RSS

Tag Archives: deliberative democracy

สมัชชาปฏิรูปประเทศไทย…คงอีกนานกว่าคนไทยจะเข้าใจกัน

เวทีสมัชชาปฏิรูปประเทศไทยที่ถือธงนำ โดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี  และริ้วขบวนตามด้วยคุณหมอนักปฏิรูปNGO นักปฏิบัติ และนักวิชาการอีกจำนวนไม่น้อย ปิดแถวด้วยขบวนชาวบ้านหลากหลายเครือข่ายอีกนับพันคนได้ปิดตัวลงแล้วที่อิมแพคเมืองทองธานี….และผมคิดว่าคงได้ “ฉันทามติ” ในเรื่องต่างๆ จากเวทีสมัชชาเพื่อส่งให้รัฐบาลแน่ๆ แต่ผมเห็นว่า ฉันทามติที่ว่าจะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใดๆ เช่นเดียวกับงานสมัชชาสุขภาพ และเอาเข้าจริงเราควรต้องตั้งคำถามด้วยซ้ำไปว่า กระบวนการนโยบายสาธารณะของภาคประชาชน ประชาสังคม ที่ดำเนินการในนาม “ขบวนการสมัชชา” ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างไร หากกระบวนการและวิธีการยังเดินซ้ำรอยที่ผ่านๆ มา

อาจเป็นเพราะสมัชชาปฏิรูปเปิดตัวมาด้วยพันธกิจที่ชัดเจนว่าจะสร้างกระบวนการเรียนรู้ใหม่ให้กับสังคมไทย แต่ในปีแรกของสมัชชากลับรีบเร่งหาฉันทามติ – ข้อยุติ มากกว่าสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้กว้างขวางกับสังคม ผมคิดและถามกับตัวเองว่า จะมีคนไทยสักกี่ล้านคนที่มีความเข้าใจและรู้สึกมากขึ้นว่าประเด็นสาธารณะเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เวทีสมัชชาพูดคุยกันอยู่นั้นเกี่ยวข้องกับตัวเอง ผมเดาเอาว่าคงมีคนไทยไม่เกินแสนที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมพูดคุยเพื่อทำความเข้าใจ รับรู้ความรู้สึกถึงความแตกต่างในความเหลื่อมล้ำโดยตรง ที่เหลือก็ยังจับเจ่าอยู่กับเรื่องของตัวเองเช่นเดิม

ต่อกระบวนการเคลื่อนไหวของสมัชชาปฏิรูปข้างต้น ผมมีข้อสังเกตดังนี้

ว่าด้วยกระบวนการนโยบายสาธารณะและฉันทามติ ผมเห็นว่ากระบวนการนโยบาย ที่สมัชชานำมาใช้นั้นจะไม่เป็นทางออกให้กับความเหลื่อมล้ำ เพราะโดยกระบวนการนโยบายเป็นการดำเนินกระบวนการซ้ำรอย – ไม่ต่างจากที่หน่วยงานอื่นๆ ทำ กล่าวคือ จะมีคนกลุ่มหนึ่งในสังคม (ที่เป็นคนดีและหวังดีต่อสังคม โดยไม่มีข้อต้องสงสัย) กำลังใช้ช่องทางพิเศษ ในการนำเสนอความต้องการของตนเอง ซึ่งเป็นข้อเท็จจริงหนึ่งว่าจะเป็นทางออกของปัญหาสาธารณะ แต่ปัญหาก็คือ ในช่องทางพิเศษนี้ ยังมีคนไทยอีกจำนวนมากที่ไม่มีโอกาสเข้ามาใช้บริการและไม่มีโอกาสเสนอทางออกของปัญหาสาธารณะนั้นในมุมมองและความเชื่อของตนเองที่ต่างออกไป

เหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะกระบวนการนโยบายของสมัชชายังเชื่อว่าจะผลิต “นโยบายดีๆ” เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำผ่านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง นโยบาย โดยใช้อำนาจของรัฐ กลไกและระบบต่างๆ ของราชการเป็นตัวขับเคลื่อน มากกว่า จะผลิต “คนไทยที่มีความเข้าใจสถานการณ์และปัญหาความเหลื่อมล้ำที่เป็นอยู่”

ซึ่งหากมุ่งหวังที่จะผลิตให้คนไทยเข้าใจและได้สัมผัสกับความเหลื่อมล้ำแล้ว ก็จำเป็นที่กระบวนการนโยบายต้องเปิดกว้าง ให้ผู้คนทั้งแผ่นดินที่อยู่ในพื้นที่และองค์กรต่างๆ ได้พิจารณา ไตร่ตรอง คิดทบทวน อย่างจริงจังว่าเขาจะอยู่อย่างไรในสังคมที่ความเหลื่อมล้ำ อยู่รายรอบตัว และหาหนทางการแก้ไขปัญหาที่เขาจะสามารถลงมือทำได้ด้วยตนเองได้ หรือทำร่วมกับคนที่เชื่อเหมือนๆ กับเขา ให้โอกาสเขาได้สนทนนาแลกเปลี่ยนความคิด ความเห็น ความเชื่อ กับคนอื่นๆ ที่คิดต่าง เห็นต่างและเชื่อต่างออกไป ให้เขาได้รับรู้ รู้สึกและสัมผัสกับความเหลื่อมล้ำผ่านตัวเขาเอง …ทั้งหมดก็เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้มีโอกาสรับผิดชอบสังคมที่เขาอยู่ด้วย

แต่แนวทางและกระบวนการนโยบายสาธารณะโดยภาคประชาชนที่เป็นอยู่ของสมัชชาฯ กลับพยายามทำให้ข้อเสนอที่หลากหลายจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ เรียวเล็กลงเหลือเพียงไม่กี่ข้อเสนอ ด้วยการใช้ “เสียงส่วนใหญ่” จากเวที หรือใช้เงื่อนไข “ไม่มีข้อมูลวิชาการสนับสนุน” หรือ ข้ออ้างว่า “การมีหรือไม่มีผู้รับรองข้อเสนอ” เป็นมีดเหลา ข้อเสนอบางข้อเสนอให้ตกไป การทำเช่นนี้ไม่ใช่อะไรอื่น หากเป็นการกีดกั้นคนอีกหลายกลุ่มออกจากปฏิบัติการของพลเมืองที่จะลงมือแก้ไขปัญหาสาธารณะด้วยตัวเขาเองตามมุมมองเรื่องความเหลื่อมล้ำที่เขามองเห็นและห่วงใย

ข้อเสนอที่เหลือจากเวทีสมัชชาโดยปริยายถูกเรียกว่าเป็นข้อเสนอที่ได้ ฉันทามติ (consensus) จากที่ประชุมเวทีสมัชชา ผมไม่แน่ใจว่าเป็นคำเรียกที่ถูกต้องหรือไม่ โดยส่วนตัว ผมคิดว่า สิ่งจำเป็นที่เวทีสมัชชาของภาคประชาชนควรจะต้องค้นหาจากทางออกหรือข้อเสนอจากกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ที่หลากหลาย  คือ ข้อตกลงบางอย่างที่มีร่วมกัน (common ground) ซึ่งหมายถึง เรามีข้อเสนอเพียงบางเรื่องเท่านั้นที่เราเห็นว่าต้องทำร่วมกัน และยังมีข้อเสนออื่นๆ อีก ที่เรายังคิดต่าง เชื่อต่าง และยังหาข้อตกลงร่วมกันไม่ได้อยู่ด้วย (โดยไม่จำเป็นต้องกำจัดความต่างออกไป) แต่เป็นความแตกต่างๆ ที่เราก็ต้องรับผิดชอบ ลงมือของเราไป

ว่าด้วยความรอบคอบในการพิจารณาข้อเสนอ จากประสบการณ์โดยตรงของผมเอง สิ่งที่เป็นปัญหาอย่างมากในการพิจารณาข้อเสนอก็คือ เราไม่ได้ตระหนักว่าภายใต้ข้อเสนอที่เราเห็นด้วยและสนับสนุนนั้น จะมีผลกระทบอะไรกับใครบ้างในสังคม และการสนับสนุนข้อเสนอนั้นเราต้องยินยอมที่จะแลก (trade-off) ด้วยอะไร สิ่งนี้เป็นปัญหาอย่างมาก คือ คนส่วนใหญ่ คิดเอาแต่หวังจะได้ข้อเสนอดีๆ โดยมองไม่เห็น

ผลกระทบที่มีต่อคนอื่นและมองไม่เห็นว่าตนเองต้องรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น เช่น เรามักสนับสนุนให้เพิ่มงบประมาณแผ่นดินเพื่อกิจการ A แต่ มักที่จะลืมคิดว่า การเพิ่มงบให้กิจการ A จำเป็นต้องลดงบประมาณในกิจการ B หรือ C  หรือ ลืมคิดไปว่า ถ้าต้องเพิ่มงบประมาณเพื่อกิจการ A …เราพร้อมที่จะจ่ายภาษีรายได้ส่วนบุคคลเพิ่ม เพื่อสนับสนุนการเพิ่มงบประมาณไหม

หากการพิจารณาข้อเสนอเพื่อแก้ปัญหาสาธารณะยังไม่สามารถเชื่อมโยงเข้ากับความรับผิดชอบตัวเองของปัจเจกได้ เราก็ไม่อาจพัฒนาสำนึกพลเมืองให้เกิดกับปัจเจกที่จะรับผิดชอบต่อบ้านเมืองได้เช่นกัน

เพราะสุดท้ายสิ่งที่ต้องตระหนักให้มากก็คือ หลังจากเวทีสมัชชาปฏิรูปที่มีคนนับฟันนับหมื่นมาพูด มาแสดงความคิด มายืนยันสนับสนุนความคิดความเชื่อในข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ เมื่อเขาเหล่านั้นกลับบ้าน กลับไปสู่ภาระงานในชีวิตปกติแล้ว เขาได้ลงมือกระทำการอะไรเพื่อรับผิดชอบกับความคิด ความเชื่อ รับผิดชอบกับสิ่งที่เขาได้พูดสนับสนุนในเวทีสมัชชาหรือไม่ ต่างหาก

Advertisements
 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 1, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

คิดเพ้อเจ้อ….ชวนก้าวข้ามข้อเสนอของตัวเอง

คุณุปการของวิกฤติทางการเมืองในช่วง 3-4 ปี ที่ผ่านมา ได้เผยให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  สังคมไทยกำลังเผชิญกับความหลากหลาย และความแตกต่างของความคิด ความเชื่อ โดยเฉพาะช่วงเมษายนนี้ มีกลุ่มประชาชนหลากหลายอาชีพ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็น และมีข้อเสนอที่เป็นทางออกต่อสถานการณ์ เป็นจำนวนมาก นี่นับเป็นเรื่องน่ายินดีอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดีภายใต้ข้อเสนอที่เป็นทางออกนั้น มีข้อน่าสังเกตที่ผมอยากเพิ่มเติมไว้ 2 ประการ 

1)  ความไม่รอบด้านของข้อเสนอ  ขณะนี้มีเพียงเหตุผลความจำเป็นที่รองรับข้อเสนอ แต่สิ่งสำคัญที่ขาดหาย คือ ข้อมูลที่อธิบายถึงสิ่งที่ต้องแลกได้แลกเสีย (trade-off) กับการได้มาซึ่งข้อเสนอ เนื่องจาก ไม่มีสิ่งใดได้มาโดยไม่ต้องจ่าย หรือไม่ต้องแลกอะไรเลย  ดังนั้น เมื่อคนอื่นๆ ได้เห็นข้อเสนอ แทนที่เขาจะถูกหว่านล้อมด้วยเหตุผลของข้อเสนอเพียงด้านเดียว เขาควรต้องพิจารณาให้หนักว่า เขาพร้อมยอมแลกหรือยอมจ่าย จากการเชียร์ข้อเสนอนั้นหรือไม่ 

การไม่พิจารณาสิ่งที่ต้องแลกหรือสิ่งที่ต้องจ่าย และไม่ต้องร่วมรับผิดชอบอะไรในข้อเสนอนั้น  จะไม่พัฒนาพลเมืองไทยในแง่คุณภาพเลย ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ ข้อเรียกร้องของประชาชนจำนวนไม่น้อย ที่กดดันให้รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับการใช้กฎหมายเพื่อจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งรัฐก็ได้เข้าสลายการชุมนุมตามเสียงเรียกร้อง ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากตามมา แต่หลังจากคืนนั้นจนถึงวันนี้ ผมยังไม่เห็นว่าจะมีใครที่เคยเสนอ หรือเชียร์ข้อเรียกร้องดังกล่าวจะออกมาร่วมรับผิดชอบ ร่วมจ่ายกับรัฐเลย สำคัญกว่านั้น เขาเหล่านั้นกลับยังส่งเสียงให้รัฐใช้มาตรการที่เข้มงวดต่อไป

นั่นอาจกล่าวได้ว่า การพิจารณาแต่ข้อเสนอ โดยมองไม่เห็น สิ่งที่ต้องแลก หรือสิ่งที่ต้องจ่ายนั้น จะทำให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างขาดความระมัดระวังและยังเป็นการตัดสินใจในนามปัจเจกชนล้วนๆ แต่หากต้องพิจารณา สิ่งที่ต้องแลกและเขาต้องรับผิดชอบด้วย จะทำให้เขาต้องตัดสินใจในนามส่วนรวม เพราะต้องนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้นด้วย  เช่น 

ข้อเสนอ 1 ยุบสภา ภายใน 3 – 6 เดือน

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย 

  • ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐวิสาหกิจ อาจได้รับเงินเดือนล่าช้า หรือไมได้ ในช่วงปลายปี 2553 เพราะ พ.ร.บ.งบประมาณ ไม่ผ่านสภา
  • เงินลงทุนจากภาครัฐไม่มี เศรษฐกิจปีนี้ จะหดตัว แน่นอน และอาจทำให้มีคนตกงานมากขึ้นนับแสนคน
  • การชุมนุมเพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภา-ลาออก อาจเป็นเรื่องปกติ ที่ฝ่ายอื่นอาจทำตามบ้าง

ข้อเสนอ 2 ไม่ยุบสภาและบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง 

สิ่งที่ต้องแลกได้-แลกเสีย

  • การชุมนุมยืดเยื้อออกไป สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจ นักลงทุนต่างชาติหนี  และคงมีการเข้าสลายผู้ชุมนุมเป็นระยะ อาจมีผู้ได้รับ บาดเจ็บ และเสียชีวิต เพิ่มเติม
  • ทุกฝ่ายต้องส่งเสริมและยอมรับที่จะถูกบังคับให้อยู่ภายใต้กฎหมายที่เท่าเทียม มาตรฐานเดียวกัน
  • มีกลุ่มต่างๆ ออกมาชุมนุมมากขึ้น ซึ่งอาจยิ่งทำให้สถานการณ์ยุ่งยาก

ผมคิดเอาว่า หากผู้ใดเห็นสิ่งที่ตนเองและสังคม ต้องแลกได้-แลกเสีย ภายใต้ข้อเสนอที่ตนเองเชื่อแล้ว ย่อมต้องคิดอีกหลายรอบแน่ก่อนจะตัดสินใจ

2) สังคมไทยเราไม่มีวิธีการจัดการกับข้อเสนอที่หลากหลาย จริงๆ ก็คือ จัดการกับความหลากหลายของผู้คนที่มีความคิด ความเชื่อที่แตกต่างกัน เพื่อทำให้เกิดผลลัพธ์เป็นการตกลงร่วม / ตัดสินใจร่วมของคนที่หลากหลาย

แต่วิธีจัดการกับความหลากหลายของความคิด ความเชื่อ ที่เห็นอยู่ในสื่อขณะนี้ ผมคิดว่าไม่สามารถนำไปสู่การตกลงหรือตัดสินใจร่วมได้แน่ ไม่ว่าจะเป็น  (1) ถ้าเป็นวงพูดคุย หรือแสดงความคิดเห็น เราจะพบว่า ต่างฝ่าย พยายามอธิบายเหตผุลของตน โต้แย้งกับสิ่งที่ไม่เห็นด้วย และชักแม่น้ำทั้ง 5 เพื่อให้คนอื่นเห็นคล้อยตาม ซึ่งนอกจากจะไม่ได้พิจารณาสิ่งที่แลกได้-แลกเสียดังที่กล่าวมาแล้ว  ผมยิ่งแน่ใจว่า เขาเหล่านั้นคงไม่ได้พิจารณาข้อเสนอและสิ่งแลกได้แลกเสียของคนอื่นๆ เลยด้วยซ้ำ  และ (2) ถ้าหากเป็นวิธีแสดงพลังกันตามท้องถนน หรือบนโลก cyber ก็มีแนวโน้มที่จะอ้างเอา “จำนวนตัวเลข” ของผู้ที่เห็นด้วยมาข่มกัน ผมคิดว่าการกระทำเช่นนี้ เขาคงยังเชื่อว่าประชาธิปไตยต้องยึดเอาเสียงส่วนใหญ่เป็นสำคัญ ซึ่งผมว่าวิธีคิดแบบนี้ใช้ไม่ได้แล้ว

จากข้อสังเกตทั้ง 2 ผมลองคิดเพ้อเจ้อต่อนะครับว่า หากเราสามารถทำ เครื่องมือหรือเอกสารประกอบการหาข้อตกลงอย่างสั้นๆ  ที่ประกอบด้วย ข้อเสนอที่เสนอมาจากฝ่ายต่างๆ  มีเหตุผลประกอบแต่ละข้อเสนอ มีข้อมูลของสิ่งแลกได้แลกเสียที่ชัดเจน เท่าที่ผมเห็นตอนนี้ น่าจะมีสัก 4 ทางเลือก คือ ยุบสภา / ไม่ยุบ / ตั้งรัฐบาลพิเศษ  และ รัฐประหาร และเผยแพร่เอกสารเหล่านี้ออกไปให้สังคมได้พิจารณา

ผมจินตนาการต่อไปว่า แทนที่กลุ่มต่างๆ จะกระตือรือร้น เพียงแค่การออกมาแสดงพลัง หรือแค่การส่งเสียงว่าตนเองต้องการข้อเสนอแบบไหนนั้น ผมอยากเห็น กลุ่มต่างๆ เลือกที่จะใช้วงพูดคุยขนาดย่อม 10-15 คน ที่ประกอบด้วยใครก็ได้ แต่ประสงค์แบบเดียวกัน คือ ต้องการช่วยหาทางออกในสถานการณ์ความขัดแย้ง และนำเอาข้อเสนอทั้ง 4 มาใช้เป็นกรอบในการพูดคุยเพื่อหาทางออกร่วมกัน

ว่ากันตามประสบการณ์จากต่างแดน ด้วยการพิจารณาไตร่ตรองทางเลือกต่างๆ อย่างรอบด้านเช่นนี้ แม้จะไม่ได้ทางออกที่เป็นฉันทามติที่เป็นแบบใดแบบหนึ่งจากข้อเสนอทั้ง 4 เพราะคงไม่มีใครยอมใครแน่นอน แต่ก็จะมีทางออกที่เป็นเรื่องเล็กๆ ที่คนที่เห็นต่างจะเห็นพ้องร่วมกันได้ (common ground) ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ เพราะมันยืนยันว่าเราสามารถอยู่ร่วมกันได้ในสังคมที่แตกต่างและด้วยวิธีเช่นนี้จะช่วยยกระดับการตัดสินใจจากปัจเจก ไปเป็นเรื่องของสาธารณะ

เพราะหัวใจของการใช้วิจารณญาณไตร่ตรองข้อเสนอทุกข้อเสนอ มิได้มีเป้าหมายเพื่อมุ่งเปลี่ยนวิธีคิดคนอื่นให้มาคิดเหมือนเรา ให้เชื่อตามเรา แต่มุ่งที่จะเปลี่ยนวิธีคิดของเราที่มีต่อวิธีคิดของคนอื่น และว่ากันว่า นั่นคือเหตุให้สังคมที่มีความหลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างแตกต่างแต่ไม่แตกแยก  และยังเป็นมุ่งเปลี่ยน ประชาธิปไตยที่ยึดเสียงส่วนใหญ่ ไปสู่ประชาธิปไตยที่ใช้วิจารณญาณ (deliberative democracy) ครับ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 21, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,