ร่วมลงชื่อเรียกร้องให้ สกอ. ทบทวนเรื่อง TQF
กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (TQF) กับวิกฤตมหาวิทยาลัยไทย
การปฏิรูปการศึกษาด้วยการผลักดันให้มหาวิทยาลัยออกนอกระบบราชการ อันเป็นหน่ออ่อนทางความคิดมาตั้งแต่ปี 2542 และปรากฎผลในทางรูปธรรมนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา ได้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงขึ้นกับการบริหารอุดมศึกษาไทย
การยุบทบวงมหาวิทยาลัยในปี 2546 ติดตามมาด้วยการจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อสร้างและควบคุมมาตรฐานของอุดมศึกษา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เพื่อควบคุมกำกับนโยบายและการดำเนินงานเกี่ยวกับอุดมศึกษา ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนทิศทาง และ เป้าหมายของมหาวิทยาลัยไทยอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2552 สกอ.ได้ประกาศตั้งมหาวิทยาลัยวิจัยแห่งชาติขึ้น โดยคัดเลือก “มหาวิทยาลัยชั้นนำ” จำนวน 9 แห่ง ขึ้นเป็นมหาวิทยาลัยแนวหน้าในโครงการดังกล่าว
นโยบายนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ไม่เพียงบีบให้มหาวิทยาลัยต้องแข่งขันกันเองเพื่อพยายามถีบตนให้อยู่ในแถวหน้าอยู่ตลอดเวลา เพื่อธำรงรักษา “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” เหนือกว่าผู้อื่น หากแต่ยังได้ผลักดันให้อุดมศึกษาไทย ต้องแปรสภาพเป็นบริษัทธุรกิจที่แข่งกัน “ผลิตสินค้าวิชาการ” นำมาขายในตลาดต่างชาติ ด้วยการเพิ่มความถี่ในการตีพิมพ์ผลงานในวารสารนานาชาติ และทุ่มทุนโฆษณาเพื่อเพิ่มเรตติ้งของชื่อเสียงของตนเองในระดับสากล
ทิศทางการแข่งขันอันเข้มข้น ได้ดำเนินควบคู่ไปกับการเพิ่มแรงกดดันในการประเมินการทำงาน และผลงานของอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมักมาในคำพูดสวยหรูว่าด้วย “การยกระดับคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา” คำย่อต่างๆถูกสร้างขึ้นเป็นเครื่องมือประเมิน “ความเป็นเลิศทางวิชาการ” และแทรกซึมเข้าไปในชีวิตประจำวันของการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็น KPI (Key Performance Indicator) ตัวชี้วัด (Indicator) และ Impact Factor มีการมอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ นอกมหาวิทยาลัย ไม่ว่าจะเป็นสำนักงานรับรองมาตรฐานและคุณภาพการศึกษา (สมศ. ) และสำนักงานพัฒนาระบบราชการ (กพร.) เข้าทำหน้าที่ตรวจสอบประสิทธิภาพการทำงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าดำเนินในแนวทางที่ตอบสนองต่อตลาดเศรษฐกิจมากที่สุด การกรอกรายงานการประเมินการทำงานและจัดหาข้อมูลอย่างละเอียดยิบย่อยให้กับหน่วยงานเหล่านี้ ปีละหลายครั้ง หลายรอบ ได้กลายเป็นงานที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆอย่างไม่สิ้นสุด ที่สิ้นเปลืองเวลาไม่น้อยไปกว่าการทำงานสอนและวิจัย ล่าสุด สกอ.ได้มีการประกาศใช้เครื่องมืออันใหม่ เรียกว่ากรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษา (Thailand Qualification Framework หรือ TQF) เพื่อใช้ในการ “ประกันคุณภาพการศึกษา และเพื่อให้การศึกษาของไทยสามารถเทียบเคียงคุณวุฒิกับนานาชาติได้”
สกอ.นั้นได้บรรยายสรรพคุณของ TQF ไว้อย่างสวยหรูนานับประการ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือในการพัฒนาและประกันคุณภาพและมาตรฐานการวัดการศึกษา อันเน้นการวัดผล การเรียนรู้ (learning outcomes) เป็นสำคัญ เพื่อประกันคุณภาพบัณฑิต และสร้างหลักประกันคุณภาพหลักสูตรและการเรียนการสอน ตลอดจนพัฒนาให้คุณวุฒิและปริญญาของอุดมศึกษาไทยให้เป็นที่ยอมรับและเทียบเคียงได้กับสถาบันทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งยังช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF นั้นกลับทำหน้าที่เพียงประการเดียวเท่านั้น กล่าวคือเป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารในการติดตาม ตรวจสอบการทำงานของอาจารย์ที่ถี่ยิบ และลึกลงไปถึงระดับรายวิชา ผ่านระบบการเขียนรายงาน เครื่องมือดังกล่าว หากมีการนำมาปฏิบัติจริง จะสร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อบุคคลากรในอุดมศึกษา เพราะไม่เพียงแต่ผู้บริหารเท่านั้น ที่จะต้องเขียนรายงานและนำเสนอข้อมูลการประเมินให้กับหน่วยงานภายนอก แต่อาจารย์ทุกคนต้องรับภาระนี้เข้าเป็นกิจวัตรประจำวัน โดยการเขียนรายงานที่มีความถี่มากกว่าการประเมินใด ๆ ที่เคยมีมา เป็นรายงานที่ต้องเขียนในทุกวิชา และในทุกภาคการศึกษา
สกอ. อ้างว่า TQF จะช่วยสร้างมาตรฐาน (standard) ให้กับอุดมศึกษา และลดระเบียบขั้นตอนการบริหารลง (deregulation) แต่ในความเป็นจริงแล้ว TQF กลับเป็นเครื่องมือในการสร้างมาตรฐานเดี่ยวและบังคับใช้เหมือนกันหมด (standardization) ด้วยขั้นตอนการควบคุมที่เพิ่มขึ้นมากมายอย่างสลับซับซ้อน สกอ.ได้ประดิษฐ์สิ่งที่เรียกว่า มคอ. 1-7 (มาตรฐานคุณวุฒิอุดมศึกษา 1-7) เพื่อเป็นทั้งข้อผูกมัดให้มหาวิทยาลัยและหลักสูตรต่างๆปฏิบัติตามอันเป็นแบบฟอร์มที่เข้มงวด เต็มไปด้วยรายละเอียดจำนวนมากให้กรอกกันถ้วนหน้า แบบฟอร์มอันหนาเป็นปึกได้รวมเอาข้อมูลทุกอย่างนับแต่โครงสร้าง เนื้อหาหลักสูตร ไปจนถึงวิธีการจัดการเรียนการสอนและ ทรัพยากร และมคอ. 1 นี้เองที่ถูกใช้เป็นทั้งกรอบสัญญาที่ผูกมัดมหาวิทยาลัยและสาขาวิชาให้ดำเนินการตามระเบียบใหม่ที่กำหนดโดย สกอ. อย่างเคร่งครัด สกอ.ยังได้ระบุบทลงโทษที่ชัดเจนเอาไว้ในสัญญาดังกล่าว ทั้งนี้หากหลักสูตรใดไม่ผ่านการประเมินของสกอ. หรือไม่สามารถรักษาระดับคะแนนเฉลี่ยที่ดีต่อเนื่องกันสองปี ก็จะไม่ได้รับการรับรองและเผยแพร่หลักสูตรจากสกอ. หรือถูกถอดออกจากการรับรองคุณภาพได้ และเพื่อให้การควบคุมการทำงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้บริหารหลักสูตรมีหน้าที่ต้องรายงานผลการดำเนินการของหลักสูตรในทุกปีการ ศึกษาอีกด้วย
สำหรับอาจารย์แล้ว การปฏิบัติตาม TQF หมายถึงการต้องกรอกแบบฟอร์มจำนวน มหาศาล ส่งให้กับผู้บริหารหลักสูตรและมหาวิทยาลัย ปัญหาสำคัญของ TQF นั้นไม่ได้อยู่ที่เพียงแบบฟอร์มจำนวนมหาศาลที่ทั้งผู้บริหารและคณาจารย์ต้องกรอกกันอย่างเป็นบ้าเป็นหลังเท่านั้น หากแต่ยังอยู่ที่เนื้อหาที่ถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดถี่ยิบ แต่กลับเป็นเนื้อหาที่เน้นเทคนิคการจัดการ บนฐานคิดของการเรียนการสอนแบบประถมศึกษา ที่ควบคุมการวางแผนและการเรียนการสอนอย่างยิบย่อย แต่กลับไม่มีที่ใดเลยที่สะท้อนการวัดคุณภาพการศึกษาในเชิงความคิด ปัญญา และความสร้างสรรค์ อันเป็นคุณลักษณะสำคัญของการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา
สกอ. ได้ประดิษฐ์กรอบผลการเรียนรู้ขึ้นมาถึงห้าประเภทใน TQF โดยนอกเหนือจาก ความรู้ ทักษะ และปัญญา อันเป็นกรอบคิดทั่วไปซึ่งใช้กันในระดับสากลแล้ว หลักสูตรต่างๆในไทยถูกบังคับให้ต้องเพิ่มสิ่งที่เรียกว่าคุณธรรม จริยธรรม และการวิเคราะห์ตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เข้าไปเป็นเกณฑ์ในการวัดความสำเร็จของการเรียนรู้ กรอบดังกล่าวมีความโน้มเอียงทางเทคโนโลยีและวิชาชีพบางด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่กลับถูกบังคับใช้เป็นมาตรฐานเดียวกันในทุกสาขาวิชาทั่วประเทศ การบังคับใช้กรอบการวัดผลการเรียนรู้ โดยไม่คำนึงถึงความแตกต่างและหลากหลายของสาขาวิชาการของ TQF ย่อมจะก่อให้เกิดปัญหาขึ้นอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการเรียนการสอนในสายสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และศิลปะ ที่ความรู้และอิสระในการสร้างความคิดเชิงสร้างสรรค์จะต้องถูกปิดกั้นและขัดขวาง ด้วยกรอบที่ขาดความยืดหยุ่น ตายตัว และไม่สอดคล้องกับธรรมชาติของวิชาการในด้านนี้
TQF จึงไม่ใช่เครื่องมือในการประกันคุณภาพอย่างที่มักกล่าวอ้างกัน หากแต่เป็นกระบวน การแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมอุดมศึกษาผ่านสถาบันเช่น สกอ. แม้สกอ.จะอ้างว่าการสร้าง TQF ขึ้นมาเพื่อใช้ในการควบคุมมหาวิทยาลัยบางแห่งที่ไร้มาตรฐาน แต่การใช้เครื่องมือที่ไม่สามารถตอบโจทย์เรื่องมาตรฐานได้แต่อย่างใด ในการเหวี่ยงแหอย่าง เหมารวม ภายใต้กระบวนการที่ขาดการมีส่วนร่วมจากชุมชนวิชาการต่างๆ ย่อมก่อให้เกิดข้อกังขาต่อความถูกต้องและชอบธรรมของ สกอ.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการศึกษา การทำงานประเมินที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานที่รับผิดชอบการประกันคุณภาพอื่นๆ การริดลอนเสรีภาพในการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนตามธรรมชาติของสถาบันและสาขาวิชาต่างๆ การแปรสภาพอาจารย์ให้เป็นดั่งแรงงานผลิตสินค้า ที่ต้องถูกตรวจสอบอย่างละเอียดผ่านระบบรายงานเฉกเช่นดังการตอกบัตรเข้าโรงงาน ปัญหาเหล่านี้ล้วนสวนทางโดยสิ้นเชิงกับเจตนารมณ์ของการเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับ ที่พึงมีเสรีภาพในการสร้างสรรค์และพัฒนาวิชาการที่ตอบสนองต่อสังคมอันแตกต่างและหลากหลาย
นับตั้งแต่การเริ่มประกาศใช้ TQF เป็นต้นมา คำถามที่มีต่อ TQF และบทบาทของสกอ. ได้กลายเป็นหัวข้อสำคัญที่เป็นที่ถกเถียงและเคลื่อนไหวในหลายมหาวิทยาลัยที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นเป็นลำดับ พวกเราคณาจารย์ดังมีรายชื่อข้างท้ายนี้ จึงได้รวมตัวกันขึ้นเพื่อเรียกร้องให้ผู้บริหารปฏิเสธเครื่องมือพันธการชิ้นนี้ และขอเรียกร้องให้สกอ.ทบทวนเครื่องมือของตน เปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นจากประชาคมวิชาการตามหลักการมีส่วนร่วม ตลอดจนคำนึงถึงความหลากหลายของวงวิชาการ และยุติการบังคับใช้ TQF เสีย ก่อนที่เครื่องมือดังกล่าว จะกลายเป็นชนวนแห่งวิกฤตอุดมศึกษาไทยขึ้นมาจริงๆ
คณาจารย์ นักวิชาการ ที่เห็นด้วยกับ เนื้อความข้างต้น
กรุณาร่วมลงชื่อ โดยแจ้งชื่อ และ สถาบัน ไปที่
ยุกติ มุกดาวิจิตร iamyukti@yahoo.com
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี pinkaewl@yahoo.com
พวงทอง ภวัครพันธุ์ lekpuangthong@yahoo.com
“ทักษิณ”แถลงปิดคดีแบบไร้ข้อต่อสู้
เมื่อวันที่ 21 มกราคม คณะทนายความ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ถูกกล่าวหาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้านบาท พร้อมคณะเดินทางมายื่นคำแถลงปิดคดีความยาว 162 หน้าต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ลงลายมือชื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ สรุปแบบไร้ข้อต่อสู้ว่า
ข้อสรุปส่วนที่ 1 : ข้อกล่าวหาทั้งหมดของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ รัฐ ( คตส.) เป็นเพียงการสันนิษฐาน คาดเดา และการจงใจบิดเบือนข้อเท็จจริง โดยไม่มีมูลความจริง ปราศจากหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าว และขัดแย้งกับเอกสารทั้งหมดของราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งขัดแย้งคำเบิกความของพยานซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐทุกหน่วยงาน จึงไม่มีเหตุที่จะฟังว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาให้บุตรและญาติพี่น้องถือหุ้น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ( มหาชน) ไว้แทนโดยไม่เชื่อว่ามีการซื้อขายหุ้นจริง
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงชัดแจ้งจากทั้งพยานบุคคลและเอกสาร ตลอดจนพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องว่า เงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจำนวน 69,722,880,932.05 บาท และเงินปันผลอีกจำนวน 6,898,722,129 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น76,621,603,061.05 บาทในคดีนี้ เป็นเงินของผู้ที่รับโอนหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสจริง ไม่ใช่เงินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผู้ถูกกล่าวหาและคู่สมรสอย่างแน่นอน จึงไม่ใช่เงินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ อัยการสูงสุด ผู้ร้องคดีนี้จึงไม่มีสิทธินำมาร้องขอให้เงินนั้นตกเป็นของแผ่นดิน
ข้อสรุปนี้ ไร้ข้อต่อสู้ต่อหลักฐานมากมาย ดังนี้
1)นาย พานทองแท้ ได้รับโอนหุ้นมูลค่า 733.95 ล้าน จากพ่อแม่ โดยทำตั๋วสัญญาใช้เงิน ในวันที่ 1 กันยายน 2543 แต่ต้องทำตั๋วสัญญาใช้เงินเพิ่มพิเศษอีก 4,500 ล้านบาท ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2543 เพียง 1 วัน ก่อนวันโอนหุ้น โดยครอบครัวชินวัตรได้เบิกความให้การว่า เป็นค่าหุ้นธนาคารทหารไทย (TMB)150 ล้านหุ้น และใบสำคัญแสดงสิทธิ์อนุพันธ์ฯ (TMB-C1) 300 ล้านหน่วย รวม 4,500 ล้านบาท โดยเป็นการซื้อขายทุกหลักทรัพย์ทำที่ “ราคาทุน” แต่ ความจริง TMB-C1 นั้นเป็น “ของฟรี” ที่แม่ได้มาเปล่าๆพร้อมหุ้น ในอัตรา 2 TMB-C1 ต่อ 1 หุ้น TMB จึงไม่ใช่โอนที่ทุนอย่างที่ให้การ เพราะราคาทุนของแม่เพียง 1,500 ล้านบาทเท่านั้น
หากมองมุมที่อ้างว่า นายพานทองแท้ รับโอนอย่างเป็นอิสระในฐานะบุตรที่บรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ หุ้น TMB และ TMB-C1 มีราคาตลาดเพียง 5.70 และ 1.30 บาทเท่านั้น คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,245 ล้านบาทเท่านั้น แต่นายพานทองแท้กลับอ้างว่า ซื้อจากแม่ที่มูลค่ารวม 4,500 ล้านบาท ในเมื่อเป็นหนี้ “อุบาย” อย่างน้อย 3,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นประมาณ 60% ของหนี้สำหรับมารดา ซึ่งเป็นหลักฐานว่า การคืนปันผลและค่าขายหุ้นชินคอร์ปฯให้แม่ด้วยหนี้อุบายนั้น และเป็นหลักฐานการใช้ชื่อถือหุ้นแทนพ่อแม่อย่างชัดเจน
สื่อมวลชนหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลการขาย TMB พร้อม TMB-C1ได้จากหมายเหตุประกอบงบการเงินของ ธนาคารทหารไทยปี 2544-2545 และ ตรวจสอบข้อมูลราคาหลักทรัพย์ทั้งสองได้ง่ายๆจากระบบ SET Smart ซึ่งเป็นข้อมูลสาธารณะซึ่งรวบรวมโดยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2) ยอดของขวัญวันเกิด น.ส. พินทองทา ชินวัตร จำนวน 370 ล้านบาท เป็นจำนวนที่ทำให้เชื่อได้ว่า เป็นการอำพราง ด้วยใกล้เคียงกับยอดซื้อหุ้นจากพี่ชายจำนวน 367 ล้านบาทพอดี ซึ่งทำให้ พินทองทาถือหุ้น 367 ล้านหุ้น และ พานทองแท้ถือหุ้น 366.95 ล้านหุ้น เท่าๆกัน พอดีๆ โดยหากไม่ใช่ทำรายการเพื่อการปรับโครงสร้างการถือหุ้นแทน ก็น่าจะมีของขวัญวันเกิด เมื่อพานทองแท้อายุครบ 20 ปี หรือ แพทองธารอายุครบ 20 ปีด้วยในลักษณะคล้ายกัน
แต่เท่าที่ติดตามข่าวมาก็เชื่อว่าไม่มี เป็นการสร้างรายการเพื่อปรับชื่อในการถือหุ้นเท่านั้น
หากถือเป็นการแบ่งสมบัติจำนวนใกล้ๆกันให้บุตรทั้งสาม เมื่อขายหุ้นแล้ว ก็น่าจะได้แบ่งเงินสดให้ น.ส. แพทองธารไปด้วย เพราะไม่มีปัญหาต่อการดำรงตำแหน่งของบิดาอีกต่อไป
แต่ก็ไม่ได้โอนแบ่งแต่อย่างใด ทำให้เชื่อได้มากกว่าว่า เป็นการกระบวนการใช้ชื่อบุตรถือหุ้นแทนมากกว่า และที่ไม่ได้แบ่งให้ ก็เพราะภารกิจถือหุ้นแทนจบสิ้นแล้ว พ่อลงจากตำแหน่งแล้ว โดยเมื่อโอนไปที่ต่างๆ เช่น ประไหมสุหรี ซื้อหุ้นสโมสรแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ซื้อเหมืองเพชร ก็เป็นที่เห็นประจักษ์กันทั่วโลกว่า ผู้เป็นเจ้าของคือ ทักษิณ ชินวัตร โดยใช้เงินที่ผ่านจากการซุกหุ้นเหล่านี้มาใช้ในฐานะเจ้าของแท้จริง
3)นาย บรรพจน์ ดามาพงศ์ ได้หุ้นมาโดยไม่มีหลักฐานการชำระเงินค่าหุ้นชินคอร์ปฯด้วยเงินของตนเองเลย โดยมีตัวอย่างหนี้จำนวน 102,135,225 บาท เพื่อชำระค่าหุ้นเพิ่มทุนหุ้น SHIN เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2542 เป็นเงินที่คุณหญิง พจมาน เป็นผู้ออกเงินชำระทุกบาททุกสตางค์ ซึ่งแม้นายบรรณพจน์มีเงินเข้าบัญชีหลายสิบล้านบาท ก็มิได้คืนเงินเลย
แม้เศษๆ 135,225 บาทก็ไม่ได้คืนนานถึง 3-4 ปีด้วยเงินของตนเอง รอจนรับปันผลหุ้น SHIN จึงนำมาชำระคืน ในช่วงท้าย ก็มีการเปิดบัญชีแยกเงินรับปันผลและค่าขายหุ้นจากบัญชีสำหรับชีวิตปรกติของตัว
4) น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ค้างหนี้เพียง 20 ล้านบาท โดยมิได้คืนเงินเลย เป็นเวลา 3-4 ปี ทั้งที่ก็มีเงินไม่น้อย แล้วจึงทยอยชำระด้วยปันผลที่ได้รับจากหุ้นที่ได้รับโอนนั้น โดยไม่ใช้เงินของตนเองเลยเช่นกัน และก็มิได้เคยคืนเงินแต่อย่างใดเป็นเวลาประมาณ 3 ปี แล้วจึง ชำระคืนหนี้ค่าหุ้นดังกล่าว จากปันผลที่ได้รับ 2 ครั้งแรก 9 ล้านบาท และ 11 ล้านบาท โดยครั้งที่ 2 นั้น ได้รับปันผลมา 13.5 ล้านบาท ก็สั่งจ่ายเต็มจำนวน หลังจากนั้นจึงขีดฆ่า (ด้วยคงรู้ตัวว่า จ่ายเกินหนี้แล้ว) และแก้ไขเป็น 11 ล้านบาท นับว่า เป็นการจ่ายด้วยสัญชาติญาณโนมินีจริงๆ และส่วนที่เหลือจากเข้าบัญชี พินทองทา ซึ่งต่อมาบอกว่า เป็นค่านาฬิกาหรูหลายเรือน ก็คงแล้วแต่ว่า ใครจะเต็มใจเชื่อว่า หลานเป็นคนซื้อนาฬิกาหลักล้านบาทหลายเรือน แล้วขายต่อให้หรืออย่างไร และช่างเป็นเวลาที่ประจวบพอดีกับการคืนปันผลในจำนวนที่เพิ่งขีดฆ่าบนเช็คเพื่อแก้ไขจำนวนไปอย่างเหลือเชื่อ
5)วินมาร์ค (WM) มีพฤติกรรมซุกหุ้นกลุ่ม SC และบริษัทอสังหาฯอีก 5 บริษัท คตส. เห็นว่าผิดปรกติด้วยซื้อทุกหุ้น ขายทุกหุ้น ทุกครั้ง ที่ราคาพาร์ ทั้งๆที่มูลค่าทางบัญชีไม่เหมือนกันเลย กำไร/ขาดทุนไม่เหมือนกัน ไม่เคยเปลี่ยนแปลงกรรมการ นอกจากนั้น ยังจ่ายเงินให้ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน หลายงวด จ่ายกว่า 550 ล้านบาท ในช่วงเดือน พฤษภาคม ล่วงหน้าร่วม 3 เดือนกว่าจะได้หุ้นในวันที่ 1 สิงหาคม 2543
พิรุธคือ ระยะเวลาชำระเงิน ตรงกับที่ต้องใช้จองหุ้น ธ. ทหารไทย และ หากวินมาร์คเป็นของนายมามุส โมฮัมหมัด อัล อัลซาลี มหาเศรษฐี ชาวตะวันออกกลางจริง จะต้องยอมจ่ายเงินล่วงหน้าก่อนรับหุ้นหลายเดือนเชียวหรือ ช่วงนั้นก็เป็นช่วงวิกฤต ซึ่ง พ.ต.ท. ทักษิณ ก็บอกกับสื่อมวลชนเองว่า เป็นช่วงวิกฤต ขายได้ที่พาร์ก็ดีแล้ว
ที่สำคัญคือ ก.ล.ต. ตรวจสอบพบว่า ในยอดรวม 1,500 ล้านบาทค่าหุ้น 5-6 บริษัทที่วินมาร์คซื้อจากทั้งคู่นั้น เงินประมาณ 1,200 ล้านบาทมาจากบัญชีที่ใช้ชื่อวินมาร์ค แต่ประมาณ 300 ล้านมาจากบัญชีของตนเอง แต่อ้างชื่อวินมาร์ค !!
โดย ดีเอสไอ และ ก.ล.ต. พบหลักฐานชัดแล้วตรงกันว่า วินมาร์คและแอมเพิลริชเป็นของ พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน ผ่านกองทุน ซิเนตร้าทรัสต์ และ บลูไดมอนด์ และพบตรงกับ คตส. อีกประการ คือ วินมาร์ค มี รหัสบัญชี 121751 ที่ ธ. ยูบีเอส สิงคโปร์ เคยถือหุ้น SHIN ประมาณ 54 ล้านหุ้น (พาร์ 1 บาท = 5.4 ล้านหุ้นช่วงพาร์ 10 บาท) ด้วย !!
6) แอมเพิลริช เป็นของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขณะเป็นนายกรัฐมนตรี จนถึงปี 2548 ตามหนังสือรับรองบริษัท มีเงื่อนไขว่า “Any withdrawal is to be authorised by Dr. T. SHINAWATRA solely.” แสดงว่า พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามแต่เพียงผู้เดียวในช่วงเวลาดังกล่าว จนถึงปี 2548 จึงได้มีชื่อบุตรทั้งสองปรากฏเป็นผู้มีอำนาจลงนาม ไม่ตรงกับที่ได้อ้างว่าโอนหุ้น ARI ให้นาย พานทองแท้ ชินวัตร ในวันที่ 1 ธันวาคม 2543
7) นอกจากนั้น ในวันที่ 24 สิงหาคม 2544 ธนาคาร UBS ทำรายงาน 246-2 ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. โดยนับหุ้น SHIN จำนวน 10,000,000 หุ้น ของ ARI รวมกับหุ้นอีกจำนวนอีก 5,405,913 หุ้น ทั้งนี้ มีหลักฐานว่า เป็นหุ้นของวินมาร์ค รวมเป็น15,405,913 หุ้น (พาร์ 10 บาท) คิดเป็นร้อยละ 5.24 ก็เป็นหลักฐานยืนยันการนับหุ้น 10 ล้านหุ้นของ ARI และอีกกว่า 5 ล้านหุ้นของ WM เป็นของเจ้าของเดียวกันตามมาตรา 258 แห่ง พ.ร.บ. หลักทรัพย์ฯ
ดูเหมือนมีความเห็นในเรื่องรายงาน 246-2 ว่า ในฐานะคัสโตเดียน “ไม่มีหน้าที่ต้องรายงานนี้” แต่ไม่ได้แก้ความจริงบนรายงานนี้เลย โดยในเดือนกุมภาพันธ์ 2549 คือประมาณ 5 ปีต่อมา UBS ก็ยังยืนยันว่า เอกสารนี้มีที่ผิดเล็กน้อย คือ ไม่ใช่เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในราคาหุ้นละ 179 บาทแต่อย่างใด แสดงว่าการนับรวมหุ้นเป็นของบุคคลเดียวกันเกิน 5% (triggered) ไม่ผิด การบอกว่า “ไม่มีหน้าที่” เป็นเหมือนการบอกว่า ยามที่ถ่ายภาพโจรปล้นทรัพย์ได้นอกกะทำงาน ไม่มีหน้าที่ต้องส่งภาพนั้น ก็ไม่เป็นเหตุให้ไม่เอาภาพถ่ายนั้นมาใช้เป็นหลักฐานเอาผิดโจรในภาพแต่อย่างใด
ข้อสรุปส่วนที่ 2 : ข้อเท็จจริงยุติจากการไต่สวนแล้วว่า การออกมาตรการต่างๆ ทั้ง 5 ข้อ คือ
1.การแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคม เป็นภาษีสรรพาสามิต ด้วยการตรา พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.พิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต (พ.ศ.2527) พ.ศ.2546
2.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2544 ปรับลดอัตราส่วนแบ่งรายได้ ที่ต้องจ่ายให้ บ.ทศท. ฯ จากการให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (มือถือ) แบบบัตรเติมเงิน หรือ Prepaid Card ให้บริษัท AIS เป็นร้อยละ 20 จากเดิมที่ต้องจ่ายแบบอัตราก้าวหน้าในอัตราร้อยละ 25- 30
3.กรณีแก้ไขสัญญาอนุญาตให้ดำเนินกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ( CELLULAR MOBILE TELEPHONE ) เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2545 ปรับลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วม ( Roaming ) เอื้อประโยชน์ชินคอร์ป ฯ และ AIS โดยแก้ไขให้ AIS เข้าไปใช้เครือข่ายร่วมผู้ให้บริการรายอื่นที่มีผลให้ AIS ไม่ต้องจ่ายเงินกว่า 18,970,579,711 บาท ให้กับ บ.ทศท ฯ และ กสท.
4.กรณีอนุมัติโครงการยิงดาวเทียม IP STAR การอนุมัติแก้ไขสัญญาสัมปทาน ลงวันที่ 27 ตุลาคม 2547 การอนุมัติให้ใช้เงินค่าสินไหมทดแทน ดาวเทียมไทยคม 3 จำนวน 6.7 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปเช่าช่องสัญญาณต่างประเทศ เอื้อประโยชน์ บ.ชินคอร์ป ฯ และ บ.ชินแซท เทิลไลท์ จำกัด และ
5.กรณีอนุมัติให้รัฐบาลสหภาพพม่า กู้เงินธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย หรือ เอ็กซิมแบงค์ จำนวน 4,000 บาทในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าต้นทุน และขยายเวลาปลอดการชำระหนี้ จาก 2 เป็น 5 ปี เพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์การพัฒนาระบบโทรคมนาคมของพม่า จาก บ.ชินแซท ฯ นั้น
ไม่ได้ทำให้หุ้น บมจ.ชินคอร์ป ฯ มีราคาสูงขึ้นผิดปกติ แต่ราคาหุ้นขึ้นลงไปทิศทางเดียวกันกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยใน อัตราที่ใก้ลเคียงกันตลอดเวลา ซึ่งเงินที่ได้จากการขายหุ้นทั้งหมดจึงไม่ใช่ทรัพย์ที่ได้มาจากการร่ำรวยผิด ปกติ หรือได้ทรัพย์มาโดยไม่สมควรตามข้อกล่าวหา
เป็นการสู้คดีที่แปลก ที่อ้างว่า ราคาหุ้นในตลาดของหุ้นอื่นๆ หรือภาพรวมตลาดหลักทรัพย์เป็นดัง “เกราะป้องกัน” ทำให้พ้นผิดไปได้ ด้วยแต่ละหุ้นก็อาจมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป กลุ่มปตท. มีมูลค่าดีขึ้น เมื่อราคาปิโตรเคมี และราคาน้ำมันดีขึ้น กลุ่มปูนฯก็คล้ายกัน กลุ่มธนาคาร หลายธนาคารก็ฟื้นเพราะเพิ่มทุนได้ และมีการดำเนินงานดีขึ้น ไม่ได้แปลว่า ทุกหุ้นต้องขึ้นตามกัน บางธนาคารก็ล้มละลายไปเลย สถาบันการเงินมากมายก็มีมูลค่าหุ้นเป็นศูนย์
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่า หุ้นที่ขึ้นด้วยเหตุผลสุจริต ก็ไม่มีปัญหา แต่ขึ้นด้วยการใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์กิจการของตนก็ต้องเอาผิด
กล่าวเช่นนี้ อีกไม่นาน ก็จะมีคำว่า “2 มาตรฐาน” ออกมาอีก แต่ต้องบอกว่า หากหุ้นอื่นๆ มีนโยบายรัฐเอื้อด้วยมีรัฐมนตรีเป็นเจ้าของกิจการนั้นๆ ก็เอาผิดด้วยเช่นกัน จึงไม่มีปัญหา “2 มาตรฐาน” แต่อย่างใด
เชื่อว่าคดีคงปิดอย่างเที่ยงธรรม ด้วยคำแถลงปิดคดีของผู้โต้แย้งไร้ข้อต่อสู้ที่รับฟังได้ แต่ความปั่นป่วนในบ้านเมืองก็ยังคงอยู่ หากสื่อมวลชนยังยอมปล่อยให้ “ความเท็จ” ออกมากรอกหูประชาชนอยู่ตลอดเวลา
ไทยทนเชื่อว่า สื่อมวลชนควรเป็นกลางสำหรับทุกฝ่ายทางการเมือง แต่ไม่ควรเป็นกลางให้ “ความเท็จ” เป็นที่รับฟังกัน และปล่อยให้มีคนยังหลงเชื่อ “ความเท็จ” กันมากมาย จนเป็นความวุ่นวายแตกแยกในบ้านเมือง
1. จนบัดนี้ พ.ต.ท. ทักษิณ ยังบอกว่า ผิดแค่เซ็นชื่อให้ภรรยาซื้อที่ดิน หากสื่อปล่อยให้ชาวบ้านเชื่อตาม ก็จะไม่เข้าใจการทุจริตโดยการขัดกันของประโยชน์ผิดอย่างไร
2. หากบอกว่า หุ้นขึ้นเหมือนหลักทรัพย์อื่น หากมีความผิด กลุ่ม ปตท. กลุ่มปูนซิเมนต์ฯ กลุ่มธนาคารบางแห่ง ก็ควรผิดด้วย มิเช่นนั้นจะเป็น “2 มาตรฐาน” ก็ไม่ควรปล่อยให้ “โกหก” ประชาชนต่อไป ด้วยหากกลุ่มเหล่านั้น มีผู้ใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ก็มีความผิดด้วยเช่นกัน
มีผู้กล่าวว่า “สื่อมวลชนมีอำนาจสูง ต้องใช้ด้วยความรับผิดชอบสูงด้วย” จึงหวังว่า สื่อมวลชนจะรับผิดชอบให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่เที่ยงธรรม เพื่อรักษาความชอบธรรมในบ้านเมืองที่เรารักร่วมกันครับ
ปาฐกถาเสมพริ้งพวงแก้ว ครั้งที่ ๑๖ “”We Make the Road by Walking : Non-Violent Social Change in Sri Lanka”
กำหนดการปาฐกถาเสมพริ้งพวงแก้ว ครั้งที่ ๑๖
หัวข้อเรื่อง “”We Make the Road by Walking : Non-Violent Social Change in Sri Lanka”
“สันติภาพทุกย่างก้าว : การเปลี่ยนแปลงสังคมตามแนวสันติวิธี “
บทเรียนจากศรีลังกา
โดย หรรษา กุมารา นวรัตเน
(Harsha Kumara Navaratne)
วันเสาร์ที่ ๖ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๕๓
เวลา ๐๙.๓๐ – ๑๖.๔๕ น.
ณ เรือนร้อยฉนำ สวนเงินมีมา
ร่วมจัดโดย : เสมสิกขาลัย และองค์กรเครือข่ายภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ – นาคะประทีป
๐๙.๓๐ – ๑๐.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๐.๐๐ – ๑๔.๐๐ น. สอยดาวแลกเปลี่ยนแบ่งปันสิ่งของ ”แชร์ (ของ) รักช่วยโลก”
รวมพลเพื่อนเสม พบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ฉันท์มิตร
ซุ้มกิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม
๑๓.๓๐ – ๑๔.๐๐ น. ดนตรีบรรเลง
๑๔.๐๐ – ๑๔.๑๕ น. คุณสุรสีห์ โกศลนาวิน กล่าวเปิดงานปาฐกถา
๑๔.๑๕ – ๑๔.๓๐ น. ฉายวีดิทัศน์ รายงานกิจกรรมเสมสิกขาลัย
๑๔.๓๐ – ๑๔.๔๕ น. ละครจาก กลุ่มละครเพื่อการเรียนรู้บางเพลย์
๑๔.๔๕ – ๑๕.๐๐ น. กล่าวแนะนำปาฐก
๑๕.๐๐ – ๑๖.๐๐ น. ปาฐกถา หัวข้อ ” สันติภาพทุกย่างก้าว : การเปลี่ยนแปลงสังคม
ตามแนวสันติวิธี” บทเรียนจากศรีลังกา
โดย หรรษา นวรัตเน (Harsha Navaratne)
แปลภาษาโดย คุณพิภพ อุดมอิทธิพงศ์
๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ซักถาม แลกเปลี่ยนความคิด
๑๖.๓๐ – ๑๖.๔๕ น. กล่าวปิดงานโดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์
หมายเหตุ
o กิจกรรมช่วงเช้าและช่วงเย็นมีสอยดาวแลกเปลี่ยนแบ่งปัน หนังสือ แผ่นดีวีดีภาพยนต์ เสื้อผ้า ของใช้ โดยรายได้จากสอยดาวจะนำมาใช้ในการจัดงานปาฐกถา และสมทบทุนให้นักพัฒนามาร่วมเรียนรู้ในการอบรม “ชีวิตที่เป็นสุขในสังคมบริโภคนิยม”
o ทุกท่านสามารถนำสิ่งของที่อยู่ในสภาพดี แต่เราไม่ค่อยได้ใช้มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกันและกัน มาร่วมแลกเปลี่ยนอย่างน้อยคนละ ๑ ชิ้น การนำสิ่งของเก่าที่มีอยู่มาสร้างให้เกิดคุณค่าใหม่ ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการประหยัดทรัพยากร รักษาสิ่งแวดล้อม
§ ร่วมสร้างวัฒนธรรมใหม่ในการบริโภค โดยนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนในวันงาน หรือ บริจาคของเพื่อใช้ในกิจกรรมสอยดาว โทร.ติดต่อ ๐๒ ๓๑๔ ๗๓๘๕ ถึง ๖
o มีซุ้มกิจกรรมเกี่ยวกับรักษาสิ่งแวดล้อม เช่น ทำอาหารสุขภาพ กิจกรรมตัดแปะ-ศิลปะสร้างสรรค์ การทำผ้ามัดย้อม
o มีการขายอาหารและเครื่องดื่มสุขภาพ
o มีการออกร้าน จัดนิทรรศการขององค์กรเครือข่ายภายใต้มูลนิธิเสฐียรโกเศศ–นาคะประทีป
ปาฐกถามูลนิธิโกมลคีมทองประจำปี ๒๕๕๓ ครั้งที่ ๓๖
“บนเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณ การหล่อหลอมและการกำหนดเส้นทางชีวิต”
วันอาทิตย์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ เวลา ๑๒.๐๐ – ๑๘.๐๐ น.
ณ หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์
๑๒.๐๐ – ๑๓.๐๐ น. ลงทะเบียน
๑๓.๐๐ – ๑๓.๓๐ น. การแสดงดนตรี ของกลุ่มเยาวชน
๑๓.๓๐ – ๑๓.๔๕ น. ลำนำบทกวี โดยไพวรินทร์ ขาวงาม
๑๓.๔๕ – ๑๕.๐๐ น. เสวนา “อุดมคติสายพันธุ์ใหม่ 2010 ไวรัสหรือ
วัคซีน”
ผู้ร่วมเสวนา วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ทรงกลด บางยี่ขัน
สฤณี อาชวานันทกุล พิธีกร ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
๑๕.๐๐ – ๑๕.๓๐ น. การแสดงจาก กลุ่มละครมะขามป้อม
๑๕.๓๐ – ๑๖.๐๐ น. การแสดงดนตรีภาวนา โดย เมธี จันทรา
และลำนำบทกวีไว้อาลัย อ.กรุณา กุศลาสัย โดย สกุล บุณยทัต
๑๖.๐๐ – ๑๖.๓๐ น. ประกาศบุคคลเกียรติยศ
๑๖.๓๐ – ๑๖.๔๐ น. แนะนำปาฐกโดย รสนา โตสิตระกูล
๑๖.๔๐ – ๑๗.๔๐ น. ปาฐกถาโดย ภิกษุณีธัมมนันทา
“บนเส้นทางการพัฒนาจิตวิญญาณ การหล่อหลอมและการกำหนดเส้นทางชีวิต”
๑๗.๔๐ – ๑๘.๐๐ น. กล่าวปิดปาฐกถา โดย สุลักษณ์ ศิวรักษ์
กิจกรรมภายในงาน : รับบริจาคหนังสือ ของเด็กเล่นหรือร่วมประดิษฐ์ของเล่นพื้นบ้านเพื่อบริจาคสู่เด็กๆ ในพื้นที่ห่างไกล พร้อมเลือกซื้อหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่างๆ และสินค้าทางเลือกมากมาย
สนใจติดต่อ มูลนิธิโกมลคีมทอง ๐๒-๔๑๑-๐๗๔๔,๐๒-๔๑๒-๐๕๒๖ โทรสาร ๐๒-๘๔๘-๙๗๕๖
“โปรดช่วยกันยับยั้งเครื่องตรวจระเบิดลวงโลก”
ร่วมยับยั้งเครื่องตรวจระเบิด “ลวงโลก” เพื่อช่วยทหารตำรวจและประชาชนชายแดนใต้
ภาพความสะเทือนใจที่เกิดขึ้นจากความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่อง ถึงหลายฝ่ายจะบอกว่า “เรามาถูกทางแล้ว”
แต่ การวางระเบิดรายวัน ทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง ไม่เคยหยุดหย่อน
แม้เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ จะทำงานอย่างหนัก เสี่ยงตาย-ออกตรวจทุกวัน แต่ก็ยังมีการระเบิด บาดเจ็บ ล้มตาย
เจ้าหน้าที่ของเรา กำลังใช้ “เครื่องตรวจระเบิดลวงโลก” ที่ฝรั่งหลอกขาย !!! เครื่องมือหน้าตาประหลาดพวกนี้ คล้ายกันที่มี “เสาอากาศ” ยื่นมาจากด้ามจับ
เค้าอ้างว่า เวลาเจอสสารที่ค้นหา เสามันจะหมุนได้เอง!!! ด้วย “พลังแม่เหล็กดูด?!?” ชี้ไปทางทิศที่ของซ่อนอยู่ แถมมี “การ์ดเสริม” อยากตรวจสารอะไร ก็หย่อนการ์ดลงไป เลือกหาได้ทั้งระเบิด สารเสพติด ฯลฯ ไปจนถึง ศพคนตาย ฝรั่งคนขายบอกว่า ตรวจได้ไกล “หลายร้อยเมตร” หาสารได้แม่น แม้จะน้อยแค่ “นาโนกรัม” ไม่มีอะไรขวางกั้นการตรวจได้แม้แต่ “ตะกั่ว” !!
เครื่องแต่ละตัว ราคาต่างกัน แต่แพงจัดไม่แพ้กัน
ราคาตํ่าสุดก็ตั้ง 4 แสนบาท (อัลฟ่า 6) แล้ว โหดสุดก็ฟาดไป 1.4 ล้านบาท (จีที 200 พร้อมการ์ดครบ)
โจษขานกันมาก ว่าเป็น เครื่องมือเทวดา เป็นตาทิพย์ เลยสั่งซื้อ นำเข้ามาใช้กันยกใหญ่ รวมทั่วไทยก็กว่า 2 พันเครื่องแล้ว
มีใช้่ทั้งในหน่วยทหาร 3 เหล่าทัพ สํานักงานตำรวจแห่งชาติ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล องค์การบริหารส่วนจังหวัด อาสาป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ไปจนถึงการไฟฟ้า ฯลฯ
เห็นแบบนี้ คนส่วนใหญ่คงคิดว่า มันเป็นเครื่องมือสุดยอดไฮเทค ข้างในเต็มไปด้วยวงจร กลไก ซับซ้อนมากมาย…
แท้ที่จริงแล้ว ข้างในตัวเครื่องเป็นกล่องว่างๆ ไม่มีวงจรไฟฟ้า วงจรอิเล็กทรอนิกส์ !?! ไม่มีแม้แต่ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หรือแหล่งพลังงาน ?!? …….เสาอากาศก็หมุนฟรีลื่นๆ ไม่ได้มีมอเตอร์ ไม่ได้มีฟันเฟืองเครื่องกล กำกับการเคลื่อนที่ของเสาแต่อย่างใด
การ์ดเซนเซอร์ แผ่นละหลายหมื่น ก็แค่แผ่นกระดาษเคลือบมัน ไม่มี “ชิพ” ไม่มี “ซิม” อะไรเลย !?! ดร. ที่ เคมบริจน์ พิสูจน์แล้ว
http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/newsnight/8471187.stm
แย่ละซิ ! เครื่องมือพวกนี้ มันก็แค่ “ลวดเดาว์ซิง (Dowsing rod)” แค่ “ไม้ล้างป่าช้า” นี่น่า !!! นี่มัน ไม่ใช่ เครื่องมือ “วิทยาศาสตร์” แล้ว แต่เป็นเครื่องมือ “ไสยศาสตร์” เอาไว้ให้พวกที่เชื่องมงาย ใช้หาบ่อนํ้า บ่อทอง
เอามาใช้เป็นอุปกรณ์ประจำกาย ของเจ้าหน้าที่ใน “กระบวนการยุติธรรมและความมั่นคง” ของชาติ ได้อย่างไร ??? ถ้าอยากใช้ ทำเองก็ได้ เอาเสาวิทยุ ติดบานพับ แล้วหนีบด้วยประแจ ราคาอันละไม่กี่ร้อยไม่ต้องเปลืองงบเป็นแสนเป็นล้าน
พอรู้อย่างนี้ ก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมคนเคยใช้ถึงไม่สงสัย เวลามันไม่แม่น เพราะฝรั่งมัน ฉลาดแกมโกง
อ้างคุณสมบัติดีเว่อร์เกินจริง เช่น อ้างว่าตรวจจับได้ละเอียดสุดๆ เวลาเครื่องชี้ แต่ไม่มีระเบิด ก็หาว่าเคยมี “ปนเปื้อน” อยู่นิดหน่อย หรืออ้างหลักวิทย์มั่วๆ เช่น “ไฟฟ้าสถิต” สร้างจากคนถือ พอหาระเบิดไม่เจอ ก็โบ้ยว่าคนใช้นอนไม่พอ “ไฟเลยตก” …
มั่วแล้ว !! คนนะ ไม่ใช่ “ยอดมนุษย์” จะสร้างไฟฟ้าสถิตแรงขนาดนั้นได้
ไม้ล้างป่าช้าพวกนี้มีใช้เฉพาะประเทศ ด้อยพัฒนา เท่านั้น ประเทศพัฒนาแล้วไม่มีใช้สักประเทศเดียว
อังกฤษ ที่เคยถูกแอบอ้าง ก็ให้ กระทรวงกลาโหม ออกแถลงการณ์ปฏิเสธว่า “ไม่เคยใช้ “
อเมริกา ทั้ง FBI ทั้ง กองทัพ จัดทดสอบแล้วเจอว่า “แม่น แค่เท่ากับเดาสุ่ม” โยนเหรียญหัวก้อยเอาก็ได้ เลยสั่งกวาดจับไปหลายครั้ง กระทรวงยุติธรรม อเมริกา ประกาศสรุปจบ “ห้ามซื้อเครื่องตรวจระเบิดแหกตาพรรค์นี้” อีกต่อไป
https://docs.google.com/Doc?docid=0AWBf3l7DSWIdZGY4d3F6OWpfMGR3MjR4Z2Y2&hl=en_GB
ล่าสุด (22 ม.ค. 53) รัฐบาลอังกฤษ สั่งจับบริษัทที่ขายเครื่อง ADE-651 (พี่ของ ADE-101) http://www.timesonline.co.uk/tol/news/uk/article6997859.ece
และห้ามขายเครื่องตระกูลนี้ทั้งหมดให้ “อิรัก” และ “อัฟกานิสถาน” อีก
พวกเราได้เคยพยายามใช้ทุกช่องทาง ตามระบบระเบียบราชการ เพื่อร้องเรียนต่อ รัฐบาล และ รัฐสภา แต่ก็ไร้ผล
สื่อมวลชน ก็ไม่สนใจ หรือหวาดกลัวที่จะทำเรื่องนี้ เห็นทำแต่ข่าว “หมีแพนด้า” กับ “ดาราลวงโลก”
จึงขอความกรุณา โปรดรวมพลังภาคประชาชน รณรงค์หยุดยั้งการใช้เครื่องตรวจลวงโลก
โปรด ส่งต่อ (forward) อีเมล์ ไปถึงทุกคนที่ท่านเป็นห่วง โดยเฉพาะ เจ้าหน้าที่ ที่ต้องปฏิบัติการกับเครื่องทำนองนี้
เพื่อร่วมกันเปิดเผยความจริงของการลวงโลกครั้งยิ่งใหญ่ จากการใช้เครื่องลวงโลก ที่ไม่ใช่เครื่องมือวิทยาศาสตร์จริง ไม่ว่าจะเป็น “GT200, Sniffex, Alpha 6, ADE-101 หรือยี่ห้ออื่นๆ”
“ชุมชนวิทยาศาสตร์หว้ากอ”
ข้อมูลเพิ่มเติม ครับ
https://docs.google.com/fileview?id=0B2Bf3l7DSWIdZTE1ZWZmZDMtZjZiMy00ZDc4LTg2NTAtZGNjMDg1MWNmZjEy&hl=en_GB
“หมอประเวศ” ชี้คำตอบของการพัฒนาประเทศดีที่สุด เริ่มที่”ชุมชน”
หลังพบความล้มเหลวของประเทศไทยในทุกด้านเกิดจากการสร้างพระเจดีย์จากยอด ราษฏรอาวุโสแนะเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เริ่มที่ชุมชน ให้อปท.มีบทบาทแก้ไขปัญหา ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่นร่วมกัน…
ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวปาฐกถาในงานสัมมนาวิชาการ เรื่อง “การขับเคลื่อนท้องถิ่นสู่การพัฒนาประเทศ” จัดโดยภาควิชารัฐประศาสนศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยเห็นว่า การพัฒนาท้องถิ่นคือจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการพัฒนาประเทศ ประเทศจะเข้มแข็งได้ต้องเริ่มจากการพัฒนาระบบรากหญ้า นั่นคือ ท้องถิ่น นำโดยผู้นำท้องถิ่นและคนในท้องถิ่นที่มองเห็นปัญหาได้ครอบคลุม ช่วยให้ท้องถิ่นสามารถปกครองตัวเอง สร้างนโยบายการพัฒนาและดูแลทุกข์สุขโดยคนในชุมชนเพื่อชุมชน
ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ประเทศไทยมีทรัพยากรหลากหลายที่พร้อมจะนำมาพัฒนาประเทศ ปัจจุบันยังพัฒนาไม่ตรงจุด เนื่องจากการปกครองส่วนกลางสร้างนโยบายออกมารองรับการพัฒนาในด้านต่าง ๆ แต่ระบบวัฒนธรรม ความเชื่อที่แตกต่างกันในระดับภูมิภาค ไม่สามารถทำให้นโยบายดังกล่าวนำไปใช้พัฒนาครอบคลุมทุกภาคส่วนได้ ดังนั้น สิ่งที่ควรรีบแก้ไข คือ การช่วยกันพัฒนาท้องถิ่นแบบบูรณาการ สร้างจิตสำนึกให้ประชาชนมีส่วนร่วมใน การสร้างวิธีการแก้ไขและช่วยพัฒนาประเทศร่วมกัน
“เราควรสร้างรากฐานให้มั่นคงก่อนที่จะพัฒนาระบบส่วนอื่น เหมือนการสร้างฐานพระเจดีย์ นั่นคือ เริ่มจากฐานที่อยู่ส่วนล่าง ที่มีอยู่มากในชุมชนท้องถิ่น ต้องมั่นคงแล้วจึงไปพัฒนาส่วนบนฐานพระเจดีย์ต่อไป ดังนั้นควรเปลี่ยนแนวคิดใหม่ จากการคิดเชิงเทคนิคมาเป็นการคิดเชิงโครงสร้าง ให้จุดสำคัญเริ่มที่ชุมชน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีบทบาทแก้ไขปัญหา ผ่านตัวแทนผู้นำท้องถิ่นที่ประชาชนไว้ใจ ร่วมสร้างกรอบการทำงานเพื่อท้องถิ่น นำมาพัฒนาและสร้างให้มีการจัดการและพัฒนาชุมชนด้วยกันเองอย่างเข้มแข็ง ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม สังคม การศึกษา รวมถึงเรื่องโลกร้อน ที่กำลังคุกคามกับสรรพสิ่งต่าง ๆ บนโลก”
ศ.นพ. ประเวศ กล่าวถึงการสร้างการพัฒนาแบบสร้างพระเจดีย์ว่า หากฐานพระเจดีย์ของสังคม คือชุมชน ท้องถิ่นเข้มแข็งทุกๆ ด้าน เมื่อระบบฐานมั่นคงแล้วจึงนำไปบูรณาการด้านอื่นเพื่อสร้างความเข้มแข็ง ให้ปกครองตัวเองได้ ครอบคลุม 8 ด้าน คือ 1. เศรษฐกิจ 2. จิตใจ 3. สังคม การมีส่วนร่วม 4. วัฒนธรรม 5. สิ่งแวดล้อม 6. สุขภาพ 7. การศึกษา 8. การเรียนรู้ประชาธิปไตย เมื่อนำทุกอย่างมาบูรณาการและพัฒนาไปด้วยกันจะเป็นคำตอบของการพัฒนาประเทศอย่างดีที่สุด
“ในประเทศไทย มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมากกว่า 7 พันแห่ง หากให้ท้องถิ่นเข้ามาช่วยจัดการสร้างชุมชนเข้มแข็ง จะสามารถช่วยให้การพัฒนาขับเคลื่อนไปได้โดยเร็ว ดีกว่าการรอรับนโยบายมาจากส่วนกลาง และทำตาม หลังจากนั้นก็หายไป ไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม สิ่งที่ถูกต้อง คือ เราควรจะปล่อยให้ท้องถิ่นสร้างพลังความเข้มแข็งได้ด้วยตนเอง เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง เอากรมเป็นตัวสนับสนุน เกิดการอยู่ได้ด้วยตนเอง ช่วยรักษา ช่วยกันดูแล ให้ความสำคัญของชุมชน ช่วยหาสาเหตุปัญหา สิ่งที่ต้องการของแต่ละท้องถิ่น ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งและมั่นคงภายในประเทศ”
แม้ว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสามารถพึ่งพาตนเองได้ และทราบปัญหาที่เกิดขึ้น ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า ส่วนกลางก็ควรเข้าไปช่วยดูแลในเรื่องของการเพิ่มพูนความรู้ในการสร้างแนว ความคิดใหม่ๆให้เกิดขึ้นในชุมชน โดยให้ส่วนของมหาวิทยาลัยที่มีแล้วอยู่ในส่วนท้องถิ่นเข้าไปร่วมจัดการศึกษา ร่วมมือช่วยแก้ไข และเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือพัฒนา เพื่อให้ท้องถิ่นเข้มแข็งและส่งผลต่อการพัฒนาประเทศ
ด้านพล.อ.จารุภัทร เรืองสุวรรณ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ กล่าวถึงการปกครองส่วนท้องถิ่นว่า เป็นรากฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เป็นสถาบันที่ทำหน้าที่ฝึกฝนในการฝึกสอนเรื่องการเมืองการปกครองให้มีส่วน ร่วมในการปกครองตนเอง ให้คนในท้องถิ่นคุ้นเคยในการใช้การเมือง และความมีศรัทธาในการเลื่อมใสในระบอบประชาธิปไตย ถือเป็นองค์กรที่ปกครองโดยประชาชนและเพื่อประชาชน นอกจากนี้ ยังเป็นเวทีให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองเพื่อการพัฒนาประเทศซึ่งเป็นกฎ ไกหลักในการสร้างความเข้มแข็งในท้องถิ่น สร้างภาวะการอยู่ดีกินดี แก่พลเมือง ในระดับประเทศต่อไป
ขณะที่ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ 1 ใน สมาชิกเครือข่ายสถาบันทางปัญญา เวทีปฏิรูปประเทศไทย กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปชอบคิดว่าส่วนกลางจะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง และรอให้ส่วนกลางช่วยเหลือ โดยที่ไม่ทำอะไร แต่ความจริงแล้วต้องเริ่มจากท้องถิ่นเอง เริ่มจากชุมชน รักชุมชน มองทุกปัญหาเป็นปัญหาของส่วนร่วม และช่วยกันพัฒนาอย่างจริงจัง เมื่อท้องถิ่น เกิดการสร้างชุมชนให้เข้มแข็ง การพัฒนาประเทศก็จะนำไปสู่ทิศทางที่เข้มแข็งต่อไป
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1264145779&grpid=01&catid=
คู่มือนักสงสัยเรื่องโลกร้อน ภาคภาษาไทย
และแล้วผมก็ทำจนเสร็จครับ…คู่มือนักสงสัยเรื่องโลกร้อน
สนใจ load กันไปดูครับ
ขนาด file 1.5 MB
skeptic THAI
นักวิชาการ เครื่อข่ายปชช.เสนอแก้ที่ดิน’เขายายเที่ยง-สุราษฎร์’
จดหมายเปิดผนึกของนักวิชาการ องค์กรประชาชนเสนอแก้ที่ดินเขายายเที่ยง และที่ดินสุราษฎร์ธานี
การต่อสู้ของ”คนเสื้อแดง” ต่อการยึดครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติของอดีตนายกรัฐมนตรีสุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี ได้เปิดโปงให้สังคมไทยได้รับรู้ถึงความพิกลพิการและเลือกปฏิบัติของกฎหมายไทยอันน่าอดสู
ในขณะที่เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ต่อการกระทำของผู้มีอำนาจ แต่สำหรับคนจนผู้ยากไร้ ทั้งๆที่ถูกรุกรานจากการถูกประกาศเขตป่าทับที่ทำกิน หรือได้รับผลกระทบจากกฎหมายที่ไม่เป็นธรรม กลับถูกเล่นงานจากรัฐอย่างไร้ความปราณี รวมทั้งปล่อยให้มีชาวบ้านถูกการคุกคามทำร้ายจากมือมืดอย่างไม่สนใจใยดี
ในขณะที่มีการเคลื่อนไหวเปิดโปงกรณีอัปยศเขายายเที่ยง ตอนหัวค่ำของวันที่11 มกราคม 2553 มือปืนไม่ต่ำกว่า 2 คน ได้ระดมสาดกระสุนอาวุธสงครามเข้าใส่นายสมพร พัฒนภูมิ อายุ 53 ปี สิ้นใจคาที่พักพิงอย่างอุกอาจ
นายสมพร เป็นหนึ่งในหลายพันคนของผู้ไร้ที่ดินในภาคใต้ ที่อยากจะมีที่ดินหาเลี้ยงชีวิต จึงได้เข้าร่วมเคลื่อนไหวกรณีการให้สิทธิที่ดินสปก. 4-01 กว่า 1,000 ไร่ แก่บริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
เมื่อพิสูจน์ได้แน่ชัดว่าผู้ได้รับสิทธิไม่ใช่ราษฎรยากจน แต่เป็นการแอบแฝงของนายทุน ซึ่งขัดกับเจตนารมณ์ของกฎหมายปฏิรูปที่ดิน สำนักงานปฏิรูปที่ดิน จึงต้องจำยอมดำเนินการฟ้องร้องบริษัทจิวกังจุ้ย จำกัด ทั้งแพ่งและอาญา ในที่สุดศาลตัดสินให้บริษัทแพ้คดี ปัจจุบันอยู่ระหว่างบริษัทยื่นอุทธรณ์
ที่ดินผืนนี้ที่นายสมพร และคนจนยากไร้ที่ดินภาคใต้ ได้เคยเสนอให้รัฐดำเนินการนำที่ดินมาให้คนจนผู้ไร้ที่ดินทำกินโดยการออกโฉนดชุมชน แต่รัฐบาลกลับไม่มีท่าทีที่ชัดเจน และปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับนายทุนเป็นไปโดยไม่สนใจที่จะช่วยถอดชนวนปัญหา
ความตายของนายสมพร ได้ตอกย้ำให้เห็นถึงการเลือกปฏิบัติของรัฐ การละเลย แม้กระทั่งเพิกเฉยที่จะสร้างความเป็นธรรมและความเสมอภาคในสังคม
เราในฐานะประชาชนและองค์กรที่มีรายชื่อ มีข้อเสนอดังนี้ คือ
1.กรณีปัญหาเขายายเที่ยง รัฐบาลต้องผลักดันให้มีการดำเนินการตามกฎหมายกับพลเอกสุรยุทธ์ จุรานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรีและองค์มนตรี เหมือนเช่นที่บังคับใช้กับประชาชนทั่วไปอย่างไม่ยกเว้น
2.กรณีการสังหารนายสมพร พัฒนภูมิ ผู้ไร้ที่ดิน จ. สุราษฎรธานี รัฐบาลต้องดำเนินการจับกุมคนร้าย และกลุ่มอิทธิพลผู้อยู่เบื้องโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะใกล้ชิดกับนักการเมืองหรือผู้ทรงอำนาจฝ่ายใดก็ตาม
3.รัฐต้องดำเนินการยกที่ดินสปก.4-01 ในพื้นที่ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ให้กับเกษตรกรผู้ไร้ที่ดินมิใช่นายทุนหรือบริษัทที่มิใช่เกษตรกร และไม่ควรซื้อเวลา โดยไม่ดำเนินการให้ลุล่วง ดังเช่นที่เป็นมา จนนำมาสู่การสังหารนายสมพร ทั้งๆที่ศาลก็พิพากษาแล้วว่าที่ดินผืนนี้ได้มาโดยมิชอบตามกฎหมาย
4.รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปกฎหมายป่าไม้ทุกฉบับ โดยยึดหลักการแนวทางการแก้ไขปัญหาให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง เพื่อความเป็นธรรมในสังคม และมิใช่เพื่อกลุ่มอภิสิทธิ์ชน กลุ่มนายทุนอิทธิพล ตลอดทั้งให้ประชาชนผู้ยากไร้เข้ามีส่วนร่วมในกระบวนการต่างๆด้วย
5 รัฐต้องดำเนินการปฏิรูปที่ดิน โดยการกระจายการถือครอง เปิดเผยข้อมูลการถือครองที่ดิน เพื่อความโปร่งใส และมีมาตรการเก็บภาษีก้าวหน้า มิใช่เพียงสร้างภาพอย่างที่เป็นอยู่
ด้วยความเชื่อมั่น
http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20100120/96305/นักวิชาการ-เครื่อข่ายปชช.เสนอแก้ที่ดินเขายายเที่ยง-สุราษฎร์.html
เขายายเที่ยง
นิธิ เอียวศรีวงศ์
เสียดายที่ผมไม่ได้เป็นโฆษกของสำนักงานอัยการสูงสุด เพราะผมน่าจะให้เหตุผลที่ไม่ฟ้องพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ดีกว่านี้ แต่ในขณะเดียวกัน สำนักงานอัยการสูงสุดก็คงพังไปมากกว่านี้ด้วย หากได้ผมไปเป็นโฆษก
เหตุผลที่ท่านโฆษกแถลงการณ์ไม่ฟ้องพลเอกสุรยุทธ์ก็คือ ไม่มีเจตนา ในทรรศนะของผมแล้ว นี่ฟังไม่ขึ้นเลยครับ
ซื้อที่ดิน 20 ไร่ โดยปราศจากเอกสารสิทธิใดๆ เพียงแต่แจ้งให้องค์กรปกครองท้องที่ทราบว่า ตนจะเป็นผู้เสียภาษีบำรุงท้องที่เป็นรายต่อไป ผู้ซื้อทราบหรือไม่ว่า ลักษณะการซื้อขายที่ดินเช่นนี้ย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย กรณีซื้อที่ดิน “มือเปล่า” เช่นนี้เกิดในเมืองไทยมากว่าครึ่งศตวรรษแล้ว และเป็นที่รู้โดยทั่วไปว่า นี่เป็นการซื้อขายที่กฎหมายไม่รับรอง และมักจะเกิดในที่ดินซึ่งโดยกฎหมายแล้วซื้อขายไม่ได้ เช่น ป่าสงวน, พื้นที่ซึ่งรัฐมอบให้ประชาชนยากจนทำกิน, พื้นที่ ส.ป.ก. ฯลฯ
ผมยอมรับว่า ผู้ซื้อที่ดินประเภทนี้บางราย สามารถใช้อำนาจเงินหรืออำนาจทางอื่นของตน ไปทำให้เจ้าหน้าที่กรมที่ดินออกเอกสารสิทธิให้ได้ในภายหลัง เป็นเอกสารสิทธิที่ออกให้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ส่วนใหญ่แล้วรัฐก็ไม่สามารถตามไปเอาคืนได้ บางรายไม่สนใจว่าจะได้เอกสารสิทธิหรือไม่ แต่ใช้ที่ดินนั้นทำธุรกิจหากำไร และมักจะทำได้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ โดยรัฐไม่เคยสนใจจะไปขับไล่แต่อย่างใด อย่างเดียวกับเปิดสถานบันเทิงในกรุงเทพฯโดยไม่ต้องขออนุญาต เพราะรัฐก็ไม่เคยไปตรวจสอบหรือปิดกิจการ ยกเว้นแต่เกิดเหตุไฟไหม้จนคนตาย หรือเปิดบ่อนให้อึกทึกเกินไปเท่านั้น
พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ กฎหมายไทยมีไว้ แต่มักไม่ค่อยได้บังคับใช้จริงจัง โดยเฉพาะกฎหมายที่ดินสาธารณะทั้งหลาย
หากเป็นชาวบ้านธรรมดา ซื้อขายที่ดินประเภทนี้โดยไม่รู้ว่าใบรับเงินเสียภาษีท้องที่ไม่ใช่เอกสารสิทธิ ก็พอเข้าใจได้หรอกครับ แต่คนที่เป็นแม่ทัพภาค, แม่ทัพบก, ผบ.สส., องคมนตรี และนายกรัฐมนตรี บอกว่าสำคัญผิดในเรื่องการถือครองที่ดินประเภทนี้ จึงรับซื้อมาโดยไม่เข้าใจกฎหมายและเจตนารมณ์ของกฎหมาย จะฟังขึ้นหรือครับ
และถ้าพลเอกสุรยุทธ์รู้สถานะที่แท้จริงของที่ดินซึ่งตัวรับซื้อมาแต่ต้น จะบอกว่าไม่เจตนาได้หรือครับ
เจตนาคืออะไร ถ้าไม่ใช่ความรู้ว่าตัวทำอะไรอยู่ และมีผลกระทบอย่างไรต่อกฎหมายและสังคมโดยรวม หากแถลงเหตุผลที่ไม่ฟ้องพลเอกสุรยุทธ์อย่างนี้ จะมิเป็นการส่งสัญญาณให้คนมีเงินและมีอำนาจทั้งหลายรู้ว่า จงสั่งสมที่ดินประเภทนี้ไว้เถิด เพียงแต่อย่าซื้อโดยตรงจากชาวบ้านผู้ได้รับสิทธิทำกินบนที่ดิน หาชาวบ้านอื่นมารับซื้อไปก่อน แล้วท่านจึงค่อยรับซื้อต่อจากชาวบ้านรายที่สอง เพื่อแสดงว่าท่านไม่ได้มีเจตนาบุกรุกที่ดินอันเป็นสมบัติสาธารณะ อย่างเลวร้ายที่สุดก็คือรัฐยึดที่ดินนั้นคืนไป แต่ท่านไม่มีความผิดตามกฎหมาย
เพราะฉะนั้น หากผมเป็นโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ผมจะไม่แถลงเหตุผลอย่างนี้เป็นอันขาด แต่ผมจะแถลงว่า เฮ้ย ใครๆ เขาก็ทำกันอย่างนี้ทั้งนั้นแหละ
นักกฎหมายไทยคงร้องกันขรมว่า พูดอย่างนี้ได้อย่างไร เพราะไม่ว่ากฎหมายจะถูกละเมิดอย่างไร กฎหมายก็ยังเป็นกฎหมายอยู่นั่นเอง อย่างไรเสียก็ต้องรักษาความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายเอาไว้
แต่ผมซึ่งไม่เคยเรียนกฎหมายเลยกลับเห็นตรงกันข้าม ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายไม่ได้มีขึ้นเพราะมันเป็นกฎหมาย หรือเพราะเคยถูกพิมพ์ในราชกิจจาฯ ถ้าความ “ศักดิ์สิทธิ์” เกิดได้เพียงเท่านั้น ผมเสนอให้เราเขียนกฎหมายเป็นภาษาบาลีดีกว่า จะได้เอาไว้สวดกันทุกเช้า-เย็นด้วย
ความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายเกิดขึ้นได้ เพราะถูกบังคับใช้เป็นประจำและอย่างสม่ำเสมอครับ กฎหมายใดไม่ถูกบังคับใช้เป็นประจำ หรือไม่ถูกบังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ กฎหมายนั้นก็หมดความ “ศักดิ์สิทธิ์” ลง หมดลงในชีวิตจริงของผู้คนนะครับ ไม่ว่านักกฎหมายจะร้องแรกแหกกระเชออย่างไรก็ตาม
กฎหมายที่บังคับให้ผู้ขี่จักรยานในถนนสาธารณะต้องมีใบขับขี่เป็นตัวอย่างอันหนึ่ง จนถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่ได้ยกเลิกกฎหมายนี้ แต่ไม่มีใครบังคับใช้มานานเต็มทีแล้ว จนกระทั่งหากตำรวจจราจรคนใดจับคนขี่จักรยานที่ไม่มีใบขับขี่ ผมคิดว่าผู้บังคับบัญชาควรสั่งขังตำรวจจราจรคนนั้นทันที เพราะ “มึงจะไถเขาแน่”
ในสหรัฐ ศาลยกฟ้องจำเลยมามากแล้ว หากสามารถพิสูจน์ได้ว่า กฎหมายที่เขาละเมิด (ไม่ว่าจะมีเจตนาหรือไม่) เป็นกฎหมายที่ไม่เคยบังคับใช้เป็นปกติ หรือไม่ได้บังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ
ในประเทศที่อำนาจตุลาการเป็นอิสระอย่างแท้จริง กล่าวคือ ไม่ใช่อิสระเฉพาะการบังคับบัญชาและระบบเงินเดือน แต่อิสระเข้าไปถึงวิธีคิดหรือสมองของผู้พิพากษาด้วย อำนาจตุลาการจะคอยถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหารอย่างรัดกุมเสมอ กฎหมายที่ไม่ได้บังคับใช้เป็นปกติหรือไม่ได้บังคับใช้อย่างสม่ำเสมอ คือการมอบอำนาจให้รัฐอย่างไม่มีประมาณ เพราะรัฐอาจเลือกปฏิบัติต่อพลเมืองได้ตามใจชอบ มีกฎหมายไว้ปราบปรามกดขี่เฉพาะคนที่เป็นศัตรูกับรัฐ จึงเป็นอันตรายต่อสังคมเสียยิ่งกว่าปล่อยผู้ละเมิดให้พ้นผิด… ครับ เพื่อผดุงความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของกฎหมายเอาไว้
หากโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดแถลงอย่างนี้ จะเปิดให้คนพากันละเมิดกฎหมายกันเป็นการใหญ่หรือไม่ เปิดครับ เปิดแน่เลย จนกลายเป็นเงื่อนไขบังคับให้กระบวนการยุติธรรมของไทยต้องเลิกเลือกปฏิบัติ หรือ “สองมาตรฐาน” ตามสำนวนของแกนนำเสื้อแดงเสียที และอย่างที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ปัญหาเรื่องการบุกรุกที่ดินสาธารณะนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แต่เพียงบ้านพักตากอากาศของพลเอกสุรยุทธ์เท่านั้น แต่รวมเป็นพื้นที่คงจะหลายล้านไร่ทั่วประเทศ จะแก้ไขกันอย่างไร ก็ต้องคิดอย่างจริงจังเสียที เพื่อให้เกิดทั้งสมรรถนะและความเป็นธรรมในสังคม
ฉะนั้น เมื่อพูดถึงพลเอกสุรยุทธ์กับเขายายเที่ยงแล้ว จึงอดที่จะพูดถึงเสื้อแดงกับเขายายเที่ยงด้วยไม่ได้
ตราบเท่าที่เสื้อแดงยังต่อสู้ให้ทักษิณ ผมเชื่อว่าพลังของเสื้อแดงมีแต่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ (เช่นเดียวกับเสื้อเหลือง หากยังต่อสู้เพื่อขจัดทักษิณเป็นประเด็นหลัก ผมก็เชื่อว่าพลังของเสื้อเหลืองมีแต่จะเสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เช่นกัน) ร้ายยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการดูแคลนคนไทยโดยทั่วไป ทั้งที่สวมและไม่ได้สวมเสื้อแดง
จะยกขึ้นไปบนเขายายเที่ยงก็ไม่ว่า แม้แต่จะเอาพลเอกสุรยุทธ์เป็นเป้าทางยุทธวิธีก็ไม่ว่าอีกเหมือนกัน เพราะทำให้เห็นรูปธรรมได้เด่นชัด แต่ขอโทษเถิดครับ ยุทธศาสตร์คืออะไรเล่าครับ หากยุทธศาสตร์มีเพียงเป็นเครื่องมือทางการเมืองให้ทักษิณ จะหวังให้คนส่วนใหญ่เข้าไปร่วมย่อมเป็นไปไม่ได้
เพราะการเลือกปฏิบัติด้วยสองมาตรฐานนั้นเป็นปัญหาแก่คนไทยทั้งประเทศ เป็นปัญหาเสียยิ่งกว่าที่ทักษิณโดนเสียอีก ยิ่งคิดเลยไปถึงการกระจายการถือครองที่ดินของไทย ก็ยิ่งจะเห็นปัญหามหึมาที่คนไทยส่วนใหญ่ต้องเผชิญอยู่เวลานี้ นั่นคือเข้าไม่ถึงที่ดิน ไม่ว่าจะเพื่อใช้ประโยชน์ในการผลิต หรือเพียงเพื่อจ่อมอาศัยกินอยู่หลับนอนเหมือนมนุษย์ปกติ
อย่าคิดแต่เรื่องเกษตรกรรมเท่านั้นนะครับ การกระจายการถือครองที่ดินอย่างเลวร้ายดังที่มีในประเทศไทย ย่อมหมายถึงการลงทุนภาคอุตสาหกรรมและบริการที่สิ้นเปลืองโดยไม่จำเป็น เพราะต้องลงทุนซื้อที่ดิน (อันเป็นปัจจัยการผลิตที่ไม่ผลิต) ในสัดส่วนที่สูงมากของเงินลงทุน – ผมคิดว่าราคาที่ดินเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนมากกว่าสิ่งแวดล้อมที่ดีเสียอีก ไม่จำเป็นต้องขู่ว่านักลงทุนญี่ปุ่นจะย้ายทุนหนีเพราะกรณีมาบตาพุด นักลงทุนญี่ปุ่นสามารถทำสกปรกในเมืองญี่ปุ่นได้เท่ากับมาบตาพุดหรือ คนไทยเป็นสัตว์ชั้นต่ำขนาดที่ไม่มีสิทธิจะมีชีวิตในสิ่งแวดล้อมที่ดีเท่าพี่ยุ่นหรือ – นอกจากนี้ควรคิดเลยไปถึงแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและบริการอีกมาก ที่น่าจะสามารถเช่าห้องพักได้ถูกลง จนกระทั่งมีมาตรฐานการครองชีพที่ดีขึ้นอีกด้วย หรือแม้แต่คนชั้นกลางจะสามารถวางดาวน์ผ่อนบ้านได้มากขึ้นด้วย
นี่เป็นตัวอย่างของปัญหาที่คนไทยเผชิญอยู่จำนวนมาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับทักษิณเลย รวมทั้งตัวทักษิณเองก็ไม่เคยมีประวัติว่าได้พยายามหรือแม้แต่คิดจะแก้ปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน “สองมาตรฐาน” นั้นไม่ใช่คุณสมบัติพิเศษของรัฐบาลอภิสิทธิ์ แต่เป็นมาตรการปกติที่รัฐบาลไทยทุกรัฐบาลทำมาอย่างต่อเนื่อง (ตั้งแต่สุโขทัย) แล้ว เราอยากได้ประชาธิปไตยก็เพื่อจะไม่มีใครถูกเลือกปฏิบัติอีกไงครับ
โดยไม่เกี่ยวอะไรกับทักษิณ เสื้อแดง (รวมทั้งเสื้อเหลือง) ต้องพูดถึงความไม่เป็นธรรมที่คนไทยส่วนใหญ่ได้รับ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร แรงงาน ผู้หญิง ผู้พิการ ผู้ติดเชื้อ ผู้ถูกท่องเที่ยว ผู้ถูก “พัฒนา” คนจน คนสลัม ผู้ค้ารายย่อย นักเรียนอาชีวะ ฯลฯ และต้องรณรงค์เพื่อชีวิตที่ดีกว่าของคนเหล่านั้น คนเหล่านั้นคือผู้ที่ถูก “สองมาตรฐาน” เอารัดเอาเปรียบและกลั่นแกล้งมามากและนาน ทั้งมากและนานกว่าทักษิณเสียอีก
เหตุใดเราจึงต้องไปควักกระเป๋าและทนลำบากร่วมกับเสื้อแดงหรือเสื้อเหลือง เพื่อสนับสนุนหรือพิฆาตทักษิณ ในเมื่อเรามีปัญหาจริงในชีวิตจริงอีกมากมายที่ต้องเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลง ถึงทักษิณกลับมาเป็นนายกฯ เราก็ต้องต่อสู้กับทักษิณเหมือนกับที่ต้องต่อสู้กับนายกฯ คนอื่นๆ นั่นแหละ
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263811246&grpid=&catid=02
TDRI พบ “รวย-จน” สัมพันธ์กับระดับการศึกษา
การศึกษาช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ชี้รัฐอุดหนุนอุดมศึกษามากกว่าการศึกษาพื้นฐาน เอื้อคนรวยมากกว่าคนจน แนะหากเชื่อว่าการศึกษาเป็นทางออกในการแก้ไขปัญหาของประเทศ ก็ควรพัฒนาระบบการศึกษาให้เด็กส่วนใหญ่ได้มีโอกาสเรียนรู้อย่างเท่าเทียมกัน
ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง ผู้อำนวยการวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์สาธารณสุขและการเกษตร สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เปิดเผยเมื่อวันที่ 15 มกราคม ถึงผลการศึกษาการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษา โดยระบุว่า การศึกษาเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดรายได้ของคน และรัฐสามารถใช้การขยายโอกาสด้านการศึกษาเพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำของคนในระยะยาว ในปัจจุบันการใช้จ่ายของภาครัฐด้านการศึกษาในแต่ละปีใช้งบประมาณจำนวนมาก (มากกว่างบด้านสาธารณสุขถึง 2 เท่า) และที่ผ่านมารัฐก็ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับคนไทยมากขึ้นจากโครงการเรียนฟรีถึงมัธยมปลาย แต่ก็มีคำถามว่าการใช้จ่ายของรัฐด้านการศึกษากระจายไปยังกลุ่มคนฐานะต่าง ๆ อย่างไร และคนจนได้ประโยชน์มากกว่าคนรวยจริงหรือไม่
การศึกษานี้ประมาณการการกระจายผลประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐไปยังกลุ่มคนแต่ละชั้นรายได้ โดยนำตัวเลขจำนวนนักเรียนนักศึกษาในระดับต่างๆ ในชั้นรายได้นั้นมาคูณด้วยต้นทุนการอุดหนุนต่อหัวที่รัฐบาลจ่ายในการศึกษาระดับต่าง ๆ ให้แก่สถานศึกษาทั้งของรัฐและเอกชน
ซึ่งการศึกษาพบว่า การกระจายค่าหัวไปยังโรงเรียนต่าง ๆ แม้ดูเหมือนว่าค่าหัวจะเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศ แต่ค่าหัวดังกล่าวไม่ได้รวมเงินเดือนและงบลงทุน ซึ่งในทางปฏิบัติโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดใหญ่มักจะได้งบเหล่านี้มากกว่าโรงเรียนขนาดเล็กหรือโรงเรียนในที่ห่างไกล นอกจากนี้ การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยได้รับการอุดหนุนจากงบของรัฐในอัตราที่สูงกว่าการศึกษาพื้นฐานมาก ในขณะที่มีนักเรียน นักศึกษาเรียนต่ออุดมศึกษาประมาณร้อยละ 25
งานวิจัยทำการหาต้นทุนเฉลี่ยในระดับอุดมศึกษาของมหาวิทยาลัยรัฐ (ไม่รวมเงินกองทุนกู้ยืมต่างๆ) โดยหาต้นทุนเฉลี่ยเป็นรายภาค ทั้งกรณีที่รวมมหาวิทยาลัยเปิด (ม.รามฯและม.สุโขทัยฯ) และกรณีไม่รวมมหาวิทยาลัยเปิด ซึ่งทั้งสองวิธีให้ผลคล้ายกันคือ ในภาพรวมนั้น รัฐให้เงินอุดหนุนแก่มหาวิทยาลัยค่อนข้างมาก และเมื่อดูกลุ่มคนที่เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยซึ่งสัมพันธ์กับรายได้พบว่า กลุ่มคนที่รวยหรือมีฐานะดีก็จะส่งลูกเรียนต่ออุดมศึกษาและได้ประโยชน์จากการที่รัฐอุดหนุน ขณะที่การเรียนต่อในระดับ ปวช. ปวส.จะเป็นในกลุ่มที่มีฐานะระดับกลางลงมา การที่รัฐทุ่มเทเงินอุดหนุนด้านการศึกษาจำนวนมากไปในระดับอุดมศึกษาจึงเอื้อประโยชน์กับคนรวยมากกว่าคนจน
ดร.วิโรจน์ สรุปผลการศึกษาว่า คนกลุ่มที่มีรายได้สูงมีแนวโน้มที่จะได้รับประโยชน์จากการใช้จ่ายด้านการศึกษาของรัฐอย่างชัดเจน และถึงแม้ว่าระดับความเหลื่อมล้ำในกรณีนี้ไม่ได้สูงมาก แต่ก็เป็นความเหลื่อมล้ำที่มีมาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลายาวนาน ดังนั้นถ้าการศึกษาเป็นตัวแปรที่สำคัญในการกำหนดรายได้ การใช้จ่ายของรัฐในด้านการศึกษาที่เอื้อกับคนรวยมากกว่าคนจนมาโดยตลอด ก็จะส่งผลให้การกระจายรายได้ของประเทศเลวลงต่อไปในระยะยาว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1263552916&grpid=&catid=04


