ” ในโลกของความเป็นจริงทุกวันนี้ เช่นเดียวกับข้อเท็จจริงที่ว่า การ “ปล่อยวาง” จากตะวันออกกลางและโลกมุสลิม ก็ไม่ได้ช่วยให้เกิด “ความเข้าใจ” ซึ่งกันและกันเพิ่มขึ้น

ความจริงที่น่าสนใจอีกประการ ที่ดำรงอยู่ในท่ามกลางสถานการณ์ปั่นป่วนรุนแรงที่พุ่งเป้าไปยังสหรัฐอเมริกา ในเวลานี้ก็คือ ยังคงมีกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ชูป้ายแสดงความ “เสียใจ” และ “ขอโทษ” ต่ออเมริกัน ในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ “เพื่อน” ของพวกเขาอย่าง “คริส สตีเวนส์” ที่ลิเบีย

อาจบางที นั่นคือ “หน่ออ่อน” ของบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เพียงสหรัฐอเมริกาต้องการ โลกทั้งโลกก็ต้องการ

ล้มเลิก ทอดทิ้งให้มันเหี่ยวเฉาตายไปง่ายๆ…น่าเสียดายยิ่ง ไม่ใช่หรือ?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1347775768&grpid=&catid=02&subcatid=0202

 

ป้ายกำกับ: ,

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง….โดย วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ

อะไรจะเกิดขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

 

ท่านผู้อ่านอาจจะสะดุดกับหัวข้อของบทความวันนี้ และอาจจะเห็นว่าช่างกล้าหาญชาญชัยอะไรปานนั้น ที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้นหลังจากวิกฤติยุโรปจบลง

ต้อง ขอเรียนว่า เป็นหัวข้อที่แฟนพันธุ์แท้ของคอลัมน์ขอมาค่ะ และดิฉันได้เรียนไปแล้วว่า ดิฉันคงไม่เก่งเพียงพอที่จะทำนายว่าจะเกิดอะไรขึ้น แต่ที่เห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ คือบทบาทของโลกตะวันออก หรือทวีปเอเชียของเราจะมีมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันก็เริ่มมีมากขึ้นแล้ว แต่การที่ยุโรปอ่อนแอ สหรัฐอเมริกาก็ไม่แข็งแรงมากนัก เป็นโอกาสที่เอเชียจะผงาดขึ้นมาโดดเด่นในเวทีโลกมากขึ้น

ยุโรป โดยเฉพาะยุโรปตะวันตก เป็นกลุ่มประเทศที่มีอัตราการเพิ่มของประชากรต่ำ ยกตัวอย่างประเทศโปรตุเกส มีอัตราเพิ่มของประชากรเพียง 0.181% ต่อปีเท่านั้น ก็คือเกือบจะไม่เพิ่มเลย นอกจากนั้น ยังเป็นสังคมที่เข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้น โอกาสที่เศรษฐกิจจะเติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนสมัยก่อน ในช่วงที่มีประชากรวัยหนุ่มสาวมากนั้นก็จะลดน้อยลงไป

ไทยเราก็เช่นกันค่ะ ดิฉันเคยเขียนไว้เมื่อ 5 ปีก่อนว่า ไทยเราเข้าสู่ช่วงที่มีประชากรในวัยทำงานสูงสุดไปเมื่อปี 2548-2553 ซึ่งน่าจะเป็นช่วงที่เรารุ่งเรืองที่สุด เหมือนประเทศญี่ปุ่นที่รุ่งเรืองที่สุดในทศวรรษ 1970-80  แต่เรามัวแต่ทะเลาะกัน เราจึงสูญเสียโอกาสนั้นไปอย่างน่าเสียดาย

หลายประเทศเช่นสหรัฐอเมริกา ได้ใช้นโยบายในการรับคนต่างชาติเข้ามา ต่อยอดความเจริญให้ยาวออกไป ซึ่งในตอนนี้ประเทศสิงคโปร์ก็ใช้นโยบายนี้อยู่  ซึ่งในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง และในช่วงปลาย/หลังสงครามเวียดนาม 1970-1985 สหรัฐอเมริกาประสบความสำเร็จในการใช้นโยบายนี้

โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีชาวยุโรปอพยพไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันมาก เพื่อหนีให้พ้นจากสภาพแร้นแค้นของประเทศที่เสียหายจากสงคราม และหลายประเทศต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามด้วย

สำหรับช่วง 1970-1980 นั้น ชาวเอเชียจำนวนมากก็อพยพไปเช่นเดียวกัน เนื่องจากสหรัฐอเมริกาจ่ายค่าตอบแทนสูงกว่า และไม่ได้รับโอกาสนี้ในประเทศของตน  อเมริกาเปิดรับชาวต่างชาติ เพราะคนหนุ่มต้องไปทำสงครามในเวียดนาม อัตราการเกิดของประชากรจึงลดลง ทั้งทหารก็เสียชีวิตในสงครามเวียดนามจำนวนมาก จึงต้อง “นำเข้า” คนหนุ่มสาวที่จะเป็นกำลังในการทำงานทั้งประเภทที่ใช้แรงงาน และประเภทที่ใช้สมอง

นโยบายในครั้งนั้นทำให้ประชากรที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกกันย่อๆว่า “สมอง”จากเอเชีย หลั่งไหลเข้าไปอยู่ในสหรัฐอเมริกากันอย่างคับคั่ง และได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และจ่ายภาษีให้รัฐบาลสหรัฐ

ช่วงเวลา “พีค” ของแต่ละประเทศจะสั้นยาวไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับโครงสร้างประชากรด้วยค่ะ ประเทศที่อัตราการเกิดของประชากรต่ำ เช่นประเทศจีน ซึ่งมีนโยบายให้มีลูกเพียงคนเดียว อัตราการแทนที่ของประชากรจึงติดลบ เพราะพ่อแม่สองคน มีลูกเพียงคนเดียว ไม่ได้ทดแทนพ่อแม่ด้วยซ้ำไป จีนจะมีช่วงประชากรวัยทำงานมากที่สุดในช่วง 2002-2022 หลังจากนั้นจะลดลงอย่างรวดเร็ว

โลกในช่วงต่อไป จะมีประชากรที่หลักของศาสนาห้ามการคุมกำเนิดเพิ่มขึ้น เช่น ศาสนาอิสลาม หรือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก เพราะอัตราการทดแทนจะสูงกว่าคือครอบครัวที่มีลูกเกินสองคน ก็ถือว่าทำให้ประชากรเพิ่มแล้ว และเมื่อการสาธารณสุขในทวีปอัฟริกาดีขึ้น อัตราการตายน้อยลง ทวีปอัฟริกาก็จะมีประชากรเพิ่มขึ้น

คนสมัยก่อนจึงนิยมมีลูกมากๆไว้ช่วยงานค่ะ

กลับมาถึงยุโรป วิกฤติของยุโรปในครั้งนี้คงจะยืดเยื้อยาวนาน เนื่องจากไม่มีใครต้องการเห็นการระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆของยูโรโซน ดังนั้น เมื่อต้องประคองกันไป ปัญหาก็จะค่อยๆถูกแก้และสะสาง ซึ่งต้องใช้เวลา

การแก้ไข ลดหนี้สาธารณะของประเทศที่หนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูง ก็เหมือนกับคนที่มีหนี้สูงนั่นแหละค่ะ ต้องมีเงินหรือรายได้เพิ่ม เพื่อที่จะชำระหนี้ให้ลดลง ดอกเบี้ยจะได้ไม่พอกพูน ทีนี้ รายได้ของรัฐบาลส่วนใหญ่ก็มาจากการเก็บภาษี เมื่อเศรษฐกิจไม่ขยาย การเก็บภาษีก็ทำได้เท่าเดิม

อีกเงื่อนไขหนึ่งคืออัตราดอกเบี้ย  ถ้าอัตราดอกเบี้ยไม่ลดลงมา หนี้ก็จะพอกพูนขึ้นเร็ว จึงต้องมีอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำ เพื่อช่วยไม่ให้หนี้พอกพูนขึ้นมาก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำนี้ สามารถทำได้หากไม่เกิดปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูงจากการที่พลังงานมีราคาสูงขึ้น เสียก่อน ซึ่งราคาน้ำมันที่ลดลงมาในช่วงนี้ ทำให้ความหวังว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ถูกกดดันด้วยอัตราเงินเฟ้อมีเพิ่มขึ้น

เพราะหากเศรษฐกิจถดถอย แล้วยังถูกซ้ำเติมด้วยอัตราเงินเฟ้อสูง ก็จะเกิดสถานการณ์ที่เรียกว่า Stagflation ซึ่งไม่เป็นผลดีกับใครเลย และผู้มีรายได้น้อยจะยิ่งลำบาก

นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ความสนใจมุ่งสู่ตลาดที่มีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งก็คือประเทศในเอเชีย โดยเฉพาะเอเชียตะวันออกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ ในวันนี้

สัปดาห์นี้จึงขอแทรกเรื่องนี้ขึ้นมา เพราะผู้อ่านกลุ่มหนึ่งจะรู้สึกว่า ทำไมไม่ฟันธงเลยว่าจะเกิดอะไรขึ้น  ต้องขอเรียนว่า ไม่มีใครทราบจริงๆว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจากมีปัจจัยที่สามารถแปรเปลี่ยนได้มากมาย ทั้งในด้านเศรษฐกิจและการเมือง  ปลายปีนี้จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ ปีหน้ามีการเลือกตั้งใหญ่ในเยอรมนีและอิตาลี

การเปลี่ยนแปลงคณะผู้บริหารประเทศ มักจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงทางนโยบาย และเราไม่สามารถคาดการณ์ได้เลยว่า นโยบายใดจะถูกนักการเมืองหยิบยกขึ้นมาใช้เพื่อหวังคะแนนเสียง และผู้คนที่มีสิทธิ์ในการลงคะแนน ลงคะแนนโดยเห็นภาพสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากการเลือกตั้ง ไม่ตรงกับที่เกิดขึ้นจริง
สัปดาห์หน้าจะกลับมาดูประเทศในกลุ่มยุโรปต่อค่ะ แฟนๆคอลัมน์ส่วนหนึ่งชอบเพราะต้องการความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับประเทศเหล่านี้ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการติดตามข่าวและสถานการณ์อื่นๆต่อไปค่ะ

http://bit.ly/Mg7pX4

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 25, 2012 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย” กระเทือนซัพพลายเชน “ทั่วโลก” (ตอน 2)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า

 

หลังภัยพิบัติทั้งสองครั้งซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ และหลังจากที่ความกังวลถึงภาวะโลกร้อนซึ่งอาจนำมาสู่การเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติที่มีจำนวนถี่ขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติทั้งหลายต้องตกอยู่ในภาวะกดดันในการหาวิธี ใหม่ของการผลิตและจัดส่ง

 

สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ บริษัททั้งหลายควรจะต้องได้รับคำเตือนจากทางการอย่างน้อย24 ชั่วโมงก่อนที่น้ำจะมาถึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเหล่านี้ได้รับคำเตือนล่วงหน้าเพียง 2 หรือ 3 ชั่วโมงเท่านั้น นาย เซ็ทซุโอะ อิอุชิ ประธานของเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการค้าของโตเกียวกล่าว

 

บริษัทเหล่านั้น ทำอะไรมไม่ได้มากนักแม้แต่จะเก็บเอกสารและคอมพิวเตอร์ให้พ้นน้ำ อย่างว่าแต่จะขนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ส่วนมากมักติดตั้งถาวรอยู่กับพื้น

นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไปไกลกว่านั้น บริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมโดยตรงอย่าง “ฟอร์ด” บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกัน รวมทั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลกต่างเสียหายจากการขาดชิ้นส่วนอุปกรณ์ ซึ่งถูกผลิตขึ้นในไทยเช่นกัน

 

เช่นเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวใน ญี่ปุ่นอุทกภัยครั้งนี้ได้ทวีความเสียหายจากการเลือกที่ตั้งโรงงานที่ผลิต สินค้าประเภทเดียวกันไว้ในบริเวณเดียวกันเนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดต้น ทุนค่าขนส่งและเอื้อให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกัน

 

การเป็น ศูนย์กลางการผลิตรถและชิ้นส่วนรถยนต์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รวมไปถึงชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆช่วยให้ประเทศไทยดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ และช่วยยกระดับฐานะการเงินประเทศจนกลายมาเป็นประเทศฐานะปานกลาง แต่เมื่ออุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องประสบกับ

 

อุทกภัย มันได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งบริษัทเหล่านั้นและความได้เปรียบดังกล่าวของไทย

 

“บริษัท ทั้หลายจำต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจของการรวมศูนย์การผลิตเสียใหม่” ริชาร์ดลิตเติ้ล นักวิชาการด้านการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิ ฟอร์เนียกล่าว “แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะข้อดี แต่มันก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแก่อุตสาหกรรมทั้งระบบถ้าโรงงานทั้งหมดของคุณตั้ง อยู่ในบริเวณเดียวกัน และเมื่อมันมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น สุดท้ายแล้วคุณก็เสียผลประโยชน์ทั้งหมดที่คุณจะได้จากการรวมศูนย์การผลิต”

 

ตอนนี้ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หลายรายได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายในไตรมาสที่ 4 จะถูกกระทบจากการขาดแคลนชิ้นส่วน เอเซอร์คาดว่าผลกำไรในไครมาสที่ 3 จะลดลง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยในขณะนี้ ราคาฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้เพิ่มสูงขึ้น 5-10 เปอร์เซ็นต์แล้ว

 

การฟื้นฟูอุตสาหกรรมรผลิตฮาร์ดไดรฟ์ไม่ได้ขึ้น อยู่กับผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์รายใหญ่ของโลกอย่างบริษัท “เวสเทิร์นดิจิตอล” ที่โรงงานต้องปิดลงชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเท่านั้น ทว่ายังต้องขึ้นอยู่กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดไดรฟ์จากไต้หวันด้วย ทั้งนี้ โรงงานทั้ง 2 แห่งของบริษัท Min Aik Technology ดังกล่าวของไต้หวัน ได้สูญเงินกว่า 90 ล้านดอลลาร์เมื่อโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมโรจนะ  จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วม

เจ ที หว่าง ประธานของเอเซอร์ออกมาแสดงความกังวลว่า การที่แหล่งผลิตตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันนั้นทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงมากขึ้น “ระบบซัพพลายเชนควรจะต้องมีการกระจายตัวมากกว่านี้” เขากล่าว

 

โจ นาธาน กูเย็ตต์ รองประธานฝ่ายซัพพลายเชนของดีเคเอสเอชเห็นตรงกัน อุทกภัยที่เกิดในประเทศไทยและเหตุการณ์สึนามิในญึ่ปุ่นจะส่งผลให้การออกแบบ ระบบซัพพลายเชนต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการซัพพลายเชนก็ยังต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ซัพพลายเออร์  และต้องเป็นไปตามข้อบังคับของรัฐบาลด้วย

 

ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันในเรื่องลูกค้า และคู่แข่ง และนักลงทุน โดยต้องประหยัดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุดอีกด้วย

 

แม้ว่าบริษัทที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้จะมีประกันความเสียหาย แต่ก็ไม่มีอะไรจะมารับประกันได้ว่า พวกเขาจะมีสินค้าป้อนสู่ตลาด

 

เช่น เดียวกับเหล่าบริษัทประกันภัย ที่อาจยกเลิกการประกันภัยความเสี่ยงดังกล่าวหากพวกเขาไม่ได้เห็นแผนการ ป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วมจากรัฐบาล

 

แล้วบริษัทผู้ผลิตจะลงทุน เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วยตัวเองหรือไม่?ลิตเติ้ลกล่าว ว่ารัฐบาลไม่อาจบังคับให้บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ลงทุนเพื่อรับมือกับภัย พิบัติเอง  เนื่องจากบริษัททั้งหลายต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต และการทำให้ผู้ถือหุ้นปกป้องตนเองและ

ลูกจ้างก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก “ระบบ ตลาดไม่เคยให้รางวัลแก่ผู้ที่ระแวดระวัง นักลงทุนจะไม่สนใจบริษัทที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำ พวกเขาจะลงโทษบริษัทพวกนั้นด้วยซ้ำ” ลิตเติ้ลกล่าว

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320474909&grpid=01&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 5, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย”กระเทือนซัพพลายเชน”ทั่วโลก” (ตอน 1)

ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก:  จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
มหันตภัยน้ำท่วมซึ่งร้ายแรงที่สุดใน รอบ 50 ปีคราวนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจ คนมากกว่า 400 คนเสียชีวิต คนอีกนับแสนต้องอพยพย้ายที่อยู่ พื้นที่ปลูกข้าว 1 ใน 4 ของประเทศซึ่งส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไทยถูกน้ำท่วมเสียหาย นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 แห่งจมน้ำ ซึ่งยังผลให้ประชากรกว่า 7 แสนคนต้องไร้งานทำ

ความเสียหายที่เกิดขึ้นช่วยให้เห็นความสำคัญของบรรดาประเทศในเอเชีย ที่กำลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก อันเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่สูงขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเป็นแหล่งผลิตราคาถูก

 

“โรงงานผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องจมอยู่ในน้ำซึ่งท่วมสูงประมาณ 2 เมตร ผู้ผลิตหลายรายต่างพยายามจ้างนักประดาน้ำเพื่อกู้เครื่องจักรที่มีราคาแพง และยากแก่การเปลี่ยน”

แม้ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เรื่อยไปถึงโรงงานผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม ล้วนมีแผนรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อันเห็นได้จากการที่คำว่า “การบริหารความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทาน” (“supply chain risk management”) ได้ถูกบรรจุลงในคลังคำศัพท์ของวิชาการบริหาร อย่างไรก็ดี โรงงานมากกว่า 1,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้

“ไม่มีใครเคยนึกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดความเสียหายในกรณีที่ร้าย แรงที่สุด” สมบูรณ์ ประสิทธิ์จุตรากุล ประธานบริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด กล่าว

แหล่งผลิต 3 แห่งของดีเคเอสเอชในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทั้งโรงงานผลิตกางเกนยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ โรงงานผลิตยา และศูนย์กระจายสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ “ในอนาคต เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องความเสี่ยงจากอุทกภัยเสียใหม่ เราต้องกลับมาพิจารณาว่า ควรจะยกพื้นที่ตั้งโรงงานให้สูงขึ้น หรือควรจะไปหาทำเลที่ตั้งโรงงานซึ่งมีการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่านี้แทน” สมบูรณ์กล่าว

เช่นเดียวกับเมื่อครั้งภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆด้วย “ไม่กี่ปีที่แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการซัพพลายเชนอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหัวหน้า และอธิบายว่าวิกฤติน้ำท่วมในไทย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการได้ล่วงหน้า และเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทุกวันนี้ คุณไม่สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวได้อีกต่อไปแล้ว” เดเนียล คอร์สเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของสถาบันสอนธุรกิจไออีในมาดริดกล่าว

คอร์ส เตนกล่าวต่อว่า บริษัทจะถูกมองว่าเป็นจำเลยจากการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” ในสายตาลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัทถ้าหากว่า “บริษัทเหล่านั้นไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบรถ ยนต์ ที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล่านั้นกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ที่ตอนนี้แลดูเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์
ไล่มาตั้งแต่ “ฮอนด้า” โรงงานผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจมอยู่ใต้บาดาลมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึง “เอเซอร์” บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสส์ไดรฟ์ในประเทศไทย และบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆซึ่งได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายและผลกำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติในครั้งนี้ จากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทำให้ฮอนด้าต้องลดจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไล่ไปถึงเมืองสวินดอนในสหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ ช่วงเวลาของการเกิดภัยพิบัติก็ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้สาหัสขึ้นไปอีก อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือน ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตใน ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องรับกับความเสียหายอีกครั้ง จากการที่โรงงานมากกว่า 450 โรงจากทั้งหมด 2,000 โรงถูกน้ำท่วม

และน้ำจะยังไม่หายไปไหนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่มองใน “แง่บวก” ที่สุด ส่งผลทำให้ผู้บริหารยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขความเสียหายทั้งหมด รวมถึงเงินทุนที่จะต้องใช้สำหรับการฟื้นฟูโรงงานได้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประเมินไว้ว่า วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อจีดีพีมากกว่า 1.7 เปอร์เซ็น เทียบกับความเสียหาย 0.3 เปอร์เซ็นของจีดีพีเมื่อช่วงเหตุการณ์สึนามิของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 และมูลค่าความเสียหาย 0.1 เปอร์เซ็นของจีดีพีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติจะย้ายการลงทุนออกนอกประเทศไทยหรือไม่? บรรดาผู้ผลิตจะเปลี่ยนแผนธุรกิจจาก “โมเดลการผลิตที่เน้นต้นทุนต่ำ” ในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และลูกค้าอยู่บริเวณใกล้กันทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเปลี่ยนจากการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” หรือ “just-in-time production” [หมาย เหตุ การผลิตแบบ “just-in-time” (JIT) โรงงานจะทำการผลิตสินค้าให้เสร็จและจัดส่งออกไปเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่า นั้น และวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ก็จะถูกนำมาผลิตและประกอบตามจำนวนความต้องการของลูกค้า วัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก็จะถูกสั่งซื้อเข้ามาก็ต่อเมื่อมีความต้องการเท่านั้น]  ไปยังแผนธุรกิจที่เน้นการกระจายความเสี่ยงกว่านี้หรือไม่? บริษัท ควรจะหันมาลงทุนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล หรือจะเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับว่า ภัยพิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้?

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320394612&grpid=01&catid=&subcatid=

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

$$… Occupy Global 951 เมือง ใน 82 ประเทศทั่วโลก เกิดจากอะไร? …$$ โดย Mr.Messenger ครับ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ขอเอามาอธิบาย ไว้ใน link นี้ครับ

http://www.pantip.com/cafe/sinthorn/topic/I11206997/I11206997.html

 

ป้ายกำกับ: , ,

“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน”

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้

ยุกติ มุกดาวิจิตร

เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?

 
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ

 
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่

 
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน

 
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว

 
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”

พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน

ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม

ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”

ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?

กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน

ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ

จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน

แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น

อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก

ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้

การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร

แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า

ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน

ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 29, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,