RSS

Tag Archives: CSR

วารสารพัฒนาสังคมและชุมชน เล่มใหม่ครับ…..

download กันได้แล้วครับ

SocialJournalVol02No02_Online (ขนาด 2.61 MB)

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กรกฎาคม 11, 2011 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: , ,

มหาวิทยาลัยยังอ่อนแอ เลยยังช่วยสังคมไม่ได้

โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ

 

มหา”ลัยทั่วโลกผนึกกำลัง สร้างเครือข่ายความรับผิดชอบต่อสังคม” เป็นข้อความพาดหัวรายงานข่าวพิเศษของประชาชาติธุรกิจ (ฉบับวันจันทร์ที่ 26-วันพุธที่ 28 มกราคม 2552 หน้า 30) ที่รายงานว่า มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นเจ้าภาพจัดสัมมนาวิชาการนานาชาติ 26 ประเทศ ว่าด้วยบทบาทของมหาวิทยาลัยในความรับผิดชอบต่อสังคม ครั้งที่ 1 ที่กรุงเทพฯ เมื่อกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา จะสรุปย่อมาเผยแพร่ให้กว้างขวางอีกดังนี้

ดร.จรรยา พุคยากรณ์ ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีปทุม กล่าวว่า รูปแบบของความรับผิดชอบต่อสังคมของมหาวิทยาลัยนั้นแตกต่างจากองค์กร (corporate) ทั่วไป เพราะมหาวิทยาลัยรับผิดชอบต่อสังคมอยู่แล้วโดยอาชีพ

มหาวิทยาลัยจะสอนและทำการปลูกจิตสำนึกของนักศึกษาคณาจารย์ และบุคลากรให้รับผิดชอบต่อสังคมด้วยจิตสำนึก ไม่ใช่โปรโมตตามกระแสหรือการตลาด”

บาสเตียน เบอร์แมน เลขานุการ Magna Charta Observatory ประเทศเยอรมนี และที่ปรึกษาทางด้านการประกันคุณภาพให้กับมหาวิทยาลัยในยุโรป กล่าวถึงบทบาทของความรับผิดชอบต่อสังคมของมหาวิทยาลัยว่า

สิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องสร้าง คือจิตสำนึกของการเป็นพลเมืองที่มี ความรับผิดชอบให้กับนักศึกษา โดยไม่เพียงจะสร้างทักษะและให้องค์ความรู้เท่านั้น”

รวมไปถึงการให้ความสำคัญกับชุมชนในการสร้างประโยชน์กับสังคม”

คริสติน่า ที. ชูแล็กเตอร์ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด สหรัฐอเมริกา ผู้ก่อตั้ง Center for Socially Responsible Leadership (CSRL) ซึ่งเป็นองค์กรที่ให้คำปรึกษาด้านการสร้างความรับผิดชอบขององค์กรต่อสังคม กล่าวว่า

ความรับผิดชอบต่อสังคม ไม่เพียงที่จะบรรจุอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนเท่านั้น แต่ยังมีงานวิจัยและการพัฒนาที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม”

เชื่อว่ามหาวิทยาลัยเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมได้ เนื่องจากมีทรัพยากรมนุษย์มากมายที่จะสามารถคิดค้นและพัฒนาเรื่องต่างๆ ที่มีส่วนช่วยในการพัฒนาสังคมได้”

อย่างไรก็ดี บทบาทสำคัญที่ถือเป็นความรับผิดชอบของมหาวิทยาลัยคือ ความรับผิดชอบในการผลิตบัณฑิต ซึ่งมีความท้าทายอยู่ตรงที่ “ในขณะที่เด็กอยู่ในโรงเรียน ในมหาวิทยาลัย เราอาจจะพยายามย้ำให้เขาระลึกถึงการต้องเป็นคนดีเสมอๆ ผ่านกิจกรรมต่างๆ มากมาย แต่สิ่งที่ท้าทายก็คือ เราจะทำอย่างไรที่จะทำให้ความรับผิดชอบเหล่านั้นติดตัวพวกเขาอยู่ในวันที่ออกไปสู่โลกของการทำงาน ว่ายังจำเป็นต้องทำประโยชน์เพื่อสังคม” คริสติน่ากล่าวในที่สุด

ประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศด้อยพัฒนา แต่เลี่ยงและหลอกตัวเองว่าเป็นประเทศกำลังพัฒนา ฉะนั้นสังคมไทยต้องการความร่วมมือและความช่วยเหลือจากมหาวิทยาลัยเกือบทุกด้าน ทั้งด้านที่เป็นรูปธรรม และนามธรรม

แต่สำคัญที่สุด คือความรู้พื้นฐานที่เรียกว่า ศิลปศาสตร์ หรือ Liberal Arts อันเป็นวิชาความรู้เพื่อความเป็นมนุษย์ที่รู้เท่าทันโลกและชีวิต เช่น ประวัติศาสตร์, วรรณคดี, ดนตรี, ศิลปะ, ฯลฯ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมของพลเมือง และท้องถิ่นต่างๆ ทั่วประเทศ

น่าเสียดายที่มหาวิทยาลัยทั้งส่วนกลางและส่วนท้องถิ่นล้วนอ่อนแอทาง ศิลปศาสตร์อย่างยิ่ง ยังช่วยตัวเองไม่ได้ เลยช่วยสังคมไม่ได้ด้วย

ถ้ายกเลิกเครื่องแบบนักศึกษาจะช่วยสังคมได้มหาศาล เพราะจะเป็นต้นแบบให้ยกเลิกเครื่องแบบนักเรียนที่กำลังเป็นปัญหา เพราะใช้งบประมาณมาก กระทรวงศึกษาธิการจะได้เอางบฯซื้อเครื่องแบบนักเรียนไปพัฒนาสติปัญญาให้ครูใช้สอนนักเรียน

 

http://www.matichon.co.th/matichon/view_news.php?newsid=01pra03020252&sectionid=0131&day=2009-02-02

 

 
1 ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 2, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

Review หนังสือ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World

ผมได้บท review หนังสือชื่อ Philanthrocapitalism: How the Rich Can Save the World  มาจาก website ที่น่าสนใจ ชื่อ http://www.thebrokeronline.eu/  บท Review นี้เขียนโดย  William Dowell

e0b89be0b8811ส่วนตัวหนังสือนั้น เขียนโดย Matthew Bishop and Michael Green ( 2008 )

With the current financial crisis, will the super-rich still have the resources or the inclination to save the rest of the world? When Philanthrocaptialism was published in October, it still seemed reasonable to think that a new generation of multi-billionaires might be able to give the developing world the kind of hard-nosed practical advice it needs. Unfortunately, Philanthrocapitalism hit the bookstores just as the liquidity crisis was throwing much of the free market into a panic and raising serious questions about global capitalism.

However, the basic arguments in Philanthrocapitalism are still worth considering. Matthew Bishop, US business editor for The Economist, says that the book is simply trying to explain a phenomenon that has been a reality for several years. ‘We are trying to make the public aware of who these people are, and of their in-depth thinking about solving problems. The line that we are taking is that in the division of labour between governments and mass charities and the super-rich, the super-rich can play a role that almost no one else can’.

 

As Bishop and Green state, this new generation of super-rich philanthropists is taking a hands-on approach that promises to cut through many of the political and financial logjams that have frustrated the UN and NGOs over the last several decades. Several of these new philanthropists, including Bill Gates, George Soros, Richard Branson and Jeff Skoll, are not only brilliant strategists, but also have the financial means to take effective action without having to ask for permission from a board of directors or from international donors that are pushing their own geopolitical agendas. At a time when national governments are increasingly short of cash, these men are rolling in it, and they want to invest in improving the world.

The Gates Foundation’s campaign to fight HIV/AIDS, George Soros’ efforts to create a more open society, Ted Turner’s strategically placed support for the UN and Richard Branson’s efforts to draw attention to global warming are examples of the wealthy making a difference. They have done so not just by handing money to a foundation, but by playing a direct role in shaping how that money is used. As Andrew Rasiej, a New York-based socially conscious entrepreneur used to say to potential funders, ‘Your check book is not all that I want; I also want your brains’.

The idea is appealing, but it is also dangerous. Bishop warns that the power held by this small group could quickly evolve into something resembling plutocracy. He suggests that a new social contract would have to be drawn to reassure the public about the philanthrocapitalists’ ultimate objectives. Even then, there could be problems. The Gates Foundation has unquestionably put new energy into the fight against HIV/AIDS, but in doing so it has tended to push to the sidelines some of the experts who preceded it. A number of people within World Health Organization question whether it should be the Gates Foundation or the World Health Organization that is actually making policy. The greater danger is that the philanthrocapitalist who lacks a profound knowledge of the subject may use his or her superior financial resources and freedom of action to push policy into a dead end.

Some of the most cogent criticisms of the concept are compiled in the book Just Another Emperor by Michael Edwards, available as a free download. Edwards argues that super-achiever capitalists are often ill-equipped to understand the complexity of the problems faced by the developing world or how to deal with them.

Bishop and Green would argue that the philanthrocapitalists are quick studies who can learn on the job. More than that, during the hard times ahead they may be the only option. ‘With everything continuously stretched to the limit’, say Bishop and Green, ‘governments need whatever help they can get. A Bill Gates or a George Soros is going to get a seat at the table in exchange for helping’. But it is up to the rest of us to see that their contributions really do help.

e0b89be0b88111ขอปิดท้าย ด้วย หนังสือ อีกเล่ม  ชื่อ Just Another Emperor? ซึ่งเขียนโดย Michael Edwards ซึ่งเล่มหลังนี้ load ได้ FREE ครับ ตาม link นี้เลย  http://justanotheremperor.org/edwards_WEB.pdf

หนังสือทั้ง 2 เล่มนี้ ติด 5 ดาว ใน amazon.com ทั้งคู่ นะครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มกราคม 30, 2009 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

แผนธุรกิจเพื่อสังคมโครงการบ้านพักผู้สูงอายุและเด็กกำพร้า

ก่อนอื่น ผมต้องขอแสดงความยินดี กับ นศ.ของผม และเพื่อนๆ ของเขา ที่สามารถ คว้ารางวัลชนะเลิศประเภทนักศึกษา ในการแข่งขันนี้ได้

ผมได้เคยได้กล่าวถึงเรื่องโครงการนี้ไว้นิดหน่อย ในตอน universal design ครับ

ในคร่าวนั้น พวกเราได้ไปญี่ปุ่นในฐานะทีมที่เข้ารอบ ก่อนที่จะมีการประกาศรางวัลผู้ชนะเลิศไปเมื่อศุกร์ที่ 17 ตุลาคมที่ผ่านมา

ในมิติของงานพัฒนาสังคม ในฐานะนักพัฒนา ผมเห็นว่า ปรากฏนี้ คือ อนาคตใหม่อันหนึ่ง มันอาจเป็นจุดบรรจบระหว่างทุนนิยมและงานบริการทางสังคม

ในยุคที่งบประมาณให้เปล่าเพื่อการพัฒนาสังคม จากต่างประเทศลดน้อยถอยลงอย่างต่อเนื่อง เรื่อยๆ

ในยุคที่ธุรกิจก็ต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาสังคม ในนาม CSR ไม่ว่าจะมาในนาม การตลาด การสื่อสารเพื่อสังคม หรือความจริงใจ

ในยุคที่งบประมาณแผ่นดิน ถูกกระจายไปอยู่ตามท้องถิ่นทั่วประเทศมากขึ้นทุกขณะ (ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 25% ของงบประมาณแผ่นดิน เป้าหมายคือ 35%) – แต่ ต้องการการเพิ่มมูลค่าและคุณค่า ให้เม็ดเงินที่มากขึ้นให้กับสังคม

แผนธุรกิจเพื่อสังคม น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งของนักพัฒนาสังคม ในโลกอนาคต

 

ป้ายกำกับ:

How to Fix Capitalism : ทางออกของทุนนิยม

ผมได้รับ บทความนี้จาก น้องอุ๊ (กฤตยา ศรีสรรพกิจ) ซึ่งแปลจากงานเขียนของ บิล เกตส์ เรื่อง Making Capitalism more Creative ซึ่งผมเคยกล่าวถึงแล้ว  ………น่าสนใจ ครับ ดูมุมมองของมหาเศรษฐีกันครับ
…………………………………………………………………………………………………..

คนทั้งโลกต่างรู้ดีว่า บิลล์ เกตส์ (Bill Gates) มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เป็นมหาเศรษฐีอีกคนหนึ่งที่บริจาคเงินเข้าองค์กรสาธารณะประโยชน์จำนวนมากในแต่ละปี และเขาก็พยายามผลักดันเรียกร้องให้คนที่มีโอกาสที่ดีกว่าหันมาสนใจคนที่เข้าถึงโอกาสได้น้อยกว่าซึ่งมีอยู่ทั่วโลก
       
       
ไม่ว่าบางคนจะยอมรับระบบทุนนิยมได้หรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นจริงทุกวันนี้ก็คือ ทุนนิยมกลายเป็นระบบเศรษฐกิจหลักที่ขับเคลื่อนโลกทั้งโลก แม้ว่าบ่อยครั้งที่เราเห็นความโหดร้ายของมัน แต่เราคงต้องยอมรับว่าทุนนิยมเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของมนุษย์ดีขึ้นกว่าอดีตมาก
       
       เป็นอีกครั้งหนึ่งที่บิลล์ เกตส์ ออกมาแสดงความคิดเห็นของตนผ่านนิตยสารระดับโลกอย่าง TIME บทความของเขาอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เราก็ยังไปไม่ถึง ไปไม่ถึงจุดที่ทุนนิยมสามารถดูแลผู้คนและมีหน้าตาเป็นมนุษย์มากกว่าที่อยู่ ส่วนหนึ่งอาจเป็นที่ตัวระบบเองที่เราต้องหาวิธีดูแล แต่อีกส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังคิดกับมันไม่มากพอหรือเปล่า ดังที่บิลล์ เกตส์พยายามชี้ให้เห็นในบทความของเขา
       
       มีหลายคนวิพากษ์วิจารณ์ว่าบิลล์ เกตส์จริงใจแค่ไหนหรือต้องการเพียงชื่อเสียงจากภาพลักษณ์เศรษฐีใจบุญ แต่ไม่ว่าความเป็นจริงจะเป็นเช่นไร ใครจะทำอะไรด้วยแรงจูงใจแบบไหน แต่ถ้ามันสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ โดยเฉพาะคนที่ด้อยโอกาสที่เลี้ยงชีวิตด้วยเงินเพียง 1 เหรียญต่อวัน นั่นก็น่าจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลยใช่หรือไม่
       
       สังคมที่เปิดโอกาสให้ผู้คนที่หลากหลาย มาช่วยกันพัฒนาสังคมในรูปแบบของตัวเอง ไม่ผูกขาดการทำความดี แม้จะมีความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็ยังสามารถร่วมทางกัน เพื่อช่วยกันทำให้สังคมดีขึ้น นั่นจะเป็นการดีกว่าหรือไม่
       เพราะแท้จริงแล้ว เราทุกคนต่างก็มีพื้นฐานของความเป็นคน…ที่ต้องการความสุขไม่ต่างกัน
       ……………..

       

       *How to Fix Capitalism
       สิ่งที่เรามักจะหลงลืมไปเมื่อเผชิญภาวะยากลำบากก็คือ ทุนนิยมได้ช่วยทำให้ชีวิตของผู้คนนับพันล้านคนทั่วโลกดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันทุนนิยมก็ได้ละทิ้งผู้คนอีกนับพันล้านไว้เบื้องหลังของการพัฒนาเช่นกัน คนกลุ่มหลังนี้มีข้อจำกัดมากมายที่ไม่สามารถสื่อสารออกมาในรูปแบบที่มีคุณค่าในกลไกของตลาดได้ ทำให้พวกเขาต้องติดอยู่กับความยากจน โรคภัยที่สามารถป้องกันได้ และไม่มีโอกาสที่จะสร้างคุณค่าให้แก่ชีวิตอย่างเต็มที่เท่าที่เขาควรจะทำได้
       
       รัฐบาลและองค์กรที่ไม่แสวงหากำไรหรือองค์กรสาธารณะประโยชน์มีบทบาทที่สำคัญมากในการช่วยเหลือคนเหล่านี้ แต่มันจะใช้เวลายาวนานเกินไปถ้าพวกเขาต้องทำอยู่ฝ่ายเดียว ขณะที่ภาคธุรกิจซึ่งมีความสามารถพิเศษในการสร้างนวัตกรรมและคิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อคนจนได้
       
       แต่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากความสามารถพิเศษนี้ เราจำเป็นต้องมีระบบทุนนิยามที่สร้างสรรค์ขึ้น (Creative Capitalism) ขยายขอบข่ายของกลไกทางการตลาด เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถได้ประโยชน์มากขึ้นจากการทำงานเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก เราต้องมียุทธวิธีใหม่ๆ เพื่อดึงให้ผู้คนเข้ามาสู่ระบบนี้มากขึ้น-ระบบทุนนิยม ที่ได้สร้างคุณค่ามากมายให้แก่โลกใบนี้
       
       แม้จะยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย แต่ข่าวดีก็คือ ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ได้อยู่กับเราอยู่แล้ว บริษัทบางแห่งได้ค้นพบตลาดใหม่ท่ามกลางคนยากจน สำหรับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนชีวิตได้ เช่น โทรศัพท์มือถือ และบางครั้งด้วยความช่วยเหลือและผลักดันจากองค์กรภาคสังคมก็ได้เห็นว่า-พวกเขา-ภาคธุรกิจสามารถทำความดีและได้ดีไปด้วยกันได้อย่างไร
       
       ตัวอย่างหนึ่งจากชีวิตจริง คืนหนึ่งผมนั่งคุยกับโบโน (นักร้องนำวงยูทู) ซึ่งผมคิดว่าเขาบ้ามาก เรานั่งคุยกันจนดึกดื่น เขาพร่ำเล่าถึงกลยุทธ์ที่จะดึงให้ธุรกิจมาช่วยแก้ปัญหาความยากจนและโรคภัยต่างๆ แล้วเขาก็เริ่มโทรศัพท์ไปเบอร์ส่วนตัวของประธานบริษัทใหญ่หลายแห่ง โยนโทรศัพท์มาให้ผมฟังเสียงตอบที่งัวเงียแต่เจือไปด้วยความกระตือรือร้น
       
       ด้วยความบ้าระห่ำอย่างต่อเนื่องของโบโนก่อให้เกิดการรณรงค์ในชื่อ การรณรงค์สีแดง’ (Red Campaign) วันนี้บริษัทดังๆ เช่นแก๊ป (Gap) ฮอลล์มาร์ก (Hallmark) และเดลล์ (Dell) ขายสินค้าของพวกเขาภายให้ยี่ห้อ สีแดง’ (RED-branded product) และบริจาคกำไรส่วนหนึ่งเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ ไมโครซอฟท์ก็เข้าร่วมด้วย นี่คือสิ่งที่วิเศษสุด บริษัทได้สร้างประโยชน์และเพิ่มยอดขายไปด้วยกัน ผู้บริโภคมีช่องทางแสดงการสนับสนุนสิ่งที่ดี และที่สำคัญที่สุดมันช่วยชีวิตคนได้
       
       ในปีครึ่งที่ผ่านมา RED ระดมทุนได้ถึง 100 ล้านเหรียญสำหรับกองทุนนานาชาติเพื่อต่อสู้โรคเอดส์ วัณโรค และมาลาเรีย ซึ่งทำให้คนกว่า 80,000 คนสามารถเข้าถึงยาที่จะช่วยชีวิตเขาได้ และช่วยให้คนกว่า 1.6 ล้านคนได้รับการตรวจเชื้อ HIV นี่คือทุนนิยมที่สร้างสรรค์
       
       ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ และไม่ใช่การล้มหลักการทุนนิยมแบบเดิม แต่เป็นทางออกของคำถามที่สำคัญที่สุดที่ว่า ทำอย่างไรเราจึงจะกระจายผลประโยชน์จากทุนนิยมและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างมหาศาลอันเป็นผลจากระบบนี้ไปสู่คนที่ถูกละเลยได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด?
       
       *โลกกำลังดีขึ้น

       
อาจดูเป็นเรื่องแปลกที่จะพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ เมื่อเรากำลังต้องจ่ายค่าน้ำมันที่สูงมาก และหลายๆ คนมีปัญหาในการผ่อนบ้าน ไม่มีข้อสงสัยว่าปัญหาเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่นี้เป็นเรื่องจริง ผู้คนกำลังเดือดร้องจริงๆ และควรจะได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ไม่ใช่คำตอบสำหรับความผันแปรของวงจรเศษรฐกิจระยะสั้น แต่มันเป็นการตอบโต้ต่อข้อเท็จจริงระยะยาวที่คนจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นประวัติการณ์ในรอบกว่าศตวรรษที่ผ่านมา
       
       ในหลายประเทศผู้คนมีชีวิตที่ยืนยาวขึ้น คนจำนวนมากขึ้นมีสิทธิในการลงคำแนนเสียงเลือกตั้ง แสดงความคิดเห็น และมีเสรีภาพทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ผ่านมา ถึงวันนี้เราจะยังมีปัญหามากมาย เราก็มีความเป็นอยู่ที่ดีที่สุดกว่าที่เคยมีมาแล้ว โลกกำลังดีขึ้น
       
       แต่ปัญหาก็คือ มันไม่ดีขึ้นเร็วเพียงพอ และไม่ได้ดีขึ้นสำหรับทุกคน คนกว่าพันล้านคนมีชีวิตอยู่ด้วยเงินไม่ถึงหนึ่งเหรียญต่อวัน พวกเขาไม่มีอาหารที่มีคุณค่า น้ำ และไฟฟ้าที่เพียงพอ นวัตกรรมที่น่ามหัศจรรย์ต่างๆ ที่ทำให้ชีวิตเราดีขึ้น เช่น วัคซีน และไมโครชิป ได้ลอยผ่านพวกเขาไป และนี่คือบทบาทของรัฐบาลและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ ในมุมมองของผม ธรรมชาติของคนมีแรงผลักดัน 2 อย่าง-ผลประโยชน์และความห่วงใยผู้อื่น
       
       ทุนนิยมได้เชื่อมร้อยผลประโยชน์ของคนในรูปแบบที่มีคุณค่าและยั่งยืน แต่สำหรับคนที่สามารถจ่ายได้เท่านั้น ความช่วยเหลือของภาครัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ต่างๆ เป็นช่องทางแห่งความห่วงใยสำหรับคนที่ไม่สามารถจ่ายได้ แต่ความเหลื่อมล้ำนี้จะแก้ไขได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น ถ้าเราสามารถดึงพลังจากกลไกตลาดมาช่วย ซึ่งรวมถึงนวัตกรรมที่พัฒนามาเพื่อช่วยแก้ปัญหาให้คนยากจน เราจำเป็นต้องมีระบบที่ดีขึ้นในการดึงนักพัฒนานวัตกรรมและภาคธุรกิจให้เข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้
       
       โดยธรรมชาติแล้ว ถ้าธุรกิจจะเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นเขาย่อมต้องการได้รับอะไรบางอย่างตอบแทน มันเป็นหัวใจของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ มันไม่ใช่เพียงการขอให้ธุรกิจบริจาคเงินมากขึ้นหรือมีคุณธรรมมากขึ้น แต่เป็นการให้แรงจูงใจที่เป็นจริงในการนำความเชี่ยวชาญของเขามาใช้เพื่อคนที่ถูกละเลย ซึ่งเป็นไปได้สองทางคือ ธุรกิจหาแนวทางให้ตัวเอง หรือรัฐและองค์กรสาธารณประโยชน์ช่วยสร้างโอกาสซึ่งอาจจะไม่ได้มีมาก่อน
       
       *สิ่งที่หายไป

       
จากที่ C. K. Prahalad ได้บอกไว้ในหนังสือของเขา ‘The Fortune at the Bottom of the Pyramid’ มีช่องทางทางตลาดมากมายทั่วโลกที่ธุรกิจมองข้ามไป การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ากลุ่มคนที่ยากจนที่สุด 2 ใน 3 ของประชากรทั้งหมด มีอำนาจการซื้อรวมกันถึง 5 ล้านล้านเหรียญ ปัจจัยหลักที่ทำให้กลไกตลาดขับเคลื่อนได้ค่อนข้างช้าในการตอบสนองต่อประโยชน์ของประเทศกำลังพัฒนา เป็นเพราะเราไม่ได้ใช้เวลาเพียงพอในการศึกษาความต้องการของตลาดนั้นๆ
       
       ผมเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นที่ไมโครซอฟท์เช่นกัน เป็นเวลาหลายปีที่ไมโครซอฟต์ได้บริจาคเงินและซอฟท์แวร์รวมมูลค่ากว่า 3 พันล้านเหรียญ เพื่อนำเอาเทคโนโลยีไปให้คนที่ไม่อาจเข้าถึงเองได้ เพื่อพยายามที่จะเชื่อมช่องว่างทางเทคโนโลยี (Digital Divide) แต่ความเชี่ยวชาญที่แท้จริงของเราอยู่ที่การสร้างซอฟต์แวร์ที่ช่วยแก้ปัญหา และเมื่อไม่นานมานี้อีกที่เราได้ค้นพบว่าเราไม่ได้นำความเชี่ยวชาญนี้มาใช้ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควร ในการแก้ปัญหาในประเทศกำลังพัฒนา
        
       ดังนั้น ตอนนี้เราจึงมองความไม่เท่าเทียมกันเป็นปัญหาทางธุรกิจเช่นเดียวกับประเด็นที่ต้องได้รับความช่วยเหลือด้วยการบริจาค เรากำลังพัฒนา Visual Interface ที่ช่วยให้คนที่อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านไม่ค่อยออกสามารถใช้คอมพิวเตอร์ได้ ด้วยการฝึกอบรมที่น้อยที่สุด
       
       ส่วนอีกโครงการหนึ่งจะทำให้นักเรียนทั้งห้องสามารถใช้คอมพิวเตอร์เครื่องเดียวได้ โดยพัฒนาซอฟต์แวร์ที่ให้เด็กแต่ละคนใช้เม้าส์ของตัวเองควบคุมลูกศรที่มีสีเฉพาะตัว โดยเด็กจำนวนถึง 50 คน สามารถใช้คอมพิวเตอร์ตัวเดียวกันได้พร้อมๆ กัน นี่เป็นความก้าวหน้าที่สำคัญมากสำหรับโรงเรียนที่มีคอมพิวเตอร์ไม่พอ และตอบรับต่อตลาดที่เราไม่เคยได้ศึกษามาก่อน
       
       โทรศัพท์มือถือเป็นอีกตัวอย่างหนึ่ง ตลาดในประเทศกำลังพัฒนากำลังเติบโตอย่างมาก แต่ก่อนหน้านี้ธุรกิจได้ประเมินความเป็นไปได้ไว้ต่ำกว่าที่เป็นจริงมาก เมื่อปี 2000 บริษัท โวโดโฟน ได้เข้าไปร่วมทุนกับบริษัทมือถือในเคนยา และประเมินว่าน่าจะมีผู้ใช้บริการสูงสุดถึง 400,000 คน
       
       วันนี้ บริษัท ซาฟารีคอม มีผู้ใช้บริการถึง 10 ล้านคน ซึ่งพวกเขามาถึงตรงนี้ได้โดยการหาวิธีที่สร้างสรรค์ในการให้บริการชาวเคนยาที่ยากจน เช่น ไม่ได้คิดเงินเป็นนาทีแต่คิดเป็นวินาที เพื่อคงค่าใช้จ่ายให้ไม่สูงเกินไป ซาฟารีคอมได้กำไรและก็ได้ทำประโยชน์ให้สังคมด้วย เกษตรกรใช้โทรศัพท์มือถือในการหาราคาที่ดีที่สุดจากตลาดใกล้เคียง และมีวิธีใหม่ๆ ในการใช้ประโยชน์จากโทรศัพท์มือถือเกิดขึ้นมากมาย เช่น ใช้เก็บเงินและโอนเงินผ่านรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ เพราะถ้าจะต้องถือเงินสดเป็นระยะทางไกล วิธีนี้ก็จะป้องกันการถูกปล้นได้
       
       สิ่งเหล่านี้คือผลประโยชน์จากการที่ธุรกิจมองเห็นโอกาสที่เคยมองข้ามไป แต่ตั้งแต่ผมเริ่มพูดถึงทุนนิยมที่สร้างสรรค์ ก็มีคนตั้งข้อสงสัยว่าตลาดใหม่เหล่านี้จะมีอยู่จริงหรือ พวกเขาถามว่าถ้าโอกาสเหล่านั้นมีอยู่จริง ก็น่าจะมีใครหาเจอไปแล้ว
       
       ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง แนวคิดนี้เชื่อว่าธุรกิจได้ศึกษาความเป็นไปได้ทั้งหมดแล้ว ทัศนคตินี้ทำให้ผมนึกถึงโจ๊กเก่าๆ เกี่ยวกับนักเศรษฐศาสตร์ที่เดินไปตามถนนกับเพื่อนแล้วเดินข้ามธนบัตร 10 เหรียญที่อยู่บนพื้นไป เพื่อนถามว่าทำไมไม่หยิบธนบัตรนั้นขึ้นมา เขาตอบว่า
       
       ‘เป็นไปไม่ได้ที่มันจะอยู่ตรงนั้น เพราะถ้ามีอยู่จริงก็น่าจะมีใครหยิบไปแล้ว!
       หลายบริษัทก็พลาดคล้ายๆ กันนี้ เป็นเรื่องน่าเสียดายมากที่เราจะพลาดโอกาสเหล่านี้ไป มันน่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงได้มาก ถ้านักวิจัยและนักยุทธศาตร์ในบริษัทต่างๆ จะพบปะเป็นประจำกับผู้ที่มีความเชี่ยวชาญด้านความต้องการของคนยากจน และหาทางออกใหม่ๆ ร่วมกัน
       
       นอกจากการหาตลาดใหม่หรือพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ แล้ว บริษัทยังสามารถช่วยคนจนได้โดยการลดราคาสินค้า ธุรกิจอย่างซอฟต์แวร์และยามีค่าใช้จ่ายในการผลิตถูกมาก จึงสามารถที่จะหากำไรมากขึ้นในประเทศที่รวยแล้ว และกำไรน้อยกว่าหรือเท่าทุนในประเทศที่ยากจนกว่า
       
       สำหรับธุรกิจที่ไม่สามารถตั้งราคาหลายระดับแบบนี้ได้ก็สามารถได้ประโยชน์จากภาพลักษณ์องค์กรที่ดีขึ้น จากการช่วยเหลือผู้ที่ไม่สามารถจ่ายได้ ธุรกิจที่ร่วมใน RED Campaign ได้ลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น ที่ต้องการจะมีส่วนร่วมกับการสร้างสิ่งดีๆ ที่มีความหมาย ซึ่งอาจจะเป็นจุดเปลี่ยนที่นำไปสู่การเลือกผลิตภัณฑ์แบบนี้แทนผลิตภัณฑ์อื่นๆ
       
       ยังมีประโยชน์อื่นๆ สำหรับธุรกิจที่ทำงานที่ดีแบบนี้ พวกเขาจะสามารถหาคนทำงานและรักษาพนักงานที่ดีได้มากขึ้น คนรุ่นใหม่วันนี้ทั่วโลกต้องการทำงานให้องค์กรที่เขาสามารถรู้สึกดีด้วยได้ การแสดงให้พวกเขาเห็นว่าองค์กรได้ใช้ความเชี่ยวชาญในการช่วยเหลือคนยากจน คนรุ่นใหม่ก็จะตอบแทนด้วยการทุ่มเทในการทำงานมากขึ้น
       
       *สร้างแรงจูงใจใหม่
       อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าธุรกิจจะมองหาโอกาสแค่ไหน หรือใช้ความคิดสร้างสรรค์แค่ไหน ก็ยังมีปัญหาที่กลไกตลาดที่มีอยู่ซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ มาลาเรียเป็นตัวอย่างที่ดีมาก คนที่ต้องการยาและวัคซีนมากที่สุดเป็นคนที่มีความสามารถในการจ่ายน้อยที่สุด ยาและวัคซีนเหล่านี้จึงไม่ได้รับการพัฒนา
       
       ในกรณีนี้รัฐและองค์กรสาธารณะประโยชน์สามารถสร้างแรงจูงใจได้ ซึ่งก็เป็นอีกแนวทางของทุนนิยมที่สร้างสรรค์ แรงจูงใจอาจจะเป็นเรื่องตรงไปตรงมา เช่น การให้การชื่นชมในที่สาธารณะต่อธุรกิจที่รับใช้คนยากจน องค์กรไม่แสวงหากำไรของเนเธอร์แลนด์ที่ชื่อ มูลนิธิเพื่อการเข้าถึงยา ได้ตีพิมพ์รายงานที่แสดงให้เห็นว่า บริษัทยาไหนบ้างที่ได้พัฒนายาสำหรับคนจนในประเทศกำลังพัฒนา และช่วยให้พวกเขาเข้าถึงมันได้ เมื่อผมคุยกับผู้บริหารของบริษัทยา พวกเขาบอกว่าเขาอยากทำอะไรมากขึ้นสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล แต่อย่างน้อยเขาก็จำเป็นต้องได้รับการกล่าวถึงว่าเป็นผลงานของเขาด้วย ซึ่งรายงานนี้มีผลอย่างมาก
       
       การประชาสัมพันธ์มีค่ามาก แต่ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทำให้ธุรกิจเข้ามามีส่วนร่วมได้ แม้แต่การประชาสัมพันธ์ที่ดีที่สุดก็อาจไม่มีมูลค่าพอสำหรับการจ่ายค่าวิจัย 10 ปีสำหรับยาตัวใหม่ได้ ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมรัฐต้องมีแรงจูงใจให้มากขึ้น เช่น ในอเมริกากฏหมายระบุไว้ว่า บริษัทยาที่พัฒนาการรักษาสำหรับโรคที่ไม่ได้รับการเหลียวแล เช่น มาลาเรีย จะได้อภิสิทธิ์ในการได้รับการพิจารณาก่อนจากองค์การอาหารและยาสำหรับสินค้าตัวอื่นที่บริษัทนั้นผลิตขึ้น การได้อภิสิทธิ์ในการพิจารณาก่อนนี้อาจมีมูลค่าถึง 100 ล้านเหรียญ ซึ่งเป็นวิธีการที่ดีมากที่รัฐจะให้การช่วยเหลือนอกจากวิธีการต่างๆ ที่มีอยู่แล้ว และน่าจะช่วยชีวิตคนได้มากขึ้น
       
       *ก้าวต่อไป
       อีกแนวทางหนึ่งที่ธุรกิจน่าจะทำ คือการอุทิศเวลาบางส่วนของนักพัฒนานวัตกรรมชั้นนำของบริษัทให้แก่การหาทางช่วยเหลือคนด้อยโอกาสที่ถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง แนวทางนี้จะนำเอาพลังสมองที่ช่วยให้ชีวิตคนรวยดีขึ้นมาช่วยเหลือคนอื่นบ้าง
       
       ทุนนิยมที่สร้างสรรค์ได้เกิดขึ้นแล้วในหลายรูปแบบ ทั้งด้านยา อาหาร โทรศัพท์มือถือ การเงิน แต่เรายังสามารถทำได้อีกมาก รัฐน่าจะสร้างแรงจูงใจมากขึ้น ขยายแนวคิดการทำและเผยแพร่รายงานของธุรกิจที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสเพื่อให้ธุรกิจได้ภาพลักษณ์ที่ดีจากสิ่งดีๆ ที่ทำจริง ผู้บริโภคสามารถตอบแทนธุรกิจที่ดีด้วยการซื้อสินค้านั้นๆ แทนสินค้าจากบริษัทอื่น ลูกจ้างสามารถถามนายจ้างว่าได้ทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง ถ้าเราร่วมมือกันเราน่าจะสามารถผ่านปัญหาที่เลวร้ายที่สุดนี้ไปได้

 
1 ความเห็น

Posted by บน กันยายน 1, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ:

“Making Capitalism more Creative”

Bill Gate เขียนเอง ลงใน TIME เกี่ยวกับการจะทำยังไงให้ทุนนิยมสามารถช่วยคนจนซึ่งเป็นคนหมู่มากได้จริงๆ

Capitalism has improved the lives of billions of people — something that’s easy to forget at a time of great economic uncertainty. But it has left out billions more. They have great needs, but they can’t express those needs in ways that matter to markets. So they are stuck in poverty, suffer from preventable diseases and never have a chance to make the most of their lives. Governments and nonprofit groups have an irreplaceable role in helping them, but it will take too long if they try to do it alone. It is mainly corporations that have the skills to make technological innovations work for the poor. To make the most of those skills, we need a more creative capitalism: an attempt to stretch the reach of market forces so that more companies can benefit from doing work that makes more people better off. We need new ways to bring far more people into the system — capitalism — that has done so much good in the world.

There’s much still to be done, but the good news is that creative capitalism is already with us. Some corporations have identified brand-new markets among the poor for life-changing technologies like cell phones. Others — sometimes with a nudge from activists — have seen how they can do good and do well at the same time. To take a real-world example, a few years ago I was sitting in a bar with Bono, and frankly, I thought he was a little nuts. It was late, we’d had a few drinks, and Bono was all fired up over a scheme to get companies to help tackle global poverty and disease. He kept dialing the private numbers of top executives and thrusting his cell phone at me to hear their sleepy yet enthusiastic replies. As crazy as it seemed that night, Bono’s persistence soon gave birth to the (RED) campaign. Today companies like Gap, Hallmark and Dell sell (RED)-branded products and donate a portion of their profits to fight AIDS. (Microsoft recently signed up too.) It’s a great thing: the companies make a difference while adding to their bottom line, consumers get to show their support for a good cause, and — most important — lives are saved. In the past year and a half, (RED) has generated $100 million for the Global Fund to Fight AIDS, Tuberculosis and Malaria, helping put nearly 80,000 people in poor countries on lifesaving drugs and helping more than 1.6 million get tested for HIV. That’s creative capitalism at work.

Creative capitalism isn’t some big new economic theory. And it isn’t a knock on capitalism itself. It is a way to answer a vital question: How can we most effectively spread the benefits of capitalism and the huge improvements in quality of life it can provide to people who have been left out?

The World Is Getting Better
It might seem strange to talk about creative capitalism when we’re paying more than $4 for a gallon of gas and people are having trouble paying their mortgages. There’s no doubt that today’s economic troubles are real; people feel them deeply, and they deserve immediate attention. Creative capitalism isn’t an answer to the relatively short-term ups and downs of the economic cycle. It’s a response to the longer-term fact that too many people are missing out on a historic, century-long improvement in the quality of life. In many nations, life expectancy has grown dramatically in the past 100 years. More people vote in elections, express their views and enjoy economic freedom than ever before. Even with all the problems we face today, we are at a high point of human well-being. The world is getting a lot better.

The problem is, it’s not getting better fast enough, and it’s not getting better for everyone. One billion people live on less than a dollar a day. They don’t have enough nutritious food, clean water or electricity. The amazing innovations that have made many lives so much better — like vaccines and microchips — have largely passed them by. This is where governments and nonprofits come in. As I see it, there are two great forces of human nature: self-interest and caring for others. Capitalism harnesses self-interest in a helpful and sustainable way but only on behalf of those who can pay. Government aid and philanthropy channel our caring for those who can’t pay. And the world will make lasting progress on the big inequities that remain — problems like AIDS, poverty and education — only if governments and nonprofits do their part by giving more aid and more effective aid. But the improvements will happen faster and last longer if we can channel market forces, including innovation that’s tailored to the needs of the poorest, to complement what governments and nonprofits do. We need a system that draws in innovators and businesses in a far better way than we do today. (อ่านต่อ เอาตาม link นะครับ)

http://www.time.com/time/business/article/0,8599,1828069,00.html

 

 
1 ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 5, 2008 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: