ชีวิตนี้สั้นนัก..หัวเราะกันให้เยอะๆ

เรื่องราวของชีวิต สังคม และส่วนรวม

จาก Climategate สู่ wikigate และ googlegate

leave a comment »

จากกรณี climategate ที่มีการล้วงและลัก (hack) เอา e-mail และข้อมูลงานวิจัย จาก server ของศูนย์วิจัยสภาพภูมิอากาศของมหาวิทยาลัย East Anglia ซึ่งศูนย์วิจัยแห่งนี้เป็นดั่งศูนย์กลางงานวิจัยเรื่องโลกร้อนที่สำคัญของโลกเลยทีเดียว อีเมล์ที่ถูกลักออกมา ได้ถูกเปิดเผยออกสู่สาธารณะอย่างต่อเนื่อง ซึ่งนอกจากจะกระทบกับนักวิทยาศาสตร์แถวหน้าของฝ่ายที่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์แล้ว ยังลุกลามไปสู่ความมั่นใจของสาธารณชนต่อขุมทรัพย์ข้อมูลบนโลก internet นั่นคือ wikipedia.com และ google.com ซึ่งในหลายปีที่ผ่านมา ได้มีส่วนอย่างมากในการกระพือความเข้าใจและความเชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์ ให้กระจายไปอย่างรวดเร็วและกลายเป็นความเชื่อหลักของคนบนโลกใบนี้

Wikipedia ตกเป็นผู้ต้องสงสัยว่าสมรู้ร่วมคิดกุให้โลกร้อนเกินปกติ เมื่อมีอีเมล์พาดพิงไปถึง William Connolley ซึ่งเป็นผู้ดูแลเนื้อหาด้านสภาพภูมิอากาศของ Wikipedia ตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2546 Connolley นอกจากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพภูมิอากาศ งานสำคัญของ Connolley นั้นเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสภาพภูมิอากาศในช่วงทศวรรษ 1970 โดย Connolly เสนอค้านว่าเป็นทศวรรษที่โลกมีอุณหภูมิอุ่นขึ้น ซึ่งสวนทางกับข้อมูลวิชาการเดิมที่ชี้ว่าเป็นช่วงหนาวเย็น

ในปี พ.ศ. 2548 มีรายงานว่า Connolley ได้ถูกตรวจสอบกรณีการแก้ไขข้อมูลทั้งหมดที่เกี่ยวกับโลกร้อน ซึ่งฝ่ายที่สงสัย ได้ส่งเรื่องให้อนุญาโตของ wikipedia ตรวจสอบ ในประเด็นที่ว่า Connolley ใช้อำนาจของผู้ดูแลเนื้อหาแก้ไข หรือลบทิ้งเนื้อหาที่มีข้อขัดแย้งกับมุมมองของเขา ผลคือ Connolley ถูกสั่งจำกัดการแก้ไขข้อมูลเป็นเวลา 6 เดือน แต่ต่อมาคำสั่งถูกยกเลิก และเขาก็กลับเข้ามาทำงานในตำแหน่งเดิมอีกครั้งเมื่อมกราคม 2549 และถูกยื่นให้ตรวจสอบพฤติกรรมแบบเดิมอีกครั้งในเดือนกรกฎาคม 2552 จนกระทั่งอนุญาโตได้เพิกถอนสถานภาพการเป็นผู้ดูแลเนื้อหาตั้งแต่ 13 กันยายน 2552 ที่ผ่านมา (แต่โดยข้อเท็จจริง Connelley ก็ยังวนเวียนเข้ามาแก้ไขข้อมูลใน wikipeadia อยู่จนถึง ณ ปัจจุบัน)

ชื่อของ Connolley กลับมาเป็นข่าวอีกครั้งเมื่อมีชื่ออยู่ใน e-mail ที่ถูกล้วงออกมาในฐานะ peer review ภายในของ Realclimate.org และเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่มีการกล่าวถึงการลบทิ้งข้อมูล Medieval Warm Period เพื่อทำให้เห็นว่าข้อมูลอุณหภูมิในปัจจุบันสูงกว่าในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งสอดคล้องกับที่อนุญาโตของ wikipedia ตรวจสอบ สื่อมวลชนจึงได้สืบข้อมูลและพบว่า ในระหว่างที่ Connolley เป็นผู้ดูแลเนื้อหาด้านสภาพภูมิอากาศของ wikipedia นั้น เขาได้ใช้อำนาจของผู้ดูแลเนื้อหา ลบบทความใน wikipedia ที่เป็นของฝ่ายที่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดขึ้นตามวงจรธรรมชาติมากกว่า 500 ครั้ง อย่างเช่น เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2546 เขาลบเนื้อหาเรื่อง Little Ice Age และ 11 ตุลาคม 2546 ลบเนื้อหาเรื่อง Medieval Warm Period เขายังทำการแก้ไขบทความของนักวิทยาศาสตร์ในฝ่านที่ไม่เห็นด้วย รวมกว่า 5,428 หัวข้อ และยังทำการปิดกั้นผู้ใช้งานที่ขัดแย้งกับเขามากกว่า 2,000 คน

Connolley เป็นหนึ่งในบุคคลที่สังคม wikipedia เรียกว่า Wiki Nazi และพฤติกรรมของ Connolley ข้างต้น ใช่หรือไม่ว่าได้ทำให้ wikipedia กลายเป็นแหล่งข้อมูล (ที่จงใจ) เผยแพร่ทฤษฎีโลกร้อนที่เกิดจากมนุษย์ และโดย (จงใจ) ปิดบังข้อมูลที่เห็นต่างออกไป

หันกลับมาดูค่าย google กันบ้างครับ ภายหลังมีข่าวเหตุการณ์ climategate ผู้คนจำนวนมากใช้ google ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติม และเมื่อมีการค้นคำว่า climategate เพิ่มมากขึ้น ระบบแนะนำอัตโนมัติซึ่งเป็นมาตรฐานของ google จะช่วยให้ผู้ค้นหาเข้าถึงคำที่ต้องการค้นได้เร็วขึ้น เพียงแค่พิมพ์ c-l-i ก็จะปรากฏคำว่า climategate ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งนั่นมีส่วนทำให้ภายในเวลา 10 วัน (28 พฤศจิกายน 2552) ได้ทำให้จำนวนหน้าของ link ที่ปรากฏคำว่า climategate ที่ google สามารถเข้าถึงได้ มีมากถึง 10,400,000 หน้า ซึ่งมากกว่าจำนวนหน้าของ link เมื่อค้นคำว่า global warming เสียด้วยซ้ำ

แต่แล้วหลังวันที่ 1 ธันวาคม 2552 ระบบแนะนำอัตโนมัติของ google สำหรับคำว่า climategate กลับไม่ทำงาน แม้ว่าจะพิมพ์ climategate เต็มๆ แล้วก็ตาม นั่นหมายถึง มีการดึงคำว่า climategate ออกจากระบบการค้นหาของ google ไปเรียบร้อยแล้ว

ปรากฏการณ์ดังกล่าวสร้างความสงสัยที่มากยิ่งขึ้นแก่ฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์ จนนำไปสู่การมีข้อสรุปที่ว่า google ได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการสมรู้ร่วมคิดเรื่องโลกร้อน โดยพยายามกันไม่ให้สาธารณชนทั่วโลกเข้าถึงข้อมูลเรื่อง climategate ได้ง่าย มีรายงานปัญหาการสืบค้นในลักษณะข้างต้น ทั้งใน google.com / google.co.uk หรือ แม้แต่ google.co.th ก็ตาม

ทั้งนี้มีความพยายามที่จะขอคำอธิบายจาก Eric Schmidt ซึ่งเป็น CEO ของ google แต่ก็ไม่มีคำตอบใดๆ กลับมา งานนี้ว่ากันว่า Schmidt ในฐานะผู้สนับสนุนการชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐของ Al Gore และในฐานะองค์กรผู้สนับสนุนทุนลำดับ 3 ให้แก่ Obama คงเป็นคนจัดการเรื่องนี้เอง

ถึงตอนนี้หากจะค้นคำว่า climategate ก็มีคำแนะนำให้ค้นหาผ่าน yahoo.com หรือไม่ก็ bing.com แทนจะดีกว่า

ถึงที่สุด ผมไม่แน่ใจว่าเรื่องนี้จะจบลงเมื่อไรและผลออกมาเป็นอย่างไร และผมก็ไม่รู้ว่าคุณจะยังเชื่ออย่างไม่ต้องสงสัยในข้อมูลที่ได้จาก wikipedia ต่อไปหรือไม่ และจะยังเชื่อผลการค้นหาที่ได้ google บอกได้อย่างวางใจหรือไม่  ผมรู้แต่เพียงว่าข้อเท็จจริงเหล่านี้ทำให้ผมในฐานะผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารตัวยง ต้องตระหนักในข้อมูลที่ไหลเวียนอยู่ในโลกดิจิตอลให้มากขึ้นครับ

บุญรักษาครับ

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 26, 2009 at 9:45 pm

คู่มือสงสัยเรื่องโลกร้อน เล่ม 1-2 (skeptic’s handbook)

leave a comment »

พอดีไปเจอมาครับ มีทั้งเล่ม 1 และ เล่ม 2 ลอง load ไปอ่านกันนะครับ (อยากแปลอยู่เหมือนกันครับ)

the_skeptics_handbook เล่ม 1

the_skeptics_handbook เล่ม 2 (15 MB)

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 25, 2009 at 12:42 am

อนาคตประเทศไทยกับ “วิชาพอเพียง”

leave a comment »

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/analysis/20091215/91007/อนาคตประเทศไทยกับ-วิชาพอเพียง.html

สัมภาษณ์ ประภาส ชลศรานนท์

ช่วงที่ผ่านมา แนวคิดหนึ่งจากการเมืองมัก “โยนหินถามทาง” ไปถึงชนชั้นกลางในสังคมว่า กำลังทำอะไรอยู่

หรือมีส่วนในการแก้ปัญหาแค่ไหน ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจว่า ใครคือชนชั้นกลาง

เราต้องถามว่า ใครคือชนชั้นกลางแน่ๆ ตอนนี้มันมองไม่ออกว่า ใครคือชนชั้นกลาง ที่อยู่ในถนนใช่ไหม ที่อยู่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นใช่หรือเปล่า หรือคนที่นั่งเงียบๆ ท้อๆ อยู่ในบ้าน ใช่ชนชั้นกลางหรือเปล่า พวกที่อยู่ในตลาดนัดล่ะ บางทีทุกคนจะบอกว่าตัวเอง คือ ชนชั้นกลาง อันที่จริงไม่ว่าในสังคมไหน คนที่อยู่ในสัดส่วนที่เยอะที่สุด หรือกลางๆ สุด เป็นคนมีบทบาทมากที่สุดอยู่แล้ว
 

ปัญหาหลายอย่างรุมเร้าประเทศไทย แต่เราไม่ควรสิ้นหวัง แม้มันจะมืด เหมือนอยู่ในห้องมืดๆ แล้วไม่รู้จะออกทางไหน
 

แต่ก็รู้แหละว่า มันมีประตูแน่ๆ อันที่จริงเราไม่ควรสิ้นหวังอะไรเลย ไม่ว่ามันจะมืดแค่ไหน ผมว่าตอนนี้ เหมือนบ้านเราเป็นโรงเรียน แล้วมีครูใหญ่คนหนึ่งบ้าปลูกต้นไม้ ก็เลยปลูกต้นไม้มันทั้งโรงเรียน ในสนามบอลก็ปลูก พออีกวันเปลี่ยนครูใหญ่คนใหม่อยากให้กีฬาฟุตบอลเป็นหน้าเป็นตาของโรงเรียน ก็สั่งให้ตัดต้นไม้ออก เพื่อให้เด็กนักเรียนเตะฟุตบอล ผมว่าบ้านเรามันเป็นแบบนี้
 

โครงการระยะยาวเราไม่มีเลย เอนทรานซ์เปลี่ยนระบบแทบทุกสามสี่ปี เสาตอม่อรถไฟโด่เด่เต็มไปหมด เรื่องระบบขนส่งมวลชน ไม่มีใครรู้เลยว่าจะไปทางไหน ผู้คนก็เพิ่มมากขึ้น น้ำก็ท่วมทุกปี อย่าว่าแต่เรื่องเกษตรหรือเรื่องวัฒนธรรมเลย ธรรมนูญหลักของประเทศยังไม่รู้จะไปทางไหนเลย
 

เหมือนแม่คนหนึ่งไปคาดคั้นลูกชายว่า ลูกจะเลือกแฟนหรือเลือกแม่ ทำไมต้องเลือก ทั้งๆ ที่สำหรับลูกชายแล้วมันสำคัญทั้งสองอย่าง แล้วมันก็คนละเรื่องกันด้วย หลายเรื่องในบ้านเมืองเราเป็นอย่างนี้ เหมาว่าเป็นเรื่องเดียวกัน 
 

ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองอาจจะมองว่า การที่เกาหลีส่งท่าเต้น ส่งพระเอกนักร้องเป็นสินค้าออก คงเป็นเรื่องเล่นๆ ไม่เล่นนะครับ เขากำลังทำแบรนด์ของประเทศเขาอยู่เมื่อก่อนเราพูดถึงเกาหลี รู้สึกยังไง แล้วเดี๋ยวนี้รู้สึกยังไง
 

ถ้าพูดถึง “ท่าเต้นเกาหลี” เป็น “แบรนด์” แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องส่งท่าแดนเซอร์ไปประกวดแข่งขันเขา
 

เพราะอาวุธสำคัญของเรา คือ “การเกษตร”
 

ถ้ามองอาวุธในการแง่ตั้งรับ แง่แก้ไขวิกฤตการณ์ความยากจน ผมเคยคุยกับรุ่นพี่ที่ทำงานเกี่ยวกับงานส่งเสริมแนวคิดพอเพียงในแวดวงการเกษตรคนหนึ่ง สำหรับคนเมืองหรือคนชั้นกลางมักมองว่า เกษตรคือชาวไร่ชาวนา คือสวนคือการทำนากุ้ง แต่ความจริง…ไม่ใช่ 
 

คำว่าเกษตรหมายถึงวิถีเกษตร การที่เราปลูกต้นไม้หน้าบ้านก็เป็นเกษตร การเด็ดกระถินริมรั้วมาจิ้มน้ำพริกก็เป็นเกษตร การเอาใบไม้มาฝังดินทำปุ๋ยใส่แปลงดอกไม้ก็เป็นเกษตร เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศสามารถอยู่ได้สบายด้วยวิถีนี้ เศรษฐกิจมันจะตกแค่ไหนก็อยู่ได้ ในหลวงท่านพระราชทานแนวคิดนี้มาตั้งนานแล้ว พวกเราไม่ได้เอาไปใช้เป็นรูปธรรมกันเอง
 

ส่วนถ้ามองในเชิงรุก ทำไมผมจึงมองประเทศเราเป็นมหาอำนาจด้านนี้ได้ ประเทศเราทั้งความชื้น ทั้งอุณหภูมิ กลางวันกลางคืนไม่ต่างกันมาก ฤดูแต่ละฤดูก็ไม่ต่างกันมาก มีเขา มีทะเล มีที่ราบ พายุแรงๆ พัดมาก็มีกำแพงกันไว้ให้ ดินอุดม แมลงยั้วเยี้ย ปลายุ่บยั่บ ปลูกอะไรก็ขึ้นหมด
 

คนจีนสมัยไอ้หนุ่มซินตึ๊งนี่ โจษกันเลยว่าเมืองเสียมนี่เอาท่อนไม้ปัก ใบก็งอกแล้ว เอาง่ายๆ เลยป่ารกร้างทิ้งไว้นี่ ผ่านไปห้าหกปี ต้นไม้น้อยใหญ่ที่ขึ้นเอง สมุนไพรทั้งนั้น มหาอำนาจด้านสมุนไพรเราเป็นได้แน่นอน แต่รัฐต้องเน้นเรื่องความคิดและการสนับสนุน และต้องสร้างค่านิยมใหม่ให้ได้ว่า คนหนุ่มสาวที่มาเรียนเกษตรนี่ เท่ และรายได้ดี
 

ประเทศไทยในอนาคต 5 ปีนับจากนี้จะเป็นอย่างไร 
 

ถ้ามองแบบธรรมดาแบบลบๆ หน่อย ก็คงจะเหมือนประเทศอื่นๆ ในโซนนี้  ที่เติบโตตามแต่ที่ประเทศแม่เขาวางมาตรฐานไว้ ทั้งอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น ตัวเลขทางเศรษฐกิจตามเขา ก็วิชานี้มันของเขา ก็คงกู้เงินกันไปมา แต่ถ้าผมถามตัวเองว่าอยากให้เป็นอย่างไรนั้นนะ ผมว่าเรามีของดีอยู่ เพราะเราสามารถเป็นมหาอำนาจบางด้านได้ ถ้าเรามุ่งด้านนี้ สร้างวิชาของเราเองขึ้นมาบ้าง “วิชาพอเพียง” ที่ในหลวงท่านทรงพระราชทานมาให้ ปรัชญาที่ไม่ใช่วิชาของพวกตะวันตก

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 15, 2009 at 11:45 pm

บันทึกโพสใน บทความ

Tagged with

Climategate ลับ ลวง พรางเพื่อโลกร้อน

leave a comment »

เนื้อหาที่ผมนำมาเล่าในที่นี่ ได้รับการเผยแพร่โดยคุณกาลามะชนใน http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X8581568/X8581568.htmlเมื่อปลายเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ผมเพียงทำหน้าที่เรียบเรียงและเพิ่มเติมบางส่วน และนำมาสื่อสารผ่านหน้าหนังสือพิมพ์อีกต่อหนึ่งเท่านั้น

กล่าวอย่างรวบรัด ทฤษฎีโลกร้อนที่สร้างขึ้นโดย IPCC (คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ) และที่พวกเราเชื่อกันอยู่นั้น อธิบายว่า โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วนับจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับการเพิ่มขึ้นของคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่ากิจกรรมเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลของมนุษย์เป็นสาเหตุหลักของโลกร้อน

ประเด็นก็คือ หากเราเข้าใจสาเหตุของปัญหาผิดไป กล่าวคือ เชื่อตามข้อมูลที่ IPCC เสนอ และพยายามแก้ไขที่สาเหตุดังเช่นที่เป็นอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการเก็บภาษีคาร์บอน คาร์บอนเครดิต การเรียกเก็บเงินค่าปรับมหาศาลจากชาวบ้านที่ตัดต้นไม้โดยอ้างเรื่องการดูดซับกาซคาร์บอน เป็นต้น ผลก็คงไม่ได้ช่วยอะไรได้มากนัก และมาตรการดังกล่าวได้กลายเป็นเครื่องมือทางการค้า และที่สำคัญคือกลายเป็นเครื่องมือที่บีบคั้นคนจนมากขึ้น

ข้อมูลโลกร้อนของ IPCC ได้รับการทักท้วงในเวทีโลกให้มีการตรวจสอบทั้งจาก NGO นักภูมิศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ มาโดยตลอด แต่ไม่เป็นผล และยิ่งเมื่อ Al Gore นำข้อมูลของ IPCC มาเสนอผ่านสารคดี “The Inconvenience Truth” กลับยิ่งตอกย้ำให้เข้าใจว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์ ความตระหนกของคนทั่วโลกมีผลให้ Al Gore และ IPCC ได้รับรางวัลโนเบล ปี 2007 ไป

แต่ผมไม่แน่ใจว่าหลังจากนี้ เมื่อกรณี “climategate”  หรือ “การตุกติกข้อมูลวิจัยให้โลกร้อนเกินจริงและร้อนจากฝีมือมนุษย์นั้น” ถูกเปิดออกมา ผลจะเป็นอย่างไรต่อไป Climategate เริ่มเมื่อ 17 พ.ย. ที่ผ่านมา ศูนย์ Hadley หน่วยวิจัยสภาพภูมิอากาศโลก (Hadley – CRU) ของมหาวิทยาลัย East Anglia ซึ่งเป็นดั่งศูนย์กลางงานวิจัยเรื่องโลกร้อน ถูกมือดีเจาะข้อมูลในระบบดึงเอา e-mail และเอกสารวิจัยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศออกมาจำนวนมาก ซึ่งพบข้อความในe-mail ที่ชี้ให้เห็นว่านักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งสมคบคิดกัน (ไม่อยากใช้คำนี้เลยจริงๆ ) เพื่อทำในสิ่งที่น่าหดหู่ 3 ประการ

1) พยายามปกปิดข้อมูล  ไม่ให้ฝ่ายที่ไม่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์ดูข้อมูลดิบและงานวิจัยต่างๆ และถึงแม้จะใช้กฎหมาย Freedom of Information ก็ไม่เป็นผล และล่าสุด หน่วยวิจัยฯ เริ่มอ้างว่าข้อมูลส่วนใหญ่ได้ถูกทำลาย หรือสูญหายไปแล้วด้วยสาเหตุต่างๆ ….เช่น กรณีที่ Tom Wigley นักวิทยาศาสตร์ด้านภูมิอากาศ หารือกับ Philip Jones ผู้อำนวยการ CRU ในการใช้กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อปกปิดข้อมูลวิจัย http://www.eastangliaemails.com/emails.php?eid=485&filename=1106338806.txt

2) ตุกติกบิดผลการวิจัย เพื่อให้โลกดูร้อนขึ้นเร็วกว่าปกติ  ข้อเท็จจริงนี้ถูกพบและถูกตั้งข้อสังเกตมาก่อนแล้วหลายครั้ง แต่ฝ่ายโลกร้อนก็ยืนยันเถียงด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น กรณีที่ Philip Jones เขียนถึง Micheal Mann ผู้บริหารระดับสูงของ IPCC และเป็นเจ้าของผลงานไม้ตีฮอกกี้เจ้าปัญหา และคนอื่นๆ โดยบอกว่า เขาได้ใช้ การแก้ไข ตกแต่งข้อมูล เพื่อซ่อนอุณหภูมิที่ลดลง http://www.eastangliaemails.com/emails.php?eid=154&filename=942777075.txt

3) ปิดพื้นที่การสื่อสารของพวกที่ไม่เชื่อว่าโลกร้อนเกิดจากมนุษย์ ด้วยวิธีการต่างๆ  เช่น  กรณีที่มีความพยายามของ Mann ที่จะทำให้วารสารที่มี peer-review อย่าง climate research ตกกระป๋อง เพราะลงบทความวิจัยที่ตั้งข้อสงสัยเรื่องโลกที่ร้อนขึ้นอย่างผิดปกติของ IPCC  โดยการชักชวนให้นักวิทยาศาสตร์ไม่ส่งผลงานไปตีพิมพ์ http://www.eastangliaemails.com/emails.php?eid=295&filename=1047388489.txt

หรือกรณีที่ Mann บอกว่าเขาคิดจะคุยกับ Richard Black ซึ่งเป็นผู้สื่อข่าวสิ่งแวดล้อมของ BBC เพื่อหาว่าทำไม BBC ถึงปล่อยให้มีบทความโต้เถียงเรื่องโลกร้อนออกมา..ยังมี E-mail ร้อนๆๆๆๆ อีกเป็นจำนวนมาก ที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นนำสมคบคิดกันสร้างภาพให้โลกร้อนเร็วขึ้นกว่าปกติ โปรดติดตามใน http://wattsupwiththat.com/2009/11/22/bishop-hills-compendium-of-cru-email-issues/

ถามว่าเมื่อเกิดเรื่องอื้อฉาวในแวดวงนักวิทยาศาสตร์โลกร้อนแล้วเกิดอะไรตามมาบ้าง

  • หากเรา search ข้อความ climategate ผ่าน google จะพบว่าข้อมูลนี้กำลังกระจายไปอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมีมากถึง 27.4  ล้านหน้า (วันที่ 7 ธ.ค.)
  • ชาวอังกฤษได้ทยอยเข้าไปลงชื่อ http://petitions.number10.gov.uk/UEACRU/  เพื่อให้รัฐบาลทำการสอบสวนกรณีที่เกิดขึ้น และระงับการนำผลงานวิจัยของ Hadley-CRU ไปใช้ จนกว่าจะได้มีการตรวจสอบ
  • 4 ธ.ค. ประธาน IPCC  สัญญาว่าจะสอบสวนกรณีที่ Hardley – CRU กล่างอ้างว่า โลกร้อนเกิดขึ้นจากมนุษย์ ว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่
  • 5 ธ.ค. อุตุนิยมวิทยา ของอังกฤษ ประกาศตรวจสอบข้อมูลอุณหภูมิย้อนหลัง 160 ปี และจะนำข้อมูลสถานีตรวจวัดอุณหภูมิกว่าพันแห่งขึ้น website เพื่อให้สาธารณะเข้าถึงและตรวจสอบได้
  • มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนียเสตรท ซึ่งมี Micheal Mann  เป็นผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ระบบโลก ประกาศที่จะตรวจสอบงานของ Mann โดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับวิธีวิทยาที่ Mann ใช้
  • มหาวิทยาลัย East Anglia ตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อตรวจสอบกรณีที่เกิดขึ้น ในขณะที่ Philip Jones ผู้อำนวยการ Hardley – CRU ประกาศพักงานชั่วคราวเพื่อรอผลการตรวจสอบตั้งแต่ 1 ธ.ค.ที่ผ่านมา
  • Al Gore ยกเลิกกำหนดการที่จะไปปาฐกถาในงาน Copenhagen Climae Change ครั้งที่ 15 (COP 15) ในวันที่ 16 ธันวาคม 2552 เรียบร้อยแล้ว ว่ากันว่าที่ปรึกษาของ Gore ก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่อยู่ในกลุ่มที่ได้ชื่อว่า ตุกติกข้อมูลวิจัย เช่นกัน

 สนใจติดตามเรื่องอื้อฉาวนี้ต่อที่ http://en.wikipedia.org/wiki/Climatic_Research_Unit_e-mail_hacking_incident

ในแวดวงวิชาการ การตุกติก แก้ไขข้อมูลวิจัยหรือปกปิดข้อมูลของอีกฝ่าย ด้วยวิธีการที่ไม่ชอบธรรม ถือเป็นผิดบาปมหันต์ ผิดจรรยาบรรณยิ่ง และแม้ว่าเรื่องอื้อฉาวนี้จะผ่านมา 2 สัปดาห์แล้วก็ตาม ผมก็ยังรอคอยอย่างมีความหวังว่าหน่วยงานและนักวิทยาศาสตร์ในบ้านเราจะออกมาให้ความเห็นต่อกรณีนี้บ้าง….

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 6, 2009 at 10:15 pm

เปิดโผกองทุนหุ้นผลงานเจ๋งในรอบ 10 ปี

with 2 comments

กองทุนหุ้นโชว์ผลงานในรอบ 10 ปี สุดยอด ไม่มีกองหุ้นไหนแพ้ดัชนี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 140.49% ทิ้งห่างดัชนีหุ้นไทยเป็นเท่าตัว

จากการสำรวจข้อมูลผลการดำเนินงานของกองทุนหุ้นทั้งหมด 57 กองทุน ณ วันที่ 30 พ.ย. 2552 ย้อนหลัง 10 ปี พบว่า กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงถึง 140.49% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 14.05% ต่อปี สูงกว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในระยะเวลาเดียวกันที่ให้ผลตอบแทน 63.24% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 6.32% ต่อปี

“กองทุนหุ้นทั้งหมด 57 กองทุน คิดเป็นสัดส่วน 100% ของกองทุนหุ้นทั้งหมดที่มีผลการดำเนินงานชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกัน โดยสามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ตั้งแต่ 16.82 – 172.75% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าพอใจในระยะยาวทีเดียว”
โดยกองทุนหุ้นที่มีผลงานดีที่สุดนั้นให้ผลตอบแทนสูงถึง 235.99% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 23.60% ต่อปี ในขณะที่กองทุนที่มีผลงานแย่ที่สุดนั้นก็ยังให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 80.06% หรือคิดเป็นผลตอบแทนเฉลี่ย 8.01% ต่อปี หรือมีผลการดำเนินงานแตกต่างกันอยู่ประมาณ 155.93%

สำหรับกองทุนหุ้นที่มีผลงานดีที่สุด 5 อันดับแรกนั้น มีผลการดำเนินงานในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาสูงกว่า 190.00% ทุกกองทุน นำมาโดยอันดับ1 “กองทุนเปิดบัวหลวงโครงสร้างพื้นฐาน (B-INFRA)” ของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 235.99% อันดับ2 “กองทุนเปิดอเบอร์ดีนโกรทฟันด์ (ABG)” ของบลจ.อเบอร์ดีน ให้ผลตอบแทน 234.26% อันดับ3 “กองทุนเปิดอยุธยาทวีปันผล (AYFSCAP)” ของบลจ.อยุธยา ให้ผลตอบแทน 210.31%

อันดับ4 “กองทุนเปิดไอเอ็นจีไทยอิควิตี้ฟันด์ (INGTEF)” ของบลจ.ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ให้ผลตอบแทน 199.21% และอันดับ5 “กองทุนเปิดบัวหลวงทศพล (BTP)” ของบลจ.บัวหลวง ด้วยผลตอบแทน 198.21%

นอกจากนี้ ยังพบว่าช่วงเวลาการลงทุนยิ่งยาวขึ้น กองทุนหุ้นส่วนใหญ่จะสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวได้สูงกว่าดัชนีหุ้นไทยด้วย โดยย้อนหลัง 5 ปี กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 32.74% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยบวก 4.92% ย้อนหลัง 3 ปี กองทุนหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10.61% ในขณะที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยติดลบ 6.76%

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/finance/fund/20091204/89520/เปิดโผกองทุนหุ้นผลงานเจ๋งในรอบ-10-ปี.html

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 4, 2009 at 7:41 pm

รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคดีมาบตาพุด

leave a comment »

ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ 11 โครงการ จากทั้งหมด 76 โครงการเดินหน้าต่อไปได้ มีรายละเอียดคำสั่งและรายชื่อโครงการดังนี้

คำสั่งศาลปกครองสูงสุดในคดีคำร้องที่ ๕๘๖/๒๕๕๒
(คดีมาบตาพุด)

ศาลปกครองสูงสุดได้นัดอ่านคำสั่งในคดีคำร้องที่ ๕๘๖/๒๕๕๒ ระหว่าง สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกรวม ๔๓ คน (ผู้ฟ้องคดี)  คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กับพวกรวม ๘ คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) บริษัท เหมราช อีสเทิร์นซีบอร์ด อินดัสเตรียลเอสเตท จำกัด กับพวกรวม ๓๖ คน (ผู้มีส่วนได้เสีย) เป็นคดีที่ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๑ กับพวกรวม ๘ คน ได้ร่วมกันให้ความเห็นชอบอนุมัติ อนุญาต โครงการหรือกิจกรรมจำนวน ๗๖ โครงการ ที่ดำเนินการในพื้นที่มาบตาพุดและบริเวณใกล้เคียง โดยไม่ดำเนินการให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ กรณีเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพจะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษาที่จัดการการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อมหรือทรัพยากรธรรมชาติ หรือด้านสุขภาพให้ความเห็นชอบก่อนมีการดำเนินการ จึงขอให้เพิกถอนรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพิกถอนใบอนุญาต และให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดดำเนินการออกระเบียบหรือหลักเกณฑ์ หรือการอื่นใดตามขั้นตอนของกฎหมายภายใน ๓๐ วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งว่า สิทธิของบุคคลที่บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ บัญญัติรับรองไว้ ย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่ยังไม่มีบทบัญญัติแห่งกฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการใช้สิทธิดังกล่าวนั้น ไม่ใช่เหตุที่องค์กรของรัฐจะยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างเพื่อปฏิเสธไม่ให้ความคุ้มครองสิทธิดังกล่าวได้ เพราะโดยหลักการใช้และการตีความกฎหมาย เจตนารมณ์ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ จะมีผลตามที่บัญญัติโดยทันทีไม่ว่าจะมีบทบัญญัติให้ต้องมีการตรากฎหมายกำหนดรายละเอียดในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ ซึ่งในกรณีนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ ๓/๒๕๕๒ ตั้งแต่วันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๕๒ ซึ่งเกี่ยวกับพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ นี้เองว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มีเจตนารมณ์

ให้สิทธิและเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญฉบับนี้รับรองไว้มีสภาพบังคับได้ทันทีที่รัฐธรรมนูญประกาศให้มีผลใช้บังคับโดยไม่ต้องรอให้มีการบัญญัติกฎหมายอนุวัติการมาใช้บังคับก่อน ดังนั้น ก่อนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ
ที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จึงต้องดำเนินการ
ให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์ ทั้งหลายที่กำหนดไว้ในมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดได้อนุมัติโครงการหรือกิจกรรมทั้ง ๗๖ โครงการไปโดยไม่ได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามหลักเกณฑ์มาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว การกระทำของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดจึงน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำฟ้องของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบสามคนจึงมีมูล จึงเป็นการสมควรให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดได้ตรวจสอบและศึกษาพิจารณาก่อนที่พิจารณาอนุมัติให้มีการดำเนินการตามโครงการทั้ง ๗๖ โครงการ ตามนัยมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ให้ครบถ้วนตามอำนาจหน้าที่ จึงมีเหตุเพียงพอที่ศาลจะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบสามคน

ในเรื่องความรับผิดชอบของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ และจะก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หลังจากที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ มีผลใช้บังคับหน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ต้องอนุมัติ อนุญาตตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว ได้หารือสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตอบข้อหารือปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ว่า บทบัญญัติดังกล่าวยังไม่มีผลใช้บังคับทันที เพราะมีบทเฉพาะกาลตามมาตรา ๓๐๓ (๑) กำหนดให้มีผลใช้บังคับภายใต้เงื่อนไขที่ต้องมีกฎหมายกำหนดรายละเอียดเสียก่อน  ดังนั้น  หน่วยงานผู้รับผิดชอบที่จะอนุญาตจึงสามารถพิจารณาออกใบอนุญาต
ให้แก่โครงการหรือกิจกรรมที่ได้รับความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕ ได้ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่าการให้ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ว่าโครงการหรือกิจกรรมที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๖๗ ทันที ซึ่งมาตรา ๒๑๖ วรรคห้า ของรัฐธรรมนูญดังกล่าว ได้บัญญัติให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นเด็ดขาด มีผลผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาลและองค์กรอื่นของรัฐ ความเห็นทางกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจึงต้องผูกพันตามแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รวมถึงมีผลผูกพันให้คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการตามมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ 

นอกจากนั้น ยังได้เคยมีการศึกษาการประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่มีผลกระทบอย่างรุนแรง โดยได้กำหนดไว้ ๑๙ ประเภทกิจการ ตามร่างประกาศโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ และผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งสี่ภูมิภาคแล้ว แต่มิได้นำออกประกาศใช้จนกระทั่งมีการฟ้องคดี ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ จึงได้ออกประกาศกระทรวงอุตสาหกรรมกำหนดประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒ โดยกำหนดให้เหลือเพียง ๘ ประเภทกิจการ ส่วนกฎหมายเกี่ยวกับการจัดตั้งองค์การอิสระทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๓ ได้เคยมีคำสั่งที่ ๗๔/๒๕๕๑ ลงวันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๑ แต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาและยกร่างกฎหมายดังกล่าว และได้ผ่านความเห็นชอบจากประชาชนทั้งสี่ภูมิภาคเช่นกัน แต่มิได้ดำเนินการเพื่อนำออกใช้ จนกระทั่งมีการฟ้องคดีต่อศาลปกครองชั้นต้นและขณะนี้ก็ยังมิได้ดำเนินการให้แล้วเสร็จ จากข้อเท็จจริงดังกล่าวแสดงถึงการขาดการติดตามและการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังของผู้ถูกฟ้องคดีที่เกี่ยวข้อง และหน่วยงานของรัฐที่มิได้ดำเนินการให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ จึงเป็นความรับผิดชอบของผู้ฟ้องคดีโดยตรงที่ไม่ได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญดังกล่าว

สำหรับการที่ศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาจะก่อให้เกิดปัญหาอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นแก่การบริหารงานของรัฐหรือไม่ ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า หากจะเกิดปัญหาอุปสรรคแก่การบริหารงานของรัฐจากคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาลก็เป็นเรื่องที่สืบเนื่องโดยตรงมาจากการละเลยไม่ดำเนินการหรือความล่าช้าของผู้ถูกฟ้องคดีเองที่ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ  ดังนั้น การที่เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมนั้นจะต้องชะลอการดำเนินการก่อสร้าง ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามโครงการของตนออกไป อันส่งผลกระทบต่อธุรกิจและเศรษฐกิจของภาคเอกชน

รวมทั้งมีผลกระทบต่อการบริหารงานด้านเศรษฐกิจของรัฐ จึงมิใช่เนื่องมาจากคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวของศาลโดยตรง แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างต่อเนื่องเพื่อคุณภาพชีวิตของประชาชนถือเป็นสิทธิอันชอบธรรมไม่เฉพาะประชาชนที่อยู่อาศัยในบริเวณดังกล่าวในปัจจุบันนี้เท่านั้นที่สมควรได้รับและได้รับการเอาใจใส่ดูแล แม้ผู้ที่จะมาอาศัยอยู่ในบริเวณนี้ในอนาคตก็ควรจะต้องได้รับด้วยเช่นกัน นอกจากนี้การบริหารจัดการเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดังกล่าวในอารยประเทศ ถือเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่สำคัญของรัฐที่รัฐจะต้องดำเนินการ  ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงการบริหารงานของรัฐด้านเศรษฐกิจกับด้านพัฒนาสังคม คุณภาพชีวิตของประชาชน และสิทธิชุมชนแล้ว เห็นได้ว่าความเสียหายที่เจ้าของโครงการหรือกิจกรรมจะได้รับอาจเป็นเพียงช่วงระยะเวลาหนึ่ง อันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของกฎหมาย ในกรณีนี้ได้แก่ รัฐธรรมนูญ อันเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐที่มีอำนาจหน้าที่ในการอนุมัติใบอนุญาตได้พิจารณาผลการประเมินในเรื่องต่าง ๆ ให้ครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ หากจะเป็นการกระทบต่อสิทธิของเจ้าของโครงการแต่ก็มิได้เป็นการจำกัดสิทธิการดำเนินการโดยสิ้นเชิง เพียงแต่กรณีเป็นโครงการหรือกิจกรรมใดที่อยู่ในประเภทที่มีผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงก็ต้องดำเนินการ ตามนัยมาตรา ๖๗ วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ให้ครบถ้วนก่อน ประกอบกับโครงการหรือกิจกรรมเหล่านั้นต้องมีความรับผิดชอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และให้ความสำคัญถึงสุขภาพอนามัยและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่จะต้องสุ่มเสี่ยงกับการได้รับมลพิษจากผลิตผลของการดำเนินการผลิตด้วย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในการพิจารณาตามคำขอของผู้ฟ้องคดีทั้งสี่สิบสามคนเป็นที่ประจักษ์ของศาลว่า คำฟ้องมีมูล และมีเหตุเพียงพอที่จะนำวิธีคุ้มครองตามที่ขอนั้นมาใช้ได้ตามหลักเกณฑ์ตามที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษาก็ตาม ในชั้นนี้ เมื่อพิจารณาเบื้องต้นตามประเภทลักษณะของโครงการหรือกิจกรรมแล้ว ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า บางโครงการหรือกิจกรรมไม่น่าจะก่อให้เกิดผลกระทบอย่างรุนแรงอย่างชัดเจน แต่เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่มุ่งควบคุมหรือบำบัดมลพิษหรือติดตั้งอุปกรณ์เพิ่มเติมเท่านั้น จึงยังไม่สมควรที่จะมีคำสั่งกำหนดมาตรการหรือวิธีการคุ้มครองเพื่อบรรเทาทุกข์ชั่วคราวก่อนการพิพากษา ได้แก่ โครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ ๑๖, ลำดับที่ ๒๒, ลำดับที่ ๓๗, ลำดับที่ ๔๑, ลำดับที่ ๔๕, ลำดับที่ ๕๐, ลำดับที่ ๕๔ และประเภทคมนาคม ลำดับที่ ๒, ลำดับที่ ๓, ลำดับที่ ๔ และลำดับที่ ๖

ส่วนโครงการหรือกิจกรรมที่เหลือนั้น เมื่อพิจารณาหลักเกณฑ์ตามประกาศของผู้ถูกฟ้องคดีที่ ๔ เรื่อง โครงการหรือกิจกรรมเกี่ยวกับการอุตสาหกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ ลงวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๕๒ ได้กำหนดไว้ ๘ ประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่รุนแรง และตามร่างประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพที่ได้กำหนดไว้ ๑๙ ประเภทโครงการ ซึ่งได้ผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนมาแล้ว และเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่เจ้าหน้าที่ของรัฐได้กำหนดให้เป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นว่า โครงการหรือกิจกรรมในส่วนที่เหลือซึ่งประกอบไปด้วยโครงการปิโตรเคมีและท่อส่ง โครงการเหล็ก นิคมอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม ท่าเทียบเรือ โรงไฟฟ้า โรงบำบัดกำจัดของเสียอันตรายจากอุตสาหกรรม เป็นประเภทโครงการหรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ในประกาศดังกล่าว จึงน่าเชื่อว่าเป็นโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ  ถ้าโครงการหรือกิจกรรมดังกล่าวได้ดำเนินการให้ครบถ้วนตามมาตรา ๖๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๒ แล้ว ผู้ถูกฟ้องคดีหรือผู้มีส่วนได้เสีย อาจมีคำขอต่อศาลที่คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาให้มีคำสั่งแก้ไขหรือยกเลิกวิธีการชั่วคราวได้

ศาลปกครองสูงสุดจึงมีคำสั่งแก้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นเป็นให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งแปดสั่งระงับโครงการหรือกิจกรรมตามเอกสารหมายเลข ๗ ท้ายคำฟ้อง ไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาหรือศาลมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น ยกเว้นโครงการหรือกิจกรรมประเภทอุตสาหกรรม ลำดับที่ ๑๖, ๒๒, ๓๗, ๔๑ ๔๕, ๕๐ และ ๕๔ และประเภทคมนาคม ลำดับที่ ๒, ๓, ๔, และ ๖ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น

http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/life/20091202/89316/รายละเอียดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดคดีมาบตาพุด.html

Written by หมูอวบ

ธันวาคม 4, 2009 at 7:37 pm

“15สัญญาณ”สังคมมะกันล่มสลาย! คนรวยแค่หยิบมือ คนจนหมดปัญญาหาหมอ บริษัท”ขายปืน”กำไรเพียบ

leave a comment »

เว็บไซต์ www.alternet.org แม็กกาซีนออนไลน์ของสหรัฐ ได้เผยแพร่บทความน่าสนใจ หัวข้อ “15 สัญญาณบ่งชี้สังคมอเมริกัรกำลังจะแตกสลาย” เขียนโดนนายเดวิด เดโกรว ซึ่งระบุว่า กลุ่มคนที่ร่ำรวยทางเศรษฐกิจในสหรัฐ คือ ตัวการสำคัญในการทำร้ายสังคมอเมริกัน ซึ่งเริ่มแก้ไขได้ลำบากมากขึ้นทุกขณะ หลายคนอาจไม่ได้รับรู้เรื่องนี้จากสื่อกระแสหลัก แต่ผลการชีวัดทางสังคม สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตัวชี้วัดดังกล่าวสามารถแยกออกเป็น 15 สัญญาณอันตราย ดังนี้
1) ความไม่เสมอภาคและขาดสมดุลในด้านความมั่งคั่งของชาวสหรัฐ ได้พุ่งพรวดสูงขึ้นอย่างคาดไม่ถึง ในปัจจุบันสหรัฐเป็นประเทศผู้นำทางอุตสาหกรรมที่ขาดสมดุลในด้านนี้สูงที่สุด ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ ตั้งแต่เกิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจ ช่องว่างของจำนวนคนรวย และคนชั้นกลางคนจนได้แตกต่างมากขึ้นอย่างมาก
2) กรณีที่ตลาดหุ้นพุ่งสูงเกินกว่า 10,000 จุด ในเวลาอันรวดเร็วเพียง 13 เดือน ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ 3 แห่งคว้าผลประโยชน์จากการจากผู้เสียภาษี และได้ประโยชน์อย่างมากจากการที่รัฐบาลสหรัฐตัดสินให้เงินช่วยเหลือแก่ธุรกิจที่ล้มเหลว ซึ่งธนาคารเหล่านี้ได้สร้างสถิติใหม่ทางเศรษฐศาสตร์ เพราะสามารถยให้โบนัสพนักงานเป็นจำนวนเงินสูงถึง 30 พันล้านเหรียญ ซึ่งสูงกว่าปีที่ผ่านมาถึง 60 %
สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า “โกลด์แมน แซคส์ วาณิชธนากรอันดับหนึ่งของสหรัฐสามารถสร้างกำไรได้แล้วเพียงแค่ในช่วง 9 เดือนแรกของปี แถมยังสามารถสำรองเงินชดเชยสำหรับการใช้จ่ายได้อีกถึง 16.7 พันล้านเหรียญ”
โกลด์แมน แซคส์ จึงกลายเป็นวาณิชธนากร ที่สามารถขยับขยายและเติบโตได้ที่สุดในประวัติศาสตร์
3) กำไรของกลุ่มคนที่ร่ำรวยถูกค้ำประกันจากผู้เสียภาษีตาดำๆ ในมูลค่าสูงถึง 23.7 แสนล้าน แสดงให้เห็นว่าขณะที่กลุ่มคนร่ำรวยไต่ขึ้นสูงไปเรื่อยๆ แต่ชนชั้นกลางกลับกำลังเริ่มล้มลง
4) คนทำงานในช่วงอายุระหว่าง 55 – 60 ปี ซึ่งทำงานมานานถึง 20 – 29 ปี ได้สูญเสียเงินในกองทุนเงินเก็บออมสำหรับใช้หลังเกษียณการทำงานโดยเฉลี่ย 25 % ขณะที่ในเวลาเดียวกัน ชาวอเมริกันที่ร่ำรวย 400 คนยังรวยขึ้นไปอีกถึง 30 พันล้านเหรียญ ซึ่งจากจุดนี้ทำให้คน 400 คนดังกล่าวมีทรัพย์สินรวมกันมากถึง 1.57 แสนล้านเหรียญ
5) จำนวนบ้านที่ถูกที่จำนองพุ่งสูงขึ้นสุดขึดในไตรมาสที่ 3 ของปี 2552 โดยเริ่มย่ำแย่ขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ไตรมาสแรก เชื่อหรือไม่ว่า มีบ้านทั้งหมด 937,840 หลังที่ถูกจำนอง ขณะที่บ้านอีก 3.4 ล้านหลังมีโอกาสสูงมากที่จะถูกจำนองในช่วงปลายปีนี้ แถมนักวิเคราะห์ยังเชื่อว่า สำหรับปี 2553 เรื่องบ้านถูกจำนองจะแย่ลงไปกว่านี้อีก
นายบารัก โอบามา ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐออกกฎหมายตั้งกองทุนสำหรับผู้เสียภาษี ในวงเงิน 75 พันล้านเหรียญ ซึ่งผลปรากฎออกมาว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง วัดได้จากจำนวนบ้านที่ถูกจำนอง ซึ่งพิสูจน์ชัดว่ากฎหมายดังกล่าวทำให้ต้องเสียเงินภาษีของประชาชนกว่าเป็นพันๆ ล้านเหรียญไปฟรีๆ
6) ประชาชนอเมริกันกว่า 25 ล้านคนไม่มีงานทำหรือได้ทำงานแบบไม่เต็มเวลา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสหรัฐมีประชาชน 25 ล้านคนที่ต้องการเพิ่มรายได้ แต่กลับไม่มีทางเลือก อัตราการว่างงานคาดว่าจะสูงขึ้นอีกในอนาคตและจะยังคงสูงต่อไปอีกหลายปี
7) ล่าสุดธนาคารสหรัฐถึง 123 แห่งล้มเหลวลงไปในปีนี้ เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา ธนาคาร 3 คนซึ่งทางการระบุว่ามีความเข็มแข้งต้องปิดกิจการลง
8) การล้มละลายพุ่งทะลุความคาดหมาย รัฐ 10 แห่งร่อแร่ใกล้ล้มละลาย บางรัฐถึงขั้นประกาศว่าเกิดวิกฤตการเงิน รัฐแคลิฟอร์เนีย, อาริโซน่า, ฟลอริดา, อิลลินอยส์, มิชิแกน, เนวาดา, นิว เจอร์ซีย์, โอเรกอน, โรด ไอส์แลนด์ และวิสคอนซิน กำลังตกอยู่ในวิกฤตทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างก็พยายามแก้ด้วยวิธีง่ายๆ อย่าง การขึ้นอัตราภาษีและการลดจำนวนข้าราชการ
9) ทุกอย่างนี้อาจเกิดขึ้นจากใช้งบประมาณแบบขาดดุล จำนวน 1.4 แสนล้านเหรียญ ซึ่งนับกว่ามากกว่างบประมาณปีที่ผ่านมาหลายแสนเหรียญ สรุปแล้วสหรัฐมีหนี้สูงจำนวน 12 แสนล้านเหรียญเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หนี้จำนวนนี้เริ่มเยอะใกล้ถึงจุดลิมิตตามกฎหมาย ที่กำหนดไว้ที่ 12.104 แสนล้านเหรียญ หมายความว่าสภาคงต้องออกกฎหมายปรับเพดานลิมิตให้สูงขึ้น เพื่อให้รัฐบาลสามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้
10) แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปรับแต่งตัวเลขความยากจนให้ดูต่ำจากความเป็นจริง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ประชาชน 47.4 ล้านคนต้องอยู่อย่างยากแค้น นอกจากนี้ จำนวนคนยากจนของสหรัฐยังมีอัตราสูงที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศอุตสาหกรรมเหมือนกัน คาดการณ์ได้เลยว่า จำนวนคนไร้บ้านจะเพิ่มขึ้นอีกมาก อย่างเมื่อปีที่แล้วก็มีคนไร้บ้านมากถึง 3 ล้านคน
11) วิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเด็กๆ ทั้งนี้ เฉลี่ยแล้วเด็กอเมริกันประมาณ 50 % ต้องใช้แสตมป์แลกอาหารประทังชีพ ความอดอยากเป็นสิ่งคุกคามสหรัฐตัวสำคัญ หนังสือพิมพ์นิว วอชิงตัน โพตส์ รายงานว่า “วิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ทำให้จำนวนชาวอเมริกัน ที่มีอาการบริโภคไม่เพียงพอเพิ่มขึ้น คิดไม่ถึงเลยจริงๆ มันเหมือนกับว่า เรากำลังอาศัยอยู่ในประเทศโลกที่สาม”
12) ปี 2552 จำนวนประชาชนสหรัฐ ที่ยากในการเข้าถึงบริการทางการแพทย์ เพิ่มขึ้นเป็น 46.3 ล้านคน ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากการตกงานและไร้งานทำ
13) การที่ไม่มีเงินจ่ายประกันสุขภาพเป็นสาเหตุให้ประชาชนราว 45,000 คนต้องเสียชีวิตเมื่อปี 2551 มีรายงานข่าวระบุว่า 2 ใน 3 ของการล้มละลายเกิดจากค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์ และแม้บางคนมีปัญญาจ่ายประกันสุขภาพ ก็ยังต้องเผชิญปัญหากับจำนวนเงินในกระเป๋า หากเจ็บป่วยจากโรคที่ร้ายแรง ขณะที่เด็กอีกกว่า 17,000 คนต้องเสียชีวิตลง เพราะขาดการดูแลทางการแพทย์ที่ดีพอ
14) อุตสาหกรรมผลิตปืนและลูกกระสุนในสหรัฐกลับโตขึ้นอย่างสวนทาง เห็นได้จากบริษัทขายสินค้าดังกล่าวกว่า 100 แห่ง ทำเงินได้หลายพันล้นเหรียญในเวลาเพียง 1 ปี สืบเนื่องจากความต้องการปืนและลูกกระสุนได้ทะยานขึ้นสูงมาก แต่บริษัทผู้ผลิตไม่สามารถผลิตสินค้าตอบสนองตลาดได้ทัน
เห็นได้ชัดเลยว่า ชาวอเมริกันกำลังติดอาวุธตัวเองกันยกใหญ่
15) เมื่อ 1 ปีที่ผ่านมา กลุ่มติดอาวุธหน้าใหม่ผุดขึ้นเหมือนดอกเห็ดถึง 100 กลุ่ม ส่วนจำนวนสมาชิกในสังกัดนั้น มีมากกว่าอีกเป็น 2 เท่า ทางการเป็นกังวลกับปรากฎการณ์นี้มาก เจ้าหน้าที่รายหนึ่งเปิดเผยว่า “การที่ทุกอย่างย่ำแย่ลงเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดกลุ่มติดอาวุธ อีกไม่นานหรอกเราจะได้เห็นความรุนแรงและการคุมคามไปทั่ว”
สรุปได้แล้วว่า ขณะนี้สหรัฐมีประชาชนกว่า 50 ล้านคนที่เงินขาดมือและต้องการเงิน มากไม่มีประกันสุขภาพและไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายค่าหมอหรือขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานใด ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งมีคนรัก ที่เจ็บป่วยใกล้ตาย แต่ไม่ได้รับการรักษา หรือไม่ก็ตายไปแล้วเรียบร้อย
ขณะที่ประชาชนอีก 1 % ซึ่งเป็นคนรวยกลับมีความสุขจากวิกฤตครั้งนี้ ทั้งที่คนอีกหลายล้านทั้งจน หมดตัว กระเสือกกระสนเอาชีวิตรอด อยู่อยากอดๆ อยากๆ และติดอาวุธ แน่ใจได้เลยว่าเรากำลังจะได้เป็นพยานรู้เห็นความแตกสลายของสังคมสหรัฐ ที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่ช้า !!

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259573920&grpid=01&catid=

Written by หมูอวบ

พฤศจิกายน 30, 2009 at 9:26 pm

“รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน”

leave a comment »

http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1259318530&grpid=01&catid=

เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน เวลา 10.30 น. มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย ร่วมกับ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษศาสตร์ ได้จัดการอภิปรายหัวข้อ “รัฐชาติ-พรมแดน: ความขัดแย้งและข้อยุติบนเส้นทางสันติภาพอาเซียน” ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร ตลิ่งชัน โดยมีผู้เข้าร่วมอภิปรายประกอบด้วย นายยุกติ มุกดาวิจิตร รองคณบดีคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นายสุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนายประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีเนื้อหาน่าสนใจดังต่อไปนี้

ยุกติ มุกดาวิจิตร

เราต้องมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”
ผมเรียกร้องให้มีการปรับแนวคิดและแนวทางการศึกษาในการทำความเข้าใจเรื่องรัฐชาติพรมแดน โดยเราควรมี “ความเข้าใจระหว่างประเทศ” ในยุคหลังรัฐชาติ มากกว่าจะมีเพียงแค่ “ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ”
ก่อนอื่น ผมขอท้าทายอคติที่มีอยู่ในสังคมไทย แต่เราไม่เคยตรวจสอบตนเองว่าเราอยู่กับมันได้อย่างไร ซึ่งจะขอเรียกว่า “พหุลักษณ์เพื่อการบริโภค” คือ เรานำเอาความหลากหลายทางวัฒนธรรมมาฉวยใช้เพื่อความบันเทิง ทั้ง ๆ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมเหล่านั้นต้องอยู่กับความเจ็บปวด ความลำบาก และการมีชีวิตที่เราไม่เคยเหลียวแล เช่น การนำอัตลักษณ์บางอย่างของกลุ่มชาติพันธุ์ใดกลุ่มชาติพันธุ์หนึ่งมาใช้เป็นอัตลักษณ์ของชาติ ซึ่งอาจจะดูดี แต่คำถามที่ตามมาก็คือ เรามีความเข้าใจในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวมากน้อยเพียงไหน หรือ การที่คณะแสดงตลกชื่อดังมักเล่นตลกกับอคติที่พวกเรามีกับกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ
เราบริโภคความแตกต่าง ผมจะขอยกตัวอย่างร้านกาแฟชื่อดังแห่งหนึ่ง ซึ่งจากชื่อร้านจะแสดงให้เห็นว่าตนเองได้ส่งเสริมให้กลุ่มชาติพันธุ์กลุ่มหนึ่งทำการเพาะปลูกกาแฟ แต่จริง ๆ แล้ว คนในกลุ่มชาติพันธุ์ดังกล่าวได้รับผลประโยชน์จากการปลูกกาแฟมากน้อยแค่ไหน? พวกเขามีโอกาสมานั่งดื่มกาแฟที่พวกตนปลูกขึ้นในร้านกาแฟที่นำเอาอัตลักษณ์ของพวกเขามาขายหรือเปล่า?

 
ในความเห็นของผม “อคติ” นำมาซึ่งความรู้ชุดปัจจุบันของพวกเรา ความรู้ดังกล่าวเป็น “ความรู้ในแบบเจ้าอาณานิคม” ที่สอดคล้องลงรอยกับ “ความรู้ของรัฐชาติ” เนื่องจากเจ้าอาณานิคมจะมีอคติชาตินิยมที่แบ่งแยกคนออกตามประเทศ เช่น คนในประเทศนั้นคือคนเขมร คนในประเทศนั้นคือคนเวียดนาม หรือคนในประเทศนั้นคือคนพม่า โดยไม่เคยสนใจว่าในประเทศต่าง ๆ ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่ได้สังกัดกลุ่มชาติพันธุ์ตามชื่อประเทศ

 
อคติอีกแบบหนึ่งในความรู้ของเราก็คือ การแบ่งแยกทวีป การแบ่งแยกตะวันตกออกจากตะวันออก การแบ่งแยกระหว่างความรู้แบบตะวันตกและความรู้แบบตะวันออก ทั้ง ๆ ที่การแบ่งโลกในลักษณะนี้เป็นวิธีคิดแบบเจ้าอาณานิคม ดังนั้นการที่เราประกาศว่าจะรื้อฟื้นความรู้แบบตะวันออก ก็คือการใช้ความคิดแบบอาณานิคมกลับขั้วนั่นเอง เราจึงต้องไปให้พ้นจากความรู้แยกส่วนเหล่านี้
ความรู้อีกแบบหนึ่งที่เป็นความรู้แยกส่วนของเจ้าอาณานิคมก็คือ การแบ่งแยกคนออกเป็นกลุ่ม ๆ เช่น กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มชนเผ่า กลุ่มชนชาติ ความรู้แบบนี้ เจ้าอาณานิคมได้นำมาใช้ในการปกครองดินแดนอาณานิคม แต่รัฐไทยซึ่งไม่เคยมีประสบการณ์เป็นเจ้าอาณานิคม หรือไม่เคยถูกปกครองโดยเจ้าอาณานิคมโดยตรง กลับทำในสิ่งเดียวกัน คือ เราได้สร้าง “อาณานิคมภายใน” ขึ้น เราแบ่งแยกผู้คนเป็นกลุ่มต่าง ๆ ออกจากกัน
เราสร้างศูนย์วิจัยชาวเขาและแบ่งคนออกเป็นชาวเขาเผ่านั้นเผ่านี้ ทั้ง ๆ ที่ไม่มีวันที่พวกเขาจะแบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะกลุ่มคนต่าง ๆ เหล่านั้นมีการติดต่อเชื่อมโยงกันอยู่ตลอดเวลา สิ่งที่ผมเรียกร้องก็คือ ความรู้แบบนี้ไม่สามารถทำให้เราเกิดความเข้าใจในโลกยุคปัจจุบันได้อย่างเพียงพอ ถ้าคิดแบบนี้ก็แสดงว่าเรายังสลัดไม่พ้นจากความคิดแบบอาณานิคม และอาศัยมรดกตกทอดจากอาณานิคมในการดูแลปกครองตนเอง ประชาคมอาเซียนจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเรายังคิดแบบนี้อยู่

 
เราจึงต้องการ “ความรู้หลังรัฐชาติ” เพราะสังคมปัจจุบันเป็น “สังคมพหุลักษณ์” มีความหลากหลายต่าง ๆ เกิดขึ้นมากมาย และเป็น “สังคมข้ามรัฐ” มากขึ้นเรื่อย ๆ เราจึงคิดอะไรในกรอบรัฐชาติไม่ได้ แต่เราต้องการความรู้ที่ก่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างประเทศ
ประเด็นต่อมาคือเรื่องรัฐชาติกับพรมแดน รัฐชาติเกิดขึ้นโดยการสร้างพรมแดนทางการเมืองทับลงบนพรมแดนทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รัฐชาติจึงก่อให้เกิดปัญหา 3 ประการตามมา คือ หนึ่ง ปัญหาคนข้ามชาติ สอง ปัญหากลุ่มชาติพันธุ์หรือความขัดแย้งภายใน และสาม ปัญหาขบวนการชนชาตินิยม เช่น กลุ่มที่อ้างความเป็นชาติพันธุ์ที่แตกต่าง แล้วพยายามเชิดชูสิ่งดังกล่าวมาใช้ในการเคลื่อนไหวแบ่งแยกดินแดน ปัญหาข้อนี้มีอยู่ทั้งในประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เพราะฉะนั้น นี่คือปัญหาที่รัฐชาติสร้างขึ้น เนื่องจากรัฐชาติสร้างตัวเองและขีดเส้นพรมแดนขึ้นมาบนความหลากหลายที่ไม่มีพรมแดน

 
ยกตัวอย่างเช่น มีนักวิชาการคนหนึ่งเคยตั้งข้อสังเกตว่า ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนยุคอาณานิคมและก่อนการเกิดรัฐชาติไทยสมัยรัชกาลที่ 5 รัฐจะเกิดบนพื้นที่ที่สูงไม่เกิน 500 เมตร อำนาจรัฐในยุคโบราณจึงแผ่ไปไม่ถึงพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป แต่รัฐสมัยใหม่ในยุคปัจจุบันมักตีเส้นพรมแดนไปบนพื้นที่สูงเกิน 500 เมตรขึ้นไป ซึ่งพื้นที่สูงเหล่านั้นไม่ได้เป็นพื้นที่แบน ๆ เล็ก ๆ แต่เป็นพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลและอุดมไปด้วยกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ เต็มไปหมด นี่จึงเป็นการขีดเส้นเขตแดนทางการเมืองลงบนเขตแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนเคยเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ หรือ มีการเคลื่อนย้ายผู้คนอยู่ตลอดเวลา นอกจากนี้ ในอดีตพื้นที่สูงเหล่านั้นยังปลอดจากอำนาจรัฐ แม้รัฐจะพยายามกวาดต้อนผู้คนบนที่สูงมาเป็นทาส แต่ผู้คนเหล่านั้นก็มักอพยพหนีกลับขึ้นไปบนที่สูง นี่คือความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยุคโบราณ
และจากประวัติศาสตร์ รัฐในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เกิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 14-15 เป็นต้นมา ก็มักเกิดจากกลุ่มคนที่ไม่มีอารยธรรม ซึ่งไปยึดเอาอารยธรรมดั้งเดิมของคนพื้นถิ่นพื้นเมืองมาเป็นของรัฐ เช่น คนไทยยึดอารยธรรมของคนขมายและมอญ คนพม่ายึดอารยธรรมมอญ คนเวียดนามยึดอารยธรรมของไท จีน จาม รวมทั้งเขมร เป็นต้น ประเด็นการข้ามพรมแดน ข้ามรัฐ ข้ามชาติ จึงเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลาในอารยธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัญหาสำคัญก็คือ รัฐชาติได้สร้างพรมแดนขึ้นมาทับพรมแดนทางวัฒนธรรมที่ผู้คนสามารถเดินทางข้ามไปข้ามมาได้ดังกล่าว

 
ปัญหาดังกล่าวทำให้เราต้องศึกษาหาความรู้ใน 3 เรื่อง คือ “พหุลักษณ์ศึกษา” “หลังบุรพคดีศึกษา” และ “เพื่อนบ้านศึกษา”

พหุลักษณ์ศึกษามีความจำเป็นเพราะในยุคปัจจุบัน เราได้พ้นยุคแห่งการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันภายในชาติมาแล้ว แม้รัฐปัจจุบันอยากจะสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวให้กลับคืนมาก็ทำได้ไม่สำเร็จ เพราะความหลากหลายต่าง ๆ เช่น สิทธิพลเมือง กลุ่มชาติพันธุ์ หรือสิทธิในเรื่องอัตลักษณ์ ได้ผุดขึ้นมาเรื่อย ๆ ส่วนผู้คนก็เดินทางเคลื่อนย้ายอยู่ตลอดเวลา ฉะนั้น เราจึงต้องการจินตนาการใหม่เกี่ยวกับตนเอง และจินตนาการใหม่เกี่ยวกับเวลาและพื้นที่
นั่นคือ ประวัติศาสตร์ของเราจะต้องเปลี่ยน เราจะจินตนาการว่าคนในกรุงศรีอยุธยาเมื่อ 500 ปีก่อน เป็นญาติกับเราไม่ได้อีกแล้ว เราต้องลองถามตัวเองว่าคนในครอบครัวเรานับย้อนกลับขึ้นไปสามรุ่นมาจากไหนกันแน่? มีความเกี่ยวข้องอะไรกับอยุธยาหรือบางระจัน? เราจึงต้องสร้างประวัติศาสตร์ครอบครัวขึ้นบนประวัติศาสตร์ชาติพันธุ์ นอกจากนี้ เราต้องศึกษาเรื่องวัฒนธรรมข้ามพรมแดน เราต้องสร้างจินตนาการทางพื้นที่แบบใหม่ ที่ข้ามไปสู่การคิดในเชิงภูมิภาค อย่าคิดแต่เพียงประเทศไทยหรือประเทศนั้นประเทศนี้เพียงอย่างเดียว เราจะแบ่งแยกกันขนาดนั้นไม่ได้อีกแล้วในยุคปัจจุบัน แต่เราต้องพยายามทำความเข้าใจถึงพื้นฐานของความแตกต่างกัน

ส่วนหลังบุรพคดีศึกษามีความจำเป็นเพราะความรู้แบบ “บุรพคดีศึกษา” เป็นความรู้ของฝรั่งเจ้าอาณานิคมในอดีตที่ใช้ทำความเข้าใจคนเอเชีย คนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และคนตะวันออก แบบเหมารวมว่าพวกนี้ก็เป็นคนตะวันออกเหมือนกันไปหมด เจ้าอาณานิคมรู้สึกว่าตนเองมีความแตกต่างและห่างไกลจากบรรดาคนตะวันออก แต่เราอยู่ตรงนี้ เมื่อเราทำการศึกษากันเองเราจึงต้องคิดใหม่ เราต้องคิดว่าความแตกต่างระหว่างรัฐชาติ/ชาติพันธุ์นั้นอยู่ใกล้ชิดกับตัวเรามากขึ้น ความแตกต่างดังกล่าวอยู่ในชีวิตประจำวันของเรา เพราะเชื่อได้ว่าบ้านคนชั้นกลางในกทม. เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ขึ้นไป จะต้องมีคนงานชาวพม่าอาศัยอยู่อย่างน้อย 1 คน ดังนั้น เราจึงต้องการความเข้าใจเพื่อจะใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่เพื่อปกครองควบคุม

ประเด็นสุดท้ายคือ เพื่อนบ้านศึกษา เราควรศึกษาประเทศเพื่อนบ้านทั้งในแง่ความต่างและความเหมือนระหว่างเขากับเรา สำหรับชาติตะวันตกในอดีตและรัฐไทยที่ทำการศึกษาตนเองโดยเลียนแบบความรู้จากตะวันตก เวลาเราทำการศึกษาวัฒนธรรมของคนอื่น เราจะศึกษาราวกับว่าตนเองมีความแตกต่างจากคนที่เราศึกษาเป็นอย่างมาก ทั้งที่จริง ๆ ระหว่างเรากับเขามีทั้งความต่างและความเหมือน เราจะเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ก็ต่อเมื่อเราลดอคติและความต่าง รวมทั้งลดการหลงใหลในความต่างกระทั่งนำมาบริโภคในฐานะสิ่งแปลกหูแปลกตา ขณะเดียวกัน ความต่างมักนำมาสู่ความรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา เราควรลดความต่างดังกล่าวลง และสร้างสิ่งที่เรียกว่า “เพื่อนบ้านศึกษา” ขึ้นมา เพื่อทำให้เราเป็นทั้ง “คนใน” และ “คนนอก” ในการศึกษาเพื่อนบ้าน อันจะนำไปสู่การเปรียบเทียบประสบการณ์ที่มีร่วมกันและต่างกัน เพื่อจะได้ทำความเข้าใจกันอย่างลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น
———-
สุรชาติ บำรุงสุข
เมื่อภูมิศาสตร์หาย ประวัติศาสตร์รางเลือน ความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียนก็เป็นเพียงฝันอันเลื่อนลอย
ในฐานะคนสอนหนังสือ ผมพบว่าความรู้ที่หายไปจากคนรุ่นหลังก็คือความรู้เรื่องภูมิศาสตร์ เข้าใจว่าแม้แต่วิชาภูมิศาสตร์ทหารก็หายไปจากโรงเรียนทหาร กระทั่งวิชาที่นักเรียนสหรัฐฯสอบตกมากที่สุดก็คือวิชาภูมิศาสตร์ นี่จึงเป็นปรากฏการณ์น่าสนใจที่ “ภูมิศาสตร์หายไป”

ในฐานะคนทำงานด้านความมั่นคง รัฐและสังคมไทยคุ้นเคยกับสงครามคอมมิวนิสต์มานานนับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่พอเยอรมนีรวมชาติกันในปี พ.ศ.2532 ระเบียบโลกก็เปลี่ยนไป คำถามก็คือ ถ้าไม่มีคอมมิวนิสต์ให้กลัวเราจะกลัวอะไร? ถ้าไม่มีความต่างทางอุดมการณ์รัฐไทยจะเผชิญภัยความมั่นคงในบริบทของปัญหาอะไร? อะไรคือปัญหาใหญ่ของรัฐและสังคมไทย?

กลายเป็นว่าปัญหาของรัฐกลับถอยมาอยู่ที่เดิมเหมือนเมื่อครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 19 นั่นคือ “ปัญหาเรื่องเขตแดน” ที่เกิดขึ้นทั่วโลก แม้ในโลกที่เป็นจริง เราจะเชื่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่ารัฐไม่มีเส้นเขตแดน แต่ในชีวิตจริงของรัฐ เส้นเขตแดนทางภูมิศาสตร์กลับไม่ได้หายไปไหน

ปัญหาเรื่องเขตแดนทับซ้อนอยู่กับปัญหาอีกชุดหนึ่งคือ “ปัญหาความมั่นคงชายแดน” ดังจะเห็นได้ว่าเรามีปัญหาเรื่องเส้นเขตแดนเยอะมาก เช่น ตลอดชายแดนไทย-กัมพูชาความยาว 798 กิโลเมตรนั้น มีข้อขัดแย้งหลัก ๆ อยู่ถึง 15 จุด โดยปัญหาเรื่องปราสาทเขาพระวิหารเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น

ดังนั้น แม้หลายคนจะเชื่อว่าเรื่องเส้นเขตแดนบนแผนที่เป็นเรื่องของจินตนาการ แต่จินตนาการดังกล่าวก็สามารถทำให้คนฆ่ากันได้ง่าย ๆ

จากความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาเรื่องกรณีปราสาทเขาพระวิหาร ผมเสนอว่าคนในสังคมไทยกำลังมีอาการ “ภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็รางเลือนในความทรงจำของพวกเรา” คือพอจินตนาการทางภูมิศาสตร์ไม่มี ความทรงจำทางประวัติศาสตร์ก็รางเลือนและหดหายไปอย่างน้อย 7 ประเด็นคือ
1. มีคนเชื่อว่ากษัตริย์สยามไม่เคยให้สัตยาบันในสนธิสัญญาที่สยามทำกับฝรั่งเศส ผมไม่ขอตอบคำถามดังกล่าวอย่างตรงไปตรงมา แต่อยากจะบอกแค่ว่า กษัตริย์สยามไม่ได้เสด็จเยือนปารีสโดยไม่มีภารกิจทางการเมืองใด ๆ
2. มีคนไม่เชื่อว่ามีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส หรือถึงรู้ว่ามีก็ไม่เชื่อว่าการปักปันดังกล่าวจะผูกมัดสยามจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์ก็คือ มีการปักปันเขตแดนสยาม-ฝรั่งเศส และสยามก็เป็นฝ่ายรับรู้ ไม่ใช่ปล่อยให้ฝรั่งเศสทำการปักปันเพียงฝ่ายเดียว เพราะสยามในยุคนั้นมีความรู้เรื่องเทคนิคการทำแผนที่แล้ว
3. มีคนเชื่อว่าสนธิสัญญาโตเกียวในปี พ.ศ.2483 ที่เกิดขึ้นเมื่อไทยทำสงครามอินโดจีนกับฝรั่งเศส แล้วญี่ปุ่นเป็นฝ่ายเข้ามาไกล่เกลี่ยพร้อมทั้งยกดินแดนพระตะบอง, เสียมราฐ, ศรีโสภณ, จำปาศักดิ์ และหลวงพระบางฝั่งที่ติดกับไทย ให้แก่เรานั้น ยังมีผลบังคับใช้อยู่ ไม่เคยถูกประกาศเป็นโมฆะ ทั้งที่รัฐบาลไทยประกาศให้สนธิสัญญาดังกล่าวเป็นโมฆะในสภาตั้งแต่ปี พ.ศ.2489 เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างเรากับฝ่ายสัมพันธมิตรในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จะได้เดินหน้าต่อไป
4. มีข้อถกเถียงว่าจะรับหรือไม่รับคำตัดสินของศาลโลกในปี พ.ศ.2505 ที่ตัดสินว่า “ปราสาทเขาพระวิหารอยู่ในอาณาเขตภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา” ในปี พ.ศ.2551 มีคนบอกว่าถ้าจะรับคำตัดสินดังกล่าวก็จะรับเฉพาะในส่วนที่ว่ากัมพูชาเป็นเจ้าของปราสาท แต่ไม่ได้มีนัยยะถึงการเป็นเจ้าของพื้นที่
5. มีคนเชื่อว่าไทยไม่ยอมรับคำตัดสินของศาลโลก แต่ข้อเท็จจริงก็คือรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ยอมรับคำตัดสินดังกล่าวและรีบดำเนินการปักปันแผนที่ตามคำตัดสิน เพื่อส่งรายงานกลับไปยังสหประชาชาติ
6. มีคนลืมไปว่าแม้การสงวนสิทธิ์ขอให้ศาลโลกพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารใหม่ได้โดยรัฐบาลไทยนั้นจะมีอยู่จริง คือ ถ้ามีหลักฐานเพิ่มเติมทางฝ่ายไทยก็สามารถขอให้พิจารณาคดีใหม่ได้ แต่ก็มีข้อถกเถียงตามมาคือ มีสิทธิทางกฎหมายข้อใดบ้างที่สามารถสงวนไว้ได้ตราบชั่วฟ้าดินสลาย ในทางกฎหมายนั้นไม่มี เพราะการสงวนสิทธิ์มีอายุแค่ 10 ปี และในระยะเวลา 10 ปีภายหลังการพิจารณาคดี รัฐบาลไทยก็ไม่เคยโต้แย้งคำตัดสินของศาลโลกอย่างเป็นทางการ ผมจึงเห็นว่าการสงวนสิทธิ์ของรัฐบาลไทยในกรณีนี้สิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2515
7. ในสมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย เราทำบันทึกช่วยจำกับฝ่ายกัมพูชาว่า ถ้ามีกรณีพิพาทกัน เราจะใช้เอกสาร 3 ชิ้นแก้ไขปัญหา ได้แก่ หนึ่ง สัญญาปี ค.ศ.1893 สอง อนุสัญญาปี ค.ศ.1904 และ สาม สัญญาปี ค.ศ.1907 ร่วมกับแผนที่ปักปัน ผู้ร่วมลงนามของฝ่ายไทยในบันทึกช่วยจำดังกล่าวก็คือ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร รมช.ต่างประเทศในยุคนั้น
ด้วยมุมมองเช่นนี้ เมื่อภูมิศาสตร์ก็หาย ประวัติศาสตร์ก็หาย แล้วถูกโหมทับด้วยฐานคติ “เกลียดพม่า ชังแขมร์ ดูแคลนลาว ไม่ชอบญวน” ที่เราถูกปลูกฝังมานาน คำประกาศที่นครนิวยอร์คและหัวหินที่ว่า ประเทศไทยจะเป็นประธานอาเซียนซึ่งผลักดันให้อาเซียนมีความเป็นหนึ่งเดียว จึงเป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
ในวันนี้ถ้าเราต้องการขับเคลื่อนภารกิจดังกล่าวใหม่ ผมขอเสนอหลักไตรสรณคมน์ของความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน คือ “สันติภาพ มิตรภาพ และภราดรภาพ” เพราะอาเซียนจะเป็นหนึ่งเดียวเหมือนกับสหภาพยุโรปหรืออียูได้ก็ต่อเมื่อเรายอมสร้างมโนทัศน์หรือฐานคติชุดใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้น

แต่วันนี้อาเซียนยังทะเลาะเรื่องเส้นเขตแดนกันอยู่ ทั้ง ๆ ที่เส้นเขตแดนของรัฐในยุโรปนั้นหายไปหมดแล้ว เส้นเขตแดนของยุโรปกลายเป็นเส้นเขตแดนที่อยู่รอบตัวอียู แต่ภายในตัวอียูเอง เส้นเขตแดนถูกทอนจาก “พรมแดนแข็ง” ที่มีสิ่งกั้นขวางหรือความเข้มงวดบริเวณชายแดน มาเป็น “พรมแดนอ่อน” คือความแตกต่างระหว่างรหัสตัวอักษรบนป้ายทะเบียนรถยนต์ของแต่ละประเทศ จึงขอย้ำว่าตราบใดที่เส้นเขตแดนของอาเซียนยังเป็นพรมแดนแข็งอยู่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของอาเซียนก็เป็นได้เพียงความฝันอันเลื่อนลอย
———-
ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

พรมแดนยังคงมีความสำคัญในทางกฎหมาย
ในทางประวัติศาสตร์ ช่วงก่อนที่สยามจะเป็นรัฐสมัยใหม่ตามแบบตะวันตกนั้น ความคิดเรื่องเขตแดนยังไม่ค่อยมีความชัดเจน เรายังไม่รู้จักเทคนิคในการปักปันเขตแดน

แต่ในทางกฎหมายสำหรับยุคปัจจุบันแล้ว เรื่องพรมแดนเขตแดนถือว่ามีบทบาทสำคัญ เพราะเป็นตัวกำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรัฐ อำนาจอธิปไตยของรัฐจะใช้อยู่ภายในขอบเขตของตนเท่านั้น ด้วยเหตุนี้รัฐจึงต้องรู้ขอบเขตว่าดินแดนของตนกินความมากน้อยแค่ไหน และการออกกฎหมายก็จะมีผลแค่เส้นเขตแดนตรงนั้น

อีกกรณีหนึ่งที่มีความสำคัญก็คือ การได้สัญชาติโดยหลักดินแดน ประเทศไทยมีเกณฑ์การให้สัญชาติโดยอิงอยู่กับทั้งหลักสืบสายโลหิตและหลักดินแดน ใครก็ตามที่เกิดในราชอาณาจักรไทย บุคคลคนนั้นย่อมได้สัญชาติไทย จึงจำเป็นต้องรู้ว่าดินแดนหรือเขตแดนของราชอาณาจักรไทยอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้มอบสัญชาติไทยให้บุคคลนั้น ๆ ได้ถูก

ในแง่ความมั่นคง อำนาจอธิปไตยก็กินความตั้งแต่พื้นผิวดินไปจนถึงห้วงอากาศและอาณาเขตทางทะเล ดังนั้นเราจึงต้องรู้ว่าเส้นขอบเขตของรัฐอยู่ตรงไหน เพื่อจะได้ใช้อำนาจอธิปไตยในขอบเขตดังกล่าวอย่างเต็มที่
ดังนั้นถ้ามองในแง่กฎหมาย เส้นพรมแดนหรือเขตแดนจึงยังคงมีบทบาทสำคัญอยู่

สำหรับสนธิสัญญาเรื่องเขตแดนที่เป็นผลิตผลจากยุคอาณานิคมนั้น มีลักษณะพิเศษในตัวเอง คือ ทันทีที่มีการตกลงกันแล้วจะยังมีผลบังคับใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้ เพราะ หนึ่ง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความเป็นที่สุด” จะแก้ไขฝ่ายเดียวไม่ได้หากปราศจากความยินยอมของรัฐทั้ง 2 ฝ่าย สอง สนธิสัญญาดังกล่าวมี “หลักความสืบเนื่อง” คือ แม้ว่ารัฐจะได้รับเอกราชแล้ว ก็ยังต้องผูกพันกับสนธิสัญญาที่เจ้าอาณานิคมได้ทำไว้

การมีหลักการเหล่านี้ได้ช่วยให้เขตแดนของรัฐมีเสถียรภาพ เพราะความไร้เสถียรภาพ ความไม่ชัดเจน และความไม่แน่นอน จะนำมาซึ่งความขัดแย้งและปัญหาตามแนวตะเข็บชายแดน ซึ่งศาลโลกก็ยืนยันหลักการเหล่านี้ในการตัดสินคดีปราสาทเขาพระวิหาร

แต่เมื่อรัฐสองรัฐมีปัญหาข้อพิพาทกันเรื่องเขตแดนแล้ว ก็ควรใช้วิธีการทางการทูตอย่างสันติวิธีแก้ปัญหา ถ้าล้มเหลวก็อาจต้องใช้วิธีการทางกฎหมาย เช่น เสนอให้มีอนุญาโตตุลาการ หรือ เสนอเรื่องต่อศาลระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม พวกเราคงไม่อยากให้ความขัดแย้งไปถึงขั้นนั้น จึงอยากให้ใช้ช่องทางทางการทูตมากกว่า

ทั้งนี้ บางครั้งข้อพิพาทเรื่องเขตแดนอาจขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในช่วงเวลานั้น ๆ ด้วย คือ ถ้าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศดี การรุกล้ำเขตแดนกันบ้างก็อาจไม่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แต่หากความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในเวลานั้น ๆ มีปัญหา การรุกล้ำเขตแดนกันก็อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านทั้งสองประเทศที่อาศัยบริเวณเส้นพรมแดน

ในอนาคตเราอาจได้เห็นการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ดาวเทียม มาช่วยกำหนดเขตแดนหรือทำแผนที่ให้มีความชัดเจนมากขึ้นและมีความคลาดเคลื่อนน้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้อาเซียนมีกลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างประเทศสมาชิกโดยสันติวิธีเพิ่มขึ้น เพื่อการอยู่ร่วมกันหรือการเติบโตของอาเซียนจะได้ไม่สะดุดลงด้วยปัญหาเรื่องพรมแดน

Written by หมูอวบ

พฤศจิกายน 29, 2009 at 9:20 am

สัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY

leave a comment »

เชิญชวนร่วมงานสัมมนา ISLAMIC AND SUFFICIENCY ECONOMY ที่ห้องประชุมใหญ่  คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์  ชั้น 5 ท่าพระจันทร์   วันที่ 30 ธค. ภาคเช้า

08.30                      Refreshment and Registration

 09.00-09.20      Welcoming Remarks by Dean of Faculty of Economics, 

                                   Remarks by Rector of Thammasat University

                                  Opening Remarks by H.E. Mohammad Hatta,
                                  Ambassador of the Republic of Indonesia to the Kingdom of
                                  Thailand

 09.30-10.50             Presentations:

Indonesia-Thailand Bilateral Economic Relations

By Dr. Nana Yuliana, Head of Economic Affairs, Indonesian Embassy in Bangkok

Islamic Economy

By Prof.Dr. Iwan Triyuwono (Faculty of Economics, University of  Brawijaya )

Sufficiency Economy, Concept and Philosophy in Thailand

By Prof. Dr.Apichai Puntasen (Director of Rural and Social Management Institute)

Sufficiency Economy in Thailand’s Policy

By Representative of National Economic and Social Development Board of Thailand

Moderator: Dr. Supruet Thavornyutikarn (Faculty of Economics, Thammasat University)

10.50-12.00             Questions and Answers

 12.00                       Lunch

Written by หมูอวบ

พฤศจิกายน 26, 2009 at 10:53 pm

บันทึกโพสใน เรื่องควรรู้

Tagged with

พรมแดนการวิจัยการประกอบการทางสังคม : บททบทวนวรรณกรรม

leave a comment »

เป็นบทความที่ผม แปลจาก บทความชื่อ From Social Entrepreneurship as a practice to legitimate field of research : Literature review and classification ที่ทำการศึกษาวิจัยโดย Sophie BACQ และ Frank JANSSEN..อันนี้เป็นบทความต้นฉบับครับ ใครสนใจก็  d/l เอา นะครับ .http://www.esu.fi/papers/2_Sophie_Bacq.pdf
………………………………………………………………………………………………………….

บทคัดย่อ

ตลอดปีที่ผ่านมา การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากภาครัฐ พอๆ กับนักวิชาการ (Stryjan, 2006; Weerawardena&Sullivan Mort, 2006) อย่างไรก็ตามการยังไม่มีกรอบแนวคิดร่วมกันอย่างชัดเจน นั่นทำให้ การนิยามความหมายได้เพิ่มขยายออกไป ดังนั้น วัตถุประสงค์แรกของเอกสารชิ้นนี้ คือ การทำความชัดเจนต่อแนวคิดเรื่อง การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ผ่านการทบทวนเอกสารของฝั่งอเมริกากับฝั่งยุโรป  วัตถุประสงค์ที่สอง คือ พยายามจะชี้ให้เห็นความต่างในประเด็น การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ระหว่างฝั่งอเมริกากับฝั่งยุโรปและพยายามจะชี้ให้เห็นความแตกต่างของสำนักคิดและวิถีปฏิบัติ สุดท้าย วัตถุประสงค์ที่สามของเอกสารนี้ เพื่ออธิบายว่า แนวคิดนี้มีความแตกต่างมากแค่ไหนจากการประกอบการโดยทั่วไปหรือในทางธุรกิจ / การทำธุรกิจ

คำนำ

ไม่นานนี้ การประกอบการทางสังคมเริ่มได้รับความสนใจอย่างมากทั้งจากภาครัฐและนักวิชาการ (Stryjan, 2006; Weerawardena&Sullivan Mort, 2006)  การสนับสนุนการดำเนินการทางสังคมของรัฐบาลก็เพิ่งเริ่มมาไม่นานนี้ ผู้กำหนดนโยบายของทางยุโรปอ้างถึงความสำคัญของธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ว่า  “มิใช่มีนัยยะตัวแสดงทางเศรษฐกิจ แต่ยังเล่นบทบาทสำคัญในการมีส่วนร่วมของพลเมืองในสังคม และในการสร้างและผลิตทุนทางสังคมโดยการจัดตั้ง อาทิ โอกาสสำหรับการทำงานอาสาสมัคร”  (European Commission, 2003)  ประโยชน์จากการดำเนินการทางสังคมยังเป็นผลจากการสร้างสรรค์ของสมาคม องค์กรพัฒนาเอกชน หรือมูลนิธิจำนวนมากที่ส่งเสริมการประกอบการทางสังคม อย่าง อโชก้า มูลนิธิสคอล์ (Skoll Foundation) และ Ewing Marion Kauffman Foundation ในอเมริกา หรือ Canada Social Entrepreneurship Foundation ในประเทศแคนาดา หรือ the School for Social Entrepreneur ในประเทศอังกฤษ หรือ the Schwab Foundation for Social Entrepreneurs ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เป็นต้น ในอีกด้านหนึ่ง คณะวิชาธุรกิจที่มีชื่อเสียงทั่วโลก จาก Oxford จรด Harvard,  Stanford ถึง Columbia ต่างผุดศูนย์เพื่อการวิจัยและแผนการศึกษาในด้านการประกอบการทางสังคม จำนวนนักศึกษาที่มีความสนใจการดำเนินการทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น (Tracey & Phillips, 2007) ก็เป็นผลสืบเนื่องจากจำนวนการแข่งขันประกวดแผนธุรกิจในการประกอบทางสังคม (Brock, 2006)  ท้ายสุด รัฐต่างๆ ในยุโรปก็เริ่มสร้างกรอบกฎหมายเพื่อการประกอบการทางสังคม

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ความสนใจที่ขยายตัวในเรื่องการประกอบการทางสังคม ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาทางสังคมที่นับวันยิ่งมีความสลับซับซ้อนที่มากขึ้น (Johnson, 2000) นักวิชาการบางส่วนมองว่า นี่คือหนทางที่จะสร้างชุมชนที่เป็นสุข (Wallace, 1999) ในขณะที่บางท่านเสนอว่าเป็น หนทางที่จะบรรเทาทุกข์ภัยจากสังคมทันสมัย (Thompson et al., 2000) อย่าง การว่างงาน การไม่เท่าเทียมกันในการเข้าถึงการบริการสุขภาพและการบริการทางสังคม (Catford, 1998) ความเสื่อมโทรม ความยากจน อาชญากรรม การขาดแคลน การถูกกีดกันทางสังคม (Blackburn & Ram, 2006) รวมถึงยังถูกพิจารณาว่าเป็นแนวทางรับจ้างทำงานบริการทางสังคมที่จะทำให้งานมีคุณภาพมากขึ้นโดยไม่เพิ่มค่าใช้จ่ายของรัฐ (Cornelius et al., 2007) ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิบัติการของการประกอบการชนิดนี้ยังช่วยทำให้ภาพการเชื่อมต่อระหว่างภาคธุรกิจกับภาครัฐชัดเจนมากขึ้น (Johnson, 2000; Wallace, 1999) โดยเป็นการประกอบธุรกิจสายพันธ์ผสมที่ให้ความสำคัญของมิติทั้งสังคมและเศรษฐกิจ (Alter, 2004)

ความเห็นร่วมๆ ข้างต้นดูเหมือนจะเข้าใจว่าการเกิดขึ้นของการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) เป็นสิ่งที่มีความสำคัญ (Dee, 1998) อย่างไรก็ตาม แต่แนวคิดนี้ก็ยังคงไม่มีความชัดเจนในความหมาย และคลุมเครือข่ายในขอบเขตของการศึกษา (Mair & Marti, 2006) การประกอบการทางสังคม มีความหมายว่าอะไร? การดำเนินการทางสังคมแบบใดที่เป็นการประกอบการทางสังคม? แบบใดไม่ใช่? โดยข้อเท็จจริง การดำเนินการทางสังคมทั้งหมดไม่ได้เป็นตัวชี้วัดว่าเป็นการประกอบการ ตัวอย่างเช่น การแบ่งเงินรายได้จากองค์กรมาเพื่อทำงานทางสังคม โดยตัวมันเองไม่ถือเป็นกิจกรรมของการประกอบการ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรใช้เป็นแนวทางในการทำงาน (Mair & Marti, 2004)

เอกสารฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) ทำความชัดเจนกับแนวคิดเรื่อง การประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) บนฐานการวิเคราะห์และทบทวนวรรณกรรมทั้งจากฝั่งอเมริกาและยุโรป สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับการประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ก็คือ การมีมิติทางสังคมเป็นแกนกลางของการดำเนินการทำกิจกรรมต่างๆ  อย่างไรก็ตาม แนวคิดหลายอย่างดูเหมือนจะผุดขึ้นตามภูมิศาสตร์ทั้งสองฝั่งของแอตแลนติค ที่ซึ่งมีสำนักคิดของตนเอง มากกว่านั้นผู้เขียนยังเชื่อว่าสำนักคิดแต่ละแห่งก็มีประเด็นที่ให้ความสนใจแตกต่างกัน เช่น บางสำนักให้น้ำหนักกับเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการประกอบการ บางสำนักให้น้ำหนักในเรื่องกฎหมาย ดังนั้นในวัตถุประสงค์ประการที่ 2 คือการระบุให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างสำนักคิด ทั้งในเรื่องแนวคิดและแนวปฏิบัติ  วัตถุประสงค์ที่ 3) เพื่ออธิบายว่า แนวคิดนี้มีความแตกต่างมากแค่ไหนจากการประกอบการโดยทั่วไปหรือในทางธุรกิจ / การทำธุรกิจ

ในส่วนแรกของเอกสาร ผู้เขียนจะนำเสนอรากฐานทฤษฎีและแนวปฏิบัติของการประกอบการทางสังคมในฐานะประเด็นการวิจัย ในส่วนที่สอง ผู้เขียนจะนำเสนอวิธีวิทยา ที่จะใช้ในการจำแนกสิ่งพิมพ์ตามเงื่อนไขต่างๆ ส่วนที่สามประกอบด้วย 2 ส่วนย่อย ส่วนย่อยที่ 1 จะนำเสนอและอภิปรายผลของการทบทวนวรรณกรรม โดยเฉพาะจุดยืนของแต่ละสำนักคิด ว่าอะไร คือ ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneurship) ผู้ประกอบการทางสังคม (social entrepreneur) และธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ใน 3 มิติ กล่าวคือ ปัจเจก, กระบวนการ, องค์กร  ส่วนย่อยที่ 2 จะตอบคำถาม ถึงความแตกต่างของแนวคิดการประกอบการทางสังคม กับการประกอบในแบบทั่วๆ ไป (commercial entrepreneurship/entrepreneur/enterprise)

หากสนใจอ่านต่อ load เอานะครับ ประมาณ 22 หน้า A4

พรมแดนการวิจัยการประกอบการทางสังคม

Written by หมูอวบ

พฤศจิกายน 25, 2009 at 10:23 pm