RSS

Tag Archives: social entrepreneurship

เรื่องเกี่ยวกับ Social Economy สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม – social entrepreneurship

พอดีค้นเอกสารเจอ 2 ชิ้นน่าสนใจครับ

บทความแรกสำรวจในประเทศญี่ปุ่น socialEconomy_japan ขนาด file 179 kb

อันที่สองเป็นมุมมองจาระดับโลก socialEconomy    ขนาด file 721 kb

 

 

 

 
 

ป้ายกำกับ: ,

แผนกิจการเพื่อสังคม : มุมคิดและแผนธุรกิจจากนักศึกษาสายสังคม..ลองดู ครับ

ในเทอม 1/2554 ผม และ อ.เอิง กับ นศ. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ – คณะรัฐศาสตร์ มธ. อีก 1 โขยง = 9 กลุ่ม ได้เรียนรู้การทำกิจการเพื่อสังคมที่มี ผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายตามแต่ละกลุ่มจะสนใจ โดยมุ่งหวังที่จะใช้ ผลิตภัณฑ์และบริการเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลองดูกันครับ

SMOPT : หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ SMOPT  ขนาด file 603 KB

ผัก กะ แกง  ผักกะแกง   ขนาด file 1.26 MB

Oldy Club  Oldy Club Final ขนาด file 842 KB

บริการจัดส่งอาหารให้ผู้สูงอายุ  BFT Delivery  ขนาด file 1.01 MB

Change for Shift  change for shift  ขนาด file 500 KB

ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ   ขนาด file 743 KB

Blind shop  แผนธุรกิจ Blind shop    ขนาด file 535 KB

โปรดตดตามอีก 2 กลุ่มที่เหลือนะครับ…….

 
 

ป้ายกำกับ: ,

เฉดของประเภทกิจการเพื่อสังคม

ด้วยความหมายของกิจการเพื่อสังคม (social entrepreneurship) ที่มีการนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทำ โดยการสร้างธุรกิจที่มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ข้อดี ก็คือ มันสามารถครอบคลุมกิจการอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ข้อเสียของการให้ความหมายที่กว้างๆ ก็จะตามมาด้วยคำถามที่ว่า แล้วกิจการเพื่อสังคมจะแตกต่างจากกิจการอย่างอื่นๆ อย่างไร และหากไม่แตกต่าง เราจำเป็นต้องพัฒนากลไกการสนับสนุน ความรู้ ตัวอย่างต่างๆ หรือ นโยบายขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ทำไม

ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ชอบการให้ความหมายที่กว้างขวางเช่นนี้ เพราะดูเหมือนอะไรๆ ที่เป็นการทำธุรกิจที่ดีๆ หรือเป็นการทำเพื่อสังคม ก็จะถูกเหมาไปอยู่ในแข่งของการประกอบกิจการเพื่อสังคมไปเสียหมด

อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Inc ฉบับเดือนพฤษภาคมนี้ ได้เสนอการแบ่ง”เข่ง” เป็นส่วนต่างๆ เพื่อแยกแยะชนิดของกิจการเพื่อสังคม นั่นช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดที่จำกัดและคับแคบออกไปได้เป็นอย่างดี ผมเลยขอนำแนวทางการแบ่งของ Inc. มาแบ่งปันในที่นี่ด้วย

Inc. นั้นแบ่งประเภทของกิจการเพื่อสังคม ออกเป็น 6 ประเภทตามลักษณะของกิจการและความมุ่งหมายในการจัดตั้งกิจการ ได้แก่

อ่านต่อ……เฉดของการประกอบการเพื่อสังคม (566 KB)

 

ป้ายกำกับ: ,

ตำนานนางเงือกไซเรนบนโลโก้สตาร์บัคส์

หากคุณเป็นแฟน กาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็น ‘โลโก้นางเงือกสีเขียว’ ได้เปลียนไปแล้ว เรามีคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมความเป็นมาของโลโก้

This slideshow requires JavaScript.

ปีนี้แฟนกาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นก็คือการปรับเปลี่ยน ตราสัญลักษณ์ (Logo) นางเงือกสีเขียวยังอยู่ แต่สตาร์บัคส์ได้ตัดคำว่า Coffee ออกไปเรียบร้อยแล้ว

ความจริงการเปลี่ยนโลโก้ของสตาร์บัคส์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก สตาร์บัคส์ปรับเปลี่ยนโลโก้มาแล้วสองครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใหม่เป็นครั้งที่สามในปีนี้

ในปีค.ศ.1971 ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะร้านขายกาแฟและชาขนาดเล็ก โดยหุ้นส่วน 3 คน คือ เจอร์รี่ บัลด์วิน ครูภาษาอังกฤษ, เซฟ ซีเกล ครูสอนประวัติศาสตร์ และ กอร์ดอน บาวเกอร์ นักเขียน ทั้งสามมีความชอบเหมือนกันสองอย่าง คือ กาแฟของพีท (Alfred Peet นักธุรกิจรุ่นใหม่ยุคนั้นที่ขายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี) และนิยายล่าวาฬเรื่อง Moby Dick พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมหุ้นกันเพื่อเปิดร้านกาแฟขึ้นมา ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แห่ง แรกได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งชื่อร้านจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick นวนิยายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา ประพันธ์โดย Herman Melvilles นั่นเอง

มีบันทึกไว้ด้วยว่า ก่อนเปิดร้านครั้งนั้น เทอร์รี่ เฮคเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับกอร์ดอน และเป็นช่างศิลป์ ได้ให้ความช่วยเหลือในการตั้งชื่อและออกแบบสัญลักษณ์ ในตอนแรกกอร์ดอนเสนอชื่อ พีโคด (Pequod) เป็นชื่อเรือตามนิยายโปรด แต่เทอร์รี่ไม่เห็นด้วย นักออกแบบอยากให้ได้ชื่อที่มีความรู้สึกถึงการผจญภัย แฝงไว้ด้วยปริศนาให้ขบคิดถึงที่มาและความหมาย สิ่งเหล่านี้ประกอบกันขึ้นมาจนได้รูปลักษณ์ที่เมื่อผู้คนมองเห็นแล้วเกิดคำ ถามต่างๆ มากมาย

สตาร์โบ (Starbo) คือชื่อแรกที่เทอร์รี่คิดออก ที่มาของคำนี้คือชื่อของเหมืองแร่ทางตอนเหนือ แต่หลังจากที่ระดมความคิดกันอยู่นาน ชื่อนั้นก็ผันออกมาเป็น สตาร์บัคส์ (Starbucks) ด้วยความบังเอิญ และด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือ  เจอร์รี่รู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของตัวละครที่อยู่ในหนังสือล่าวาฬเรื่อง Moby Dick ในที่สุดก็ได้ชื่อ ‘สตาร์บัคส์‘ ชื่อที่ทำให้หวนคิดถึงเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในมหาสมุทร การซื้อขายเมล็ดกาแฟของเหล่าพ่อค้านักเดินเรือ

ส่วนโลโก้นั้นได้มาจากการค้นพบรูปแกะสลักโบราณสมัยศตวรรษที่ 15 เทอร์รี่ได้ลงค้นหารูปจากหนังสือเกี่ยวกับสมุทรศาสตร์เล่มเก่าๆ จนไปเจอกับรูปของ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) เทพนิยายปรัมปรา และเข้ากันได้ดีกับคำว่าสตาร์บัคส์ ชวนให้นึกถึงการผจญภัยในทะเลเช่นเดียวกัน

เรื่องเล่าของ ‘นางเงือกไซเรนสองหาง’ มีหลายตำนาน ไซเรน (Siren) คือ นางเงือก (Mermaid) หรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด เพราะแต่ละตำนานไม่เหมือนกัน บางตำนานก็ใช้ตัวเดียวกัน บางตำนานก็เป็นคนละตัวกัน สำหรับนางเงือกนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ว่ามีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลา แต่ไซเรนในตำนานโบราณ หรือแม้แต่รูปภาพยุคเก่ามากๆ เป็นผู้หญิงครึ่งนกที่ไม่มีปีก ต่อมาตำนานระยะหลังกลับกลายมีรูปร่างในลักษณะเดียวกับนางเงือกไป

เรื่องของ ‘ไซเรน’ ในตำราปกรนัมบอกว่า พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล มีเสียงทรงเสน่ห์ เสียงร้องเพลงของเหล่าไซเรนล่อใจให้นักเดินเรือเข้ามาสู่ความตาย ไม่เป็นที่ทราบกันว่าพวกนางมีหน้าตาอย่างไร เพราะไม่มีใครที่เคยเห็นพวกนางแล้วรอดกลับมาเลย

“มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดจากความตายของไซเรนมาได้ คือ โอดิสซิอุส ครั้งหนึ่งโอดิสซิอุสได้ล่องเรือออกเดินทาง เส้นทางนั้นต้องผ่านเกาะที่นางไซเรนอาศัยอยู่ นางพวกนี้เป็นนักร้องเสียงหวานไพเราะที่ใครได้ยินจะต้องลืมหมดทุกสิ่ง และในที่สุดแล้วเสียงเพลงของพวกนางจะคร่าชีวิตของเขาไป โครงกระดูกขึ้นราของบรรดาผู้ที่พวกนางล่อลวงมาสู่ความตาย กองสูงเรียงรายริมชายฝั่งรอบกายพวกนางซึ่งร้องเพลงอยู่ โอดิสซิอุสเตือนคนของเขาเรื่องนี้ และบอกวิธีเดียวที่จะแล่นเรือผ่านไปได้อย่างปลอดภัยคือ แต่ละคนต้องเอาขี้ผึ้งมาอุดหูไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเองต้องการที่จะได้ยินเสียงของพวกนาง จึงขอให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนาจนเขาไม่สามารถดิ้น หลุดไปได้ พวกลูกเรือทำตามและแล่นเรือเข้าไปใกล้เกาะ  ทุกคนนอกจากโอดิสซิอุสล้วนไม่ได้ยินเพลงชวนให้หลงใหลนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงและเนื้อร้องนั้นยิ่งเย้ายวนใจกว่าทำนองเสียอีก เนื้อร้องกล่าวว่าพวกนางจะมอบภูมิรู้ให้กับชายแต่ละคนที่มาหาพวกนาง เป็นสติปัญญารอบรู้และจิตวิญญาณที่เฉียบแหลมว่องไว ‘เรารู้ทุกสิ่งที่จะเป็นอนาคตบนโลก’ เสียงเพลงของพวกนางมีท่วงทำนองแสนเสนาะอยู่อย่างนั้น และหัวใจของโอดิสซิอุสก็ปวดร้าวด้วยความโหยหา แต่เชือกรั้งตัวเขาไว้ และอันตรายนั้นก็ผ่านพ้นไป…”

ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1971 สตาร์บัคส์ได้ เปิดตัวพร้อมกับโลโก้รูปนางเงือกไซเรนสองหาง ผมยาว สวมมงกุฎ เปลือยอกและโชว์สะดือ อยู่ในวงกลมพื้นสีน้ำตาล มีแถบด้านข้าง ภายใต้วงกลมรูปไซเรนมีคำว่า Starbucks Coffee Tea Spices เพื่อแสดงว่า สตาร์บัคส์จำหน่ายเครื่องเทศและเมล็ดกาแฟ

ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 1987 สตาร์บัคส์ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้เป็นครั้งแรก โดยในปีนั้นเป็นปีที่สตาร์บัคส์เพิ่มเครื่องดื่ม เอสเพรสโซ่ เข้าไว้ในเมนูเครื่องดื่ม จึงปรับข้อความในวงกลมให้เหลือเพียง Starbucks และ Coffee ในพื้นสีเขียว ในตอนนั้นนักออกแบบได้นำเสนอพื้นสีของโลโก้ไว้สองสี คือสีเขียวและสีแดง มร.โฮวาร์ด ชูลท์ซ (เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ครั้ง แรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 80) ได้เลือกสีเขียวให้เข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น  ขณะที่นางเงือกไซเรนได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูขึงขังน้อยลง ยิ้มทักทายลูกค้าที่เข้ามาในร้านมากขึ้น เกล็ดปลาที่หางเปลี่ยนเป็นลายล่อนคลื่น แต่ยังคงไว้ซึ่งการโพสท่าแบบเดิม มีเรือนผมมาบังหน้าอก แต่ยังคงโชว์สะดือ

ปี ค.ศ. 1992 สตาร์บัคส์ได้เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Nasdaq National Market) โดยใช้ชื่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า SBUX และวางแผนขยายกิจการไปในต่างประเทศ (ค.ศ. 1996) จึงได้ปรับเปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนั้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดรับวัฒนธรรมและลูกค้าจากนานาประเทศ ตัวอักษรยังคงเดิม เพียงแต่ขยายรูปนางเงือกไซเรนให้ใกล้เข้ามา เพื่อให้เห็นแต่ช่วงบนและปลายหาง ส่วนสะดือได้หายไปในปีนั้น กล่าวได้ว่าเป็นโลโก้ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสตาร์บัคส์เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ หลังจากสตาร์บัคส์เข้ามาทำตลาดจริงจังในไทยเมื่อปีพ.ศ.2543 และคุ้นเคยกับโลโก้นี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้

และแล้วสตาร์บัคส์ก็เปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนี้ ค.ศ. 2011 เนื่องจากเป็นอีกก้าวสำคัญของสตาร์บัคส์ในวาระการเฉลิมฉลองครบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ตราโลโก้ใหม่ของสตาร์บัคส์เป็นการนำเสนอธุรกิจในรูปแบบใหม่ สตาร์บัคส์จำหน่ายกาแฟที่มีคุณภาพพร้อมกับผลิตภัณฑ์อีกมากมายนอกเหนือจากกาแฟ โลโก้สตาร์บัคส์ล่าสุดได้ตัดคำว่า Starbucks และคำว่า Coffee ออกไปจนหมด เหลือเพียงรูปนางเงือกไซเรนสีขาวบนพื้นสีเขียว

สตาร์บัคส์บอก ว่า ตราสินค้าโฉมใหม่ยังคงสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาและอนาคตที่สดใส ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กาแฟ ไม่ว่าจะที่ร้านกาแฟหรือในร้านขายของทั่วไปอีกต่อไป การเน้นที่นางเงือกไซเรนและลบวงกลมออก เพื่อให้ไม่จำกัดกรอบอยู่เพียงแต่กาแฟอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สตาร์บัคส์ยังคงเป็นธุรกิจที่เน้นด้านกาแฟเป็นหลักเช่นเดิม

ปัจจุบัน ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน เปิดร้านไปทั่วโลกมากกว่า 16,000 สาขา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศอเมริกาเหนือ อังกฤษ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศในเขตตะวันออกกลาง

สตาร์บัคส์ได้ รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางด้านการดำเนินธุรกิจกาแฟ การคั่วกาแฟ และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของโลก ใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักเป็นร้านที่ให้บริการขายกาแฟและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับกาแฟภายใต้ชื่อ ‘ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่’ โดยยึดนโยบาย one cup at a time, one customer at a time ให้บริการแบบพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ในการทำกาแฟทุกแก้วให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุด

ตัวอย่างการปรับโฉมตราสินค้าของสตาร์บัคส์ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวตนของสตาร์บัคส์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพันธมิตร ลูกค้าและชุมชน

รวมทั้งทิศทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทของตนเอง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/living/20110413/386558/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B9%8C.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 13, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

Social enterprise …น่าจะยังเหนื่อยอีกนาน

ปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินประกวดรางวัล ICARE 2010 ภายใต้แนวคิดฉลาด แกมดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ คิดต่อยอดแผนธุรกิจบนงานพัฒนาทางสังคมของนักพัฒนาที่ได้รับรางวัลจาก Ashoka โดยผนวกเอา social mission กับ business model  เพื่อทำให้งานพัฒนาทางสังคมในพื้นที่มีความต่อเนื่องยั่งยืนได้…ความคิดนี้ กด like 100 ครั้งเลยครับ เพราะเวทีการประกวดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เรื่อง social enterprise ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในฐานะคนมีอาชีพสอนหนังสือและมีความสนใจในเรื่อง social entrepreneurship หรือ SE ผมเห็นว่าการพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมให้มีมากขึ้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องลงทุนลงแรงกันอีกมากๆ

ผมมักสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า สำหรับผม งาน SE ถือเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของงานพัฒนาสังคม แต่ที่ผ่านๆ มา เราคุ้นเคยกันว่างานพัฒนาสังคมมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ งานบริการสังคม (social service) และ งานปฏิบัติการทางสังคม (social action) และคณะของผมก็สอนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่งาน SE นั้นยังเป็นงานใหม่ที่คนรุ่นผมและรุ่นก่อนผม มีน้อยคนนักที่ทำจนประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามจากนี้ไป SE จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็สะท้อนเอาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของมหาวิทยาลัยของผม ที่ระบุให้ SE เป็นภาระกิจหนึ่งที่มหาวิทยาลัยและคณะต้องส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจและทำได้

ผมมองว่างาน SE ที่ดีๆ นั้น มีน้ำหนักและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกับการงาน social action ทีเดียว ดังนั้นการประกอบการทางสังคมจึงย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ดี (doing good) ที่ไม่มีพิษมีภัยต่อสังคม เพื่อการอยู่รอดของคนทำงานทางสังคมเท่านั้น แต่ของที่ขายหรือบริการที่ให้นั้นควรจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมโดยตัวมันเองอีกด้วย (ผมหวังมากไปไหมเนี่ยะ)

แต่ตามความเห็นที่อาจตื้นเขินของผมเห็นว่า แนวคิดและการปฏิบัติในงาน SE ในบ้านเรา ยังมีประเด็นที่ต้องค่อยๆ คลี่คลายให้ชัดเจนและแหลมคมมากยิ่งขึ้น อาทิ

แนวคิดของ SE เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมา ยังมีความไม่ชัดเจนในระดับแนวคิดอยู่ 2 ประการ  หนึ่งนั้นมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยนำเอาแนวคิด CSR (corporate social responsibility) มาผสมรวมว่าเป็นอย่างเดียวกับ SE  ซึ่งผมมองว่าเป็นคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ความต่างที่สำคัญก็คือ CSR เป็นการทำธุรกิจที่ดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแค่นั้น  แต่แนวคิดของ SE นั้นตัวสินค้าและบริการควรจะต้องเป็นเหมือนเครื่องมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส คนที่ถูกโครงสร้างปกติกดทับเอาไว้ โดยใช้ตัวแบบทางธุรกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนให้กิจการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมีความต่อเนื่อง

การเหมาเอา CSR มารวมกับ SE  ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไปพาให้ SE เข้าสู่กับดักความคิดและการวิจารณ์ที่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้ง CSR และ SE เป็นเพียงการไถ่บาปของทุนนิยม ที่ถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่หลุดออกจากความเป็นทุนนิยมที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่นั่นเอง ผมคิดว่า ข้อวิจารณ์ประการหลังนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่มีน้ำหนักที่ผู้สมาทานต่อเรื่อง SE จำเป็นต้องทำให้ SE มีความแตกต่างจาก CSR โดยเร็ว

หลักเรื่องนวตกรรมทางสังคม ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการคิดค้นออกแบบสินค้าที่จะจำหน่ายหรือบริการที่จะให้เป็นอีกด่านความคิดหนึ่งที่ผมมองว่าเรายังมีความรู้ที่ค่อนข้างจำกัดมาก เหตุเพราะการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ SE นั้น ควรจะต้องพูดให้ชัดเสียก่อนว่า เป้าหมายทางสังคมของสินค้าและบริการ  คือ อะไร สินค้าและบริการจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอะไร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีปัญหาอะไร และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อสินค้าเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสกลุ่มใด ไม่เช่นนั้น สินค้าและบริการของเรา อาจเป็นได้แค่เพียงสินค้าและบริการที่ดีที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม และผู้บริโภคสินค้าก็เป็นคนหน้าเดิมที่มีอำนาจในการจ่ายในตลาดปกติอยู่แล้ว

หลักเรื่อง business model คือ สิ่งท้าทายที่สุด (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ในการทำเรื่อง SE  เป็นการค้นคิดเรื่องรูปแบบของธุรกิจ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ คำถามปวดหัวจึงเกิดขึ้นว่า ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ รูปแบบธุรกิจจะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินแทน คนจน คนด้อยโอกาส หรือ หากคนเหล่านี้จะจ่ายเอง รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมต้องเป็นอย่างไร

อย่างกรณีของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ทำเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมมานาน หรือน้องใหม่ในวงการอย่าง OPEN Dream  ต่างก็ใช้รูปแบบธุรกิจ 2 ขา คือ ขาหนึ่ง คือ ทำธุรกิจที่ดี ไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อสังคม และนำเงินกำไรจากธุรกิจขาที่หนึ่ง มาอุดหนุนการทำกิจการในขาที่สองที่เป็นกิจการที่ไม่มีกำไร  ซึ่งก็จะแตกต่างจากรูปแบบธุรกิจที่อยู่ในรูปของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ในเมืองไทย หรือ ธนาคารการมีน ในบังคลาเทศ  เป็นต้น

รูปแบบธุรกิจ คือ หัวใจที่จะทำให้กิจการทางสังคมสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งผมเข้าใจว่าเรายังมีความรู้ในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่จำกัด

สุดท้ายวกกลับมาที่สถาบันอุดมศึกษาแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ผมสังเกตเห็นว่าในฝั่งยุโรป อเมริกา หรือเอเซียที่เป็นฝรั่งอย่างสิงคโปร์ เรื่อง SE จะเกิดและเติบโตขึ้นในคณะด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งมีความเก่งในการประกอบการ (entrepreneurship) ส่วนในแถบเอเซียอย่าง อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน  เรื่อง SE จะเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นในคณะทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีความเก่งในด้านการปฏิบัติการทางสังคม แต่หากเรื่องนี้จะเกิดและเติบโตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็อยากเห็นการผลิบานนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือของคณะต่างๆ ที่จะช่วยกันปลูกฝังจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ดีต่อไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20110331/384575/Social-enterprise-…%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 2, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บิล เกตส์ ตอบคำถาม….ดร.ไสว บุญมา

นิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์การถามตอบสั้น ๆ ระหว่างชาร์ลี โรส และ บิล เกตส์

เนื่อง ในโอกาสที่มูลนิธิของบิล เกตส์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์พิมพ์รายงานประจำปีออกมา  ข้อคิดของบิล เกตส์น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวงเล็บ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคโปลิโอ บิล เกตส์ ตอบว่า อันที่จริงมูลนิธิของเขาครอบคลุมงานสุขอนามัยหลายด้าน แต่ตอนนี้โปลิโอได้รับความสำคัญอันดับต้นเพราะมองว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็ม ที่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เรามีโอกาสขจัดมันให้หมดไปจากโลกแบบสิ้นซากเช่นเดียวกับที่เราขจัดไข้ทรพิษ  ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น มันจะหวนกลับมาทำให้เด็กนับแสนต้องตาย หรือไม่ก็พิการ

(ข้อมูลล่าสุดบ่งว่าโรคโปลิโอยังหลงเหลืออยู่เพียงใน 4 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถานและไนจีเรีย ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ป่วยหลักพัน)

เขาขยายความต่อไปว่า การปรับปรุงสุขอนามัยให้ดีขึ้นแก้ปัญหาได้ถึง 3 อย่างคือ (1) ช่วยให้เด็กรอดชีวิต (2) ช่วยให้เด็กปราศจากผลเสียหายที่โรคร้ายอาจก่อให้เกิด อาทิเช่น มันสมองเป็นง่อย และ (3) เมื่อแน่ใจว่าลูกจะรอด พ่อแม่จะหยุดมีลูก  เรื่องนี้มีความน่าอัศจรรย์ นั่นคือ การมีสุขอนามัยดีแทนที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น มันกลับทำให้ลดลง  การทำให้เด็กมีสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาสารพัดอย่าง  ยิ่งกว่านั้น การขจัดโปลิโอจะเป็นการยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาอันแสนยากได้

ในด้านการต่อสู้กับมาลาเรีย บิล เกตส์ ตอบว่า เมื่อปีที่เขาเกิดคือ 2498 สภาอนามัยโลกตัดสินใจจะกำจัดมาลาเรีย  แต่ความพยายามไม่ได้ผลทันตาเห็นทำให้พวกเขาเสียกำลังใจไปมากเนื่องจาก มาลาเรียต้องใช้กรอบเวลายาวนานถึง 15-20 ปีจึงจะเห็นผล  มูลนิธิของเขาใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อค้นหาเครื่องมือที่จะ สู้กับมัน  เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งได้แก่วัคซีนซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดลองใน ระยะสุดท้ายแล้ว  อีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องมือวินิจฉัยโรคราคาถูก  ตอนนี้ทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก  อย่างไรก็ตาม เราต้องขจัดโปลิโอให้ได้ก่อน

(ปัญหาสำคัญยิ่งของการต่อสู้กับมาลาเรียในปัจจุบันได้แก่การกลายพันธุ์ ของเชื้อโรคเป็นชนิดดื้อยา  ยิ่งกว่านั้น ภาวะโลกร้อนเอื้อให้มันแพร่ขยายไปถึงเขตหนาวที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน  งานด้านนี้จึงมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น)

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐ บิล เกตส์ ตอบว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากสหรัฐจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 17.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ประเทศอื่นจ่ายต่ำกว่านั้นมาก นั่นคือ ประเทศที่จ่ายสูงรองลงมาจ่ายแค่ 12% และอังกฤษจ่ายแค่ 9% ของจีดีพีเท่านั้น  แต่ผลที่ออกมากลับไม่ต่างกัน  ระบบแรงจูงใจในสหรัฐกระตุ้นให้จ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์เพื่อ รักษาผู้สูงวัยอายุกว่า 70 และ 80 ปีโดยไม่มีข้อจำกัด  มันก่อให้เกิดการมองหาวิธีสารพัดที่จะใช้เงิน  การกระทำเช่นนั้นเป็นการช่วงชิงทรัพยากรไปจากผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการ สนับสนุนการศึกษา หรือว่าด้านอื่น

(หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กดดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐสำเร็จ  แต่มาถึงตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐต่าง ๆ กำลังท้าทายกฎหมายนั้น  ส่วนในอังกฤษ รัฐบาลก็พยายามปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลเพราะมองว่ารัฐจะไม่สามารถให้การ สนับสนุนได้หากไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสียตั้งแต่ในตอนนี้  การรักษาพยาบาลกำลังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยังหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ จึงมองได้ว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก)

ต่อคำถามเรื่องบางรัฐจะประกาศล้มละลายหรือไม่ บิล เกตส์ ตอบว่า มองจากด้านบัญชีน่าจะทำได้เพราะบางรัฐของอเมริกามีปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ  ทางออกคือต้องลดการใช้จ่ายลง

(ตอนนี้เทศบาลบางแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศล้มละลายแล้ว  แต่ยังไม่มีรัฐไหนบอกใบ้ว่าจะทำเช่นนั้น)

เกี่ยวกับด้านการศึกษา บิล เกตส์ ตอบว่า เขาตื่นเต้นมากที่จะมีวิธีวัดความสามารถของครูและจะสามารถแสดงให้ครูดูได้ ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร  เขาไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะแพร่ขยายออกไปได้เร็วสักเท่าไร  แต่การใช้วีดีทัศน์และการสำรวจจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่าครูเก่ง ๆ นั้นมีวิธีสอนอย่างไร  ด้านหนึ่งได้แก่ความสามารถในการอ่านว่าเมื่อไรเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ครูเก่ง ๆ มีความสามารถในด้านการใช้การโต้ตอบสูงมากซึ่งครูอื่นอาจเรียนรู้และนำไปทำ ให้การสอนของตนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(มูลนิธิของบิล เกตส์ กำลังสนับสนุนการนำร่องของโรงเรียนในด้านการค้นหาครูผู้มีวิธีสอนชั้นเลิศ  การนำร่องในแนวนี้มีกองเชียร์สำคัญในรูปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง)

เกี่ยวกับข้ออ้างที่ว่าอเมริกากำลังสูญความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี บิล เกตส์ ตอบว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้เนื่องจากอเมริกามีทั้งมหาวิทยาลัย ชั้นเยี่ยมและมีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก  ปัญหาอยู่ที่นโยบายซึ่งไม่เอื้อให้ผู้ต้องการอพยพเข้าอเมริกาทำได้ง่าย ไม่มุ่งทำให้การศึกษากลับมาเป็นเลิศอีก และไม่ลงทุนในด้านการฝึกฝนเยาวชนเท่าที่ควร

(บิล เกตส์ ต่อสู้กับรัฐบาลมานานเรื่องการออกวีซาให้แก่ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยว ชาญด้านต่าง ๆ  ตอนนี้สหรัฐออกวีซ่าชนิดนี้ให้ปีละ 65,000 คนเข้าไปทำงาน 3 ปีซึ่งอาจต่อได้ถึง 6 ปีและในบางกรณีอาจเปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวรได้  แต่บิล เกตส์ มองว่าเท่านั้นไม่พอเพราะบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถจ้างพนักงานตามที่ต้อง การได้ )

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sawai/20110211/376589/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

แปลจาก What dose a social entrepreneur do?  เป็นบทย่อยๆ ในหนังสือ Social Entrepreneurship : What everyone need to know……….

พวกเราอยู่ท่ามกลางความคิดดีๆ จำนวนมากและรูปแบบที่มีประสิทธิผล พวกเรารู้ว่าจะสอนเด็กๆ ที่ขาดโอกาสให้รู้จักอ่าน ลดการบริโภคพลังงาน และปรับปรุงการดูแลสุขภาพในต้นทุนที่ต่ำได้ เรารู้แม้กระทั่งว่าจะกำจัดพวกนักเลงที่มาระรานที่โรงเรียนอย่างไร ในบางระดับ ปัญหาทั้งหมดนี้ได้รับการแก้ไขไปแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา แต่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะปะติดปะต่อความรู้ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายและนำไปใช้ได้กับขนาดของปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่

โครงการของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจด้วยโครงการนำร่องและจบลงด้วยความผิดหวัง ในบทความเรื่อง Social Entrepreneurship: The Case for Definition ที่เขียนโดย Roger L.Martin และ Sally Osberg ได้เสนอว่า บทบาทของผู้ประกอบการทางสังคม คือ การเคลื่อนสังคมจาก “สภาพ สงบ แต่ขาดความสมดุล” ไปสู่ “สภาพใหม่ที่สมดุล สงบ” ซึ่งปลดปล่อยศักยภาพและบรรเทาความทุกข์ยากในขนาดที่มาก (major scale) ผู้ประกอบการทางสังคมทำงานเพื่อให้ ความคิดแจ๋วๆ ที่มีเหตุมีผล สามารถเกิดผลและสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การปฏิรูปเช่นนี้ ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งก็เป็นความยากที่มากกว่าปกติ 600 ปีที่แล้ว มาคิอาเวลลี เขียนไว้ในหนังสือ เจ้าผู้ปกครองว่า…

download ไปอ่านต่อครับ… 4 หน้า 233 kb ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 6, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship):สิ่งที่ทุกคนควรรู้ (ต่อ)

ใคร คือ ผู้บุกเบิก  (download file  ใครคือผู้บุกเบิก ขนาด 110 KB)

ก่อนที่คำว่า การประกอบการทางสังคม จะถูกสร้างขึ้นมา ก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า ไม่ใช่ทุกองค์กรที่มีเป้าหมายทางสังคม หรือที่เรียกกันว่า องค์กรพัฒนาเอกชน (nongovernmental organization) หรือ องค์กรไม่แสวงหากำไร (nonprofit organization) จะปฏิบัติงานได้ดีเท่าๆ กัน เช่นเดียวกับบางธุรกิจที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีกำไรมากกว่าบางธุรกิจ บางองค์กรสร้างผลกระทบทางสังคมต่อดอล์ล่าร์มากกว่าอีกหลายองค์กร และตัวอย่างผู้บุกเบิกการประกอบการทางสังคม 2 ตัวอย่าง ได้เกิดขึ้นในประเทศที่ยากจนที่สุดในโลก นั่นคือ บังคลาเทศ

บังคลาเทศถือกำเนิดเมื่อปี 1971 ท่ามกลางพายุไซโคลนขนาดใหญ่และสงครามประกาศอิสรภาพ ได้ทิ้งความเสียหายให้แก่ประเทศไว้มากมาย มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 5 แสนคนจากพายุไซโคลนโบลา (Bhola)  ซึ่งพัดถล่มเมื่อปี 1970 และในช่วงสงครามอิสรภาพ กองกำลังทหารของปากีสถานได้ข่มขืนเด็กผู้หญิงและผู้หญิงนับแสนคน และฆ่าคนอีกนับล้าน อหิวาห์ ไทฟอยด์ ความอดอยาก และโรคร้ายต่าง คุกคามชีวิตผู้คนมากกว่า 2 ล้านคน และมีที่ต้องอพยพไปอินเดียอีก 10 ล้านคน

สงครามและไซโคลนได้สร้างความเห็นอกเห็นใจและตกตะลึงไปทั่วโลก หน่วยงานพัฒนาระหว่างประเทศมุ่งสู่เมืองดักก้า พร้อมที่จะให้การช่วยเหลือ ในเวลานั้นการปฏิบัติยังเป็นไปในรูปแบบเดิม คือ การช่วยเหลือด้านการพัฒนาที่ผ่านตรงจากรัฐบาลของประเทศที่ร่ำรวยไปสู่รัฐบาลของประเทศที่ยากจน และจากบนลงล่างสู่ช่องทางรัฐบาลท้องถิ่น อย่างไรก็ตามเงินจำนวนมากถูกคอร์รัปชั่นไป และรัฐบาลบังคลาเทศก็ยังมือใหม่มาก ประกอบไปด้วยนักต่อสู้ที่มีอุดมการณ์เสรีภาพ พอๆ กับ เพื่อนพ้องทางการเมือง ที่ไม่มีความพร้อมในกลไกพื้นฐานในการจัดการ ทั้งการบรรเทาทุกข์และการก่อสร้างใหม่ การบรรเทาทุกข์ในมิติการช่วยเหลือด้านอาหาร ยา บ้านพักและโรงเรียน ถูกคอร์รัปในทุกระดับ บางคนประมาณว่ามีเพียง 10-20% ของเงินช่วยเหลือเท่านั้นที่ถึงคนจน

ปัญหาการคอร์รัปชั่นมิได้เกิดเฉพาะในบังคลาเทศ หากแต่ระบาดไปทั่วโลก เงินช่วยเหลือต่างประเทศจำนวนมาก เป็นเหมือนทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมที่มักไปจบอยู่ในมือชนชั้นนำในประเทศที่ยากจนและไปอุดหนุนให้ธุรกิจมั่งคั่งขึ้น การจ้างผู้เชี่ยวชาญจากตะวันตกด้วยค่าตอบแทนที่สูงลิ่ว ให้มาให้คำแนะนำและตัดสินใจในสิ่งที่มีผลกระทบน้อยมากต่อผู้คนในประเทศที่กำลังพัฒนา แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจะบินเข้าบินออกอยู่บ่อยๆ เพื่อจะทำความเข้าใจเงื่อนไขหรือวัฒนธรรมชุมชนที่มีความหมาย แต่พวกเขาก็แทบจะไม่เคยรับผิดชอบต่อแผนงานที่มีผลกระทบทางลบหรือที่เสียเวลา ซึ่งเกิดจากข้อเสนอของเขา

การไหลทะลักของเงินช่วยเหลือเข้าสู่บังคลาเทศ  มีมากถึง 90% ของงบประมาณในการพัฒนาประเทศ เงินหลายพันล้านดอล์ล่าร์ถูกจ่ายไปเพื่อการทำโครงการ เช่น การสร้างถนน โรงไฟฟ้า และการพัฒนาการเกษตร ซึ่งถูกกำหนดความสำคัญโดยผู้ให้เงินชาวต่างชาติและตัดสินใจผ่านหน้ากระดาษ แต่บ่อยครั้งก็ล้มเหลวให้แง่ประโยชน์ที่คนจนจะได้รับ มรดกของเงินช่วยเหลือเหล่านี้ ก็คือ วัฒนธรรมการพึ่งพิงและการคอร์รัปชั่น ซึ่งยังคงรบกวนเศรษฐกิจและรัฐบาลของบังคลาเทศ

อย่างไรก็ตาม เงินช่วยเหลือจากต่างประเทศก็สนับสนุนให้บังคลาเทศเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านบวกอย่างสูงด้วย เมื่อถูกนำไปใช้ในด้านการเงิน (ที่ไม่ใช่เพื่อการควบคุม) แก่องค์กรประชาชนที่จัดตั้งโดยผู้ประกอบการทางสังคมในท้องถิ่น ตัวอย่างที่มีชื่อเสียงอย่างมาก คือ Grameen Bank (ธนาคารหมู่บ้าน) และ Bangladesh Rural Advancement Committee (รู้จักกันในนาม BRAC)

หลังสงครามเพื่ออิสรภาพ  ชาวบังคลาเทศทั่วโลกได้ละทิ้งงานที่มีรายได้งาม เพื่อกลับมาช่วยสร้างประเทศของเขาใหม่ ในคนเหล่านี้มี Muhammad Yanus และ Fazle H.Abed รวมอยู่ด้วย Yanus นั้น เป็นนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ จบปริญญาเอกจาก มหาวิทยาลัย Vanderbit ในสหรัฐอเมริกา ได้ก่อตั้ง Grameen Bank ไม่หวังผลกำไร แต่เป็นธนาคารเพื่อต่อสู้กับความยากจน มีผู้ร่วมถือหุ้นส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงในหมู่บ้าน ส่วน Abed เป็นอดีตผู้บริหารบริษัท Shell ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้ง BRAC องค์กรไม่แสวงหากำไรที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการศึกษาในชนบท การสาธารณสุขพื้นฐาน การเงินชุมชน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม

ในช่วงนั้น เงินช่วยเหลือมีลักษณะ Top-down ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ให้กับผู้รับมีลักษณะของการล่าอาณานิคม เมื่อเปรียบเทียบกับงานที่ Grameen Bank กับ  BRAC ทำ ซึ่งอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ชาวบังคลาเทศมีความสามารถ และพวกเขาหาทางที่จะสร้างความสามารถนั้นและการพึ่งตนเองภายในประเทศ พวกเขาให้ความสำคัญมากไปกว่าเรื่องสิ่งของวัตถุไปสู่เรื่องของศักดิ์ศรี หลีกเลียงการบริจาคที่เป็นไปเพื่อผลประโยชน์

แทนที่จะจ้างชาวต่างชาติ เขาจ้างแรงงานท้องถิ่น มากกว่าที่จะบริจาคแก่ครอบครัวเพื่อนฝูงแบบที่ปฏิบัติกันอยู่ เขาจ้างเจ้าหน้าที่ที่ต้องสอบเข้าโดยการแข่งขัน และปฏิเสธการติดสินบนแบบที่หลายองค์กรผู้ให้เงินกระทำเพื่อทำให้โครงการเดินไปได้ และที่สำคัญที่สุด พวกเขาเน้นไปที่ประสิทธิภาพและผลลัพธ์ เขาวัดผลทุกๆ อย่าง; เงินกู้ยืมและการคืนเงินกู้ เด็กผู้หญิงที่ได้เรียน จำนวนซองของผงเกลือแร่ที่กระจายออกไป พวกเขาพยายามที่จะตอบสนองต่อผู้รับบริการและทำให้ผู้รับบริการภูมิใจในความสามารถของตัวเองที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูชุมชนหลังความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

เพื่อพัฒนาแนวทางการแก้ไข พวกเขาทดลองอย่างต่อเนื่องในเรื่องการเงินชุมชนและการพัฒนาธุรกิจชนบท BRAC นำแนวทางเหล่านี้สู่บังคลาเทศในการสร้างโรงเรียนชุมชนที่มีประสิทธิภาพสูงและแผนงานสุขภาพชุมชน ใน Freedom from Want, ซึ่ง Ian Smillie ได้ตรวจสอบ สิ่งที่ Abed ได้เปิดพื้นที่ใน BRAC ให้แก่เจ้าหน้าที่ทดลอง คิดค้นความคิดใหม่ๆ และแบ่งปันสิ่งที่แต่ละคนได้เรียนรู้อย่างกว้างขวางภายในองค์กร แต่ทั้งหมดก็เข้มงวดในการควบคุมคุณภาพ ทั้ง Yanus และ Abed มีความได้เปรียบในความรู้ในธุรกิจที่เขาทำอยู่ เขารู้ว่า ความคิดหรือแผนงานใดไม่ดี ที่เขาควรเลิกสนับสนุน ซึบซับบทเรียนและพยายามทำในสิ่งอื่นๆ แน่นอนความล้มเหลวในงานก็มีอยู่มากมาย บางครั้งก็นำไปสู่วิกฤต แต่เขาก็ใช้ความล้มเหลว เป็นโอกาสที่จะคิดให้ลึกขึ้นเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยปกติผู้ปฏิบัติงานชาวต่างชาติมีเวลาไม่มากพอที่จะทดลองถูก-ผิด เช่นนักการเมือง พวกนี้ต้องการความสำเร็จภายในระยะเวลาสัก 2 ปี เพราะว่า นั่นคือ เวลาเฉลี่ยที่เขามีก่อนจะออกไป

แม้ว่า แหล่งเงินทุนช่วยเหลือให้แก่บังคลาเทศเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ ซึ่งพวกเขาก็พยายามเสนอ ความคิดในการพัฒนาของ Grameen Bank และ BRAC ทั้ง 2 องค์กรพยายามขบถต่อธรรมเนียมเดิมๆ เขากล่าวว่า คุณสามารถตัดสินใจไม่ให้เงินเราก็ได้ แต่ คุณก็ไม่สามารถมาสัมผัสการจัดการของเรา เมื่อมาอยู่ที่บังคลาเทศ เรารู้ดีที่สุด

ข้อเรียกร้องของเขาถูกมองข้าม ในเวลานั้นอุตสาหกรรมเงินช่วยเหลือต้องเผชิญกับปฏิกิริยาตอบกลับที่ไม่ดีและผู้ให้ทุนก็รู้สึกถึงความไม่มั่นคง นักข่าวและนักวิจัยเริ่มตรวจสอบข้อมูลของสิ่งที่เรียกกว่า ผู้มีอิทธิพลต่อความยากจนและเปิดเผยให้เห็นสิ่งที่ไม่โดดเด่นที่ยอดเยี่ยมและความเสียหายที่เลวร้ายที่สุด เพื่อคงความอยู่รอดทางการเมืองในประเทศของตัวเอง แหล่งทุนเริ่มเล็งหาองค์กรที่จะสร้างผลงานให้ได้ Grameen Bank และ BRAC คือ รายชื่อที่อยู่บนสุดของรายการ พวกเขาประชุมด้วยความประสบความสำเร็จอย่างน่าประทับใจและแสดงให้เห็นถึงความสามารถที่จะเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ในช่วง 1980s และ 1990s Grameen Bank และ BRAC ใช้การเจรจาต่อรอง พวกเขากดดันแหล่งทุนซึ่งส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานพัฒนาข้ามชาติและรัฐบาลจนได้รับเงินให้เปล่าหลายร้อยล้านเหรียญดอล์ล่าร์สหรัฐ เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ และการค้ำประกันเงินกู้ สิ่งเหล่านี้ไม่เคยเกิดขึ้นที่ผู้ประกอบการทางสังคมได้จะได้รับเงินทุนในปริมาณขนาดนี้ ยิ่งกว่านั้น กองทุนยังมาก่อนล่วงหน้า คล้ายๆ กับการลงทุน ซึ่งเอื้อให้องค์กรสามารถจัดการแผนการเติบโตระยะยาวได้ ผลที่เกิดขึ้น คือ โลกที่ต่างไปจากหน่วยงานพัฒนาเคยทำมา

Grameen และBRAC ขยายขอบเขตการทำงานไปทั่วประเทศ มีเจ้าหน้าที่นับหมื่นคน กระจายการทำงานกับผู้คนนับสิบล้านคน ในเกือบจะ 70000 หมู่บ้านของบังคลาเทศ  เหมือนธุรกิจขนาดใหญ่ พวกเขาเติบโต พัฒนา เพิ่มบริการใหม่ๆ ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและขยายออกไป พวกเขาสร้างวัฒนธรรมแห่งศักดิ์ศรีและการมองโลกในแง่บวก

ทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ บังคลาเทศยังมีปัญหาเรื่องความยากจน การคอร์รัปชั่นและความรุนแรง และความเสี่ยงจากไซโคลนและน้ำท่วม ประเทศยังจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัว ลดความยากจนไปครึ่งหนึ่ง ประสบความสำเร็จอย่างมีนัยยะสำคัญในเรื่องสุขภาพแม่และเด็ก และเพิ่มอัตราการศึกษาในชั้นอนุบาล ยกเว้น ศรีลังกาซึ่งเป็นประเทศเดียวในเอเซียใต้ที่บรรลุความสำเร็จในการเข้าเรียนอย่างเท่าเทียมระหว่างเด็กหญิงและเด็กชาย ด้วยความใกล้ชิดกับ 1 ใน 5 ขององค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นมาชิกจากครอบครัวที่ Grameen Bank หรือ BRAC ทำงานสนับสนุนอยู่ และในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อเร็วๆ นี้ ก็พบว่า ผู้หญิงออกไปใช้สิทธิมากกว่า ผู้ชาย

Grameen Bank และ BRAC ได้แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้ที่จะลดปัญหาความยากจนในระดับขนาดใหญ่ได้ พวกเขาบรรลุระดับความสำเร็จที่สูงขึ้น จากรูปแบบการแก้ปัญหาสังคมแบบที่ผ่านๆ มา เป็นมากกว่าการปฏิบัติตามนโยบายที่ได้กำหนดไว้ล่วงหน้าผ่านระบบราชการในลักษณะบนลงล่าง พวกเขาหาทางออกจากระดับล่างผ่านกระบวนการทดลองถูก – ผิด, การทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่อง และเน้นไปที่ผลสำเร็จ ความสำเร็จนี้ยังเป็นประโยชน์ต่อการย้ายระบบคิดการพัฒนาของโลกด้วย พวกเขาได้ทำให้เห็นว่า คนจนมีพลังอำนาจ ไม่ใช่เป็นเพียงผู้รับประโยชน์ และพวกเขายังแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าแปลกใจในกระบวนการพัฒนา จากการให้น้ำหนักในการทำงานกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นหัวหน้าครัวเรือน

มากกว่า 20 ปีแล้ว ที่ผู้เชี่ยวชาญในงานพัฒนานับพันคน นักวิชาการ ผู้สื่อข่าว นักธุรกิจ ผู้กำหนดนโยบาย และผู้ใจบุญทั้งหลายเดินทางมายังบังคลาเทศ เพื่อหาประสบการณ์บางคนว่าที่นี่เป็นเหมือน ซิลิคอน วัลเล่ย์ สำหรับนวตกรรมทางสังคม Yunus และ Abed เดินทางไปทั่วโลกเพื่อบอกกล่าวกับผู้ฟังนับครั้งไม่ถ้วน และจัดตั้งองค์กรเพื่อขยายงานในประเทศต่างๆ กว่า 12 ประเทศ  เมื่อ 25 ปีที่แล้ว การเงินชุมชนเป็นแนวความคิดแบบทดลองที่ดูบ้องส์ๆ แต่บัดนี้มันเป็นอุตสาหกรรมของโลกไปแล้ว

แม้ว่า Grameen Bank และ BRAC ซึ่งดูเหมือนจะประสบความสำเร็จในทางธุรกิจมากกว่าแผนงานทางสังคม และประชาชนทั่วไปก็ไม่ได้อ้างว่า Yunus และ Abed เป็น ผู้ประกอบการทางสังคม จนกระทั่งคำนี้มาฮิตอย่างมากโดยองค์กร Ashoka ในช่วง 1980s และ 1990s  Ashoka เป็นองค์กรระดับโลกมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ Arlington รัฐ Virginia ก่อตั้งเมื่อปี 1980 โดย Bill Drayton ซึ่งเป็นชาวอเมริกัน และทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านการจัดการและเป็นผู้ช่วยผู้บริหารใน Environmental Protection Agency

ระหว่างช่วง 1960s และ 1970s  Drayton เดินทางไปอินเดีย และเขาก็ได้รับอิทธิพลจากงานของผู้นำอย่าง คานธี, วิโนบา บาจฟ์ (Vinoba Brave ผู้ก่อตั้ง Land gift movement) และ Verghese Kurien (สถาปนิกของ White revolution ที่ดัดแปลงผลิตภัณฑ์นมสด) คนเหล่านี้ต่างสร้างองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ที่จริงจังที่จะเปลี่ยนแปลง

สิ่งที่ Drayton เห็นจากการเดินทางครั้งนี้ คือ การที่ชาวอินเดียไม่ว่าอยู่ ณ ที่ใดของประเทศนี้ ต่างทำในสิ่งเดียวกัน คนอินเดียที่เป็นคนรุ่นหลังการประกาศอิสรภาพ จะมีความรู้สึกมั่นใจและเชื่อมั่นถึงอนาคตของพวกเขา พวกเขาสร้างองค์กรในทุกระดับเพื่อจัดการกับสังคมที่เจ็บป่วย ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน Drayton พูด (ถึง) กับกลุ่มต่างๆ ที่มีแนวคิดก้าวหน้าที่จะปฏิรูปสังคมทุกๆ อย่างตั้งแต่ การพัฒนาเรื่องสุขอนามัย ไปจนถึงการสนับสนุนการเข้าร่วมทางการเมือง จากกลุ่มชนชั้นล่างของสังคมไปจนถึงการสร้างโครงสร้างใหม่ตามกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของผู้หญิง ไม่ใช่กลุ่มทั้งหมดจะมีประสิทธิภาพ เขาเริ่มตรวจสอบรูปแบบ: องค์กรที่จะสร้างความแตกต่างได้ต้องมีทั้ง แนวคิดที่ดีและความแน่วแน่ที่ไม่ธรรมดา สร้างสรรค์ และผู้นำที่เน้นที่การลงมือปฏิบัติ : แนวคิดของผู้ชนะ หรือ ผู้ประกอบการ เขาเชื่อว่า ผู้ประกอบการเหล่านี้มีศักยภาพอย่างมากที่จะนำการเปลี่ยนแปลง แต่ พวกเขาก็มีอุปสรรคหลายอย่าง : พวกเขามีเงินไม่มาก ครอบครัวและคนอื่นไม่เข้าใจ บ่อยครั้งก็รู้สึกไม่มั่นคงและไม่มีความสำคัญ แยกตัวจากคนอื่น และ รัฐบาล ภาคเอกชน และสื่อก็ไม่ได้ให้ความสนใจ

เขาหลับตานึกถึงองค์กรที่จะทำหน้าที่สนับสนุนเขาเหล่านี้ เขาตั้งชื่อองค์กร เป็นเชื่อ กษัตรย์อินเดีย อโศก (Ashoka) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วง 2200 ปีที่แล้ว และมีประวัติว่าเป็นคนใจบุญ มีเมตตา และเป็นผู้ปกครองที่เน้นการปฏิบัติที่สุดในประวัติศาสตร์ การปฏิรูปการบริหารจัดการบางอย่างในยุคพระเจ้าอโศกได้เกิดขึ้นก่อนแผนงานการก่อสร้างของศตวรรษที่ยี่สิบตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ (New Deal) ของประธานาธิปดี F.D. Roosevelt

องค์กรของ Draytonเริ่มค้นหาผู้ประกอบการทางสังคมในอินเดียในช่วงต้นปี 1980s และไม่นานก็ขยายไปที่อินโดนีเซีย และบลาซิล เป้าหมายคือการให้ยืมเงิน, สร้างความไว้วางใจ เชื่อถือ และสนับสนุนทุนระดับโลกแก่ผู้ประกอบการทางสังคม อย่าง Yunus และ Abed ในช่วงที่งานของเขากำลังมั่นคงไปสู่การขยายเติบโต ในฐานะอดีตที่ปรึกษาด้านการจัดการ Drayton ยังทำงานเพื่อเชื่อมโยงกลุ่มคนทำงานในภาคสังคมและนักธุรกิจระดับโลก ซึ่งเป็นสิ่งดึงดูดอย่างมากสำหรับสังคมของผู้ประกอบการ Drayton และเพื่อนๆ ยังพัฒนากระบวนการคัดเลือกผู้ได้รับทุน (Fellow) โดยใช้การสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเพื่อตรวจสอบ รูปแบบพฤติกรรม แนวคิดที่มีผลกระทบทางสังคม ความคิดที่สร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหา และ ความไว้เนื้อเชื่อใจ รวมถึงควมซื่อสัตย์ ตลอด 3 ทศวรรษที่ผ่านมา อโชก้า (Ashoka) ได้ให้การสนับสนุน ผู้รับทุนมากกว่า 200 คนจาก 70 ประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่ได้สร้างผลกระทบทางสังคมทั้งในระดับประทศและนานาชาติ

ตั้งแต่ทศวรรษ 1980s  องค์กรมากมายถือกำเนิดขึ้นโดยมีบทบาทในการสร้างพื้นที่ในเรื่องการประกอบการทางสังคม ใน นิวยอร์ค Echoring Green Foundation ได้ให้การสนับสนุนผู้ประกอบการทางสังคมเกือบๆ 500 คน ที่เพิ่งจะเริ่มต้นธุรกิจ จาก 40 ประเทศ ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจให้แก่หลายคนหันมาทำอาชีพนี้หลังจบมหาวิทยาลัย  New Pacific Inc. ใน บอสตัน เคยเป็นกลุ่มแรกที่ช่วยเติบเต็มความต้องการทางการเงินแก่องค์กรที่มีผลกระทบทางสังคมสูงในสหรัฐอเมริกา และเมื่อเร็วๆ นี้ ก็ยังเป็นผู้นำในการสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งระหว่าง ผู้ประกอบการทางสังคม กับ ผู้กำหนดนโยบายของสหรัฐอเมริกา ใน เจนีวา มี Schweb Foundation for Social Entrepreneurship  เป็นผู้ยกความสำคัญของ ผู้ประกอบการทางสังคม ในชุมชนธุรกิจนานาชาติและสื่อมวลชนผ่านการจัดประชุม World Economic Forum และการให้รางวัล และ Skoll Foundation ก็มีบทบาทสำคัญในการทำให้ประเทศต่างๆ หันมาสนใจ ผู้ประกอบการทางสังคมผ่านสื่อขององค์กร การให้รางวัลนานาชาติ และแผนงานการให้ทุนแก่นักวิจัน นักปฏิบัติ (fellowship program) รวมถึงการประชุมประจำปี Skoll World Forum  ที่ Oxford University ซึ่งกลายมาเป็นเป้าหมายหนึ่งของพรมแดนความรู้ด้านนี้

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 7, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) : สิ่งที่ทุกคนควรรู้

ผมได้หนังสือชื่อ Social Entrepreneurship : What Everyone Needs to Know ซึ่งเขียนโดย David Bornstein และ Susan Davis จาห Amazon.com เมื่อสัก 2 อาทิตย์ก่อน โดยส่วนตัวผมว่าเป็นหนังสือที่อ่านไม่ยากครับ และน่าสนใจ ประกอบด้วยเนื้อหา 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 ว่าด้วย ความหมายของผู้ประกอบการทางสังคม ในมิติต่างๆ

ส่วนที่ 2 ว่าด้วย เรื่องประเด็นที่ท้าทาย

ส่วนที่ 3 ว่าด้วยเรื่อง สังคมที่สร้างสรรค์

ผมเพิ่งได้เริ่มทดลองแปล เรื่องย่อยๆ ในส่วนที่ 1 เริ่มจากเรื่อง อะไรคือการประกอบการทางสังคม?…ผมสัญญาว่าถ้าไม่ขี้เกียจแล้ว ผมจะพยายามจะทยอยแปลมาลงเรื่อยๆ ครับ

 

อะไรคือการประกอบการทางสังคม?  (download ไปอ่านกันครับ การประกอบการทางสังคม ไฟล์ขนาด 357 Kb

การประกอบการทางสังคม เป็น กระบวนการ ซึ่งพลเมือง สร้าง หรือ ปฏิรูปสถาบันเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในการแก้ไขปัญหาทางสังคม เช่น ความยากจน ความเจ็บป่วย การอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สิ่งแวดล้อมถูกทำลาย สิทธิมนุษชนถูกทำลาย และ คอร์รัปชั่น เพื่อให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นกับคนส่วนใหญ่ นักวิชาการ นักปฏิบัติ และ ผู้ใจบุญ ให้ความหมายแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น เป็นอาชีพ งานสนาม และเป็นความเคลื่อนไหว ความหมายของการประกอบการทางสังคมที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางนั้น นิยามไว้โดย Greg Dees ผู้ที่มักถูกเรียกขานว่าเป็น บิดาของการศึกษาเรื่องการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship education) 

Dees นั้นได้นำแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์ Jean-Baptiste Say และ Joseph A.Schumpeter ซึ่งเสนอว่า ผู้ประกอบการ พัฒนาศักยภาพในการผลิตของสังคมและเอื้อให้เกิดการทำลายที่สร้างสรรค์ ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ Dees เสนอว่า ผู้ประกอบการทางสังคมทำในสิ่งเดียวกันเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคม มีส่วนในการสร้างสิ่งใหม่ๆ ให้ประชาชนและทรัพยากร ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสังคมในการจัดการกับปัญหาได้อย่างมีนัยยะสำคัญ เขาอธิบายว่า ผู้ประกอบการทางสังคมนั้น สร้างคุณค่าสาธารณะ ผลักดันให้เกิดโอกาสใหม่ๆ  สร้างสรรค์และปรับตัว ทำกว้าง ใช้ทรัพยากรที่พวกเขาควบคุมไม่ได้ และแสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบที่เข้มแข็ง

Dees ได้จำแนกสำนักคิดเรื่องการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกาออกเป็น 2 สำนัก หนึ่งนั้นเน้นเรื่องการพัฒนาการประกอบการ และอีกหนึ่งเน้นไปที่ความคิดสร้างสรรค์ (นวตกรรม) ในสำนักคิดการพัฒนาการประกอบการนั้น จะเน้นไปที่กลยุทธขององค์กร การสร้างรายได้ และการวางแผนทางการเงิน ในฐานะที่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้การประกอบมีผลกระทบอย่างสูง ในขณะที่สำนักคิดนวตกรรมพยายามทะลุผ่านความเข้าใจที่ลึกซึ้ง นักวิชาการบางท่านก็ถือเอานิยามแบบเหมารวมหลายๆ รูปแบบลักษณะของพฤติกรรมที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง บางท่านก็ นิยามเพียงแต่ว่าเป็น นักคิดสร้างสรรค์หัวรั้น กล้าหาญและดื้อ ที่งานของเขาทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่

ทั้งๆ ที่ยังไม่มีคำนิยามที่ได้รับการยอมรับร่วมกัน แต่ก็เป็นประโยชน์ เพราะว่า ทำให้เกิดความเข้าใจที่หลากหลายเกี่ยวกับผู้ประกอบการที่นำมาประยุกต์ใช้ในแนวทางใหม่ โดยการทำให้เห็นว่า การประกอบการแบบใหม่ๆ สามารถเป็นช่องทางที่จะแก้ปัญหาสำคัญๆ ได้อย่างไร และได้ฉายให้เห็นวิถีใหม่ของการประกอบการและวิธีการในการวิเคราะห์ ซึ่งปลุกเร้าผู้คนที่มีความปรารถนาจะแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ตื่นตัว

ผู้ประกอบการทางสังคมนั้นมีมานานแล้ว ที่ผ่านมาเราเรียกเขาเหล่านี้ว่าเป็น visionaries, humanitarians, philanthropists, reformer, saints หรือ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ โดยมีจุดสนใจไปอยู่ที่ ความกล้าหาญ ความกรุณาปราณี และวิสัยทัศน์ แต่ไม่ได้ให้ความสนใจในมิติของการปฏิบัติการที่ประสบความสำเร็จ ดังนั้นเราจึงรู้จัก St.Francis ในนามนักบุญสอนศาสนา แต่ไม่รู้ว่าเป็นผู้สอนศาสนาที่เติบโตอย่างรวดเร็วได้อย่างไร เด็กๆ ได้เรียนว่า Florence Nightigale คอยทำหน้าที่ดูแลบาดแผลของทหาร แต่ไม่ได้รู้ว่า เธอเป็นผู้สร้างโรงเรียนพยาบาลแห่งแรก และเป็นผู้ปฏิวัติวงการโรงพยาบาล คานธีเป็นโลโก้แห่งอารยะขัดขืน แต่ไม่ใช่ในนามผู้ผลักดันให้อินเดียมีการกระจายอำนาจทางการเมือง ซึ่งทำให้อินเดียวประสบความสำเร็จในการปกครองตัวเอง และทุกคนรู้จัก มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ ผู้ประกาศว่า “ฉันมีฝัน” ที่ติดอยู่บนอาคารลินคอน แต่น้อยคนนักจะรู้จัก Asa Philip Randolph และ Bayard Rustin ที่ประพันธ์เพลงมาร์ชสู่วอชิงตัน และคอยจัดการให้การปราศรัยของ คิง เกิดผลกระทบมากที่สุด

ผู้ที่อ่านประวัติศาสตร์อย่างละเมียด จะเห็นถึงมือที่ซ่อนอยู่ของผู้ประกอบการทางสังคมในการสร้างสรรค์สถาบันต่างๆ และการเคลื่อนไหวที่พวกเราไม่ได้ให้ความสนใจ อย่างไรก็ตามจนกระทั่งในศตวรรษที่ 17 ซึ่งเป็นยุคสมัยที่สังคมเริ่มเร่งการปฏิรูปโครงสร้างต่างๆ อย่างกว้างขวาง ซึ่งทำให้เกิดมีผู้คนจำนวนหนึ่งที่กลายมาเป็น “ผู้ประกอบการ”  

การเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นในยุโรป ซึ่งแต่เดิมการค้าขายถูกควบคุมโดยราชวงศ์ โบสถ์ ขุนนางศักดินา และองค์กรวิชาชีพ ซึ่งจำกัดการคิดค้น และผูกมัดประชาชนไว้กับที่ดินและขอบเขตทางศาสนา และไม่เพียงแต่จำกัดขอบเขตการค้าขายอย่างอิสระ แต่ประชาชนยังมีเสรีภาพเพียงเล็กน้อย หรือแรงจูงใจที่จะประกอบการของเขาเอง ซึ่ง Robert Heilnroner อธิบายไว่ใน The Worldly Philosophers ว่าในศตวรรษที่ 17  คนทำกระดุมในฝรั่งเสสจะถูกจับหากทำการทดลองเกี่ยวกับเสื้อและกางเกงของพ่อค้า และถูกส่งไปทำงานบนเรือ ถ้าดวงตก อาจถูกแขวนคอได้โดยง่าย เพราะว่า เสื้อและกางเกงเหล่านี้ถูกพิมพ์ไว้ว่า เป็นผ้าฝ้ายดิบสำหรับขาย

การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเดิมในยุโรป การเติบโตของประชากร การกลายเป็นเมือง ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ การพัฒนาการเดินทางจนส่ง และการสะสมทุน กระตุ้นให้โครงสร้างเดิมๆ ต้องลดการควบคุมสังคมและเปิดพื้นที่ให้กับกิจกรรมการค้า ในช่วงยุคพุทธิปัญญา ศาสนาใหม่ และควมเชื่อทางปรัชญา โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเสรีนิยมทางการเมืองและทฤษฎีว่าด้วยสิทธิตามธรรมชาติ สิทธิที่จะมี “ชีวิต อิสรภาพและทรัพย์สิน” ในคำประกาศที่มีโด่งดังของ John Lock ได้ปูทางสำหรับพื้นฐานทางแนวคิดและศีลธรรมสำหรับเศรษฐกิจและประชาธิปไตยยุคสมัยใหม่ ความคิดเหล่านี้ช่วยปักหมุดเขตแดนให้เกิดภาคส่วนใหม่ของสังคม นั่นคือ ภาคเอกชน ซึ่งปัจเจกชนจะได้รับการยอมรับในรูปแบบการผลิตที่สร้างประโยชน์สำหรับการค้าขายของพวกเขา

และควรต้องกล่าวไว้ว่า การเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ข้างต้น ได้ทำให้เศรษฐกิจและวิทยาศาสตร์เกิดขึ้น หนังสือสำคัญอย่าง The Wealth of Nations ของ Adam Smith ถูกตีพิมพ์ในปี 1776  ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับการกำเนิดของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นชาติที่มีชุดความคิดหลักของชาติเป็นแบบเสรีนิยมทางเศรษฐกิจผุดขึ้นมาและมีมากกว่าชาติใดๆ

นักประวัติศาสตร์ชี้ให้เห็นเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นในยุค Renaissance ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ นั่นคือ การก่อตัวของบริษัทจำกัดที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล กฎหมายที่สร้างสรรค์นี้ ได้ทำให้นักลงทุนเห็นความเป็นไปได้และความน่าสนใจที่จะรวบรวมเอาทรัพย์สินมาก่อตั้งเป็นบริษัทเพื่อสร้างความเติบโตได้อย่างไม่มีข้อจำกัด นัยยะสำคัญของแนวคิดดังกล่าว ทำให้ปัจจุบันในสหรัฐอเมริกา ร้อยละ 99.7 ของบริษัทในประเทศมีลูกจ้างน้อยกว่า 500 คน และบริษัทที่เหลือในเปอร์เซนต์เล็กๆ นั้น จ้างคนงานที่รับงินเดือนเกือบครึ่งของประเทศ

บริษัทเติบโตและมีพลังอำนาจมหาศาล บริษัทข้ามชาติ 300 แห่งควบคุม ความมั่งคั่ง 1 ใน 4 ของโลกไว้ ผู้จัดการในบริษัทเหล่านี้บ่อยครั้งที่ตัดสินใจโดยไม่ถือประโยชน์ระยะยาวของสาธารณะ หรือแม้แต่ผู้ถือหุ้นของตน ดังปรากฏให้เห็นเป็นวิกฤติการณ์ทางการเงินเมื่อเร็วๆ นี้  ในบางมุมมองเห็นว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของบริษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ตัวอย่างในหนังสือชื่อ The Corporation ของศาสตรจารย์ด้านกฎหมาย Joel Baken ซึ่งเสนอว่า ในขณะที่บริษัทกำลังเพลิดเพลินกับสถานะภาพการเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย ซึ่งมีความอิสระทางกฎหมายและสังคม ที่จะคอยควบคุมให้มีพฤติกรรมที่ดีเหมือนคนทั่วไป เช่น การเอาใจใส่ต่อผู้อื่น สนใจประโยชน์สาธารณะ เขาเขียนไว้ว่า ต่างจากมนุษย์ปุถุชนทั่วไป”  บริษัทมีความสนใจของตนเองอยู่อย่างเดียวและไม่สามารถรู้สึกห่วงใยคนอื่นๆ ได้อย่างแท้จริง” (ปัจจุบันผู้ประกอบการทางสังคมหลายคนที่มีภูมิหลังในด้านกฎหมายและการเงินกำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎและโครงสร้างแรงจูงใจ เพื่อทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างกว้างขวางมากขึ้น)

ภาคธุรกิจซึ่งได้รับการพัฒนา มีสถาบันที่เร่งการเคลื่อนไหวของเม็ดเงิน จัดหาการฝึกอบรมด้านการจัดการและธุรกิจ ให้รางวัลธุรกิจที่มีผลประกอบการที่ดี กระจายความรู้ทางธุรกิจสู่สังคม เอื้ออำนวยการจัดตั้งธุรกิจ ในบางประเทศ มีการวางระเบียบทางการเงินและธุรกิจด้วย สถาบันและระเบียบเหล่านี้ประกอบด้วยกฎหมายต่อต้านการผู้ขาดธุรกิจการค้า ตลาดหุ้น โรงเรียนสอนธุรกิจ บริษัทบัญชี คณะกรรมการกำกับการแลกเปลี่ยนและความปลอดภัย ผู้สื่อข่าวธุรกิจ และที่เพิ่งเกิดเมื่อเร็วๆ นี้ คือ ธุรกิจเงินร่วมลงทุน (venture capital)

อะไรคือผลกระทบของการผุดขึ้นของการประกอบการทางธุรกิจ? นักเศรษฐศาสตร์อย่าง William J. Baumol กล่าวว่า ในช่วงศตวรรษ 1700s  การเพิ่มขึ้นของรายได้ต่อหัวของคนยุโรปอยู่ที่ประมาณ 20-30  เปอร์เซนต์ (ของศตวรรษที่ผ่านมา – ผู้แปล) แต่ในศตวรรษ 1800s พุ่งขึ้นสูงถึง 200-300 เปอร์เซนต์ ในขณะที่ศตวรรษ 1900s ประเมินอย่างต่ำๆ รายได้ต่อหัวจากเศรษฐกิจตลาดเสรี น่าจะเพิ่มขึ้นประมาณ 700 เปอร์เซนต์

การเกิดขึ้นของธุรกิจสมัยใหม่ ได้สร้างความมั่นคั่ง (ให้แก่ชนชั้นกลางจำนวนมาก) สร้างความสะดวกสบาย (เครื่องซักผ้า แสงไฟ การเดินทางขนส่งที่รวดเร็ว) สร้างรูปแแบบการดำเนินชีวิตใหม่ (ทำงาน 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ การพักผ่อนและการเกษียณ) และปัญหาใหม่ๆ หลายประการ รวมถึง การย้ายถิ่นของประชากร การทำลายวัฒนธรรมดั้งเดิม การเอาเปรียบแรงงาน การพังทลายของสิ่งแวดล้อม และการใช้ประโยชน์จากแร่ราคาถูกและแหล่งพลังงาน และอีกหลายๆ สาเหตุของการพัฒนาที่ผิดทางผิดทาง ซึ่งยังคงดำเนินต่อไปอย่างกว้างขวางทั่วโลก จากเวอร์จิเนียตะวันตก สู่ คองโก และอิรัก

ความสัมพันธ์ที่คล้ายๆ กันระหว่าง 2 รูปแบบของการประกอบการ มีความเด่นชัดในข้อเท็จจริงซึ่งหลายๆ ตัวอย่างที่คุ้นเคยของการประกอบการทางสังคมในสหรัฐอเมริกา ก็คือ ต่างตอบสนองต่อปัญหา ซึ่งสร้างจากความสำเร็จของธุรกิจ และจากการเงินของนักอุตสาหกรรมเพื่อส่วนรวมและการระดมเงินค่าจ้างของแรงงาน

เมื่อพิจารณาการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของกิจกรรมพลเมืองที่สร้างสรรค์ในสหรัฐอเมริการะหว่างปี 1880 และ 1920 เมื่อประเทศกำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากการรวมกลุ่มขนาดเล็ก, การเกษตรแบบพึ่งตนเอง และเมืองขนาดกลาง ไปสู่ สังคมบริโภคนิยมเชิงอุตสาหกรรม ผู้อพยพหลายล้านคนและชาวอเมริการในชนบทไหลทะลักเข้าสู่เมือง ซึ่งขยายตัวเกินความสามารถในการรองรับ สถานการณ์การเคลื่อนย้ายผู้คนจำนวนมากจากชนบทสู่เมืองนี้ปรากฏไปในโลกที่กำลังพัฒนาทั่วโลก

ผู้อยู่อาศัยในเมืองใหม่ๆ เรียนรู้ว่า จะแปลงจำนวนเสียงที่ตนเองมีไปสู่พลังทางการเมืองได้อย่างไร ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถเปลี่ยนแปลงสภาพอันน่าหดหู่ในสลัมและในโรงงานได้ ตลอดช่วงยุค Progressive ผู้ใจบุญจำนวนมากเริ่มทดลองการบริจาคที่ใช้เหตุผล (scientific charity) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพที่นำไปสู่ความยากจน ไม่ใช่เพียงแค่อำนายความสะดวกแก่คนจนและเปลี่ยนสำนึกของความรวย ในยุค Progressive นี้ ยังผลิตองค์กรที่หลากหลาย อย่าง หน่วยกู้ภัย สันนิบาตเมือง สโมสรไลอ้อน ชมรมลูกเสือและยุวกาชาด ธุรกิจช่วยเหลือคนด้อยโอกาส สมาคมผู้ปกครอง องค์กรส่งเสริมสิทธิพลเมืองของชาวผิวสี (NAACP) สโมสรโรตารีนานาชาติ YMCA สหพันธ์ผู้หญิงเพื่อการเลือกตั้ง สหภาพแรงงานจำนวนมาก และ องค์กรอื่นๆ อีกนับร้อยรูปแบบ

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่น่าประหลาดที่มีการรวมกลุ่มของพลเมืองซึ่งลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาจนเป็นที่ยอมรับในระดับชาติ ย้อนกลับไปในปี 1830 เมื่อ Alexis de Tocqueville เขียนว่า ชาวอเมริกานั้นดูเหมือนมีแนวโน้มที่จะสร้างสมาคมต่างๆ ซึ่งก็ไม่ชัดเจนอีกต่อไปว่า เฉพาะสหรัฐอเมริกาเท่านั้นที่ยอมรับในสิ่งเหล่านี้ เพราะการเติบโตของการประกอบการทางสังคมกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นไปทั่วทั้งใน บราซิล  อินเดีย ไทย และแอฟริกาใต้

สิ่งที่ชัดเจน คือ ชาวอเมริกาได้รับประโยชน์จากกฎหมายและทัศนคติที่ชื่นชอบต่อการประกอบการทางสังคมอย่างสูง ในส่วนกฎหมายต่างๆ นั้นสามารถสืบย้อนตรงๆ กลับไปสู่ กฎหมายการบริจาคในประเทศอังกฤษในปี 1601 ซึ่งได้นิยามบทบาทของพลเมืองในการแก้ไขปัญหาสังคม รัฐธรรมนูญของสหรัฐอเมริกาก็ได้วางเงื่อนไขที่จะให้อำนาจแก่ประชาชน ไม่ได้ให้อำนาจทั้งหมดแก่รัฐส่วนกลางและมลรัฐทั้งหมด ทั้งความเชื่อต่อเรื่องบทบาทของความพลเมืองที่เข้มแข็งและกฎหมาย nonprofit ของสหรัฐฯ ก็มีความแตกต่างไปจากประเทศอื่นๆ หลายประเทศมิได้ออกกฎหมายในลักษณะเดียวกันนี้จนกระทั่งถึงศตวรรรษ 1990s  ในฝรั่งเศส ช่วงเวลาที่ Tocqueville เขียนถึงอเมริกานั้น สมาคมเอกชนที่ทำหน้าที่บริการสังคมเป็นเรื่องต้องห้ามจนกระทั่งปี 1901

กิจกรรมของพลเมืองพุ่งพรวดที่อเมริกาเคยมีประสบการณ์ตรงเมื่อศตวรรษที่แล้ว ซึ่งต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงที่เจ็บปวดและลึกซึ้งนั้น อุปมาเช่นเดียวกับการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

 
3 ความเห็น

Posted by บน พฤษภาคม 5, 2010 in หนังสือ

 

ป้ายกำกับ: ,

พรมแดนการวิจัยการประกอบการทางสังคม : บททบทวนวรรณกรรม

เป็นบทความที่ผม แปลจาก บทความชื่อ From Social Entrepreneurship as a practice to legitimate field of research : Literature review and classification ที่ทำการศึกษาวิจัยโดย Sophie BACQ และ Frank JANSSEN..อันนี้เป็นบทความต้นฉบับครับ ใครสนใจก็  d/l เอา นะครับ .http://www.esu.fi/papers/2_Sophie_Bacq.pdf
………………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

ตลอดปีที่ผ่านมา การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากภาครัฐ พอๆ กับนักวิชาการ (Stryjan, 2006; Weerawardena&Sullivan Mort, 2006) อย่างไรก็ตามการยังไม่มีกรอบแนวคิดร่วมกันอย่างชัดเจน นั่นทำให้ การนิยามความหมายได้เพิ่มขยายออกไป ดังนั้น วัตถุประสงค์แรกของเอกสารชิ้นนี้ คือ การทำความชัดเจนต่อแนวคิดเรื่อง การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ผ่านการทบทวนเอกสารของฝั่งอเมริกากับฝั่งยุโรป  วัตถุประสงค์ที่สอง คือ พยายามจะชี้ให้เห็นความต่างในประเด็น การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ระหว่างฝั่งอเมริกากับฝั่งยุโรปและพยายามจะชี้ให้เห็นความแตกต่างของสำนักคิดและวิถีปฏิบัติ สุดท้าย วัตถุประสงค์ที่สามของเอกสารนี้ เพื่ออธิบายว่า แนวคิดนี้มีความแตกต่างมากแค่ไหนจากการประกอบการโดยทั่วไปหรือในทางธุรกิจ / การทำธุรกิจ

คำนำ

ไม่นานนี้ การประกอบการทางสังคมเริ่มได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากภาครัฐและนักวิชาการ (Stryjan, 2006; Weerawardena&Sullivan Mort, 2006)  การสนับสนุนการดำเนินการทางสังคมของรัฐบาลก็เพิ่งเริ่มมาไม่นานนี้ ผู้กำหนดนโยบายของทางยุโรปอ้างถึงความสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ว่า  “มิใช่มีนัยยะตัวแสดงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเล่นบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมของพลเมืองในสังคม และในการสร้างและผลิตทุนทางสังคมโดยการจัดตั้ง อาทิ โอกาสสำหรับการทำงานอาสาสมัคร”  (European Commission, 2003)  ประโยชน์จากการดำเนินการทางสังคมยังเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของสมาคม องค์กรพัฒนาเอกชน หรือมูลนิธิจำนวนมากที่ส่งเสริมการประกอบการทางสังคม อย่าง อโชก้า มูลนิธิสคอล์ (Skoll Foundation) และ Ewing Marion Kauffman Foundation ในอเมริกา หรือ Canada Social Entrepreneurship Foundation ในประเทศแคนาดา หรือ the School for Social Entrepreneur ในประเทศอังกฤษ หรือ the Schwab Foundation for Social Entrepreneurs ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่ง คณะวิชาธุรกิจที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จาก Oxford จรด Harvard,  Stanford ถึง Columbia ต่างผุดศูนย์เพื่อการวิจัยและแผนการศึกษาในด้านการประกอบการทางสังคม จำนวนนักศึกษาที่มีความสนใจการดำเนินการทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น (Tracey & Phillips, 2007) ก็เป็นผลสืบเนื่องจากจำนวนการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจในการประกอบทางสังคม (Brock, 2006)  ท้ายสุด รัฐต่างๆ ในยุโรปก็เริ่มสร้างกรอบกฎหมายเพื่อการประกอบการทางสังคม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความสนใจที่ขยายตัวในเรื่องการประกอบการทางสังคม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางสังคมที่นับวันยิ่งมีความสลับซับซ้อนที่มากขึ้น (Johnson, 2000) นักวิชาการบางส่วนมองว่า นี่คือหนทางที่จะสร้างชุมชนที่เป็นสุข (Wallace, 1999) ในขณะที่บางท่านเสนอว่าเป็น หนทางที่จะบรรเทาทุกข์ภัยจากสังคมทันสมัย (Thompson et al., 2000) อย่าง การว่างงาน การไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการบริการสุขภาพและการบริการทางสังคม (Catford, 1998) ความเสื่อมโทรม ความยากจน อาชญากรรม การขาดแคลน การถูกกีดกันทางสังคม (Blackburn & Ram, 2006) รวมถึงยังถูกพิจารณาว่าเป็นแนวทางรับจ้างทำงานบริการทางสังคมที่จะทำให้งานมีคุณภาพมากขึ้นโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐ (Cornelius et al., 2007) ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติการของการประกอบการชนิดนี้ยังช่วยทำให้ภาพการเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐชัดเจนมากขึ้น (Johnson, 2000; Wallace, 1999) โดยเป็นการประกอบธุรกิจสายพันธ์ผสมที่ให้ความสำคัญของมิติทั้งสังคมและเศรษฐกิจ (Alter, 2004)

ความเห็นร่วมๆ ข้างต้นดูเหมือนจะเข้าใจว่าการเกิดขึ้นของการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ (Dee, 1998) อย่างไรก็ตาม แต่แนวคิดนี้ก็ยังคงไม่มีความชัดเจนในความหมาย และคลุมเครือข่ายในขอบเขตของการศึกษา (Mair & Marti, 2006) การประกอบการทางสังคม มีความหมายว่าอะไร? การดำเนินการทางสังคมแบบใดที่เป็นการประกอบการทางสังคม? แบบใดไม่ใช่? โดยข้อเท็จจริง การดำเนินการทางสังคมทั้งหมดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าเป็นการประกอบการ ตัวอย่างเช่น การแบ่งเงินรายได้จากองค์กรมาเพื่อทำงานทางสังคม โดยตัวมันเองไม่ถือเป็นกิจกรรมของการประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรใช้เป็นแนวทางในการทำงาน (Mair & Marti, 2004)

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ทำความชัดเจนกับแนวคิดเรื่อง การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) บนฐานการวิเคราะห์และทบทวนวรรณกรรมทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ก็คือ การมีมิติทางสังคมเป็นแกนกลางของการดำเนินการทำกิจกรรมต่างๆ  อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลายอย่างดูเหมือนจะผุดขึ้นตามภูมิศาสตร์ทั้งสองฝั่งของแอตแลนติค ที่ซึ่งมีสำนักคิดของตนเอง มากกว่านั้นผู้เขียนยังเชื่อว่าสำนักคิดแต่ละแห่งก็มีประเด็นที่ให้ความสนใจแตกต่างกัน เช่น บางสำนักให้น้ำหนักกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบการ บางสำนักให้น้ำหนักในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในวัตถุประสงค์ประการที่ 2 คือการระบุให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสำนักคิด ทั้งในเรื่องแนวคิดและแนวปฏิบัติ  วัตถุประสงค์ที่ 3) เพื่ออธิบายว่า แนวคิดนี้มีความแตกต่างมากแค่ไหนจากการประกอบการโดยทั่วไปหรือในทางธุรกิจ / การทำธุรกิจ

ในส่วนแรกของเอกสาร ผู้เขียนจะนำเสนอรากฐานทฤษฎีและแนวปฏิบัติของการประกอบการทางสังคมในฐานะประเด็นการวิจัย ในส่วนที่สอง ผู้เขียนจะนำเสนอวิธีวิทยา ที่จะใช้ในการจำแนกสิ่งพิมพ์ตามเงื่อนไขต่างๆ ส่วนที่สามประกอบด้วย 2 ส่วนย่อย ส่วนย่อยที่ 1 จะนำเสนอและอภิปรายผลของการทบทวนวรรณกรรม โดยเฉพาะจุดยืนของแต่ละสำนักคิด ว่าอะไร คือ ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ใน 3 มิติ กล่าวคือ ปัจเจก, กระบวนการ, องค์กร  ส่วนย่อยที่ 2 จะตอบคำถาม ถึงความแตกต่างของแนวคิดการประกอบการทางสังคม กับการประกอบในแบบทั่วๆ ไป (commercial entrepreneurship/entrepreneur/enterprise)

หากสนใจอ่านต่อ load เอานะครับ ประมาณ 22 หน้า A4

พรมแดนการวิจัยการประกอบการทางสังคม

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 25, 2009 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,