RSS

Tag Archives: generation

มีเหตุผลอะไรที่จะต้องกลัวสปิริตแห่งการปฏิวัติของโลกอาหรับ?

สลาวอย ชิเชค

หมายเหตุ: แปลโดย “KK @ Iskra” จากบทความ “Why fear the Arab revolutionary spirit?”, Slavoj Zizek, the Guardian, Tuesday 1 February 2011 09 00 GMT


สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยสำหรับการลุกสู้ในตูนีเซียและอียิปต์ คือ การไม่ปรากฏตัวของแนวคิดมุสลิมเคร่งศาสนา ในวิถีแห่งของการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบทางโลกที่ดีที่สุดนั้น คือ การที่ประชาชนเพียงลุกสู้เพื่อต่อต้านระบอบการปกครองที่กดขี่ การคอร์รัปชั่นและความยากจน รวมถึงการเรียกร้องเสรีภาพและความคาดหวังว่าเศรษฐกิจของพวกเขาจะดีขึ้น ความคิดที่สิ้นหวังในมนุษย์ของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกได้ถูกพิสูจน์แล้วว่า ผิด ความคิดสิ้นหวังของพวกเสรีนิยมเชื่อว่า มีเพียงชนชั้นนำเสรีนิยมวงแคบๆ เท่านั้นที่เข้าใจประชาธิปไตย ส่วนมวลชนส่วนใหญ่นั้นจะออกมาต่อสู้ทางการเมืองได้ก็เพียงอาศัยการปลุกระดม ผ่านความคิดทางศาสนาและความคิดชาตินิยมเท่านั้น คำถามที่สำคัญคือ จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? ใครจะเป็นผู้ได้รับชัยชนะในทางการเมือง?

เมื่อรัฐบาลชั่วคราวถูกตั้งขึ้นในตูนีเซีย มันได้กีดกันฝ่ายมุสลิมและพวกฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าออกไป ปฏิกิริยาของพวกเสรีนิยมอวดดีก็คือ “ดีแล้ว เพราะพวกนี้ [ทั้งพวกมุสลิมและพวกฝ่ายซ้าย – ผู้แปล] มีพื้นฐานที่เหมือนกัน นั่นคือ เป็นพวกเผด็จการรวมศูนย์แบบสุดโต่งทั้งคู่” – คำถามคือ เราสามารถสรุปได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือไม่? จริงหรือที่ความเป็นปฏิปักษ์ในระยะยาวที่แท้จริงไม่ใช่ความขัดแย้งระหว่าง กลุ่มมุสลิมและฝ่ายซ้าย? แม้ว่าในบางช่วงเวลาทั้งสองพวกนี้อาจร่วมกันต่อต้านระบอบการเมืองใดระบอบ หนึ่ง แต่หลังจากที่ได้รับชัยชนะ เราก็จะพบว่า การร่วมมือกันก็จบสิ้นลง และทั้งสองกลุ่มก็หันมาสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย และออกจะดุเดือดยิ่งกว่าเมื่อครั้งร่วมกันโค่นล้มศัตรูตัวเดียวกันเสียอีก

พวกเราไม่ได้เป็นพยานต่อการต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายแบบที่ว่าภาย หลังจากที่มีการเลือกตั้งครั้งล่าสุดในอิหร่านหรอกหรือ? สิ่งที่ผู้สนับสนุน Mousavi หลายแสนคนสะท้อนออกมาก็คือ ความฝันของมวลมหาประชาชนว่าด้วยการปฏิวัติของโคไมนี นั่นคือ เสรีภาพ และความยุติธรรม แม้ว่าจะเป็นความเพ้อฝันแบบอุดมคติ แต่มันก็นำไปสู่การระเบิดขึ้นอย่างคาดเดาไม่ได้ของพลังแห่งการสร้างสรรค์ทาง การเมืองและสังคม การทดลองจัดองค์กรในหลายรูปแบบ และการถกเถียงอภิปรายทางการเมืองอย่างกว้างขวางในหมู่นักศึกษาและคนธรรมดา ภาพการเผยตัวอย่างแท้จริงนี้ได้เปิดให้เราเห็นพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงทาง สังคมที่เราไม่เคยได้ยินเสียงมาก่อน พลังเหล่านี้ค่อยๆ กลั่นตัวขึ้นผ่านการยึดการควบคุมทางการเมืองคืนจากชนชั้นปกครองอิสลาม และนี่คือ ช่วงเวลาหนึ่งที่ทุกสิ่งทุกอย่างอาจเกิดขึ้นได้

เราไม่ควรละเลยองค์ประกอบทางสังคมของขบวนการต่างๆ แม้แต่ในกรณีของขบวนการเคร่งศาสนาที่ชัดเจนที่สุด ในขณะที่ทาลีบันมักจะถูกนำเสนอว่าเป็นกลุ่มมุสลิมที่เคร่งศาสนาที่ปกครอง สังคมด้วยความชั่วร้ายรุนแรง แต่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิของปี 2009 ที่พวกเขาสามารถยึดพื้นที่ Swat valley ในปากีสถาน นิวยอร์กไทม์ส รายงานว่า พวกเขากำลังสร้าง “การต่อสู้ทางชนชั้นที่ใช้โอกาสของรอยปริแตกระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินที่ร่ำ รวยกลุ่มเล็กๆกับชาวนาไร้ที่ดิน” หากนี่เป็นการ “หาประโยชน์” จากสภาพอันเลวร้ายของชาวนา ทาลีบันก็กำลังสร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่ นิวยอร์กไทม์ส เรียกว่า “การส่งสัญญาณเตือนภัยต่อปากีสถาน ที่ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงเป็นสังคมแบบฟิวดัล (ศักดินา) อยู่” ปัญหาก็คือ อะไรล่ะที่ทำให้พวกเสรีนิยมประชาธิปไตยในปากีสถานและสหรัฐฯทำในสิ่งเดียวกัน คือ นั่นคือ การไม่ “หาประโยชน์” โดยการเข้าไปช่วยเหลือชาวนาไร้ที่ดินเหล่านั้น? หรือว่าฝ่ายเจ้าที่ดินในปากีสถานคือพันธมิตรโดยธรรมชาติกับพวกเสรีนิยม?

ข้อสรุปที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ กระแสการก่อตัวของความคิดอิสลามหัวรุนแรงมักจะเป็นด้านกลับของการเสื่อมถอย ไปของฝ่ายซ้ายที่ไม่ยึดศาสนาเป็นแนวในการต่อสู้ในประเทศมุสลิมทั้งหลาย ในขณะที่อัฟกานิสถานถูกวาดภาพให้เป็นประเทศคลั่งศาสนาอิสลามแบบสุดขั้ว จะมีใครระลึกได้บ้างหรือไม่ว่า เมื่อ 40 ปีก่อน ประเทศนี้เคยมีวิถีการต่อสู้ที่ไม่อ้างอิงความคิดทางศาสนาที่เข้มแข็งมาก แห่งหนึ่ง หรือแม้แต่การที่ประเทศนี้มีพรรคคอมมิวนิสต์ที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจ รัฐที่เป็นอิสระจากสหภาพโซเวียต? แล้ววิถีทางที่ไม่อิงกับศาสนาเช่นว่านั้นมันหายไปไหน?

และนี่เป็นโอกาสสำคัญที่การทำความเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นใน ตูนีเซียและอียิปต์ (รวมถึงเยเมน และ หรือแม้แต่ – หวังว่า – ซาอุดีอาระเบีย) จากพื้นฐานความเข้าใจทางประวัติศาสตร์ดังที่กล่าวไปแล้ว หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นถูกแช่แข็งเพื่อให้ระบอบเก่ารอดชีวิตอยู่ได้ด้วยการ ปะแป้งแต่งหน้าใหม่ให้มีความเป็นเสรีนิยมเล็กๆ น้อยๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างรุนแรงของกระแสคลั่งศาสนา หากต้องการปกป้องมรดกทางความคิดแบบเสรีนิยมให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์เช่นนี้ พวกเสรีนิยมต้องสนับสนุนฝ่ายซ้ายหัวก้าวหน้าอย่างไม่มีเงื่อนไข กลับมาที่อียิปต์ ปฏิกิริยาแบบฉวยโอกาสที่ไร้ความละอายและอันตรายที่สุดก็คือ คำกล่าวของ โทนี่ แบลร์ ดังที่รายงานโดยซีเอ็นเอ็น ว่า การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งจำเป็น แต่มันควรจะเป็นย่างก้าวแห่งการเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพ [การพูดเช่นนี้หมายความว่า – ผู้แปล] การเปลี่ยนแปลงที่มีเสถียรภาพในอียิปต์วันนี้มีความหมายอย่างเดียวก็คือ การประนีประนอมกับฝ่ายมูบารัคโดยการเปิดให้ชนชั้นปกครองหลายกลุ่มเข้ามาสู่ แวดวงของอำนาจได้เพิ่มขึ้น นี่คือสาเหตุที่เราต้องสรุปว่า การเปลี่ยนผ่านแบบสันติในปัจจุบันซึ่งมีความหมายเท่ากับการกำจัดฝ่ายตรงกัน ข้ามกับรัฐบาลคือสิ่งที่น่าขยะแขยง และที่สำคัญ มูบารัคเองก็คือคนที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านอย่างสันติดังที่ว่าไม่สามารถจะ เกิดขึ้นได้จริง ทันทีที่มูบารัคส่งทหารไปปราบปรามผู้ประท้วง เราจะเห็นทางเลือกที่มีอยู่ชัดขึ้นมาทันที คือ เราจะเอาการเปลี่ยนแปลงแบบลูบหน้าปะแป้งเล็กๆ น้อยๆ โดยที่ทุกอย่างยังคงอยู่เหมือนเดิม หรือ เราจะสร้างการแตกหักอย่างแท้จริง

นี่คือ ช่วงเวลาของความจริง เราไม่สามารถอ้างได้อีกแล้ว ดังที่เราเคยอ้างมาก่อนในกรณีของแอลจีเรียว่า การปล่อยให้มีการเลือกตั้งแบบอิสระโดยแท้มีค่าเท่ากับการให้อำนาจแก่ฝ่าย มุสลิมเคร่งศาสนา ความกังวลอีกประการของพวกเสรีนิยมก็คือ การที่ไม่มีอำนาจทางการเมืองในลักษณะที่เป็นองค์กรที่จะเข้าปกครองสังคมภาย หลังจากที่มูบารัคพ้นจากอำนาจ แน่นอน มันไม่มี (แต่) สาเหตุเกิดจากมูบารัคใช้ทุกวิถีทางที่จะลดทอนและผลักไสฝ่ายตรงข้ามทุกกลุ่ม ให้อยู่ชายขอบให้มากที่สุด เพื่อที่ผลของมันจะได้ออกแบบที่ อกาธา คริสตี ตั้งชื่อนิยายของเธอว่า ดังนั้น มันจึงไม่มีอะไรเลย การให้เหตุผลของพวกเสรีนิยมที่ปกป้องมูบารัคก็คือ การให้เหตุผลที่ย้อนกลับไปทำลายมูบารัคเอง นั่นคือ จะเอามูบารัค หรือจะเอาความวุ่นวาย

ความดัดจริตของพวกเสรีนิยมในโลกตะวันตกเด่นชัดจนไม่สามารถจะปกปิดได้ อีกต่อไป พวกเขาสนับสนุนประชาธิปไตยอย่างออกนอกหน้าในที่สาธารณะ แต่ในขณะปัจจุบันที่ประชาชนกำลังลุกขึ้นต่อสู้กับทรราชในนามของเสรีภาพและ ความยุติธรรมแบบทางโลก ที่ไม่ใช่การอ้างอิงแนวคิดทางศาสนา พวกเขากลับหวาดกังวลต่อสิ่งที่เกิดขึ้น คำถามคือ ทำไมถึงต้องหวาดระแวง ทำไมถึงไม่เข้าร่วมต่อสู้เพื่อเสรีภาพในเมื่อโอกาสมาถึงแล้ว? ณ เวลานี้ คำขวัญเก่าของ เหมา เจ๋อตุง มีความสำคัญอย่างยิ่ง นั่นคือ “เมื่อความโกลาหลอันใหญ่หลวงเกิดขึ้นภายใต้สรวงสวรรค์ – นี่ละคือสถานการณ์ที่ดีที่สุดของเรา”

ต่อคำถามที่ว่า มูบารัคควรจะไปไหน? ขณะนี้คำตอบแสนจะชัดเจน นั่นคือ ไปกรุงเฮก [ขึ้นศาลโลก – ผู้แปล] หากจะมีผู้นำคนใดควรไปนั่งที่นั่นในเวลานี้ คนนั้นก็คือ มูบารัค

(ที่มา เว็บไซต์ประชาไท)

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1296900640&grpid=&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 6, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ญี่ปุ่น สังคมที่กลืนกินตัวเอง……โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

ในแวดวงวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มีคำศัพท์ใหม่เกิดขึ้นอยู่บ่อยครั้งตามพลังพลวัตทางเศรษฐกิจที่ไม่เคยหยุด นิ่งทั่วโลก ในยามที่ประเทศครึ่งหนึ่งของโลกเกิดปัญหาเศรษฐกิจระดับวิกฤต ศัพท์คำหนึ่งถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาครั้งแล้วครั้งเล่า พยายามศึกษาทำความเข้าใจ ไม่ใช่ด้วยความคาดหวัง ไม่ใช่ด้วยอารมณ์คึกคัก ทะเยอทะยาน แต่เปี่ยมด้วยความหวั่นกลัว หวาดผวาว่าสภาวะดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับสังคมของตนเอง

“แจแปนิฟิเคชั่น-Japanification” เป็นอย่างญี่ปุ่น? ฟังดูเรียบง่าย ไม่มีพิษภัย ทำไมต้องหลีกหนี ทำไมต้องไม่เป็นอย่างที่ญี่ปุ่นกำลังเป็นอยู่ในเวลานี้?

ญี่ปุ่น คือตัวอย่างของประเทศหนึ่งซึ่งเกิดการพลิกผันของชะตากรรมเชิงเศรษฐกิจอย่าง รุนแรงและยาวนานชนิดที่น้อยประเทศนักจะพบพานในประวัติศาสตร์โลกร่วมสมัย ครั้งหนึ่ง ญี่ปุ่น คือตัวอย่างของ “ความสำเร็จแห่งเอเชีย” ผู้คนจากดินแดนแห่งอาทิตย์ยามอุทัยแห่งนี้มีวิถีและรูปแบบของการใช้ชีวิต เป็นที่อิจฉา ริษยาของผู้คนทั่วโลก

ทศวรรษ 1980 คือทศวรรษที่ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติแรกจากเอเชียที่มีศักยภาพเกินพอต่อการ ท้าทายการครอบงำทั้งโลกที่อยู่ในกำมือของชาติตะวันตกมายาวนาน

แม้ กระทั่ง ในปี 1991 นักเศรษฐศาสตร์หลายคนยังพากันคาดการณ์ว่า ภายในทศวรรษแรกของศตวรรษใหม่ นั่นคือในปี 2010 ญี่ปุ่นจะผงาดขึ้นเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกแทนที่สหรัฐอเมริกา นักธุรกิจญี่ปุ่นยืดอกอย่างทะนงรับรู้นิยามที่ผู้คนในแวดวงเดียวกันจากทั่ว โลกพาดพิงถึงว่า ยะโส โอหัง

คำว่า “สัตว์เศรษฐกิจ” ไม่เพียงปรากฏอย่างดกดื่นแฝงนัยประชดประเทียดเท่านั้น ยังซุกงำความยกย่อง ชมเชย และประหลาดใจไว้ในตัวอีกด้วย

ใน ความเป็นจริง ญี่ปุ่นในปีนี้ ไม่เพียงมีขนาดเศรษฐกิจใกล้เคียงอย่างยิ่งกับเมื่อ 10 หรือ 20 ปีก่อนเท่านั้น สัตว์เศรษฐกิจตัวนี้ยังสูญเสียจิตวิญญาณของตัวเองไปโดยสมบูรณ์แบบอีกด้วย

ผลิตภัณฑ์ มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของญี่ปุ่นในปี 2010 มีมูลค่า ณ อัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันอยู่ที่ 5.7 ล้านล้านดอลลาร์ ในขณะที่จีดีพีของสหรัฐอเมริกา เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวในช่วงเวลาเดียวกันเป็น 14.7 ล้านล้านดอลลาร์

เดือนสิงหาคมปีนี้ ญี่ปุ่นไม่เพียงหยุดนิ่งอยู่กับที่ ยังถูก จีน แซงหน้าขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 แทน

สังคม ญี่ปุ่นเต็มไปด้วยปัญหา การเมืองในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมาตกอยู่ในสภาวะ “อัมพาต” ในห้วงเวลาดังกล่าวนี้ ญี่ปุ่นมีนายกรัฐมนตรีรวมทั้งสิ้น 14 คน ไม่มีผู้ใดสามารถแม้เพียงแค่ “จุดประกาย” ให้ความหวังและแรงบันดาลใจกับสังคมญี่ปุ่นได้

บริษัทธุรกิจในญี่ปุ่น เรื่อยไปจนถึงปัจเจกบุคคล สูญเสียคิดเป็นมูลค่านับล้านล้านดอลลาร์ในตลาดหุ้น ที่ตอนนี้มีมูลค่ารวมเหลือเพียงแค่ 1 ใน 4 ของที่เคยมีเมื่อปี 1989

ราคา อสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเคยเบ่งบานสุดขีด ชนิดที่มีการตีมูลค่าพระราชวังอิมพีเรียลไว้สูงถึงขนาดซื้อรัฐแคลิฟอร์เนีย ได้ทั้งรัฐ หลงเหลือเพียง 25 เปอร์เซ็นต์ของระดับราคาที่เคยทะยานขึ้นไปสูงสุดเมื่อปี 1974 และในความเป็นจริง ราคาอสังหาริมทรัพย์ไม่เคยขยับขึ้นอีกเลย นับตั้งแต่ปี 1983 เป็นต้นมา


นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น

รัฐบาล ญี่ปุ่นทำได้เพียงแค่การกระตุ้น กระตุ้นและกระตุ้นเศรษฐกิจ หว่านและอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบครั้งแล้วครั้งเล่า อัตราดอกเบี้ยอ้างอิงแทบเป็น 0 เปอร์เซ็นต์มานานปีดีดัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ญี่ปุ่น กลายเป็นประเทศที่มีหนี้ภาครัฐสูงที่สุดในโลก

สูงถึง 200 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี!

สังคม เล่า? ประชากรญี่ปุ่นหดตัวลงอย่างรวดเร็ว ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่มีประชากรสูงอายุมากที่สุดในโลก ระดับ “คนยากจน” เพิ่มขึ้นตามอัตราว่างงาน เช่นเดียวกับอัตราการฆ่าตัวตาย

โดยเฉลี่ย แล้วมีผู้กระทำอัตวินิบาตกรรมในญี่ปุ่นมากกว่า 30,000 คนต่อปี มากถึงขนาดตามเส้นทางรถไฟในกรุงโตเกียว จำเป็นต้องติดไฟสีน้ำเงินนวลตาเอาไว้เรียงรายตลอดแนวราง

โดยหวังว่ามันจะช่วยปลอบประโลม หรือเปลี่ยนการตัดสินใจใครก็ตามที่มาที่นี่เพื่อปลิดชีวิตตัวเอง

*****

สังคม ญี่ปุ่นชราลงอย่างรวดเร็ว เป็นสังคมที่ “ชราภาพ” มากที่สุดในโลก ในข้อเท็จจริงเรื่องนี้มีอีกข้อเท็จจริงซุกงำอยู่อย่างชวนตกตะลึง

“โซเง็น คาโตะ” มีชื่ออยู่ในบันทึกของเทศบาลนครโตเกียวว่าเป็นชายที่มีอายุยืนที่สุดในเขต เมืองหลวงของประเทศแห่งนี้ นับถึงตอนนี้ เขา “ควร” อายุ 111 ปี เจ้าหน้าที่พบเขาอยู่ในสภาพแห้งกรัง มวลเนื้อของร่างกายสูญสลายเหลืองเพียงหนังหดแนบแนวกระดูก อยู่บนเตียงนอน มองปราดแรกชวนให้เข้าใจว่าเป็นมัมมี่

บุตรีวัย 81 บอกกับเจ้าหน้าที่ว่า โซเง็น ทะเลาะกับหลานๆ แล้วก็สะบัดหน้าเดินเข้าห้องนอน ไม่ยอมออกมาอีกเลยนับตั้งแต่วันนั้น

นั่น ไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าหากว่า เหตุการณ์ตามคำบอกเล่าไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน! ลูกๆ หลานๆ ทำอะไรอยู่ในช่วงเวลานานนักหนานั้น?

คำตอบคือ ครอบครัวคาโตะ เก็บงำเรื่องทั้งหมดไว้ เพียงเพื่อให้ได้รับบำนาญและเงินช่วยเหลือพิเศษสำหรับผู้สูงอายุเกิน 100 ปีของทางการได้ต่อไป

นั่นยังไม่ชวนให้ช็อคเท่ากับอีกกรณี ของสุภาพสตรีชาวญี่ปุ่นอีกราย เธอ “ควร” มีอายุ 104 ปี ในปีนี้ ถ้าหากเจ้าหน้าที่ไม่ตรวจสอบพบเพียงแค่ “กะโหลก” ของเธอ เก็บไว้เป็นอย่างดีในเป้สะพายหลัง ที่บุตรชายอายุ 64 ปี เป็นเจ้าของ

คำ ให้การของผู้ลูกสูงวัยก็คือ เมื่อมารดาเสียชีวิต เขาชำระศพอย่างดี จากนั้นชำแหละอย่างระมัดระวังเป็นชิ้นๆ สตัฟฟ์เก็บไว้ในเป้ใบนี้ เหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ที่เขาให้กับเจ้าหน้าที่ก็คือ

“ผมไม่มีเงินค่าจัดการศพ”!

เหตุการณ์ น่าแตกตื่นทำให้รัฐบาลไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องสั่งตรวจสอบ ส่งเจ้าหน้าที่ไป “พบหน้า” ผู้สูงอายุที่อายุยืนกว่า 100 ปีทุกคนทั่วประเทศ ยิ่งค้น ยิ่งพบ ยิ่งหายิ่งชวนแตกตื่นตกใจ

รวมทั้งหมดทั่วประเทศ รัฐบาลญี่ปุ่นพบว่า มีผู้ที่สูงวัยเกิน 100 ปี มากกว่า 234,000 คนที่อยู่ในทะเบียนผู้สูงวัยพิเศษที่ควรได้รับเงินสนับสนุนพิเศษจากรัฐ ไม่มีตัวตนอยู่จริง

หากไม่พบเป็นศพ ก็พบว่าหายตัวไปและควรถูกระบุว่า เสียชีวิตแล้ว เมื่อเนิ่นนานมาแล้ว


คนญี่ปุ่นไม่มีความมั่นใจในอนาคตเศรษฐกิจของประเทศอีกต่อไป

*****

ความ เป็นจริงของเหตุการณ์น่าตระหนก แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าก็คือ เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเช่นนั้น เกิดอะไรขึ้นกับสังคมญี่ปุ่น?

เหตุผลประการแรกที่ทำให้คนตายกลายเป็น “แหล่งรายได้” ของคนเป็น ก็คือ “ไม่รู้” พวกเขาอยู่ห่างกันไกลเกินไปเพราะความจำเป็นในการทำมาหาเลี้ยงชีพ จนจำเป็นต้องทิ้งผู้เฒ่าผู้แก่ไว้เพียงลำพังในอีกเมืองหนึ่ง อีกอำเภอหนึ่ง

เหตุผลประการถัดมาก็คือ “หายไป” มีบ้างที่ไร้ร่องรอยให้เสาะหา มีบ้างที่ลูกๆ หลานๆ ไม่ต้องการเสาะหา

แต่เหตุผลประการสำคัญที่ทำให้พวกเขาทั้งหมดไม่รายงานการหายตัวไป หรือการเสียชีวิตของผู้เฒ่าในครอบครัวก็คือ “เงิน”

เงิน เพียงไม่กี่พันบาท ที่มีความหมายอย่างยิ่งต่อคนเป็นมากกว่าจะคำนึงถึงประเพณีและวัฒนธรรมความ เหนียวแน่นในครอบครัวและการเคารพผู้อาวุโสอีกต่อไปแล้ว

“ความยากจน” ที่ว่านี้เป็นเพียง “อาการ” หนึ่งที่สะท้อนถึง 2 ทศวรรษแห่งความว่างเปล่าทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น อากิระ เนโมโตะ เจ้าหน้าที่ประจำแผนกดูแลผู้สูงวัยของเขตอาดาชิ ในกรุงโตเกียว สะท้อนอีกอาการหนึ่งออกมา

“ไม่มีใครสนใจเพื่อนบ้านกันอีกต่อไป” เขาบอก ไม่แม้แต่บ้านที่รั้วติดกันหรืออพาร์ตเมนต์ที่ช่องประตูห่างกันเพียงไม่กี่เมตร

ยิ่ง นับวัน คนญี่ปุ่นยิ่งหดตัวเองแคบลง แคบลงเรื่อยๆ เหลือเพียงรัศมีโดยรอบตัวเองไม่กี่ตารางเมตร เริ่มจากผู้สูงอายุ แล้วลุกลามต่อไปยังลูกๆ หลานๆ ทั้งหมดพยายามอยู่ได้ด้วยตัวเอง ใช้จ่ายให้น้อยที่สุด เพื่อดำรงตนให้อยู่ได้นานที่สุด

ทำอย่างไร เงินบำเหน็จบำนาญของตัวเอง หรือของผู้เป็นพ่อ-แม่ ที่ได้รับในแต่ละเดือนจึงจะสามารถยังชีพต่อไปได้

“ทุกคนคิดถึงแต่เงิน เงินที่ไม่มากมายเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว” เนโมโตะ บอกอย่างนั้น

มัน เริ่มต้นอย่างช้าๆ แต่มั่นคงและแน่วแน่อย่างยิ่ง เริ่มจากซัพพลายเออร์ในอาดาชิ หดหายไปเรื่อยๆ ถ้าไม่ล้มละลายก็โยกย้ายไปยังจีนพร้อมๆ กับบริษัทขนาดใหญ่ของญี่ปุ่น ถัดมาร้านรวงในย่านนั้นก็เริ่มปิดตัวลง สุดท้ายแหล่งพบปะของชุมชนคนย่านเดียวกันที่มีอยู่แห่งเดียวก็ร้างราตามไป ด้วย

หลังจากนั้น อุตสาหกรรมของญี่ปุ่นอุตสาหกรรมแล้วอุตสาหกรรมเล่า ยกธงขาวยอมแพ้ให้กับคู่แข่งกระหายชัยชนะและส่วนแบ่งการตลาดจากเกาหลีและจีน

ไม่มีงาน ไม่มีเงิน ไม่มีอนาคต คือสิ่งที่วนเวียนอยู่ในหัวของผู้คนในญี่ปุ่น

ความเชื่อมั่น ทะยานอยาก หดหายไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป

*****

เมื่อ มาตรฐานการครองชีพลดน้อยถอยลง ประเทศชาติที่เคยมั่งคั่งและยังมั่งคั่งอยู่ในบางแง่มุมในเวลานี้ ก็เริ่มเสื่อมทรุด ค่านิยมใหม่เริ่มชัดเจนมากขึ้นตามลำดับโดยเฉพาะในหมู่คนหนุ่มสาว “ความมัธยัสถ์” กลายเป็นเรื่องที่ต้องทำ “ความเสี่ยง” อย่างองอาจและกล้าหาญ คือสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

คนรุ่นใหม่ เจเนอเรชั่นใหม่ ในวัยยี่สิบ คิดเห็นเช่นนี้ เพราะในชีวิตของพวกเขาไม่เคยพานพบอหังการของญี่ปุ่น ไม่เคยลิ้มลองความรุ่งโรจน์ของอาทิตย์ยามอุทัย พวกเขารับรู้และมีประสบการณ์อยู่แต่กับภาวะชะงักงันทางเศรษฐกิจ และภาวะเงินฝืด หาได้ยากเย็นอย่างยิ่ง

ไม่แปลกที่พวกเขาปฏิเสธที่จะซื้อรถยนต์หรือโทรทัศน์ ไม่แปลกที่มีน้อยมากที่ตัดสินใจไปศึกษาต่อในต่างแดนชนิดไปตายดาบหน้า

ชาติที่เคยเปี่ยมด้วยพลวัต ท้าทายทุกอุปสรรค กลายเป็นสังคมที่คับแคบ วัฒนธรรมที่คับแคบอย่างน่าสะพรึงกลัว

ภาวะ เงินเฟ้อ มีอันตรายอยู่ในตัวเอง แต่ภาวะเงินฝืด ก็เปี่ยมอันตรายอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน เพราะมันทำให้ปัจเจกและบริษัทธุรกิจไม่อยากจับจ่าย เพราะราคาของทุกอย่างถูกลงจนสิ่งที่เพิ่มค่าขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงอย่างเดียวคือ “เงินสด” การถือเงินสดๆ ไว้ในมือคือการลดความเสี่ยงทุกอย่างลงจนหมด

ถ้าภาวะดังกล่าวเกิดขึ้น ชั่วครู่ชั่วยาม ผลสะเทือนจะไม่ลึกซึ้งอย่างในญี่ปุ่น ที่ซึ่งภาวะเงินฝืดจำหลักจนกลายเป็นจิตใต้สำนึก โลกที่ชาวญี่ปุ่นเห็นเป็นโลกในแง่ร้ายที่หดหู่ น่าหวาดหวั่น ไร้ความหวังจนกลัวที่จะเสี่ยง เกาะกินสัญชาตญาณดั้งเดิมให้ลังเลที่จะควักกระเป๋า หรือ ลงทุน

แต่ยิ่งกลัว ยิ่งผลักดันให้อุปสงค์ในประเทศลดลงมากยิ่งขึ้น และราคาของทุกอย่างยิ่งหดหายไปมากยิ่งขึ้นไปอีก

ฮิซากาซุ มัตสึดะ ประธานสถาบันวิจัยการตลาดบริโภคแห่งญี่ปุ่น (เจซีเอ็มอาร์ไอ) เรียกเจเนอเรชั่นใหม่ในวัย 20 เศษเหล่านี้ว่า “คนยุครังเกียจบริโภค” เขาประเมินเอาไว้ว่า เมื่อคนยุคนี้อายุถึง 60 ปี นิสัยมัธยัสถ์ร่วมสมัยของพวกเขาจะส่งผลให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นต้องสูญเสียมูลค่า การบริโภคไปราว 420,000 ล้านดอลลาร์

“ในโลกนี้ไม่มีเจเนอเรชั่นที่ไหนเหมือนที่นี่อีกแล้ว” มัตสึดะบอก

คนพวกนี้คิดว่าการควักกระเป๋าจ่ายคือความโง่เขลาเบาปัญญาไปแล้ว

*****

ใน ทรรศนะของนักเศรษฐศาสตร์ ญี่ปุ่นคือตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า “ทุนนิยม” กลืนกินตัวเองได้อย่างไร และผู้นำทางการเมืองของญี่ปุ่นล้มเหลวคนแล้วคนเล่าได้อย่างไร

“แจ แปนิฟิเคชั่น” คือการตกลึกลงไปใน “กับดักภาวะเงินฝืด” ที่เกิดขึ้นเมื่อ อุปสงค์ล่มสลายจากการที่ผู้บริโภคปฏิเสธที่จะใช้จ่าย ส่งผลต่อไปยังบริษัทธุรกิจที่ขยาดกับการลงทุน และบรรดาธนาคารทั้งหลายนั่งอยู่บนกองเงินออมก้อนมหึมา

มัน กลายเป็นวัฏจักรของความเลวร้าย ที่อยู่ได้ด้วยตัวเองและกลืนกินตัวเองไปเรื่อยๆ ยิ่งไม่มีการจับจ่าย ยิ่งกดดันให้ราคาข้าวของลดลงมากขึ้น งานหายไปมากขึ้น เงินในกระเป๋าผู้บริโภคยิ่งลดลงและยิ่งมัธยัสถ์มากยิ่งชึ้น ซึ่งยิ่งทำให้ธุรกิจยิ่งตัดทอนรายจ่ายมากยิ่งขึ้น ชะลอแผนขยายตัวออกไปอีกเรื่อยๆ และดูเหมือนยังไม่มีที่สิ้นสุด

ผู้นำ ญี่ปุ่นผิดพลาดตั้งแต่ปฏิเสธความหนักหนาสาหัสของปัญหาที่ประเทศเผชิญในตอน แรก และยิ่งผิดซ้ำซากด้วยการใช้เวลาเนิ่นนานอัดฉีด เม็ดเงินเพื่อการสร้างงานผ่านโครงการใหญ่โตของรัฐ ที่ทำได้ก็เพียงแค่ เลื่อนระยะเวลาของการ “ปรับโครงสร้าง” เศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ที่เจ็บปวดกว่า ยากเย็นกว่า ออกไปเพียงชั่วครั้งชั่วคราว

จนอาจบางที อาทิตย์อุทัย อาจไม่หลงเหลือให้คาดหวังอีกต่อไปในญี่ปุ่น!

 
 

ป้ายกำกับ: ,

เกษียณเร็วตายช้า เกษียณช้าตายเร็ว

โดย : รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ pasu@acc.chula.ac.th

หัวเรื่องสัปดาห์ นี้ อาจจะดูโหดร้ายไปหน่อยนะครับ แต่ไม่ได้มีเจตนาใดๆ ทั้งสิ้นนะครับ เพียงแต่อยากจะนำเสนอมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับช่วงอายุของเรา

ทั้งช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการสร้างสรรค์งานใหม่ และช่วงอายุที่เหมาะสมสำหรับการเกษียณอายุ

ท่านผู้อ่านเคยสงสัยบ้างไหมครับว่าในช่วงอายุไหนของเราที่เหมาะที่จะ สร้างสรรค์ หรือคิดค้นผลงานใหม่ๆ หรือช่วงไหนที่จะเหมาะที่จะเกษียณตนเองจากการทำงาน วันนี้ผมจะมาลองนำเสนอแนวคิดที่น่าสนใจจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างๆ ว่า เขาได้มีการศึกษาและค้นคว้าเพื่อหาว่าในช่วงอายุไหนของคนเราที่เหมาะสมที่จะ ทำงานที่ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์หรือนวัตกรรม อีกทั้งช่วงอายุไหนที่จะเหมาะสำหรับการเกษียณตัวเองจากการทำงาน ซึ่งในประเด็นหลังก็มีข้อถกเถียงกันพอสมควรนะครับว่าเราควรจะเกษียณเร็วหรือ เกษียณช้าดี และการเกษียณเร็วหรือเกษียณช้า จะส่งผลต่ออัตราการตายของเราหรือไม่
 

ในยุคปัจจุบันองค์กรต่างๆ ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ นักวิชาการต่างๆ ก็พยายามศึกษาหาแนวทางและวิธีการต่างๆ ในการกระตุ้นและส่งเสริมให้บุคลากรในองค์กรเกิดความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ ก็คือ ในช่วงอายุไหนของคนเราที่สามารถสร้างสรรค์และคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ได้ดีที่สุด มีการศึกษาชิ้นหนึ่งโดย Leo Esaki นักวิจัยรางวัลโนเบล ที่พยายามศึกษาว่าสำหรับนักคิดค้นต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น สิ่งต่างๆ ที่คิดค้นขึ้นมาที่ทำให้เขาได้รับรางวัลโนเบลนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงอายุไหน สิ่งที่ Esaki ค้นพบ ก็คือ สำหรับนักคิด นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ที่ได้รับรางวัลโนเบลนั้น การค้นพบของนักคิดเหล่านี้นั้น มักจะเกิดขึ้นโดยเฉลี่ยแล้วในช่วงอายุ 32 ปี ถึงแม้ว่าบุคคลคนนั้นจะได้รับรางวัลโนเบล หลังจากการค้นพบสิบถึงยี่สิบปี
 

จากข้อมูลดังกล่าวทำให้เราเห็นว่าช่วงอายุประมาณสามสิบปีบวกลบ จะเป็นช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการคิดค้นสิ่งใหม่ๆ นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจอีกครับ ว่า เมื่อแต่ละคนผ่านพ้นช่วงที่เหมาะสมที่สุดไปแล้ว อายุมากขึ้น แต่ละคนจะมีประสบการณ์มากขึ้น แต่เมื่อประสบการณ์มากขึ้นแล้วระดับความสามารถในการคิดสร้างสรรค์ก็จะลดลง ด้วย ข้อมูลเหล่านี้น่าสนใจนะครับ โดยเฉพาะกับองค์กรต่างๆ ที่เน้นในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม กลุ่มบุคคลที่มีอายุประมาณสามสิบจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับการคิดค้น สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นในองค์กร แต่ก็ต้องระวังไว้นิดหนึ่งนะครับว่าข้อสรุปเหล่านี้เป็นการศึกษามาจากผู้ที่ ได้รับรางวัลโนเบลเป็นหลัก ไม่แน่ใจว่าสามารถนำไปใช้ในวิชาชีพอื่นๆ นอกเหนือจากงานวิชาการได้หรือไม่
 

อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจ คือ อายุเกษียณของเราครับว่าเราควรจะเกษียณเมื่อไรดี ผมเองไปเจองานสองชิ้น ที่มีความเห็นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างอายุเกษียณกับความอายุยืนของเรา ลองมาดูกันนะครับ เผื่อเป็นแนวทางสำหรับการตัดสินใจ งานแรกเป็นของ Sing Lin ที่เขียนงานเรื่อง Optimum Strategies for Creativity and Longitivity โดยเขาได้ศึกษาจากเงินบำนาญ หรือ Pension Fund ของบริษัทหลายๆ แห่งและ พบว่าสำหรับผู้ที่ทำงานและเกษียณอายุที่อายุ 65 จะเสียชีวิตภายในสองปีนับจากเกษียณอายุ มีการศึกษาเปรียบเทียบระหว่างอายุที่เกษียณกับอายุเฉลี่ยของการเสียชีวิต และพบข้อมูลที่น่าสนใจและตกใจครับ นั่นคือ ยิ่งเกษียณหรือเลิกทำงานได้เร็วเท่าไร อายุจะยิ่งยืนขึ้นเท่านั้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 49 จะมีอายุเฉลี่ยถึง 86 หลังจากนั้น ยิ่งเกษียณช้าลงเท่าไร อายุเฉลี่ยก็จะสั้นลงยิ่งขึ้น ผู้ที่เกษียณที่อายุ 55 จะมีอายุเฉลี่ย 83.2 ผู้ที่เกษียณที่อายุ 60 จะมีอายุเฉลี่ยที่ 76.8 และถ้าเกษียณอายุที่ 65 จะมีอายุเฉลี่ยอยู่ที่ 66.8 เท่านั้นเองครับ เมื่อดูจากตัวเลขแล้วพอจะสรุปได้ว่าหลังจากอายุ 55 ไปแล้ว ยิ่งทำงานยาวออกไปอีกเท่าใด แต่ละปีของการทำงาน จะทำให้อายุสั้นลงถึงสองปี
 

สำหรับสาเหตุที่การเกษียณช้าจะทำให้ตายเร็วนั้น ก็เนื่องมาจากการทำงานอย่างต่อเนื่อง มักจะนำไปสู่ความเครียดจากการทำงาน ซึ่งเจ้าความเครียดจากการทำงานนั้น ก็นำไปสู่ความอ่อนแอของร่างกายและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ สำหรับผู้ที่เกษียณเร็วโดยเฉพาะพวกที่เกษียณที่อายุ 55 นั้น จะเป็นพวกที่มีฐานะที่ดีอยู่แล้ว หรือมีการวางแผนการเกษียณมาอย่างดี แต่คนกลุ่มนี้ก็ไม่ได้เกษียณแล้วอยู่เฉยๆ นะครับ แต่อาจจะทำงานแบบ Part-Time หรือทำงานแบบสบายๆ ไม่เครียด
 

อย่างไรก็ดี ยังมีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่ศึกษาโดย Darrell Victor ซึ่งไปศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างอายุการเกษียณกับอัตราการตายของพนักงานใน บริษัทหนึ่ง พบว่ายิ่งเกษียณอายุเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากขึ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นผลที่แตกต่างจากงานของ Lin โดยการศึกษาของ Victor นั้น เขาค้นพบว่ายิ่งเกษียณเร็วเท่าไร อัตราการตายกลับมากกว่าพวกที่เกษียณอายุช้า แต่ Victor เองเขาก็มีข้อสังเกตไว้เหมือนกันครับว่าสาเหตุที่เกษียณเร็วและเสียชีวิต เร็วนั้น อาจจะเป็นเนื่องจากพวกที่เกษียณเร็วเป็นพวกที่สุขภาพไม่ค่อยดีก็เป็นได้ครับ
 

ไม่ว่าจะเกษียณเร็วตายช้า หรือเกษียณเร็วตายเร็ว ก็ล้วนแล้วแต่เป็นข้อมูลที่มีการทำการศึกษาวิจัยมาทั้งสิ้นนะครับ แต่สิ่งที่สำคัญ คือ ทุกคนคงต้องเตรียมตัวเองให้พร้อมสำหรับการเกษียณ มีการวางแผนอนาคตของตนเองไว้ล่วงหน้า และทำให้ตนเองไม่เครียดและมีสุขภาพที่ดี เพื่อที่จะได้มีการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุขครับ

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/pasud/20101018/358295/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%93%E0%B8%8A%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%87%E0%B8%A7.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 20, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

กูเกิ้ล ทำให้เราโง่มากขึ้นไหม

2 ปีที่แล้ว นิโคลัส คาร์ เขียนบทความชื่อ Google ทำให้เราโง่มากขึ้นหรือเปล่า ลงใน ดิ แอตแลนติก http://www.theatlantic.com/magazine/archive/2008/07/is-google-making-us-stupid/6868/

ประเด็นที่ คาร์ ชี้ให้เห็นก็คือ

1)       อินเตอร์เน็ต มีสารสนเทศจำนวนมาก แต่ทั้งหมด ไม่ใช่สารสนเทศ

2)       ความจริงและความรู้ ไม่ใช่สิ่งเดียวกับ สารสนเทศ

3)       เชื่อตาม สารสนเทศที่มีอยู่ก่อน เพราะว่ามันสามารถหาได้ง่าย

ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการสืบค้นได้ด้วยคอมพิวเตอร์

 คาร์นั้นไม่เห็นด้วยอย่างมาก กับกระบวนการลดทอนความเป็นมนุษย์ในเรื่องของความรู้และความเป็นจริง ด้วยการเอาสิ่งเหล่านี้ใส่เข้าไปในระบบสารสนเทศ

“……มันไม่ใช่ สิ่งที่คุณสามารถค้นหาได้….มันเป็นสิ่งที่คุณรู้  ความเป็นจริงเป็นสิ่งที่สร้างด้วยตัวเองจากแรงงาน ความเหนื่อยยาก ความไร้ประสิทธิภาพ  งานที่ทำจากหัวใจ จากความฝัน และจินตนาการ  สาระสำคัญ คือ มันเป็นสิ่งที่ไม่สามารถแปลออกมาไดเเหมือนกับมีรหัส  กูเกิ้ลสามารถให้คุณได้ทุกอย่าง ยกเว้น ความหมาย”

 ข้อสังเกตของ คาร์ ได้รับการตอกย้ำจากงานวิจัยที่ชื่อว่า Information Behaviour of the Researcher of the Future (http://www.bl.uk/news/pdf/googlegen.pdf)   ซึ่งบอกว่า แม้ว่า คนรุ่นหนุ่มสาว หรือรุ่นกูเกิ้ลนั้น จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคุ้นเคยและใช้คอมพิวเตอร์ได้อย่างง่ายดาย พวกเขามีความเชื่อมั่นอย่างมากต่อเครื่องมือการค้นหา (Search engine) แต่เขามองมองดูสารสนเทศในหน้าจอคอมพิวเตอร์ มากกว่า จะอ่าน และ ขาดทักษะการวิเคราะห์ คัดกรองและวิพากษ์ในตัวสารสนเทศที่สืบค้นได้

 ผมไม่แน่ใจว่าคุณเชื่อในสิ่งที่ผมเล่าไหม ถ้าไม่เชื่อ  ทำไมไม่ลองตรวจสอบมันจาก กูเกิ้ล ดูละครับ

หมายเหตุ

ทั้ง google และ Wikipedia แหล่งข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกอินเตอร์เน็ต ล้วนแล้วแต่มีคดีความ เกี่ยวกับการใช้อำนาจภายในองค์กร สร้างข้อมูลและความรู้เฉพาะอย่างที่ตนเองและพรรคพวกของตนเชื่อว่าเป็นจริง และพยายามทำให้ทั้งโลกนี้เชื่อว่ามีความจริงอย่างนั้นเพียงอย่างเดียว โดยทำการและ กีดกัน ลบ ปิดกั้น ไม่ให้คนอื่นแก้ไข หรือ เสนอข้อมูลอีกด้านหนึ่ง….ลองค้นคำว่า googlegate หรือ wikigate ก็จะพบเรื่องเหล่านี้ ดังนั้น ข้อมูลที่ได้จากการค้นทาง internet ก็ต้องพึงระวังว่ามันเป็นความจริงเพียงด้านเดียว ที่ใครบางคนต้องการให้เราเชื่อตาม ก็เป็นได้ 

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,

ตามติดชีวิตกลุ่มผู้บริโภค ดิจิทัลเจเนอเรชั่น

อุไรพร ชลสิริรุ่งสกุล
ประธานกรรมการ บริหารบริษัท ธอมัสไอเดีย จำกัด http://www.thomasidea.com

ปัจจุบัน การตลาดเราอาจแบ่งผู้บริโภคตามช่วงอายุออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ (1) กลุ่ม Silent Generation

คือกลุ่มผู้บริโภคที่มีอายุตั้งแต่ 65-73 ปี (2) กลุ่ม Baby Boomer อายุตั้งแต่ 46-64 ปี (3) กลุ่ม Gen-X อายุ 34-45 ปี และ (4) กลุ่ม Gen-Y (Millennials) อายุประมาณ 19-33 ปี ซึ่งเป็นกลุ่มที่กำลังใกล้จบและทำงาน

แล้วกลุ่มไหนที่มีไลฟ์สไตล์กลายเป็นผู้บริโภคสำคัญของโลกออนไลน์
กลุ่มผู้บริโภคที่อาจเรียกได้ว่ามีอิทธิพลต่อธุรกิจ และการค้าสูงสุด คือกลุ่ม Gen-X เพราะกำลังอยู่ในวัยทำงาน มีรายได้ มีเงินออม จึงมีศักยภาพในการซื้อสูง บวกกับความต้องการปัจจัย เพื่อรองรับการใช้ชีวิตของตนเอง ถึงแพงแค่ไหนก็สู้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน รถ คอนโด ฯลฯ รายงานจาก Pew Internet ระบุว่ากลุ่ม Gen-X ในอเมริกา ยังครองแชมป์ผู้ทำธุรกรรมทางการเงินผ่าน Online Banking ซื้อสินค้าผ่าน Online Shopping และค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ ออนไลน์ Gen-X Leader ที่เรารู้จักกันดีคงหนีไม่พ้น President Obama ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการใช้ Online Marketing อย่างมีประสิทธิภาพในแคมเปญหาเสียง นอกจากนี้ Gen-X ยังเป็นกลุ่มที่เติบโตในช่วงที่เทคโนโลยีเริ่มเข้ามา จึงพร้อมเปิดรับเทคโนโลยีทันสมัย แม้ไม่มากเท่าเด็กรุ่นใหม่ แต่ก็พร้อมเรียนรู้เพื่อการทำงาน ความสะดวกสบาย ให้ทันต่อวิวัฒนาการและความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน

และเมื่อพูดถึง Gen-Y เราจะนึกถึงเด็กรุ่นใหม่ที่เริ่มเข้ามามีบทบาทมากในโลกธุรกิจ คนกลุ่มนี้ถือเป็น “Digital Natives” คือเกิด และเติบโตมาพร้อมกับ เทคโนโลยีครบครัน ไม่รู้จักโลกที่ไม่มีคอมพิวเตอร์ ใช้เครื่องมือสื่อสารทันสมัยต่างๆ ได้คล่องแคล่ว เริ่มจากมือถือ พกโน้ตบุ๊ค iPhone iPod iPad หรือ BB เพื่อเชื่อมต่อ IM (Instant Messaging) 24 ชม. เขียนบล็อก-อ่านบล็อก เป็นสมาชิก Social Network ชอบความสะดวกรวดเร็ว บริโภคข่าวสารอิเล็กทรอนิกส์เป็นแหล่งแรก ทุกคำถามในโลกนี้มีคำตอบในโลกอินเทอร์เน็ต มีอะไรที่ไม่รู้แค่เสิร์ช Google ก็ได้คำตอบ เหล่านี้ล้วนเป็น Character ของ Net Generation ที่นำไปสู่พฤติกรรมการบริโภคที่สามารถบริโภคสื่อพร้อมๆ กันได้หลายสื่อ (Multitasking) การรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และความคาดหวังต่อการให้บริการออนไลน์การติดต่อสื่อสารที่รวดเร็วทันใจ

กลุ่มผู้หญิง Gen-Y จะค้นพบแบรนด์ และไลฟ์สไตล์เทรนด์ต่างๆ จาก Blog และ Social Media มากที่สุด นิยมจะเป็นผู้นำในด้านเทรนด์อย่างแท้จริง และ จะบอกต่อทันทีผ่าน SMS, email, Social Networks, Online reviews และ Blog comments

ฉะนั้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่แบรนด์จะต้องสร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจผ่านการสื่อสารอย่างจริงใจบนโลกออนไลน์
เชื่อว่าภายในอีก 5-7 ปีข้างหน้า เมื่อ Gen-Y ซึ่งเป็น Digital Natives เติบโตขึ้น อาจจะเป็นกลุ่มผู้ใช้บริการทางการเงินและซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่ากลุ่ม Gen-X

อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือปัจจุบันนักการตลาดในหลายๆ ประเทศเริ่มหันมาเน้นทำการตลาดกับกลุ่ม Baby Boomer เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่ ฐานะมั่นคง มีกำลังซื้อและศักยภาพในการบริโภคสินค้า มีทัศนคติที่ดีในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อตัวเองและบุคคลใกล้ชิด พร้อมที่จะ Share ความรู้ และประสบการณ์

นอกจากนี้สัดส่วนการใช้งานอินเทอร์เน็ตของกลุ่ม Baby Boome เพิ่มขึ้นจากเดิมมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะเห็นคนอายุ 60 ส่งภาพงานวันเกิดไปอวดเพื่อนและลูกหลานใน Facebook หรือเขียน Blog ดีๆ ปันประสบการณ์ชีวิตให้เราได้อ่านกัน

กลยุทธ์ในการมัดใจกลุ่มนี้จะต้องสร้างความไว้วางใจ ให้ข้อมูลที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจ ไม่เสียเวลาในขั้นตอนการค้นหาและเลือกใช้คำในการสื่อสารที่เข้าใจง่ายอย่างเป็นมิตร

ด้วยลักษณะการใช้ชีวิตของคนตามวัยต่างๆ เห็นได้ชัดว่า อินเทอร์เน็ต เปิดช่องทางสร้างโอกาสทางการค้าให้แก่ภาคธุรกิจและกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (Broadband) และเทคโนโลยีโทรศัพท์มือถือ รวมทั้งจำนวนของผู้ใช้มือถือมีมากขึ้น และกระจายตัวเกือบทั่วประเทศ นักการตลาดจะจับตามองนิ่งๆ ไม่ได้แล้ว

ถึงเวลาต้องเร่งคิดวางแผนการตลาดที่แยบยล งัดกลยุทธ์ออนไลน์เหนือชั้นเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมาย สร้างแบรนด์ พัฒนาและขยายฐานข้อมูลผู้บริโภค กระตุ้นยอดขายให้สุดฝีมือ เพราะปัจจุบัน “Everybody is ALWAYS ON”

http://www.bangkokbiznews.com/home/details/business/ceo-blogs/uraiporn/20100323/106378/ตามติดชีวิตกลุ่มผู้บริโภค-ดิจิทัลเจเนอเรชั่น.html

 

ป้ายกำกับ: , ,

การทำความเข้าใจกับคน Gen Y

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

กรุงเทพธุรกิจ วันอังคารที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผมเองมักจะได้ยินเสียงบ่นและได้รับคำถามจากผู้บริหารและเพื่อนๆ ที่ทำงานในภาคเอกชนหลายคนเกี่ยวกับเด็กรุ่นใหม่ที่จบออกไปทำงานในช่วงที่ผ่านมา โดยเสียงส่วนใหญ่จะออกมาในเชิงของการบ่นและแสดงถึงความไม่เข้าใจคนรุ่นใหม่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทัศนคติ พฤติกรรม และความทุ่มเทในการทำงาน ที่ดูเหมือนจะแตกต่างจากคนรุ่นเก่าและคนรุ่นที่กำลังเป็นเจ้านายในระดับต่างๆ ที่อายุอยู่ระหว่างสามสิบปลายๆ ขึ้นไป ผมเองก็มักจะตอบไปว่า พฤติกรรมที่บ่นมานั้น ไม่ถือว่าผิดปกติ และไม่ได้เป็นเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่จบมาจากสถาบันใดสถาบันหนึ่งโดยเฉพาะหรอกครับ แต่เป็นที่คนรุ่นใหม่ที่เราเรียกกันว่า เป็นคน Gen Y หรือ Generation Y ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีพฤติกรรมที่เหมือนๆ กันทั้งรุ่นครับ ดังนั้นถ้าเราหนีคนรุ่นนี้ไม่พ้น ก็ต้องทำความเข้าใจเขาครับ

ในวารสาร Harvard Business Review ฉบับเดือนนี้ เขามีการศึกษาพฤติกรรมของคน Gen Y ในสหรัฐ และได้สรุปเป็นลักษณะของคนใน Gen Y ไว้อย่างน่าสนใจ ดังนั้น ถ้าท่านผู้อ่านอยากจะทำความเข้าใจในพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่ในที่ทำงาน ก็ต้องลองทำความเข้าใจในคนรุ่นนี้กันดูนะครับ

คน Gen Y นั้น จะเป็นพวกที่มีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่น คนเหล่านี้พร้อมและยินดีที่จะทำงานที่หนักขึ้น และมากขึ้น เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและขององค์กรที่ตนเองอยู่ ดังนั้น เสียงบ่นทั้งหลายที่มักจะบอกว่าคนรุ่นนี้ไม่ค่อยสู้งานหนักนั้น จริงๆ แล้วไม่ใช่ทีเดียวครับ ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและลักษณะงานที่ทำนั้นตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการ และเห็นถึงคุณค่าหรือเปล่า ถ้าเป็นงานที่เขาไม่เห็นความสำคัญ หรือไม่ตรงกับที่พวกเขาให้ความสำคัญนั้น คนรุ่นนี้แทบจะไม่ยื่นมือเข้ามาทำหรือช่วยเหลือเลย แต่ถ้าเป็นงานที่พวกเขาชอบ การทำงานหนักกว่าปกตินั้นเป็นสิ่งที่คนเหล่านี้ยินดีที่จะกระทำ

อีกประเด็นหนึ่งที่มักจะได้รับเสียงบ่นคือ ความภักดีต่อองค์กร เนื่องจากคนรุ่นนี้จะเปลี่ยนงานบ่อย จนคนรุ่นเก่ามองว่าคน Gen Y นั้น เป็นกลุ่มที่ไม่ภักดีต่อองค์กร แต่สิ่งที่ค้นพบนั้น ไม่ใช่ว่าคนเหล่านี้จะขาดความภักดีหรอกนะครับ เพียงแต่คนใน Gen Y นั้น เป็นกลุ่มคนที่ต้องการเรียนรู้ในประสบการณ์ที่หลากหลาย ต้องการประสบการณ์ และการเรียนรู้ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าที่ทำงานไม่สามารถทำให้คนเหล่านี้ได้เรียนรู้ในประสบการณ์ใหม่ๆ และหลากหลาย อย่างต่อเนื่อง คนในรุ่นนี้ก็คงไม่หนีไปไหนง่ายๆ หรอกครับ

ข้อดีประการหนึ่งของคนรุ่นนี้คือ เป็นพวกที่สามารถเรียนรู้ และทำงานได้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้พร้อมที่จะทำงานในวัฒนธรรมที่มีความหลากหลาย การทำงานกับชาวต่างประเทศ ทั้งในประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศนั้น เป็นเรื่องปกติสำหรับคนในยุค Gen Y นอกจากนี้การทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงานที่ต่างเชื้อชาติ ศาสนา ก็เป็นสิ่งที่เป็นปกติสำหรับคนรุ่นนี้

นอกจากนี้คน Gen Y ยังให้ความสำคัญกับเรื่องของการดูแล รักษาสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่ากระแสความตื่นตัวในเรื่องของการลดภาวะโลกร้อน การดูแลสีเขียวบนโลก เป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือดของคนรุ่นนี้ ดังนั้น คนใน Gen Y ก็ต้องการให้องค์กรหรือบริษัทที่ตนเองทำงานให้ความสำคัญต่อการดูแลรักษาธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้เช่นเดียวกับพวกเขา กว่าหนึ่งในสี่ของคนรุ่นนี้ที่ได้มีการทำการศึกษา ระบุว่า การที่องค์กรตนเองให้ความสำคัญกับสภาวะแวดล้อมการทำงานที่เน้นและใส่ใจในสิ่งแวดล้อม เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ดังนั้น ถ้าบริษัทของท่านจ้างคนใน Gen Y เป็นจำนวนมากนั้น ต้องอย่าลืมให้ความสนใจและใส่ใจต่อการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และโลกใบนี้ด้วยนะครับ

ปัจจัยจูงใจที่สำคัญของคนใน Gen Y อีกประการหนึ่งคือ การทำงานเป็นทีม คนเหล่านี้ไม่ชอบที่จะนั่งทำงานอยู่คนเดียวง่ายๆ โดยไม่สุงสิงกับใคร คนเหล่านี้ต้องการที่จะทำงานที่มีโอกาสพูดคุย สังสรรค์กับผู้อื่น และต้องการสถานที่ทำงานที่มีลักษณะเปิดโล่งที่เปิดโอกาสให้สร้างปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน คนใน Gen Y นั้น อยากจะทำงานในสถานที่ที่สามารถเข้าถึงหรือติดต่อเพื่อนร่วมงานและเจ้านายได้อย่างง่ายดาย ตลอดเวลา

เมื่อมีการสอบถามคนใน Gen Y ว่า อะไรรางวัลหรือผลตอบแทนอะไรที่คนในรุ่นนี้ให้ความสำคัญ มากที่สุดนั้น เรียงจากความสำคัญมากที่สุดไปน้อย ได้แก่ 1.เพื่อนร่วมงานที่มีคุณภาพ 2.การทำงานที่มี ความยืดหยุ่น 3.โอกาสในการก้าวหน้า ดังนั้น ท่านผู้อ่านลองนำคุณลักษณะของคนใน Gen Y ไปลองศึกษาดูนะครับ และอาจจะต้องลองปรับสภาวะแวดล้อมในการทำงานให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 3, 2009 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

ปฏิบัติการปั้น….เด็ก GEN Y

Generation Y หรือ Gen Y เด็กรุ่นใหม่อายุไม่เกิน 25 ปี จุดเด่นของเด็กรุ่นนี้ คือ ความสามารถในการใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตเป็นอย่างดี

 

มีความคิดสร้างสรรค์ ต้องการทำงานที่มีความก้าวหน้า ชอบการแสดงความคิดเห็น และมีความเชื่อมั่นในตนเองสูง

รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ อาจารย์ประจำ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกว่า คนรุ่นเก่าอาจไม่เข้าใจคนรุ่น Generation Y โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของทัศนคติ พฤติกรรม และความทุ่มเทในการทำงาน

โดยอ้างข้อมูลจากวารสาร Harvard Business Review  ฉบับเดือนกรกฎาคม 2552 เรื่องการศึกษาพฤติกรรมของคน Gen Y ว่าเด็กกลุ่มนี้มักมีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่น และยินดีที่จะทำงานที่หนักขึ้น และมากขึ้น เพื่อความสำเร็จทั้งของตนเองและองค์กร แต่ในที่นี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าองค์กรและลักษณะงานที่ทำนั้นตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องการมากน้อยเพียงใด
 
ข้อดีสำหรับองค์กรที่ได้เด็กกลุ่มนี้มาร่วมงานก็คือ ความสามารถในการเรียนรู้ และทำงานได้ภายใต้ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ในลักษณะการทำงานร่วมกับชาวต่างประเทศ ทั้งในประเทศ หรือไปทำงานต่างประเทศ ได้เป็นอย่างดี

 

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การจะสร้างและพัฒนาเด็กกลุ่มนี้ออกสู่ตลาดแรงงานได้นั้น รศ.ดร.พสุ บอก ภารกิจหนักจะตกอยู่ที่มหาวิทยาลัยเป็นหลักในเรื่องของการปรับหลักสูตร วิธีการสอน รวมถึงบุคลิกของอาจารย์ผู้สอน ที่ต้องปรับตัวเข้าหาเด็กๆ กลุ่มนี้

 

ชัยวุฒิ รื่นเริง อาจารย์สอนวิชาคอมพิวเตอร์ ประจำมหาวิทยาลัยกรุงเทพ บอกว่า ตลอดระยะเวลา 7-8 ปี ของการเป็นอาจารย์ ทำให้เห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มเด็ก Gen Y ซึ่งจากประสบการณ์ที่พบ ลักษณะเด่นของเด็กกลุ่มนี้อยู่ที่ความมีสมาธิสั้น ชอบลงมือทำมากกว่านั่งฟัง และสามารถทำอะไรหลายๆ อย่างพร้อมกัน เพราะฉะนั้นขณะที่สอนจำต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อให้เด็กพุ่งความสนใจมาที่ตัวอาจารย์ให้ได้

 

สื่อการสอน เป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ ชัยวุฒิ นำมาใช้เพื่อให้บรรยากาศการเรียนการสอนดำเนินไปในทิศทางที่หวัง โดยมีการนำเสนอในรูปแบบ Power Point  และ วีดิโอคลิป ในการดึงความสนใจของผู้เรียน

 

แม้กระทั่งการให้การบ้าน ชัยวุฒิ ยกตัวอย่าง วิชาคอมพิวเตอร์เบื้องต้น แทนที่จะสอนให้ทำเว็บไซต์ธรรมดา ๆ เช่นที่ผ่านมา ก็ปรับเปลี่ยนให้เด็กทำ Blog หรือ Hi5  ในเทคนิคเชิงลึกแทน เพราะเด็กกลุ่มนี้มีบล็อกหรือเว็บไซต์ Social Networking อยู่แล้ว ซึ่งดูผิวเผิน อาจจะมองว่าเรียนที่นี่สนุก เพราะได้เล่น Hi5 แต่จริงๆ แล้วระหว่างการสอนจะมีการสอดแทรกการทำเว็บไซต์ในเชิงเทคนิคเข้าไปด้วย

 

เราอาจนำตัวอย่าง ซึ่งเป็นการทำเว็บที่ยากมาให้เด็กดู แล้วท้าทายให้รู้สึกอยากทำให้ดีเท่ากับตัวอย่างหรือดีกว่า ในส่วนของการทำ Power Point ก็เช่นกัน ต้องนำเสนอให้น่าสนใจ เด็กกลุ่มนี้จะสนใจรูปภาพเยอะๆ ไม่ชอบที่มีตัวอักษรเป็นจำนวนมาก สำหรับการบ้านจะต้องเน้นโจทย์ที่ชัดเจน เพื่อให้พวกเขาได้มีส่วนร่วม”

 

เขา มองว่า เด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่เด็กดื้อ ตรงกันข้ามเป็นคนที่สามารถทำอะไรหลายๆ อย่างได้พร้อมกัน เพียงแต่ชอบลงมือปฏิบัติมากกว่านั่งฟังทฤษฎีหรือตำรา ดังนั้นเวลาสอนที่ต้องลงลึกเรื่องทฤษฎี ตัวเองในฐานะอาจารย์จะบอกตรงๆ เลยว่าขอเวลา 10 นาที เพื่อเข้าสู่เนื้อหาทางทฤษฎี แล้วให้ทุกคนตั้งใจฟัง ซึ่งจากที่ปรับการสอนในแนวทางใหม่นี้ก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้เรียน

 

นอกจากรูปแบบการเรียนที่ปรับเปลี่ยนแล้วยังต้องสร้างความเชื่อมโยงระหว่างผู้สอน กับผู้เรียนด้วย ชัยวุฒิ บอก แนวทางที่เริ่มทำแล้วคือ การเปิดช่องทางให้เด็กกลุ่ม GEN Y ได้โต้ตอบ แม้กระทั่งการส่งการบ้านที่สามารถทำส่งผ่านบล็อกได้ โดยที่อาจารย์จะมีหน้าที่เข้าไปคอมเมนท์ พร้อมกับสั่งแก้ไขงานผ่านบล็อกได้ทันที

 

ภายหลัง มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เริ่มปรับรูปแบบการสอนแนวใหม่ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จากการสอบถามกับกลุ่มนักศึกษาก็พบว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี เด็กๆ รู้สึกพอใจ และสนุกกับการเรียนมากขึ้น  

 

เช่นเดียวกับ  ดร.สิงห์ อินทรชูโต อาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ที่บอกว่า การแก้ปัญหาการเรียนการสอนของกลุ่ม Gen Y  ต้องเน้นการลงมือปฏิบัติ (Hand on) เพราะบางครั้งหากให้เด็กนั่งฟังทฤษฎีแล้วนำไปคิดเอง อาจเป็นเรื่องน่าเบื่อเกินไปสำหรับเด็กกลุ่มนี้

 

ผมสอนทฤษฎี ให้สามารถจับต้องได้ เช่น ในวิชาการออกแบบจากเศษวัสดุ จะเลคเชอร์ก็ได้ว่าการออกแบบจากเศษวัสดุคืออะไร มีรูปแบบอย่างไรบ้าง แต่ผมไม่ทำ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้เด็กทำการคัดแยกเศษวัสดุ แล้วนำมาพรีเซ้นท์หน้าห้องเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างกัน กรณีของการออกแบบชิ้นงาน จะให้เด็กๆ ลงมือออกแบบชิ้นงานจากนั้นก็มาคอมเมนท์ แนวทางนี้จะทำให้เด็กตั้งใจฟัง และรับฟังข้อบกพร่องของชิ้นงานเพื่อนำไปปรับปรุง แล้วนำกลับมาพรีเซ้นท์หน้าห้องใหม่ วิธีนี้จะทำให้เด็กตั้งใจเรียนมากเป็นพิเศษ”

 

แม้ที่ผ่านมาจะได้ผล ดร.สิงห์ บอกว่า สิ่งที่ต้องทำคือ ปรับรูปแบบการเรียนสอนทุกปี เพื่อหาจุดด้อย แล้วนำไปแก้ไข ปีแล้วปีเล่าเพื่อให้เหมาะกับเด็ก Gen Y จริง ๆ  ซึ่งจากประสบการณ์แล้วพบว่า หากจัดให้เรียนเป็นกลุ่มเล็กๆ แล้วสอนให้เด็กๆ ได้ลงมือทำ นอกจากจะไม่มีใครหลับในห้องเรียนแล้ว กรณีที่ผลงานนั้น ๆ ออกตีพิมพ์ หรือมีการจัดแสดงผลงาน เด็กจะรู้สึกตั้งใจเรียน และทุ่มเททำงานแบบถวายหัว

 

สำหรับ รศ.ดร.ชนงกรณ์ กุณฑลบุตร คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี กล่าวเสริมว่า หากเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ ซึ่งมีการคัดกรองเด็กด้วยการสอบ ทำให้เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีความตั้งใจสูง ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาเรื่องพฤติกรรมของเด็ก Gen Y

 

สำหรับการสอนที่ปรับเปลี่ยนให้สอดรับกับพฤติกรรมเด็กรุ่นใหม่ มทร.ธัญบุรี เลือกใช้วิธีลดชั่วโมงของการเรียนแบบเลคเชอร์ 3 ชั่วโมงลง เพราะอาจสร้างความเบื่อหน่ายให้กับผู้เรียน โดยสิ่งที่ปรับให้มากขึ้นเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วม ทั้งการนำเสนอหรือแสดงผลงานในห้องเรียนมากขึ้น  ซึ่งนอกจากจะดึงความสนใจของผู้เรียนแล้วยังจะเป็นการพัฒนาเด็กที่จบออกไปให้กลายเป็นบัณฑิตที่มีคุณภาพ

 

จากห้องเรียน สู่ห้องปฏิบัติ จุดเปลี่ยนมหาวิทยาลัย ภารกิจท้าทายกับการปั้นเด็ก Gen Y ป้อนตลาดแรงงาน 

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/business/business/20090816/69044/ปฏิบัติการปั้น-เด็ก-GEN-Y.html

 
 

ป้ายกำกับ: ,