RSS

Tag Archives: social entrepreneurship

เรื่องเกี่ยวกับ Social Economy สำหรับผู้ที่สนใจเรื่องกิจการเพื่อสังคม – social entrepreneurship

พอดีค้นเอกสารเจอ 2 ชิ้นน่าสนใจครับ

บทความแรกสำรวจในประเทศญี่ปุ่น socialEconomy_japan ขนาด file 179 kb

อันที่สองเป็นมุมมองจาระดับโลก socialEconomy    ขนาด file 721 kb

 

 

 

Advertisements
 
 

ป้ายกำกับ: ,

แผนกิจการเพื่อสังคม : มุมคิดและแผนธุรกิจจากนักศึกษาสายสังคม..ลองดู ครับ

ในเทอม 1/2554 ผม และ อ.เอิง กับ นศ. คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ – คณะรัฐศาสตร์ มธ. อีก 1 โขยง = 9 กลุ่ม ได้เรียนรู้การทำกิจการเพื่อสังคมที่มี ผลิตภัณฑ์และบริการที่หลากหลายตามแต่ละกลุ่มจะสนใจ โดยมุ่งหวังที่จะใช้ ผลิตภัณฑ์และบริการเป็นส่วนหนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสังคมและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ลองดูกันครับ

SMOPT : หมากฝรั่งเลิกบุหรี่ SMOPT  ขนาด file 603 KB

ผัก กะ แกง  ผักกะแกง   ขนาด file 1.26 MB

Oldy Club  Oldy Club Final ขนาด file 842 KB

บริการจัดส่งอาหารให้ผู้สูงอายุ  BFT Delivery  ขนาด file 1.01 MB

Change for Shift  change for shift  ขนาด file 500 KB

ปรับปรุงบ้านเพื่อผู้สูงอายุ ปรับปรุงบ้านผู้สูงอายุ   ขนาด file 743 KB

Blind shop  แผนธุรกิจ Blind shop    ขนาด file 535 KB

โปรดตดตามอีก 2 กลุ่มที่เหลือนะครับ…….

 
 

ป้ายกำกับ: ,

เฉดของประเภทกิจการเพื่อสังคม

ด้วยความหมายของกิจการเพื่อสังคม (social entrepreneurship) ที่มีการนิยามไว้อย่างกว้างๆ ว่าเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการทางสังคมทำ โดยการสร้างธุรกิจที่มุ่งเพื่อการแก้ไขปัญหาสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม  ข้อดี ก็คือ มันสามารถครอบคลุมกิจการอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ แต่ข้อเสียของการให้ความหมายที่กว้างๆ ก็จะตามมาด้วยคำถามที่ว่า แล้วกิจการเพื่อสังคมจะแตกต่างจากกิจการอย่างอื่นๆ อย่างไร และหากไม่แตกต่าง เราจำเป็นต้องพัฒนากลไกการสนับสนุน ความรู้ ตัวอย่างต่างๆ หรือ นโยบายขึ้นมาเพื่อผลักดันเรื่องเหล่านี้ทำไม

ผมเป็นคนหนึ่งละที่ไม่ชอบการให้ความหมายที่กว้างขวางเช่นนี้ เพราะดูเหมือนอะไรๆ ที่เป็นการทำธุรกิจที่ดีๆ หรือเป็นการทำเพื่อสังคม ก็จะถูกเหมาไปอยู่ในแข่งของการประกอบกิจการเพื่อสังคมไปเสียหมด

อย่างไรก็ตาม นิตยสาร Inc ฉบับเดือนพฤษภาคมนี้ ได้เสนอการแบ่ง”เข่ง” เป็นส่วนต่างๆ เพื่อแยกแยะชนิดของกิจการเพื่อสังคม นั่นช่วยให้ผมขยายมุมมองความคิดที่จำกัดและคับแคบออกไปได้เป็นอย่างดี ผมเลยขอนำแนวทางการแบ่งของ Inc. มาแบ่งปันในที่นี่ด้วย

Inc. นั้นแบ่งประเภทของกิจการเพื่อสังคม ออกเป็น 6 ประเภทตามลักษณะของกิจการและความมุ่งหมายในการจัดตั้งกิจการ ได้แก่

อ่านต่อ……เฉดของการประกอบการเพื่อสังคม (566 KB)

 

ป้ายกำกับ: ,

ตำนานนางเงือกไซเรนบนโลโก้สตาร์บัคส์

หากคุณเป็นแฟน กาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็น ‘โลโก้นางเงือกสีเขียว’ ได้เปลียนไปแล้ว เรามีคำตอบในเรื่องนี้ พร้อมความเป็นมาของโลโก้

This slideshow requires JavaScript.

ปีนี้แฟนกาแฟ สตาร์บัคส์ (Starbucks) คงสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ นั่นก็คือการปรับเปลี่ยน ตราสัญลักษณ์ (Logo) นางเงือกสีเขียวยังอยู่ แต่สตาร์บัคส์ได้ตัดคำว่า Coffee ออกไปเรียบร้อยแล้ว

ความจริงการเปลี่ยนโลโก้ของสตาร์บัคส์ครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก สตาร์บัคส์ปรับเปลี่ยนโลโก้มาแล้วสองครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนใหม่เป็นครั้งที่สามในปีนี้

ในปีค.ศ.1971 ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ ได้ถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรกที่ตลาดไพค์ เพลส (Pike Place Market) เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ในฐานะร้านขายกาแฟและชาขนาดเล็ก โดยหุ้นส่วน 3 คน คือ เจอร์รี่ บัลด์วิน ครูภาษาอังกฤษ, เซฟ ซีเกล ครูสอนประวัติศาสตร์ และ กอร์ดอน บาวเกอร์ นักเขียน ทั้งสามมีความชอบเหมือนกันสองอย่าง คือ กาแฟของพีท (Alfred Peet นักธุรกิจรุ่นใหม่ยุคนั้นที่ขายเมล็ดกาแฟคุณภาพดี) และนิยายล่าวาฬเรื่อง Moby Dick พวกเขาได้ตัดสินใจร่วมหุ้นกันเพื่อเปิดร้านกาแฟขึ้นมา ร้านกาแฟสตาร์บัคส์แห่ง แรกได้ถือกำเนิดขึ้นโดยตั้งชื่อร้านจากตัวละครในเรื่อง Moby Dick นวนิยายคลาสสิกสมัยศตวรรษที่ 19 ของอเมริกา ประพันธ์โดย Herman Melvilles นั่นเอง

มีบันทึกไว้ด้วยว่า ก่อนเปิดร้านครั้งนั้น เทอร์รี่ เฮคเลอร์ ซึ่งเป็นเพื่อนกับกอร์ดอน และเป็นช่างศิลป์ ได้ให้ความช่วยเหลือในการตั้งชื่อและออกแบบสัญลักษณ์ ในตอนแรกกอร์ดอนเสนอชื่อ พีโคด (Pequod) เป็นชื่อเรือตามนิยายโปรด แต่เทอร์รี่ไม่เห็นด้วย นักออกแบบอยากให้ได้ชื่อที่มีความรู้สึกถึงการผจญภัย แฝงไว้ด้วยปริศนาให้ขบคิดถึงที่มาและความหมาย สิ่งเหล่านี้ประกอบกันขึ้นมาจนได้รูปลักษณ์ที่เมื่อผู้คนมองเห็นแล้วเกิดคำ ถามต่างๆ มากมาย

สตาร์โบ (Starbo) คือชื่อแรกที่เทอร์รี่คิดออก ที่มาของคำนี้คือชื่อของเหมืองแร่ทางตอนเหนือ แต่หลังจากที่ระดมความคิดกันอยู่นาน ชื่อนั้นก็ผันออกมาเป็น สตาร์บัคส์ (Starbucks) ด้วยความบังเอิญ และด้วยความที่เป็นหนอนหนังสือ  เจอร์รี่รู้ว่าชื่อนี้เป็นชื่อของตัวละครที่อยู่ในหนังสือล่าวาฬเรื่อง Moby Dick ในที่สุดก็ได้ชื่อ ‘สตาร์บัคส์‘ ชื่อที่ทำให้หวนคิดถึงเรื่องราวการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นในมหาสมุทร การซื้อขายเมล็ดกาแฟของเหล่าพ่อค้านักเดินเรือ

ส่วนโลโก้นั้นได้มาจากการค้นพบรูปแกะสลักโบราณสมัยศตวรรษที่ 15 เทอร์รี่ได้ลงค้นหารูปจากหนังสือเกี่ยวกับสมุทรศาสตร์เล่มเก่าๆ จนไปเจอกับรูปของ นางเงือกไซเรนสองหาง (Norse Siren) เทพนิยายปรัมปรา และเข้ากันได้ดีกับคำว่าสตาร์บัคส์ ชวนให้นึกถึงการผจญภัยในทะเลเช่นเดียวกัน

เรื่องเล่าของ ‘นางเงือกไซเรนสองหาง’ มีหลายตำนาน ไซเรน (Siren) คือ นางเงือก (Mermaid) หรือไม่นั้น ยังไม่มีการยืนยันแน่ชัด เพราะแต่ละตำนานไม่เหมือนกัน บางตำนานก็ใช้ตัวเดียวกัน บางตำนานก็เป็นคนละตัวกัน สำหรับนางเงือกนั้นเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปอยู่แล้ว ว่ามีลักษณะครึ่งคนครึ่งปลา แต่ไซเรนในตำนานโบราณ หรือแม้แต่รูปภาพยุคเก่ามากๆ เป็นผู้หญิงครึ่งนกที่ไม่มีปีก ต่อมาตำนานระยะหลังกลับกลายมีรูปร่างในลักษณะเดียวกับนางเงือกไป

เรื่องของ ‘ไซเรน’ ในตำราปกรนัมบอกว่า พวกไซเรนอาศัยอยู่บนเกาะแห่งหนึ่งในทะเล มีเสียงทรงเสน่ห์ เสียงร้องเพลงของเหล่าไซเรนล่อใจให้นักเดินเรือเข้ามาสู่ความตาย ไม่เป็นที่ทราบกันว่าพวกนางมีหน้าตาอย่างไร เพราะไม่มีใครที่เคยเห็นพวกนางแล้วรอดกลับมาเลย

“มีอยู่เพียงคนเดียวเท่านั้นที่รอดจากความตายของไซเรนมาได้ คือ โอดิสซิอุส ครั้งหนึ่งโอดิสซิอุสได้ล่องเรือออกเดินทาง เส้นทางนั้นต้องผ่านเกาะที่นางไซเรนอาศัยอยู่ นางพวกนี้เป็นนักร้องเสียงหวานไพเราะที่ใครได้ยินจะต้องลืมหมดทุกสิ่ง และในที่สุดแล้วเสียงเพลงของพวกนางจะคร่าชีวิตของเขาไป โครงกระดูกขึ้นราของบรรดาผู้ที่พวกนางล่อลวงมาสู่ความตาย กองสูงเรียงรายริมชายฝั่งรอบกายพวกนางซึ่งร้องเพลงอยู่ โอดิสซิอุสเตือนคนของเขาเรื่องนี้ และบอกวิธีเดียวที่จะแล่นเรือผ่านไปได้อย่างปลอดภัยคือ แต่ละคนต้องเอาขี้ผึ้งมาอุดหูไว้ อย่างไรก็ตาม ตัวเขาเองต้องการที่จะได้ยินเสียงของพวกนาง จึงขอให้ลูกเรือมัดเขาไว้กับเสากระโดงเรืออย่างแน่นหนาจนเขาไม่สามารถดิ้น หลุดไปได้ พวกลูกเรือทำตามและแล่นเรือเข้าไปใกล้เกาะ  ทุกคนนอกจากโอดิสซิอุสล้วนไม่ได้ยินเพลงชวนให้หลงใหลนั้น เขาได้ยินเสียงเพลงและเนื้อร้องนั้นยิ่งเย้ายวนใจกว่าทำนองเสียอีก เนื้อร้องกล่าวว่าพวกนางจะมอบภูมิรู้ให้กับชายแต่ละคนที่มาหาพวกนาง เป็นสติปัญญารอบรู้และจิตวิญญาณที่เฉียบแหลมว่องไว ‘เรารู้ทุกสิ่งที่จะเป็นอนาคตบนโลก’ เสียงเพลงของพวกนางมีท่วงทำนองแสนเสนาะอยู่อย่างนั้น และหัวใจของโอดิสซิอุสก็ปวดร้าวด้วยความโหยหา แต่เชือกรั้งตัวเขาไว้ และอันตรายนั้นก็ผ่านพ้นไป…”

ดังนั้น ในปี ค.ศ. 1971 สตาร์บัคส์ได้ เปิดตัวพร้อมกับโลโก้รูปนางเงือกไซเรนสองหาง ผมยาว สวมมงกุฎ เปลือยอกและโชว์สะดือ อยู่ในวงกลมพื้นสีน้ำตาล มีแถบด้านข้าง ภายใต้วงกลมรูปไซเรนมีคำว่า Starbucks Coffee Tea Spices เพื่อแสดงว่า สตาร์บัคส์จำหน่ายเครื่องเทศและเมล็ดกาแฟ

ต่อมาเมื่อถึงปี ค.ศ. 1987 สตาร์บัคส์ได้ปรับเปลี่ยนโลโก้เป็นครั้งแรก โดยในปีนั้นเป็นปีที่สตาร์บัคส์เพิ่มเครื่องดื่ม เอสเพรสโซ่ เข้าไว้ในเมนูเครื่องดื่ม จึงปรับข้อความในวงกลมให้เหลือเพียง Starbucks และ Coffee ในพื้นสีเขียว ในตอนนั้นนักออกแบบได้นำเสนอพื้นสีของโลโก้ไว้สองสี คือสีเขียวและสีแดง มร.โฮวาร์ด ชูลท์ซ (เข้ามาร่วมงานกับสตาร์บัคส์ครั้ง แรกในช่วงต้นทศวรรษที่ 80) ได้เลือกสีเขียวให้เข้ากับการรณรงค์เรื่องสิ่งแวดล้อมในสมัยนั้น  ขณะที่นางเงือกไซเรนได้รับการออกแบบใหม่ให้ดูขึงขังน้อยลง ยิ้มทักทายลูกค้าที่เข้ามาในร้านมากขึ้น เกล็ดปลาที่หางเปลี่ยนเป็นลายล่อนคลื่น แต่ยังคงไว้ซึ่งการโพสท่าแบบเดิม มีเรือนผมมาบังหน้าอก แต่ยังคงโชว์สะดือ

ปี ค.ศ. 1992 สตาร์บัคส์ได้เข้าจดทะเบียนใน ตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา (Nasdaq National Market) โดยใช้ชื่อในตลาดหลักทรัพย์ว่า SBUX และวางแผนขยายกิจการไปในต่างประเทศ (ค.ศ. 1996) จึงได้ปรับเปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนั้น เพื่อให้เข้าถึงได้ง่ายขึ้น เปิดรับวัฒนธรรมและลูกค้าจากนานาประเทศ ตัวอักษรยังคงเดิม เพียงแต่ขยายรูปนางเงือกไซเรนให้ใกล้เข้ามา เพื่อให้เห็นแต่ช่วงบนและปลายหาง ส่วนสะดือได้หายไปในปีนั้น กล่าวได้ว่าเป็นโลโก้ที่คนไทยส่วนใหญ่รู้จักสตาร์บัคส์เป็นครั้งแรกก็ว่าได้ หลังจากสตาร์บัคส์เข้ามาทำตลาดจริงจังในไทยเมื่อปีพ.ศ.2543 และคุ้นเคยกับโลโก้นี้เรื่อยมาจนถึงวันนี้

และแล้วสตาร์บัคส์ก็เปลี่ยนโลโก้อีกครั้งในปีนี้ ค.ศ. 2011 เนื่องจากเป็นอีกก้าวสำคัญของสตาร์บัคส์ในวาระการเฉลิมฉลองครบ 40 ปีของการดำเนินธุรกิจ ตราโลโก้ใหม่ของสตาร์บัคส์เป็นการนำเสนอธุรกิจในรูปแบบใหม่ สตาร์บัคส์จำหน่ายกาแฟที่มีคุณภาพพร้อมกับผลิตภัณฑ์อีกมากมายนอกเหนือจากกาแฟ โลโก้สตาร์บัคส์ล่าสุดได้ตัดคำว่า Starbucks และคำว่า Coffee ออกไปจนหมด เหลือเพียงรูปนางเงือกไซเรนสีขาวบนพื้นสีเขียว

สตาร์บัคส์บอก ว่า ตราสินค้าโฉมใหม่ยังคงสะท้อนถึงประวัติความเป็นมาและอนาคตที่สดใส ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่ที่กาแฟ ไม่ว่าจะที่ร้านกาแฟหรือในร้านขายของทั่วไปอีกต่อไป การเน้นที่นางเงือกไซเรนและลบวงกลมออก เพื่อให้ไม่จำกัดกรอบอยู่เพียงแต่กาแฟอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ สตาร์บัคส์ยังคงเป็นธุรกิจที่เน้นด้านกาแฟเป็นหลักเช่นเดิม

ปัจจุบัน ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่ อยู่ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท สตาร์บัคส์ คอฟฟี่ จำกัด ตั้งอยู่ที่เมืองซีแอตเติล มลรัฐวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกาเช่นเดียวกัน เปิดร้านไปทั่วโลกมากกว่า 16,000 สาขา ไม่ว่าจะเป็นทั้งในประเทศอเมริกาเหนือ อังกฤษ ประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และประเทศในเขตตะวันออกกลาง

สตาร์บัคส์ได้ รับการยอมรับว่าเป็นผู้นำทางด้านการดำเนินธุรกิจกาแฟ การคั่วกาแฟ และถือเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟของโลก ใช้ช่องทางการจัดจำหน่ายหลักเป็นร้านที่ให้บริการขายกาแฟและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับกาแฟภายใต้ชื่อ ‘ร้านสตาร์บัคส์ คอฟฟี่’ โดยยึดนโยบาย one cup at a time, one customer at a time ให้บริการแบบพิเศษเฉพาะบุคคลเพื่อมอบ ประสบการณ์สตาร์บัคส์ ในการทำกาแฟทุกแก้วให้แก่ลูกค้าทุกคน เพื่อคุณภาพที่ดีที่สุด

ตัวอย่างการปรับโฉมตราสินค้าของสตาร์บัคส์ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอสิ่งที่เป็นตัวตนของสตาร์บัคส์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการแสดงออกว่าบริษัทให้ความสำคัญกับพันธมิตร ลูกค้าและชุมชน

รวมทั้งทิศทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัทของตนเอง

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/living/20110413/386558/%E0%B8%95%E0%B8%B3%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%84%E0%B8%8B%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9A%E0%B8%B1%E0%B8%84%E0%B8%AA%E0%B9%8C.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน เมษายน 13, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: ,

Social enterprise …น่าจะยังเหนื่อยอีกนาน

ปลายเดือนกุมภาที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสไปร่วมเป็นกรรมการตัดสินประกวดรางวัล ICARE 2010 ภายใต้แนวคิดฉลาด แกมดี ซึ่งเป็นการส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่ คิดต่อยอดแผนธุรกิจบนงานพัฒนาทางสังคมของนักพัฒนาที่ได้รับรางวัลจาก Ashoka โดยผนวกเอา social mission กับ business model  เพื่อทำให้งานพัฒนาทางสังคมในพื้นที่มีความต่อเนื่องยั่งยืนได้…ความคิดนี้ กด like 100 ครั้งเลยครับ เพราะเวทีการประกวดจะเป็นตัวกระตุ้นให้เรื่อง social enterprise ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ในฐานะคนมีอาชีพสอนหนังสือและมีความสนใจในเรื่อง social entrepreneurship หรือ SE ผมเห็นว่าการพัฒนาผู้ประกอบการทางสังคมให้มีมากขึ้นนั้น ยังเป็นเรื่องที่เราจะต้องลงทุนลงแรงกันอีกมากๆ

ผมมักสอนนักศึกษาอยู่เสมอว่า สำหรับผม งาน SE ถือเป็น 1 ใน 3 รูปแบบของงานพัฒนาสังคม แต่ที่ผ่านๆ มา เราคุ้นเคยกันว่างานพัฒนาสังคมมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ งานบริการสังคม (social service) และ งานปฏิบัติการทางสังคม (social action) และคณะของผมก็สอนเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ในขณะที่งาน SE นั้นยังเป็นงานใหม่ที่คนรุ่นผมและรุ่นก่อนผม มีน้อยคนนักที่ทำจนประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามจากนี้ไป SE จะทวีความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างน้อยก็สะท้อนเอาจากแผนพัฒนาฯฉบับที่ 11 ของมหาวิทยาลัยของผม ที่ระบุให้ SE เป็นภาระกิจหนึ่งที่มหาวิทยาลัยและคณะต้องส่งเสริมให้เยาวชนคนรุ่นใหม่เข้าใจและทำได้

ผมมองว่างาน SE ที่ดีๆ นั้น มีน้ำหนักและมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่เป็นปัญหาเช่นเดียวกับการงาน social action ทีเดียว ดังนั้นการประกอบการทางสังคมจึงย่อมไม่ใช่เรื่องไร้สาระ ไม่ใช่เรื่องการขายสินค้าหรือการให้บริการที่ดี (doing good) ที่ไม่มีพิษมีภัยต่อสังคม เพื่อการอยู่รอดของคนทำงานทางสังคมเท่านั้น แต่ของที่ขายหรือบริการที่ให้นั้นควรจะต้องนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมโดยตัวมันเองอีกด้วย (ผมหวังมากไปไหมเนี่ยะ)

แต่ตามความเห็นที่อาจตื้นเขินของผมเห็นว่า แนวคิดและการปฏิบัติในงาน SE ในบ้านเรา ยังมีประเด็นที่ต้องค่อยๆ คลี่คลายให้ชัดเจนและแหลมคมมากยิ่งขึ้น อาทิ

แนวคิดของ SE เท่าที่ผมได้ยินได้ฟังมา ยังมีความไม่ชัดเจนในระดับแนวคิดอยู่ 2 ประการ  หนึ่งนั้นมีนักวิชาการจำนวนไม่น้อยนำเอาแนวคิด CSR (corporate social responsibility) มาผสมรวมว่าเป็นอย่างเดียวกับ SE  ซึ่งผมมองว่าเป็นคนละเรื่อง ไม่เกี่ยวกัน ความต่างที่สำคัญก็คือ CSR เป็นการทำธุรกิจที่ดีที่มีความรับผิดชอบต่อสังคมต่อสิ่งแวดล้อมแค่นั้น  แต่แนวคิดของ SE นั้นตัวสินค้าและบริการควรจะต้องเป็นเหมือนเครื่องมือเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ซึ่งจำเป็นต้องเน้นไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนจน คนด้อยโอกาส คนที่ถูกโครงสร้างปกติกดทับเอาไว้ โดยใช้ตัวแบบทางธุรกิจเป็นกลไกขับเคลื่อนให้กิจการเพื่อการเปลี่ยนแปลงสังคมมีความต่อเนื่อง

การเหมาเอา CSR มารวมกับ SE  ก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะไปพาให้ SE เข้าสู่กับดักความคิดและการวิจารณ์ที่ว่า แท้จริงแล้ว ทั้ง CSR และ SE เป็นเพียงการไถ่บาปของทุนนิยม ที่ถึงที่สุดแล้วก็ยังไม่หลุดออกจากความเป็นทุนนิยมที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอยู่นั่นเอง ผมคิดว่า ข้อวิจารณ์ประการหลังนี้ เป็นข้อวิจารณ์ที่มีน้ำหนักที่ผู้สมาทานต่อเรื่อง SE จำเป็นต้องทำให้ SE มีความแตกต่างจาก CSR โดยเร็ว

หลักเรื่องนวตกรรมทางสังคม ที่จะต้องนำมาใช้เพื่อการคิดค้นออกแบบสินค้าที่จะจำหน่ายหรือบริการที่จะให้เป็นอีกด่านความคิดหนึ่งที่ผมมองว่าเรายังมีความรู้ที่ค่อนข้างจำกัดมาก เหตุเพราะการออกแบบสินค้าและบริการสำหรับ SE นั้น ควรจะต้องพูดให้ชัดเสียก่อนว่า เป้าหมายทางสังคมของสินค้าและบริการ  คือ อะไร สินค้าและบริการจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอะไร จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างที่มีปัญหาอะไร และกลุ่มเป้าหมายหรือผู้ซื้อสินค้าเป็นกลุ่มคนด้อยโอกาสกลุ่มใด ไม่เช่นนั้น สินค้าและบริการของเรา อาจเป็นได้แค่เพียงสินค้าและบริการที่ดีที่เป็นประโยชน์กับสังคมโดยรวม และผู้บริโภคสินค้าก็เป็นคนหน้าเดิมที่มีอำนาจในการจ่ายในตลาดปกติอยู่แล้ว

หลักเรื่อง business model คือ สิ่งท้าทายที่สุด (อย่างน้อยก็สำหรับผม) ในการทำเรื่อง SE  เป็นการค้นคิดเรื่องรูปแบบของธุรกิจ ที่มีกลุ่มเป้าหมายเป็นคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีกำลังซื้อ คำถามปวดหัวจึงเกิดขึ้นว่า ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ รูปแบบธุรกิจจะเป็นเช่นไร ใครจะเป็นผู้จ่ายเงินแทน คนจน คนด้อยโอกาส หรือ หากคนเหล่านี้จะจ่ายเอง รูปแบบธุรกิจที่เหมาะสมต้องเป็นอย่างไร

อย่างกรณีของคุณมีชัย วีระไวทยะ ที่ทำเรื่องธุรกิจเพื่อสังคมมานาน หรือน้องใหม่ในวงการอย่าง OPEN Dream  ต่างก็ใช้รูปแบบธุรกิจ 2 ขา คือ ขาหนึ่ง คือ ทำธุรกิจที่ดี ไม่เป็นพิษ เป็นภัยต่อสังคม และนำเงินกำไรจากธุรกิจขาที่หนึ่ง มาอุดหนุนการทำกิจการในขาที่สองที่เป็นกิจการที่ไม่มีกำไร  ซึ่งก็จะแตกต่างจากรูปแบบธุรกิจที่อยู่ในรูปของกลุ่มสัจจะออมทรัพย์ ในเมืองไทย หรือ ธนาคารการมีน ในบังคลาเทศ  เป็นต้น

รูปแบบธุรกิจ คือ หัวใจที่จะทำให้กิจการทางสังคมสามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้า ซึ่งผมเข้าใจว่าเรายังมีความรู้ในการสร้างรูปแบบธุรกิจที่จำกัด

สุดท้ายวกกลับมาที่สถาบันอุดมศึกษาแหล่งบ่มเพาะผู้ประกอบการทางสังคมรุ่นใหม่ ผมสังเกตเห็นว่าในฝั่งยุโรป อเมริกา หรือเอเซียที่เป็นฝรั่งอย่างสิงคโปร์ เรื่อง SE จะเกิดและเติบโตขึ้นในคณะด้านบริหารธุรกิจ ซึ่งมีความเก่งในการประกอบการ (entrepreneurship) ส่วนในแถบเอเซียอย่าง อินเดีย ญี่ปุ่น ฮ่องกง ไต้หวัน  เรื่อง SE จะเกิดขึ้นและเติบโตขึ้นในคณะทางสังคมศาสตร์ ซึ่งมีความเก่งในด้านการปฏิบัติการทางสังคม แต่หากเรื่องนี้จะเกิดและเติบโตในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็อยากเห็นการผลิบานนี้อยู่ภายใต้ความร่วมมือของคณะต่างๆ ที่จะช่วยกันปลูกฝังจิตวิญญาณของธรรมศาสตร์ในการเป็นผู้ประกอบการทางสังคมที่ดีต่อไป

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/samyan/20110331/384575/Social-enterprise-…%E0%B8%99%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%88%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%99%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%B5%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%99.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มีนาคม 2, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

บิล เกตส์ ตอบคำถาม….ดร.ไสว บุญมา

นิตยสาร Bloomberg Businessweek ประจำวันที่ 7-13 กุมภาพันธ์ ตีพิมพ์การถามตอบสั้น ๆ ระหว่างชาร์ลี โรส และ บิล เกตส์

เนื่อง ในโอกาสที่มูลนิธิของบิล เกตส์ ซึ่งมีทรัพย์สิน 3.4 หมื่นล้านดอลลาร์พิมพ์รายงานประจำปีออกมา  ข้อคิดของบิล เกตส์น่าสนใจจึงขอนำมาเล่าต่อพร้อมกับข้อมูลเพิ่มเติมไว้ในวงเล็บ

ต่อคำถามที่ว่า ทำไมตอนนี้เขาจึงมุ่งเน้นไปที่การต่อสู้กับโรคโปลิโอ บิล เกตส์ ตอบว่า อันที่จริงมูลนิธิของเขาครอบคลุมงานสุขอนามัยหลายด้าน แต่ตอนนี้โปลิโอได้รับความสำคัญอันดับต้นเพราะมองว่าถ้าเราพยายามอย่างเต็ม ที่ต่อไปอีกไม่กี่ปี เรามีโอกาสขจัดมันให้หมดไปจากโลกแบบสิ้นซากเช่นเดียวกับที่เราขจัดไข้ทรพิษ  ในทางตรงข้าม ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น มันจะหวนกลับมาทำให้เด็กนับแสนต้องตาย หรือไม่ก็พิการ

(ข้อมูลล่าสุดบ่งว่าโรคโปลิโอยังหลงเหลืออยู่เพียงใน 4 ประเทศคือ อินเดีย ปากีสถาน อัฟกานิสถานและไนจีเรีย ซึ่งรวมกันแล้วมีผู้ป่วยหลักพัน)

เขาขยายความต่อไปว่า การปรับปรุงสุขอนามัยให้ดีขึ้นแก้ปัญหาได้ถึง 3 อย่างคือ (1) ช่วยให้เด็กรอดชีวิต (2) ช่วยให้เด็กปราศจากผลเสียหายที่โรคร้ายอาจก่อให้เกิด อาทิเช่น มันสมองเป็นง่อย และ (3) เมื่อแน่ใจว่าลูกจะรอด พ่อแม่จะหยุดมีลูก  เรื่องนี้มีความน่าอัศจรรย์ นั่นคือ การมีสุขอนามัยดีแทนที่จะทำให้อัตราการขยายตัวของประชากรเพิ่มขึ้น มันกลับทำให้ลดลง  การทำให้เด็กมีสุขภาพดีจึงเป็นกุญแจสำหรับแก้ปัญหาสารพัดอย่าง  ยิ่งกว่านั้น การขจัดโปลิโอจะเป็นการยืนยันว่าเราสามารถแก้ปัญหาอันแสนยากได้

ในด้านการต่อสู้กับมาลาเรีย บิล เกตส์ ตอบว่า เมื่อปีที่เขาเกิดคือ 2498 สภาอนามัยโลกตัดสินใจจะกำจัดมาลาเรีย  แต่ความพยายามไม่ได้ผลทันตาเห็นทำให้พวกเขาเสียกำลังใจไปมากเนื่องจาก มาลาเรียต้องใช้กรอบเวลายาวนานถึง 15-20 ปีจึงจะเห็นผล  มูลนิธิของเขาใช้งบประมาณปีละหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อค้นหาเครื่องมือที่จะ สู้กับมัน  เครื่องมือสำคัญอันหนึ่งได้แก่วัคซีนซึ่งตอนนี้กำลังอยู่ในระหว่างทดลองใน ระยะสุดท้ายแล้ว  อีกชิ้นหนึ่งคือเครื่องมือวินิจฉัยโรคราคาถูก  ตอนนี้ทุกอย่างก้าวหน้าไปมาก  อย่างไรก็ตาม เราต้องขจัดโปลิโอให้ได้ก่อน

(ปัญหาสำคัญยิ่งของการต่อสู้กับมาลาเรียในปัจจุบันได้แก่การกลายพันธุ์ ของเชื้อโรคเป็นชนิดดื้อยา  ยิ่งกว่านั้น ภาวะโลกร้อนเอื้อให้มันแพร่ขยายไปถึงเขตหนาวที่ไม่เคยมีปัญหามาก่อน  งานด้านนี้จึงมีความสลับซับซ้อนเพิ่มขึ้น)

เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในด้านการรักษาพยาบาลของสหรัฐ บิล เกตส์ ตอบว่ามันเป็นปัญหาหนักหนาสาหัสมากเนื่องจากสหรัฐจ่ายค่ารักษาพยาบาลสูงถึง 17.8% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (จีดีพี) ในขณะที่ประเทศอื่นจ่ายต่ำกว่านั้นมาก นั่นคือ ประเทศที่จ่ายสูงรองลงมาจ่ายแค่ 12% และอังกฤษจ่ายแค่ 9% ของจีดีพีเท่านั้น  แต่ผลที่ออกมากลับไม่ต่างกัน  ระบบแรงจูงใจในสหรัฐกระตุ้นให้จ่ายเงินเป็นหลักแสนหลักล้านดอลลาร์เพื่อ รักษาผู้สูงวัยอายุกว่า 70 และ 80 ปีโดยไม่มีข้อจำกัด  มันก่อให้เกิดการมองหาวิธีสารพัดที่จะใช้เงิน  การกระทำเช่นนั้นเป็นการช่วงชิงทรัพยากรไปจากผู้เยาว์ไม่ว่าจะเป็นในด้านการ สนับสนุนการศึกษา หรือว่าด้านอื่น

(หลังเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ประธานาธิบดีบารัค โอบามา กดดันให้รัฐสภาผ่านกฎหมายปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐสำเร็จ  แต่มาถึงตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสียงส่วนใหญ่เป็นของฝ่ายค้านและรัฐต่าง ๆ กำลังท้าทายกฎหมายนั้น  ส่วนในอังกฤษ รัฐบาลก็พยายามปฏิรูประบบการรักษาพยาบาลเพราะมองว่ารัฐจะไม่สามารถให้การ สนับสนุนได้หากไม่เปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เสียตั้งแต่ในตอนนี้  การรักษาพยาบาลกำลังเป็นปัญหาที่ทั่วโลกยังหาทางออกที่ทุกฝ่ายพอใจไม่ได้ จึงมองได้ว่ามันเป็นปัญหาโลกแตก)

ต่อคำถามเรื่องบางรัฐจะประกาศล้มละลายหรือไม่ บิล เกตส์ ตอบว่า มองจากด้านบัญชีน่าจะทำได้เพราะบางรัฐของอเมริกามีปัญหาเช่นเดียวกับกรีซ  ทางออกคือต้องลดการใช้จ่ายลง

(ตอนนี้เทศบาลบางแห่งในรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศล้มละลายแล้ว  แต่ยังไม่มีรัฐไหนบอกใบ้ว่าจะทำเช่นนั้น)

เกี่ยวกับด้านการศึกษา บิล เกตส์ ตอบว่า เขาตื่นเต้นมากที่จะมีวิธีวัดความสามารถของครูและจะสามารถแสดงให้ครูดูได้ ว่าจะปรับปรุงตนเองอย่างไร  เขาไม่ทราบว่า เรื่องนี้จะแพร่ขยายออกไปได้เร็วสักเท่าไร  แต่การใช้วีดีทัศน์และการสำรวจจะช่วยให้เราเรียนรู้ว่าครูเก่ง ๆ นั้นมีวิธีสอนอย่างไร  ด้านหนึ่งได้แก่ความสามารถในการอ่านว่าเมื่อไรเด็กเกิดความเบื่อหน่าย  ครูเก่ง ๆ มีความสามารถในด้านการใช้การโต้ตอบสูงมากซึ่งครูอื่นอาจเรียนรู้และนำไปทำ ให้การสอนของตนมีประสิทธิภาพสูงขึ้น

(มูลนิธิของบิล เกตส์ กำลังสนับสนุนการนำร่องของโรงเรียนในด้านการค้นหาครูผู้มีวิธีสอนชั้นเลิศ  การนำร่องในแนวนี้มีกองเชียร์สำคัญในรูปของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการ ศึกษาธิการของรัฐบาลกลาง)

เกี่ยวกับข้ออ้างที่ว่าอเมริกากำลังสูญความได้เปรียบทางด้านเทคโนโลยี บิล เกตส์ ตอบว่ายังไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้เนื่องจากอเมริกามีทั้งมหาวิทยาลัย ชั้นเยี่ยมและมีงบประมาณด้านการวิจัยจำนวนมาก  ปัญหาอยู่ที่นโยบายซึ่งไม่เอื้อให้ผู้ต้องการอพยพเข้าอเมริกาทำได้ง่าย ไม่มุ่งทำให้การศึกษากลับมาเป็นเลิศอีก และไม่ลงทุนในด้านการฝึกฝนเยาวชนเท่าที่ควร

(บิล เกตส์ ต่อสู้กับรัฐบาลมานานเรื่องการออกวีซาให้แก่ชาวต่างประเทศที่มีความเชี่ยว ชาญด้านต่าง ๆ  ตอนนี้สหรัฐออกวีซ่าชนิดนี้ให้ปีละ 65,000 คนเข้าไปทำงาน 3 ปีซึ่งอาจต่อได้ถึง 6 ปีและในบางกรณีอาจเปลี่ยนเป็นวีซ่าถาวรได้  แต่บิล เกตส์ มองว่าเท่านั้นไม่พอเพราะบริษัทไมโครซอฟท์ไม่สามารถจ้างพนักงานตามที่ต้อง การได้ )

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/sawai/20110211/376589/%E0%B8%9A%E0%B8%B4%E0%B8%A5-%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%95%E0%B8%AA%E0%B9%8C-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%A1.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กุมภาพันธ์ 13, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: ,

ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

แปลจาก What dose a social entrepreneur do?  เป็นบทย่อยๆ ในหนังสือ Social Entrepreneurship : What everyone need to know……….

พวกเราอยู่ท่ามกลางความคิดดีๆ จำนวนมากและรูปแบบที่มีประสิทธิผล พวกเรารู้ว่าจะสอนเด็กๆ ที่ขาดโอกาสให้รู้จักอ่าน ลดการบริโภคพลังงาน และปรับปรุงการดูแลสุขภาพในต้นทุนที่ต่ำได้ เรารู้แม้กระทั่งว่าจะกำจัดพวกนักเลงที่มาระรานที่โรงเรียนอย่างไร ในบางระดับ ปัญหาทั้งหมดนี้ได้รับการแก้ไขไปแล้วทั้งในสหรัฐอเมริกาและแคนนาดา แต่เราไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะปะติดปะต่อความรู้ที่มีอยู่อย่างกระจัดกระจายและนำไปใช้ได้กับขนาดของปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่

โครงการของรัฐและองค์กรระหว่างประเทศจำนวนมากเริ่มต้นอย่างน่าประทับใจด้วยโครงการนำร่องและจบลงด้วยความผิดหวัง ในบทความเรื่อง Social Entrepreneurship: The Case for Definition ที่เขียนโดย Roger L.Martin และ Sally Osberg ได้เสนอว่า บทบาทของผู้ประกอบการทางสังคม คือ การเคลื่อนสังคมจาก “สภาพ สงบ แต่ขาดความสมดุล” ไปสู่ “สภาพใหม่ที่สมดุล สงบ” ซึ่งปลดปล่อยศักยภาพและบรรเทาความทุกข์ยากในขนาดที่มาก (major scale) ผู้ประกอบการทางสังคมทำงานเพื่อให้ ความคิดแจ๋วๆ ที่มีเหตุมีผล สามารถเกิดผลและสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมของประชาชนได้อย่างแท้จริง

การปฏิรูปเช่นนี้ ต้องการการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบ ซึ่งก็เป็นความยากที่มากกว่าปกติ 600 ปีที่แล้ว มาคิอาเวลลี เขียนไว้ในหนังสือ เจ้าผู้ปกครองว่า…

download ไปอ่านต่อครับ… 4 หน้า 233 kb ผู้ประกอบการทางสังคมทำอะไร

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 6, 2010 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,