RSS

Tag Archives: TQF

เหตใด TQF จึงไม่ตอบโจทย์อุดมศึกษาไทย

เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ

น่าสนใจมากๆๆๆๆ

ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB

Advertisements
 
3 ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 4, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

“ทำวิจัยในยาม(ยุ่ง)ยาก” …เกษียร เตชะพีระ

ทุกวันนี้นอกจากสอนวิชาระดับปริญญาเอกและช่วยงานบริหารในคณะ บ้างแล้ว ผมก็มี ภาระรับผิดชอบต้องเดินทางจากบ้านที่หนองแขมไปสอนหนังสือปริญญาตรีที่ธรรม ศาสตร์รังสิต ใช้เวลาไป-กลับอยู่บนถนนเบ็ดเสร็จราว 4 ชั่วโมง นานกว่าที่ไปสอนคาบละ 3 ชั่วโมงเสียอีก กว่าจะถึงบ้านก็คอแหบ ตัวเหนียว หน้าดำ หมดแรงพอดี

ด้วยเงื่อนไขเวลาทำนองนี้ ก็น่าคิดว่าคณาจารย์และนักวิจัยชาวธรรมศาสตร์จะสนองเป้าหมายนโยบายของผู้ บริหารที่ต้องการปรับเปลี่ยนธรรมศาสตร์ให้เป็นมหาวิทยาลัยวิจัย และเพิ่มยอดตำแหน่งวิชาการระดับศาสตราจารย์และอื่นๆ ด้วยการผลิตงานค้นคว้าวิจัยออกมาให้มากๆ อย่างไร?

นี่ยังมิพักต้อง พูดถึงหน้าที่บังคับให้อาจารย์ทุกคนกรอกเอกสารประเมินผลทีคิวเอฟของ สกอ. ทุกคาบการสอน รวมแล้วคนละเป็นร้อยหน้าต่อภาคการศึกษา ด้วยคำถามมหัศจรรย์พันลึกอย่าง

… อะแฮ่ม, ในแต่ละคาบการสอน ท่านได้ตั้งเป้าจะสั่งสอนคุณธรรมความดีอะไรให้นักศึกษามั่ง? ใช้วิธีการอบรมบ่มสอนอย่างไร? เสร็จแล้วมีการตรวจสอบชั่งวัดประเมินผลเชิงปริมาณว่านักศึกษาได้กลายเป็นคน ดีจริงตามที่ท่านตั้งเป้าหรือไม่มากน้อยแค่ไหนเพียงใด?!?!?!?

จน ผมเคยคิดมุขว่า พอต้นชั่วโมงเข้าชั้น ผมจะโยนเหรียญบาทกำหนึ่งเข้าไปกลางห้อง เมื่อสอนเสร็จเลิกชั้น ก็จะให้นักศึกษาช่วยกันเก็บเหรียญบาทมาส่งคืน ถ้าได้เหรียญครบ แสดงว่าพวกเขามีคุณธรรมดีใช้ได้เต็มร้อย ถ้าไม่ครบ แสดงว่าคุณธรรมยังขาดพร่องไปเป็นตัวเลขปริมาณกี่บาท กี่สตางค์ กี่เปอร์เซนต์ คาบหน้าชั่วโมงถัดไป ก็ยกระดับการวัดคุณธรรมให้สูงขึ้นเป็นเหรียญ 5 บาท 10 บาท ฯลฯ ตามลำดับ

นอก จากตกเป็นเหยื่อหนูตะเภาของบรรดาผู้ปรารถนาดีที่มีอำนาจแต่ไม่รู้สภาพความ เป็นจริงแล้ว คนสอนหนังสืออย่างผมก็ยังต้องสู้รบปรบมือกับนักศึกษาประเภท…สอนไปหนึ่ง ชั่วโมง แม่เจ้าประคุณเพิ่งเปิดประตูห้องเรียนเดินนวยนาดเข้ามานั่งทำตาบ้องแบ๊วไม่ รู้ไม่ชี้

สักพักหนึ่งจู่ๆ คุณเธอก็ลุกขึ้นเยื้องยุรยาตรลับหายออกไปเข้าห้องคอมพิวเตอร์ข้างๆ เปิดเครื่องนั่งเคาะคอมพ์โดยไม่บอกกล่าวอาจารย์ผู้สอนเหมือนเป็นแค่หัวหลัก หัวตอตั้งโด่เด่อยู่หน้าห้องเรียน…

ในสถานการณ์ totally absurd แบบนี้ เราจะทำวิจัยอย่างไรดีครับท่านอธิการบดี, นายกสภามหาวิทยาลัย, และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ?

ที่ผ่านมา ผมดิ้นรนเอาตัวรอดโดยใช้วิธีพยายามประสานงานวิจัยเข้ากับการสอนประจำครับ

คือ ในวิชาหนึ่งๆ นอกจากเนื้อหาหลักประจำวิชานั้นๆ แล้ว ผมก็ลองเพิ่มประเด็นเนื้อหาที่สอดคล้องอยู่ในขอบข่ายของวิชา แต่เป็นเรื่องแปลกใหม่น่าสนใจ เป็นประโยชน์แก่นักศึกษา และตัวเองอยากรู้อยากวิจัยเข้าไปด้วย เพื่อเปิดโอกาสสร้างเงื่อนไขให้สามารถผสานการอ่านค้นคว้า เตรียมสอนที่ทำอยู่เป็นประจำเข้ากับส่วนหนึ่งของงานวิจัย, เพิ่มขยายปรับปรุงเนื้อหาวิชานั้นๆ ให้มีประเด็นแปลกใหม่ทันยุคทันสมัยยิ่งขึ้น, กระตุ้นให้นักศึกษาค้นคว้าหาความรู้ใหม่ๆ ด้วยตัวเองในหัวข้อประเด็นนั้นๆ, แล้วผมเองก็พลอยได้เรียนรู้ความรู้ใหม่ๆ เกี่ยวกับหัวข้อวิจัยดังกล่าวจากการบ้านรายงานที่นักศึกษาค้นคว้าทำมาส่ง

เสมือนหนึ่งพวกเขาเป็น “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ โดยปริยายอะไรทำนองนั้น

เช่น ในวิชาการเมืองการปกครองเปรียบเทียบ นอกจากสอนเนื้อหาหลักเรื่องการเมืองโลก ยุคหลังสงครามเย็น, วิวัฒนาการของรัฐสมัยใหม่, เกณฑ์วัดประเภทและฐานคิดของประชาธิปไตย, ระบอบประชาธิปไตยเต็มใบ, ระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบ, ระบอบเผด็จการ ฯลฯ ตามปกติแล้ว

รอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.2551-2553) ผมก็เพิ่มเนื้อหาประเด็น “วิกฤตซับไพรม์และวิวัฒนาการของระเบียบการเงินโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง” เข้าไปด้วย

และเพราะมันเป็นเรื่องที่ตัวผมเองก็อยากรู้ จึงค้นคว้าเสาะหาความรู้ใหม่ๆ ทั้งหนังสือ ตำรา บทความ การ์ตูน ข่าวสาร รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ แล้วนำไปสอนพลาง วิจัยพลางอย่างสนุกเพลิดเพลิน

หลังเก็บสะสมฐานข้อมูลและ แนวคิดข้อถกเถียงได้พอสมควร ผมก็เขียนเป็นรายงานวิจัยให้แก่ศูนย์วิจัย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เรื่อง “เศรษฐกิจโลกถดถอยครั้งใหญ่ : ความรุ่งเรืองและล่มจมของเสรีนิยมใหม่/โลกาภิวัตน์” เสร็จปลายปีก่อนและตีพิมพ์เป็นรูปเล่มออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นตำราประกอบการสอนต่อไป

มา ปีนี้ จบประเด็นเก่าไป ผมจึงลองเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติมพิเศษใหม่ในเนื้อหาวิชาให้สอดรับกับ สถานการณ์บ้านเมืองและความสนใจทางวิชาการของตัวเอง ได้แก่เรื่อง “สถาบันกษัตริย์กับประชาธิปไตย : ข้อคิดและประสบการณ์จากบางประเทศ” โดยค้นคว้าเอกสารตำราบทความ รายงานข่าว รายการวิทยุ และหนังสารคดี ภาพยนตร์ ฯลฯ เกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์ในประเทศต่างๆ นอกประเทศไทย

สืบเนื่องจากที่ตัวเองได้ทำวิจัยเรื่อง “ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข : ที่มาและที่ไป” ของไทยเสร็จสิ้นลงเมื่อปลายปีก่อน (รวมพิมพ์ใน เมืองไทยสองเสี่ยง?: สภาพปัญหา แนวโน้มและทางออกวิกฤตการเมืองไทย, 2554, คณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์) เพื่อสามารถนำมาเปรียบเทียบขยายมุมมองพรมแดนเพดานความรู้เกี่ยวกับสถาบันอัน สำคัญยิ่งของสังคมไทยให้พิสดารกว้างขวางออกไป ทั้งสำหรับการเรียนการสอนและการวิจัย

นอกจากค้นคว้าเรียบเรียงข้อมูลความรู้เพื่อบรรยายหัวข้อ “สถาบันกษัตริย์กับการเมืองในโลกยุคปัจจุบัน” (ประวัติศาสตร์ราชากับชาติในการเมืองโลกยุคใหม่ถึงปัจจุบัน, กรณีประเทศอังกฤษ, ยูกันดา, เนปาล, ตองกา), “สถาบันกษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา” (เน้นอังกฤษ), “อุดมการณ์กษัตริย์นิยมและความเห็นต่าง” (กรณีสวีเดนกับอเมริกา) แก่นักศึกษาในวิชาแล้ว

ผมก็ให้การบ้านนักศึกษาลองไปค้นคว้าหาข้อมูลความรู้ด้วยตัวเองในประเด็นคำถามว่า:

“ให้ นักศึกษาเลือกประเทศในโลกปัจจุบันที่มีสถาบันกษัตริย์มาหนึ่งประเทศ (นอกจากประเทศไทย) ซึ่งอาจปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยใต้รัฐธรรมนูญ/constitutional monarchy หรือระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์/absolute monarchy และบรรยายโดยสังเขปเกี่ยวกับฐานะ บทบาททางการเมืองการปกครองของสถาบันกษัตริย์ของประเทศนั้น ในความสัมพันธ์กับสถาบันการเมืองการปกครองอื่นๆ พร้อมทั้งปัญหาความขัดแย้งตึงเครียดที่อาจมีจากอดีตถึงปัจจุบัน”

ผล จากการเรียนไป สอนไป วิจัยไปของผมและ “คณะผู้ช่วยวิจัย” กิตติมศักดิ์ 60 กว่าคน ในขั้นต้นปรากฏว่าเราได้ค้นพบและเรียนรู้อะไรแปลกใหม่บางอย่างที่ไม่รู้มา ก่อนซึ่งจะขอคัดมาเล่าต่อ พอเป็นกระสายดังนี้: –

1) เกี่ยวกับงานเรื่อง The English Constitution (พิมพ์รวมเล่มครั้งแรก ค.ศ.1867) ของ Walter Bagehot (ค.ศ.1826-1877) ที่ถูกถือเป็นตำราแม่บทต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย รัฐสภาอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขของอังกฤษนั้น

แรก เริ่มเดิมทีงานชิ้นนี้ทยอยตีพิมพ์เป็นบทความ 9 ตอน ลงในนิตยสาร The Fortnightly Review จาก พ.ค.1865-ม.ค.1867, ตัว Walter Bagehot เองเป็นนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ ชาวอังกฤษผู้รับผิดชอบดูแลนิตยสาร The Economist อยู่นานถึง 17 ปี และปลุกปั้นมันจนกลายเป็นนิตยสารธุรกิจการเมืองชั้นนำของโลกตราบเท่าทุก วันนี้

แต่ไหนแต่ไรมานักนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์บ้านเราเวลาอภิปราย เรื่องสถาบันกษัตริย์ในระบอบการเมืองไทยมักอ้างอิงถึง The English Constitution เสมอ โดยเฉพาะประเด็นสิทธิทางการเมืองของสถาบันกษัตริย์ในระบอบราชาธิปไตยภายใต้ รัฐธรรมนูญ 3 ประการ

ได้แก่ สิทธิที่จะทรงได้รับการปรึกษาหารือ/the right to be consulted, สิทธิที่จะทรงส่งเสริมกำลังใจ/the right to encourage, และสิทธิที่จะทรงตักเตือน/the right to warn

ปรากฏว่าเอา เข้าจริงประเด็นที่นักวิชาการไทยมักหยิบยกมาอ้างเป็นเพียงย่อหน้าเดียว (p.111) ในการอภิปรายเรื่องนี้ยาว 4 หน้าครึ่ง (pp.110-114) ของบทเดียว (Chapter II The Monarchy, pp.82-120) ในหนังสือ 8 บทที่ยาวราว 208 หน้า (ไม่นับบทนำ, อ้างจากฉบับพิมพ์ ปี ค.ศ.1963 โดย The Fontana Library)

ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ แนวเนื้อหาโดยรวมของหนังสือมิได้มุ่งไปในทิศทางที่ข้อความ ซึ่งมักถูกยกมาอ้างชวนให้เข้าใจไปได้เลย

กล่าวคือ Bagehot ไม่ได้เขียนงานนี้จากจุดยืนนิยมชมชื่นระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญอย่างเต็มที่ไม่มีข้อแม้
หากแสดงท่าทีแบบนักวิเคราะห์วิจารณ์การเมืองสังกัดชนชั้นกระฎุมพีผู้ยึดความจริงเป็นที่ตั้งและเลือดเย็น

ดัง ที่เขาสรุปไว้ใน เชิงอรรถสุดท้ายของบทสุดท้ายในหนังสือว่า ระบอบดังกล่าวของอังกฤษเป็นเพียง “a disguised republic” เท่านั้นเอง (p.266n1)

2) อังกฤษก็มีคณะองคมนตรี (the Privy Council) เช่นกันแต่ไม่เหมือนของไทย

ใน ขณะที่ของไทยมีประธานและคณะองคมนตรีรวมกันไม่เกิน 19 คน, พระมหากษัตริย์ทรงเลือก, แต่งตั้งและให้พ้นจากตำแหน่งตามพระราชอัธยาศัย, โดยต้องไม่เป็น ส.ส., ส.ว., ข้าราชการ, สมาชิกพรรคการเมือง ฯลฯ นั้น (มาตรา 12, 13, 14 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550)

ปรากฏว่าตาม เอกสารราชการฉบับร่างชื่อ The Cabinet Manual-Draft: A guide to laws, conventions, and rules on the operation of government ที่สำนักคณะรัฐมนตรีอังกฤษตีพิมพ์ออกมา เมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน ซึ่งสำหรับประเทศที่ไม่มีรัฐธรรมนูญเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างอังกฤษ ต้องถือว่าเอกสารนี้ใกล้เคียงเสมือนหนึ่งรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรที่สุด เท่าที่เขาจะมีได้ (ดู http:// http://www.cabinetoffice.gov.uk/ sites/default/files/resources/cabinet-draft- manual.pdf) นั้นได้ระบุข้อกำหนดเรื่อง The Privy Council ของอังกฤษไว้ว่า (ข้อ 27-30 ของเอกสาร pp.17-18): –

ผู้ได้รับแต่งตั้งเป็นคณะองคมนตรี ของอังกฤษส่วนมากแล้ว ประกอบด้วยรัฐมนตรี, สมาชิกรัฐสภาและตุลาการ, องค์อธิปัตย์ทรงแต่งตั้งองคมนตรีโดยคำแนะนำของนายกรัฐมนตรี

องคมนตรี เป็นตำแหน่งตลอดชีพ ดังนั้น สมาชิกคณะองคมนตรีส่วนใหญ่ (ตามข้อมูลปี ค.ศ.1993 อังกฤษมีองคมนตรีถึง 400 คน! ซึ่งจะมาประชุมเต็มองค์คณะพร้อมกันเฉพาะเมื่อองค์อธิปัตย์เสด็จสวรรคต หรือในสถานการณ์พิเศษเรื่องรัฐธรรมนูญเท่านั้น) จึงไม่ได้เข้าร่วมกิจการประจำวันของคณะองคมนตรี โดยมากแล้วกิจการดังกล่าวจะดำเนินการโดยบรรดารัฐมนตรีของรัฐบาลชุดที่ดำรง ตำแหน่งอยู่ในขณะนั้นๆ

ประธานองคมนตรีโดยทั่วไปแล้วเป็นตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี และผู้ดำรงตำแหน่งมักได้แก่ผู้นำแห่งสภาสามัญหรือสภาขุนนาง

ปัจจุบันนี้ผู้เป็นประธานองคมนตรีคือรองนายกรัฐมนตรีอังกฤษ, คณะรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการบริหารของคณะองคมนตรี

3) นักศึกษาได้ค้นคว้ามารายงานว่าในสวีเดนปัจจุบัน ไม่มีหลักปฏิบัติเรื่องพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยในร่างพระราชบัญญัติ ก่อนประกาศใช้เป็นกฎหมาย และดังนั้นจึงไม่มีกรณีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการในเรื่อง ดังกล่าว

กฎหมาย ปกครอง (The Instrument of Government) ที่ออกมาเมื่อปี ค.ศ.1974 และ เป็นกฎหมายพื้นฐาน 1 ใน 4 ฉบับ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นรัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรของสวีเดนนั้น ได้ขยายบทบาทรัฐสภา (The Riksdag) ออกไป โดยให้ร่างพระราชบัญญัติที่ผ่านมติเห็นชอบของรัฐสภาแล้วประกาศใช้เป็นกฎหมาย ได้โดยพระมหากษัตริย์มิต้องทรงลงพระปรมาภิไธยเห็นชอบก่อน อันแตกต่างจากแบบแผนปฏิบัติในประเทศที่ปกครองด้วยระบอบราชาธิปไตยภายใต้รัฐ ธรรมนูญอื่นๆ ส่วนใหญ่ (ดูรัฐธรรมนูญสวีเดนจากเว็บไซต์ทางการของรัฐสภาสวีเดนที่ http://www.riksdagen.se/templates/R_Page____6307.aspx ; และข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับสถาบันกษัตริย์สวีเดนที่ http://www.royalinsight.net/content/swedish-monarchy-overview )

หากมีข้อมูลความรู้อื่นๆ ในเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ผมจะนำมาเล่าต่ออีกในโอกาสหน้า

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1316173391&grpid&catid=02&subcatid=0207

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน กันยายน 18, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ยื่น 700 รายชื่อเสนอ “รมว.ศธ.” ยกเลิก “TQF” ชี้ทำให้อุดมศึกษาไทยล้าหลัง

วานนี้ (9 ก.ย.54) เวลา 16.30 น.ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี รศ.ดร.กฤตยา อาชวนิจกุล รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และนักวิชาการ 10 คน ในฐานะตัวแทนคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าพบ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมยื่นรายชื่อคณาจารย์ราว 700 คน ที่ร่วมลงชื่อแสดงความไม่เห็นด้วย และขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF) พ.ศ.2552 ต่อนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) โดยมี ดร.สุเมธ แย้มนุ่น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รศ.นพ.กำจร ตติยกวี รองเลขาธิการ กกอ. ร่วมรับฟัง

ก่อนหน้านี้ รศ.ดร.กฤตยา และคณะตัวแทนฯ ส่งจดหมายขอเขาพบรมว.ศธ.โดยระบุถึงวัตถุประสงค์ในการเข้าพบครั้งนี้ว่า เพื่อชี้แจงเกี่ยวกับปัญหาการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย และปัญหาจากการประกาศใช้TQF โดย กกอ.ที่จะนำมาซึ่งความล้าหลังในการจัดการอุดมศึกษาของไทย และก้าวไม่ทันกับการจัดการศึกษาแบบบูรณาการเพื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ใน พ.ศ.2558 โดยต้องการให้รัฐมนตรีสั่งการให้ กกอ.และสกอ.ยกเลิกการใช้ TQF เนื่องจากเป็นการขัดกับการสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการ บั่นทอนเจตจำนงและความรับผิดชอบต่อสังคมของอุดมศึกษาอีกทั้งยังคุกคาม เสรีภาพทางวิชาการของมหาวิทยาลัย

นายวรวัจน์กล่าวว่า จากการหารือตนรับข้อเสนอของคณาจารย์ไปพิจารณา เบื้องต้นคงไม่สามารถยกเลิกกรอบ TQF ทั้งหมดได้ เพราะยังมีความจำเป็นต้องมีกรอบมาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำไว้ แต่สิ่งที่จะยกเลิกได้อย่างแรกคือ เรื่องวิธีการกรอกข้อมูลเอกสารการประเมินต่างๆ ที่ทางอาจารย์คิดว่าเป็นเรื่องซ้ำซ้อนและเป็นภาระงาน ซึ่งตนมอบให้ สกอ.ไปดูในรายละเอียดต่างๆ ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยจะต้องเป็นแนวทางที่ให้อิสระทางวิชาการแก่มหาวิทยาลัย

ด้าน รศ.นพ.กำจรกล่าวว่า หลังจากที่ได้พูดคุยกับกลุ่มคณาจารย์ที่มาคัดค้าน TQF และได้รับทราบถึงเหตุผลในการเข้ามายื่นหนังสือคัดค้านครั้งนี้ จึงได้อธิปรายต่อกลุ่มคณาจารย์ว่า ขณะนี้ สกอ.กำลังปรับบทบาทอยู่แล้ว และเห็นด้วยในบางประเด็นของการคัดค้าน TQF โดยเฉพาะในขั้นตอนการกรอกเอกสาร ซึ่งในส่วนนี้คงต้องหาช่องทางในการยกเลิก และจากนี้ สกอ.จะต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือ กกอ.เพื่อดูว่าจะมีแนวทางในการปรับวิธีการในการดำเนินการอย่างไร จะได้ไม่ให้เกิดปัญหากับทุกฝ่าย

สำหรับข้อเสนอของคณาจารย์ทั่วประเทศ มีดังนี้

1.ทิศทางการพัฒนาอุดมศึกษาต้องเน้นเป้าหมายเชิงคุณภาพและการรับใช้สังคม เพื่อให้การปฏิรูปอุดมศึกษา นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพอย่างแท้จริง ขอให้ สกอ.ทบทวนแนวทางการผลักดันมหาวิทยาลัยที่มุ่งแข่งขันไปสู่ World Class Universities มุ่งสู่ความเป็นเลิศ ด้วยมาตรฐานเชิงเดี่ยวของการจัดอันดับ และการยึดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว

สกอ.ควรหันมาพัฒนาแนวทางความเป็นเลิศของอุดมศึกษาที่วางอยู่บนหลักการ ที่เคารพต่อความหลากหลายทางวิชาการ และความแตกต่างของมหาวิทยาลัย บูรณาการแนวทางเชิงคุณภาพเข้าเป็นส่วนหนึ่งการพิจารณาความเป็นเลิศ ให้ความสำคัญต่อการตอบสนองและรับผิดชอบต่อสังคม และตอบปัญหาต่อท้องถิ่นที่มหาวิทยาลัยตั้งอยู่ อันเป็นพันธะกิจสำคัญที่สถาบันอุดมศึกษาควรให้ความสำคัญ

2. การปฏิรูปอุดมศึกษาต้องวางอยู่บนหลักการของการเคารพเสรีภาพทางวิชาการ แนวทางการปฏิรูปอุดมศึกษาไทย ควรเปลี่ยนจากระบบการรวมศูนย์อำนาจที่เน้นการควบคุมบังคับ มาสู่การสนับสนุนและส่งเสริม ให้สถาบันอุดมศึกษา ตลอดจนสมาคมวิชาการต่างๆ ได้มีอิสระ และเสรีภาพ ตลอดจนมีส่วนในการพัฒนาและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับคุณภาพทางวิชาการของ ตนเอง สนับสนุนทางเลือกอื่นๆ ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน โดยให้ความสำคัญกับความหลากหลาย และแตกต่างของลักษณะเฉพาะของสาขาวิชา

สกอ.ควรปรับบทบาทของตนเองไปสู่การสนับสนุนเสรีภาพ และการมีส่วนร่วมของสถาบันต่างๆ ในการพัฒนาคุณภาพทางวิชาการลดความซ้ำซ้อนและภาระงานทางเอกสารของระบบประกัน คุณภาพที่มีอยู่ และหันมาสนับสนุนให้เกิดเวทีการแลกเปลี่ยนทางวิชาการ เพื่อให้เกิดการพัฒนาระบบประกันคุณภาพทางวิชาการอย่างแท้จริง

3.ขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2552 เนื่องจากซ้ำซ้อนกับระบบการประกันคุณภาพการเรียนการสอนที่มีอยู่แล้วของ สมศ.และการประกันคุณภาพภายใน (SAR) ที่ต้องจัดทำอยู่แล้วทุกปี ตลอดจนขัดกับอิสรภาพของมหาวิทยาลัย

สกอ.ควรจัดให้มีการประมวลและรวบรวมปัญหาระบบการประกันคุณภาพการเรียน การสอนของอุดมศึกษาไทย เปิดให้การประชุมเพื่อรับฟัง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องแนวทางการพัฒนาแนวทางการประกันคุณภาพที่มี ความยืดหยุ่น คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ โดยการมีส่วนร่วมของคณาจารย์ สมาคม วิชาการ และสมาคมวิชาชีพ ตลอดจนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่างๆ

อนึ่ง การขอเข้าพบครั้งนี้ สืบเนื่องจากผลการจัดการประชุมวิชาการนานาชาติ เรื่อง “ความเป็นเลิศของอุดมศึกษาไทยกับการแข่งขันการจัดอันดับมหาวิทยาลัยตามเกณฑ์ มาตรฐานนานาชาติ: สิทธิ อำนาจ และความรับผิดชอบต่อสังคม” เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2554 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น จัดโดย คณะกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาสังคมวิทยา และ มหาวิทยาลัยมหิดล (สถาบันวิจัยประชากรและสังคม และโครงการจัดตังสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา) ร่วมกับ สมาคมปรัชญาและศาสนาแห่งประเทศไทย และสมาคมนักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาสยาม โดยที่ประชุมมีมติให้จัดทำข้อเสนอต่อรัฐบาล และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งลงนามโดยคณาจารย์ทั่วประเท

เรียบเรียงบางส่วนจาก: ไทยโพสต์

เอกสารข้อเสนอ ข้อเสนอต่อ สกอ.

 
 

ป้ายกำกับ: , ,

มคอ…ไม่มีใครเอา

มาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (มคอ.) ที่ผลักดันโดย สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้น ได้รับการวิจารณ์อย่างอบอุ่นจากกัลยาณมิตรนักวิชาการจำนวนไม่น้อย ผมจำได้ว่าเมื่อ 2 ปีก่อน อาจารย์สายสังคมศาสตร์จำนวนร่วม 300 คน ได้ลงชื่อ “ไม่เห็นด้วย” และเสนอให้มีการทบทวน และมีข่าวในหนังสือพิมพ์ว่า ผู้ใหญ่ใน สกอ.รับปากว่าจะทบทวน…จากนั้นมาเรื่องก็เงียบหายไป

สำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคยว่า มคอ. คือ อะไร อธิบายง่ายๆ ว่า มันเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่มีเป้าหมายเพื่อการเชื่อมโยง อ้างอิงมาตรฐานกับมหาวิทยาลัยอื่นในต่างประเทศ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการเทียบเคียง เทียบโอนหน่วยกิต อีกทั้งยังเพื่อใช้ประเมินความสำเร็จ ประสิทธิผลในการจัดการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัยด้วย

พ้นไปจากคำอธิบายว่า มคอ. คืออะไรในข้างต้น  ข่าวของ สกอ. ไม่ว่าจะเป็น การเรียกร้องขออำนาจจัดการงบประมาณของมหาวิทยาลัยเพื่อกำกับทิศทางการพัฒนา  การเรียกร้องกฎหมายใหม่ที่จะควบคุมมหาวิทยาลัย….ผมไม่แน่ใจว่าจะเกี่ยวข้องกันไหม..แต่ถ้าตามข่าวแล้ว ผมเริ่มกังวลครับ

และไม่กี่เดือนมานี้ เป็นช่วงเทศกาลของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศต้องทำประเมินตัวเอง หลายสถาบันจำเป็นต้องหยิบยกเรื่อง มคอ. มาคุยอีกครั้ง เพราะเกณฑ์การประเมินตัวเองนั้น มีเรื่องของ มคอ. เข้ามาเกี่ยวข้อง และที่สำคัญในปีหน้ามันกำลังจะถูกบังคับใช้ แน่นอนว่านั่นคือที่มาของบทความน่าอ่าน 2 บทความ ได้แก่ ตลาดอุดมศึกษา : จ่ายครบ-จบแน่ เขียนโดย ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์ และ ถึงเวลาอุดมศึกษา “ยูเทิร์น” โดย พิภพ อุดร  ซึ่งทั้ง 2 บทความ ได้ชี้ให้เห็น ความไม่เป็นจริงและความไม่มีประโยชน์ในการจัดมาตรฐานอุดมศึกษาในแบบที่เป็นอยู่ ผมคิดว่า เป็น 2 บทความที่บรรจุคำถามที่ท้าทายให้คณะกรรมการ สกอ. ต้องหาข้อโต้แย้งว่าข้อวิจารณ์ทั้งหมดไม่เป็นจริงอย่างไร

อ่านต่อ…..มคอ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน สิงหาคม 8, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , ,

ถึงเวลาอุดมศึกษา “ยูเทิร์น” โดย ดร.พิภพ อุดร

ยิ่งนับวัน มาตรฐานอุดมศึกษาไทยก็ยิ่งเข้ารกเข้าพง ด้วยหลงงมงายในความเชื่อพื้นฐานผิดๆ ที่อาจจะนำพาการศึกษาไทยให้ถอยหลังไปกว่าครึ่งศตวรรษ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ ความพยายามในการสร้าง “กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.)” ที่บังคับกะเกณฑ์ ให้ทุกมหาวิทยาลัยที่จะให้ปริญญาเดียวกัน ต้องมีโครงสร้างหลักสูตร เหมือนๆ กันทั่วทั้งประเทศ ทำราวกับว่าเป็นระบบ “การผลิตแบบเหมาโหล” ที่ผู้มีอำนาจออกใบสั่ง ให้แต่ละมหาวิทยาลัย ผลิตบัณฑิตออกมารับใช้ตลาดได้โดยมีคุณสมบัติเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะผลิตจากมหาวิทยาลัยใดก็ตาม
เท่ากับตีราคาว่ามหาวิทยาลัยก็มีคุณค่าไม่ต่างจาก “โรงงานรับจ้างผลิต” ซึ่งเป็นนโยบายที่สวนทาง กับการส่งเสริม “ความงอกงามทางปัญญา” อันเป็นหน้าที่หลักของมหาวิทยาลัยอย่างสิ้นเชิง

เคยสงสัยไหมว่า ธรรมศาสตร์ จุฬาฯ เกษตร มหิดล เป็นมหาวิทยาลัยที่ต่างตั้งขึ้นมาเพื่อด้วย วัตถุประสงค์เฉพาะที่แตกต่างกัน เพื่อทำหน้าที่ เป็น “ขุมปัญญา” แก่สังคมในด้านที่แตกต่างกัน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน อันเป็นการใช้งบประมาณและทรัพยากรของรัฐ ที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูงสุด เวลาผ่านมาไม่กี่สิบปี ตอนนี้ทุกมหาวิทยาลัยสอนเหมือนกันหมด มีหลักสูตรแบบเดียวกันหมด

มาวันนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ทบทวนว่ามีอะไรผิดพลาดกับทิศทางที่กำลังมุ่งไป กลับซ้ำเติมให้หนักหนากว่าเดิมด้วยการทำให้ทุกมหาวิทยาลัยต้องใช้หลักสูตร เดียวกัน เพื่อทำให้เรียนที่ไหนก็เหมือนกัน เพราะกำหนดโครงสร้างหลักสูตรไว้เหมือนกัน ใช้ชื่อวิชาเดียวกัน คำอธิบายรายวิชาเดียวกัน
ซึ่งเป็นความพยายามที่กำลังทำให้ “มาตรฐานขั้นต่ำ” ทางการศึกษากลายเป็น “มาตรฐานขั้นสูง” กำลังให้คุณค่า “ความเหมือน” มากกว่า “ความต่าง” และเป็นความหลงผิดในสาระสำคัญอย่างสิ้นเชิงว่า “เขียนหลักสูตรไว้ให้เหมือนๆ กัน” แล้วจะทำให้เกิด “มาตรฐานคุณภาพแบบเดียวกัน”

ทำไม “เชียงใหม่” จะต้องใช้หลักสูตรเดียวกับ “สงขลา” ทำไม “อุบล” จะต้องเหมือน “บูรพา” ทำไม “ภูมิภาค” จะต้องเหมือน “ส่วนกลาง” ทำไมไม่ให้มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งงอกงามตามศักยภาพ และทำหน้าที่ในการตอบสนองต่อสังคม และชุมชนในพื้นที่ที่ตั้งอยู่ ทำไมไม่สนับสนุนการแข่งขันเพื่อ พัฒนาให้เกิดความแตกต่างทางการศึกษา อันจะนำมาซึ่งความงอกงามทางปัญญา

ทำไมจึงดูถูกสถาบันการศึกษาว่า หากไม่กำหนดไม้บรรทัดไว้ แล้วแต่ละมหาวิทยาลัยจะเหลวไหล ทำไมดูแคลนประชาชนไทย ว่าจะไม่มีวิจารณญาณดีพอที่จะเลือกได้ว่าสถาบันไหนดี และเหมาะสม กับเป้าหมายในชีวิตของตนเอง

ทำไมรัฐบาลจึงไม่ทำหน้าที่ที่ควรจะทำในการสร้างโอกาสทางการศึกษาด้วยการ สนับสนุนทุน การศึกษาแก่นักศึกษาทุกคนที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้และต้องการความช่วยเหลือ ทางการเงิน
ทำไมไม่สนับสนุนเงินทุนวิจัยให้เพิ่มขึ้นอีกหลายสิบเท่าเพื่อให้เกิดการ สร้างองค์ความรู้เพื่อแก้ ปัญหาสังคมไทย มากกว่าที่จะส่งเสริมให้ไปลอกความรู้ฝรั่งมาท่องสอนในห้องเรียน

ทำไมไม่สนับสนุนให้แต่ละมหาวิทยาลัยทุ่มเทไปในความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านจน เป็นที่ประจักษ์ มากกว่าที่จะมาคอยบังคับให้ทำอะไรเหมือนๆ กัน โดยไม่มีอะไรโดดเด่นสักอย่าง

ทำไมไม่สร้างระบบจูงใจให้มหาวิทยาลัยแข่งขันกันเพื่อสร้างความเป็นเลิศ ทางวิชาการให้เป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ และอย่างน้อยเป้าหมายเฉพาะหน้าที่สำคัญคือเป็นผู้นำทางการศึกษาในระดับ อาเซียน มีองค์ความรู้ด้านอาเซียน มีการสอนภาษาอาเซียน ฯลฯ

ทำไมมัวมาสร้างกฎเกณฑ์บนกระดาษที่เสียเวลา และสิ้นเปลืองทรัพยากร ด้วยการบังคับให้กรอก แบบฟอร์ม มคอ. ทั้งหลายทั้งปวง ราวกับมหาวิทยาลัยเป็นเด็กอนุบาลที่ต้องคัดลายมือเป็น การบ้านส่งอาจารย์ ซึ่งไม่ได้ช่วยประกันการสร้างคุณภาพให้การศึกษาแม้แต่น้อยนิดแต่อย่างใด มิหนำซ้ำยังเป็น อุปสรรคใหญ่หลวงต่อความยืดหยุ่น และรวดเร็วในการปรับหลักสูตรการศึกษาให้ เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงของโลก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อกำหนด “กรอบมาตรฐานหลักสูตร” เป็นประกาศของกระทรวง ก็ยิ่งเท่ากับ เป็นการใส่ “โซ่ตรวน คุมขัง” พัฒนาการแห่งการศึกษา เพราะทุกคนก็รู้ว่าระเบียบราชการแก้ไข เปลี่ยนแปลงได้ยากแค่ไหน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีระเบียบราชการที่ล้าหลังเต็มประเทศไทยไปหมด ในทุกวันนี้ จะแก้ไขอะไรก็ใช้เวลาเนิ่นนาน และทำได้ยากเย็นแสนเข็ญ

ขอตั้งคำถามถึงบรรดาพรรคการเมืองทั้งหลายที่กำลังหาเสียงเลือกตั้งกันทุก วันนี้ ว่ามีพรรคใดหรือไม่ ที่นอกเหนือจากการลดแลกแจกแถมเงินรายเดือน ยกเว้นดอกเบี้ย ยกเว้นภาษี ให้กับประชาชนทุกอาชีพ ทุกช่วงอายุแล้ว จะยังให้ความสำคัญกับพัฒนาสติปัญญาของคนในชาติให้งอกงาม และกอบกู้ความหลงผิดในทิศทางของอุดมศึกษาไทยให้คืนกลับมาโดย “การยกเลิก การบังคับใช้กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.)” ที่นอกจากจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มทางการศึกษาแล้ว ยังเป็นภาระที่ถ่วงความก้าวหน้าทางวิชาการอีกด้วยได้หรือไม่

หากนักการเมืองคนใดที่ถูกวางตัวไว้ให้รับตำแหน่ง “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาคนใหม่” จะประกาศนโยบายนี้ให้ชัดเจน ก็จะขอสนับสนุนให้ผู้คนที่ใส่ใจ และห่วงใยในการศึกษาของชาติ ไปเลือกท่านมาเป็นรัฐบาลเพื่อฉุดรั้งการศึกษาไทยไม่ให้หลงทางมากไปกว่านี้ โดยทั่วกัน

กรุงเทพฯ ธุรกิจ วันที่ 30 มิ.ย. 54

http://goo.gl/waWg8

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 30, 2011 in บทความ

 

ป้ายกำกับ: , , ,

ตลาดอุดมศึกษา : จ่ายครบ-จบแน่…….ตีรณ พงศ์มฆพัฒน์

การจัดการศึกษา ของไทยมักสะท้อนความเสื่อมมากกว่าความเจริญ ตลาดอุดมศึกษาที่อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐ ประสบความสำเร็จเพียงประการเดียวคือ การเพิ่มสัดส่วนผู้ที่เข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่การเปลี่ยนแปลงทางปริมาณนี้มิได้สอดคล้องกับความต้องการที่แท้จริงของ ตลาด และไม่เป็นผลดีต่อผู้สำเร็จการศึกษาเอง

ความเสื่อมโทรมที่ปรากฏให้เห็นเป็นการสร้างกองทัพบัณฑิตผู้ว่างงาน ซึ่งแอบแฝงในรูปของการทำงานไม่ตรงสาขาที่เล่าเรียนมา การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการเป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ

ภาคเศรษฐกิจมีความยากลำบากในการจัดหาลูกจ้างที่มีคุณภาพ หรือไม่ก็ไม่สามารถให้อัตราเงินเดือนที่สูงเพียงพอสำหรับผู้สมัครงาน นักศึกษาจำนวนมากขาดความกระตือรือร้น ในขณะที่อาจารย์อึดอัดกับคุณภาพของนักศึกษา นักศึกษาระดับปริญญาตรีมีคุณภาพดีกว่านักศึกษาระดับปริญญาโทและบางแห่งนัก ศึกษาระดับปริญญาโทเก่งกว่านักศึกษาระดับปริญญาเอก

ทิศทางที่น่าเป็นห่วงในระยะยาว คือความสามารถในการแข่งขันในทางเศรษฐกิจที่อ่อนด้อยลงพร้อมๆ กับความเป็นสังคมเส้นสาย กำลังส่งเสริมให้แรงงานคุณภาพสูงบางส่วนถูกดึงดูดไปต่างประเทศ ส่วนแรงงานคุณภาพต่ำแต่มีการศึกษาสูงกลับไม่เป็นที่ต้องการของตลาด กองทัพผู้ว่างงานนี้อาจต้องอาศัยการว่าจ้างในภาครัฐ ซึ่งก็มีอัตราตำแหน่งที่จำกัดและมีปัญหาผู้ที่เกษียณอายุยังหาช่องทางให้ได้ รับการว่าจ้างต่อ ดังนั้นจึงต้องหันไปศึกษาต่อหรือไม่ก็ไปประกอบอาชีพส่วนตัว ซึ่งในอนาคตจะกลายเป็นภาระของสังคม

ถึงแม้ว่ากองทัพผู้มีการศึกษาเหล่านี้ ต้องการทำงานที่ไม่ใช้ความรู้ แต่ยากที่จะแข่งขันกับคนงานต่างด้าวจากประเทศเพื่อนบ้านที่อดทนกว่าและพร้อม รับค่าจ้างที่ต่ำกว่ามาก (เช่นประมาณร้อยละ 40-60 ของแรงงานไทย)

ยิ่งถ้าในอนาคตแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่มีความสามารถทางภาษาอังกฤษ เริ่มเข้ามาแข่งขันกับคนไทยในตลาดแรงงานฝีมือ ความกดดันนี้ก็จะยิ่งรุนแรงขยายกว้างมากขึ้นนั่นคือประเทศไทยกำลัง เสี่ยงอย่างมากกับการลงทุนทางการศึกษาที่สูญเปล่าและขาดคุณภาพ กำลังคนจำนวนมากเหล่านี้ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการลงทุนทางการศึกษาแบบหวังน้ำ บ่อหน้านี้ได้ เนื่องจากงานระดับล่างไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ตนจะแข่งขันกับแรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านได้

และนี่จะเป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ในปัจจุบันมีความต้องการทาง การศึกษาในระดับอุดมศึกษามากเกินจริง ซึ่งอาจจะนำไปสู่ปัญหาสถานศึกษาล้นเกินในระยะยาว

ความต้องการทางการศึกษาของกองทัพผู้ว่างงานได้รับการตอบสนองอย่างดีจาก การจัดการศึกษาของรัฐ ด้วยการเปิดให้มีมหาวิทยาลัยจำนวนมากมายถึงกว่าร้อยมหาวิทยาลัย และมีหลักสูตรมากมายที่ด้อยคุณภาพเพื่อทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมของผู้ว่าง งานเหล่านี้

การศึกษาประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” จึง สะท้อนความตกต่ำของการศึกษาไทยและที่แพร่หลายอย่างกว้างขวาง ก็อาจเป็นผลมาจากการซื้อเวลาของผู้รับผิดชอบที่มิกล้าตัดสินใจใดๆ ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง

คำถามคือการจัดการศึกษาของรัฐได้แก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพของการศึกษา อย่างไร ที่ผ่านมาได้มีการเปลี่ยนแปลงที่เห็นชัดสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกมีการปรับโครงสร้างองค์กร ซึ่งเป็นเรื่องข้าราชการระดับสูงคือผนวกทบวงมหาวิทยาลัยเข้าไว้ที่กระทรวง ศึกษาธิการ และแก้ไขปัญหาความเทอะทะของกระทรวงศึกษาธิการด้วยการแบ่งโครงสร้างภายใน กระทรวงเป็นแท่งๆ ให้มีจำนวนตำแหน่งผู้ใหญ่มากขึ้น หรือไม่ให้มีใครมีอำนาจการตัดสินใจได้ แทนที่จะกระจายอำนาจการบริหารออกไปสู่ระดับล่างกลับกลายเป็นการแบ่งแยกอำนาจ ตามแนวนอน เฉพาะในระดับบนซึ่งเป็นการรวมศูนย์อำนาจแบบหนึ่ง

ส่วนที่สองเป็นส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหาหลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาในเชิงรูปแบบกระบวนการด้วยการออกระเบียบมาควบคุมสถาบัน การศึกษาและให้มีระบบมาตรฐานขั้นต่ำคล้ายโรงงาน มีการสร้างตัวชี้วัดมากมายและมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องจัดทำให้ได้ตัวเลขเพื่อใช้ในการประเมิน โดยผู้จัดทำระเบียบอาจหวังว่าความตั้งใจดีของสถาบันการศึกษาจะมากขึ้น และการทำงานที่ลำบากจะทำให้ความขยันในการจัดทำหลักสูตรเชิงพาณิชย์ลดลง

ทว่าการแก้ไขด้วยวิธีนี้ล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้วยเหตุผลหลายประการ เช่น

1.ประสิทธิภาพทางการศึกษาถดถอยลง รัฐมีภาระด้านงบประมาณและกำลังคน สำหรับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานในขณะที่สถาบันการศึกษาเอง มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำงานเอกสารและการประชุมให้หน่วยงานมาตรฐานเหล่านี้ ทุกปีๆ ละหลายมาตรฐาน จำต้องปรับภารกิจมาให้งานเอกสารเพื่อให้ส่วนกลางยังมีอำนาจและมีงานทำ มหาวิทยาลัยทุกแห่งได้รับผลกระทบคล้ายคลึงกับที่โรงเรียนต่างๆ ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่อ่อนด้อยลงเพราะครูนั้นต้องปฏิบัติหน้าที่อื่น ที่ตนไม่ถนัด และมิใช่ภารกิจหลักด้านการสอนหรือการดูแลอบรมนักเรียน

2.มาตรฐานที่กำหนดขึ้นเป็นการวัดการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณที่ไม่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพ และเป็นการออกแบบให้ใช้กับสถาบันการศึกษาทุกแห่งเหมือนกันหมด มิได้แยกระหว่างหลักสูตรที่อาจมีปัญหาคุณภาพออกจากหลักสูตรที่มีความน่า เชื่อถืออยู่แล้ว ไม่มีการแยกหลักสูตรใหม่กับหลักสูตรเก่า ไม่มีการแยกหลักสูตรนานาชาติออกจากหลักสูตรภาษาไทย และมิใช่ตัวชี้วัดที่จะช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพด้วย รัฐได้เพิ่มความน่าเชื่อถือของการประเมินด้วยการเพิ่มรายละเอียดตัวชี้วัด จนกระทั่งต้องปรับจำนวนตัวชี้วัดลงบ้างในเวลาต่อมา ระบบตัวชี้วัดเป็นระบบค่าเฉลี่ยที่ในทางปฏิบัติจะไม่มีผลต่อการยุติหลักสูตร ที่มีคุณภาพต่ำแต่อย่างใด ความจริงแล้วคุณภาพจะอยู่ที่ระดับสาขาวิชา และถ้าหากจำเป็นก็ต้องมีเป้าหมายการประเมินที่มีประโยชน์จริงซึ่งต้องอาศัย ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงสาขาวิชานั้นๆ

3.ระบบมาตรฐานส่วนกลางเป็นเพียงพิธีกรรมที่ขึ้นต้นด้วยความหวังว่าจะทำ ให้การศึกษามีมาตรฐาน แต่ในทางตรงข้ามกลับกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้แก่หลักสูตรประเภท “จ่ายครบ-จบแน่” หลักสูตรประเภทนี้ไม่มีปัญหาเลยในการจัดทำเอกสารและการจัดการให้ผ่าน เงื่อนไขของรัฐ และอาจรู้สึกคุ้มค่าเสียด้วยซ้ำที่งานเอกสารสามารถแลกกับการดำรงอยู่ตาม มาตรฐานขั้นต่ำมาก

เงื่อนไขที่ใช้ในการเป็นหลักสูตรเป็นเพียงเกณฑ์ทางปริมาณที่ใช้กับทุก สถาบันทั้งที่มีและไม่มีคุณภาพเหมือนกันหมด เช่นอาจารย์ประจำหลักสูตรเป็นได้เพียงหลักสูตรเดียว การมีจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร 5 คนต่อหลักสูตร และมีกรรมการผู้รับผิดชอบหลักสูตรจำนวน 3 คน

ข้อกำหนดสำหรับหลักสูตรพิเศษระดับปริญญาเอกเหมือนกับระดับปริญญาโทโดยไม่ มีเงื่อนไขคุณภาพของผู้บริหาร ผู้สอนและผู้เรียนที่แตกต่างออกไป การแก้ไขปัญหาความด้อยคุณภาพการศึกษาจำเป็นต้องใช้นโยบายอื่น ระบบการประเมินคุณภาพจะต้องหวังผลได้ และมีความประหยัด จึงควรเป็นแบบของสหรัฐอเมริกาที่จะไม่ประเมินตลอดเวลาและจะประเมินแบบพิเศษ เพื่อให้การยอมรับหรือไม่ยอมรับหลักสูตร ไม่ควรดำเนินในลักษณะปัจจุบันตามแบบของอังกฤษซึ่งเป็นประเทศที่มีสถาบันการ ศึกษาเพียงไม่กี่แห่งและมิได้มีปัญหาเหมือนของไทย

การจัดการศึกษาแบบจ่ายครบ-จบแน่ สะท้อนว่ารัฐบาลนั้นขาดความเอาใจใส่ในการปฏิรูปทางการศึกษาให้มีคุณภาพ ที่จะเป็นการให้โอกาสที่แท้จริงและถาวรแก่ประชาชน มหกรรมของการประเมินทั่วทุกส่วนงาน ทุกชั้นเรียน ทุกคนและตลอดปีเป็นเพียงการหลงทางและเป็นความเกินเลยที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหา คุณภาพและการทำธุรกิจกับอุปสงค์เทียมได้

นโยบายเช่นนี้จะไม่ทำให้การ อุดมศึกษาของไทยดูดีกว่าวิธีการแม่แบบอย่างอังกฤษซึ่งร่ำรวยกว่ามาก หากแต่ได้บั่นทอนคุณภาพการศึกษาด้วยเหตุแห่งการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดนั่นเอง

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน มิถุนายน 10, 2011 in Uncategorized

 

ป้ายกำกับ: , ,

ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ สกอ. ทบทวนเรื่อง TQF

กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) กับวิกฤตมหาวิทยาลัยไทย

การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ อันเป็นหน่ออ่อนทางความคิดมาตั้งแต่ปี 2542 และปรากฎผลในทางรูปธรรมนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นกับการบริหารอุดมศึกษาไทย

การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี 2546 ติดตามมาด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อสร้างและควบคุมมาตรฐานของอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อควบคุมกำกับนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับอุดมศึกษา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง และ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2552 สกอ.ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้น โดยคัดเลือก “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” จำนวน 9 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแนวหน้าในโครงการดังกล่าว

นโยบายนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ไม่เพียงบีบให้มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันเองเพื่อพยายามถีบตนให้อยู่ในแถวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อธำรงรักษา “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” เหนือกว่าผู้อื่น หากแต่ยังได้ผลักดันให้อุดมศึกษาไทย ต้องแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งของชื่อเสียงของตนเองในระดับสากล

ทิศทางการแข่งขันอันเข้มข้น ได้ดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มแรงกดดันในการประเมินการทำงาน และผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักมาในคำพูดสวยหรูว่าด้วย “การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา” คำย่อต่างๆถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” และแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด (Indicator) และ Impact Factor มีการมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินในแนวทางที่ตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจมากที่สุด การกรอกรายงานการประเมินการทำงานและจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อยให้กับหน่วยงานเหล่านี้ ปีละหลายครั้ง หลายรอบ ได้กลายเป็นงานที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ที่สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อยไปกว่าการทำงานสอนและวิจัย ล่าสุด สกอ.ได้มีการประกาศใช้เครื่องมืออันใหม่ เรียกว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Thailand Qualification Framework หรือ TQF) เพื่อใช้ในการ “ประกันคุณภาพการศึกษา และเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถเทียบเคียงคุณวุฒิกับนานาชาติได้”

สกอ.นั้นได้บรรยายสรรพคุณของ TQF ไว้อย่างสวยหรูนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและประกันคุณภาพและมาตรฐานการวัดการศึกษา อันเน้นการวัดผล การเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นสำคัญ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต และสร้างหลักประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน ตลอดจนพัฒนาให้คุณวุฒิและปริญญาของอุดมศึกษาไทยให้เป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงได้กับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF นั้นกลับทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ที่ถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชา ผ่านระบบการเขียนรายงาน เครื่องมือดังกล่าว หากมีการนำมาปฏิบัติจริง จะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบุคคลากรในอุดมศึกษา เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องเขียนรายงานและนำเสนอข้อมูลการประเมินให้กับหน่วยงานภายนอก แต่อาจารย์ทุกคนต้องรับภาระนี้เข้าเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยการเขียนรายงานที่มีความถี่มากกว่าการประเมินใด ๆ ที่เคยมีมา เป็นรายงานที่ต้องเขียนในทุกวิชา และในทุกภาคการศึกษา

สกอ. อ้างว่า TQF จะช่วยสร้างมาตรฐาน (standard) ให้กับอุดมศึกษา และลดระเบียบขั้นตอนการบริหารลง (deregulation) แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF กลับเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นมากมายอย่างสลับซับซ้อน สกอ.ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า มคอ. 1-7 (มาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา 1-7) เพื่อเป็นทั้งข้อผูกมัดให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆปฏิบัติตามอันเป็นแบบฟอร์มที่เข้มงวด เต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมากให้กรอกกันถ้วนหน้า แบบฟอร์มอันหนาเป็นปึกได้รวมเอาข้อมูลทุกอย่างนับแต่โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร ไปจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนและ ทรัพยากร และมคอ. 1 นี้เองที่ถูกใช้เป็นทั้งกรอบสัญญาที่ผูกมัดมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ดำเนินการตามระเบียบใหม่ที่กำหนดโดย สกอ. อย่างเคร่งครัด สกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้ และเพื่อให้การควบคุมการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลักสูตรมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตรในทุกปีการ ศึกษาอีกด้วย

สำหรับอาจารย์แล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอกแบบฟอร์มจำนวน มหาศาล ส่งให้กับผู้บริหารหลักสูตรและมหาวิทยาลัย ปัญหาสำคัญของ TQF นั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องกรอกกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่กลับเป็นเนื้อหาที่เน้นเทคนิคการจัดการ บนฐานคิดของการเรียนการสอนแบบประถมศึกษา ที่ควบคุมการวางแผนและการเรียนการสอนอย่างยิบย่อย แต่กลับไม่มีที่ใดเลยที่สะท้อนการวัดคุณภาพการศึกษาในเชิงความคิด ปัญญา และความสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา

สกอ. ได้ประดิษฐ์กรอบผลการเรียนรู้ขึ้นมาถึงห้าประเภทใน TQF โดยนอกเหนือจาก ความรู้ ทักษะ และปัญญา อันเป็นกรอบคิดทั่วไปซึ่งใช้กันในระดับสากลแล้ว หลักสูตรต่างๆในไทยถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการเรียนรู้ กรอบดังกล่าวมีความโน้มเอียงทางเทคโนโลยีและวิชาชีพบางด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาวิชาทั่วประเทศ การบังคับใช้กรอบการวัดผลการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของสาขาวิชาการของ TQF ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ที่ความรู้และอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์จะต้องถูกปิดกั้นและขัดขวาง ด้วยกรอบที่ขาดความยืดหยุ่น ตายตัว และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาการในด้านนี้

TQF จึงไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน หากแต่เป็นกระบวน การแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้สกอ.จะอ้างว่าการสร้าง TQF ขึ้นมาเพื่อใช้ในการควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้แต่อย่างใด ในการเหวี่ยงแหอย่าง เหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของ สกอ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา การทำงานประเมินที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพอื่นๆ การริดลอนเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามธรรมชาติของสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ การแปรสภาพอาจารย์ให้เป็นดั่งแรงงานผลิตสินค้า ที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบรายงานเฉกเช่นดังการตอกบัตรเข้าโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ล้วนสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ที่พึงมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนาวิชาการที่ตอบสนองต่อสังคมอันแตกต่างและหลากหลาย

นับตั้งแต่การเริ่มประกาศใช้ TQF เป็นต้นมา คำถามที่มีต่อ TQF และบทบาทของสกอ. ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงและเคลื่อนไหวในหลายมหาวิทยาลัยที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเราคณาจารย์ดังมีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธเครื่องมือพันธการชิ้นนี้ และขอเรียกร้องให้สกอ.ทบทวนเครื่องมือของตน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมวิชาการตามหลักการมีส่วนร่วม ตลอดจนคำนึงถึงความหลากหลายของวงวิชาการ และยุติการบังคับใช้ TQF เสีย ก่อนที่เครื่องมือดังกล่าว จะกลายเป็นชนวนแห่งวิกฤตอุดมศึกษาไทยขึ้นมาจริงๆ

คณาจารย์ นักวิชาการ ที่เห็นด้วยกับ เนื้อความข้างต้น
กรุณาร่วมลงชื่อ โดยแจ้งชื่อ และ สถาบัน ไปที่
ยุกติ มุกดาวิจิตร iamyukti@yahoo.com
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี pinkaewl@yahoo.com
พวงทอง ภวัครพันธุ์ lekpuangthong@yahoo.com

 
 

ป้ายกำกับ: , , ,