เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม : ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ
เรื่องเล่าจากภาคสนาม…ที่น้ำท่วม :ชุมชน การปรับตัวและการช่วยเหลือจากภาคส่วนต่างๆ ในยามภัยพิบัติ[1]
บทความนี้เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ได้มีโอกาสร่วมทำงานการประเมินผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วม ((rapid) social impact assessment)[2] ของธนาคารโลก ระหว่างวันที่ 7-22 พฤศจิกายน 2554 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงาน Post-Disaster Need Assessment (PDNA)[3] ที่รัฐบาลไทย โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ (ควรกล่าวไว้ด้วยว่า การสำรวจผลกระทบทางสังคมของธนาคารโลก จะดำเนินการหลังน้ำลดแล้ว 3 อาทิตย์ แต่การศึกษาในเมืองไทยครั้งนี้ดำเนินการในช่วงที่บ้างพื้นที่ยังมีน้ำท่วมครั้งและบางพื้นที่น้ำเพิ่งจะลดลงประมาณ 1 อาทิตย์)
การทำประเมินผลกระทบทางสังคมนั้น ดำเนินการศึกษาในพื้นที่ 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี อุทัยธานีและนครสวรรค์ (ดำเนินการทำ pre-test ที่จังหวัดปราจีนบุรี) โดยเน้นการศึกษาในระดับชุมชน ครอบคลุมทั้งชุมชนเมือง และชนบท จำนวน 12 ชุมชน ใช้แนวทางการวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัดทั้ง 3 จังหวัด (ผู้ว่าราชการจังหวัด พัฒนาสังคมจังหวัด และป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด) สัมภาษณ์เชิงลึก (indept-interview) กับผู้นำท้องถิ่น ผู้ด้อยโอกาส ผู้หญิง เป็นต้น จำนวน 70 คน และจัดสนทนากลุ่ม (focus group discussion) รวม 30 กลุ่ม โดยครอบคลุมกลุ่มข้าราชการเงินชั้นผู้น้อย กลุ่มชาวนา กลุ่มผู้นำ และกลุ่มชาวบ้านทั่วไป และใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (contents analysis) ตามประเด็นที่กำหนดได้แก่
- Aids distribution and governance
- Social relation and cohesion
- Livelihood and Coping Strategies
แต่ในบทความนี้ จะไม่ได้เขียนอธิบายผลของการศึกษาตามประเด็นข้างต้น แต่จะเขียนอธิบายแบบบอกเล่าสิ่งที่เกิดขึ้น ข้อสังเกตต่างๆ ภายใต้กรอบเนื้อหาตั้งแต่ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และระดับกลไกการจัดการ
[1] วีรบูรณ์ วิสารทสกุล ภาควิชาการพัฒนาชุมชน คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
[2] กรุณาดู แนวทางการสำรวจและเนื้อหาผลการศึกษาผลกระทบทางสังคมหลังน้ำท่วมของประเทศอื่นๆ เช่น ของฟิลิปปินส์ล่าสุด http://pdf.ph/downloads/PDNA/PDNA-Social_Impact_Assessment_FINAL_20100725.pdf
[3] กรุณาดู แนวทางของ PDNA ได้ใน http://recoveryplatform.org/pdna/ โดยมีเครื่องมือที่เรียกว่า DALA (Damage and Lost and Need Assessment) เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลความเสียหาย ที่เน้นเป็นการประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของภาคการผลิตต่างๆ เป็นหลัก
…………………………………
หากสนใจอ่านต่อ โปรด d/l ที่นี่ ครับ ชุมชน การปรับตัว บทบาทของท้องถิ่นและรัฐในยามภัยพิบัติ (ขนาด file 560 KB)
The perfect pitch ประเสริฐ เอี่ยมรุ่งโรจน์
The perfect pitch
ผมเชื่อว่าชีวิตคือการเล่าเรื่อง ถ้าคุณเล่าเรื่องเก่งชีวิตของคุณจะมีความสุขความเจริญตลอดไป
ในชีวิตของคนเราเราต้องทำ การเสนองานแข่งหรือที่มีศัพท์เฉพาะที่เรียกกันในวงการโฆษณาว่า Pitch ตลอดเส้นทางของชีวิต โดยที่ Pitch moment จะใช้เวลาเพียง 2-3% ของชีวิต ถ้าคุณทำ Pitch ได้ดีมันจะทำให้ชีวิตของคุณอีก 97-98% มีความสุข เติบโตในหน้าที่การงานตลอดไป
คุณอาจจะสงสัยว่าในชีวิตของคุณ คุณต้องทำ Pitch อะไรบ้างทั้งๆที่คุณไม่ได้อยู่ในวงการโฆษณา
มันคือการขอผู้หญิงแต่งงาน การสัมภาษณ์งานกับนายจ้างเพื่อเปลี่ยนงาน ขอกู้เงินจากสถาบันการเงินเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจ ถ้าการทำ Pitch มีความสำคัญมากต่อชีวิตของคนเรา
ผมอยากจะแบ่งปันข้อมูลจากประสบการณ์ว่าอะไรเป็นปัจจัยในการเล่าเรื่องให้ประสบความสำเร็จ
1. ความสำคัญไม่ใช่อยู่ที่ตรรกะหรือข้อมูล แต่มันคือการสร้างความมั่นใจที่เกิดจากอารมณ์ คนส่วนมากคิดว่าความสำเร็จในการทำ Pitch คือการนำเสนอข้อมูลให้มากเพียงพอเพื่อใช้เป็นเครื่องมือจูงใจให้อีกฝ่ายหนึ่งคล้อยตามและเห็นด้วยกับข้อเสนอ
ผมมีความเห็นในทางตรงกันข้าม หัวใจที่จะทำให้อีกฝ่ายเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา คือเราต้องสร้างให้เขามีความมั่นใจ
แล้วความมั่นใจนั้นเกิดจากอารมณ์ ไม่ใช่ตรรกะ
การที่จะ Pitch ให้ประสบความสำเร็จไม่ใช่การสร้างการรับร้ในข้อมูลให้มากเพียงพอให้อีกฝ่ายหนึ่งเห็นด้วยกับข้อเสนอของเรา แต่เป็นการสร้างประจุไฟฟ้าทางด้านอารมณ์ให้เกิดความมั่นใจ
เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมต้องเสนองานแข่งให้ลูกค้ารายหนึ่ง ผมใช้เวลาในการนำเสนอประมาณหนึ่งชั่วโมง
สุดท้ายลูกค้าให้ความเห็นว่าสิ่งที่เรานำเสนอผิดประเด็น และลูกค้าบอกว่าให้เวลาเราอีกหนึ่งอาทิตย์ให้กลับไปทำการบ้านแล้วมานำเสนออีกครั้งหนึ่ง
ผมตอบว่าเวลาหนึ่งอาทิตย์พวกเราคงทำงานไม่ทันครับ ลูกค้าบอกว่า “ถ้าอย่างนั้นจะทำอย่างไรดี”
ผมมีข้อเสนอแนะว่า “รบกวนลูกค้าพิจารณาพวกเราจาก Track record ซึ่งสามารถเช็คได้จากผู้คนในวงการโฆษณา”
สุดท้ายผมถามลูกค้าว่าลูกค้ามีโอกาสพบกรรมการผู้จัดการของ Media agency ปัจจุบันของเขากี่ครั้งในหนึ่งปี
ถ้าให้ผมเดาปีละอย่างมากเพียงหนึ่งครั้งคือช่วงปีใหม่ที่ทาง Media agency เชิญลูกค้าไปทานข้าว
ถ้าโชคร้ายลูกค้าจะมีโอกาสเจอกรรมการผู้จัดการทั้งหมดสองครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่เขามาเสนองานแข่ง
และครั้งสุดท้ายคือตอนที่โบกมือลาจากกัน
แต่ถ้าเลือกพวกเรา ผมจะเข้าประชุมครั้งสำคัญๆ และมีส่วนร่วมในการให้ความเห็นที่เป็นประโยชน์กับธุรกิจของลูกค้า นี่เป็นพันธะสัญญาที่ผมให้ไว้กับลูกค้า
นี่คือสองประเด็นที่ผมรบกวนให้ลูกค้าใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจ
อาทิตย์แรกผ่านไปโดยไม่มีคำตอบจากลูกค้า ทำให้ผมคิดว่าเราคงไม่มีโอกาสทำงานกับลูกค้ารายนี้แล้ว
ในปลายของอาทิตย์ที่สองผมได้รับโทรศัพท์จากเลขาของลูกค้าเชิญให้ผมไปพบในวันจันทร์หน้า ลูกค้าบอกผมว่าเขาเลือกเราเป็น Media agency ด้วยความที่เป็นคนช่างสังสัยผมถามลูกค้าว่าลูกค้าเลือกเราเพราะอะไร
ลูกค้าบอกว่าคำพูดของผมโดนใจ เพราะเขามีโอกาสในการพบกับกรรมการผู้จัดการของ Media agency ของเขาน้อยมาก นี่เป็นสาเหตุที่เขาเลือกพวกเรา
ประเด็นแรกเป็นประเด็นที่สำคัญ A pitch does not take place in the library of the head, it takes place in the theatre of the heart
พลังของความจริงใจที่ผมใช้เป็นเครื่องมือในการ Pitch ธุรกิจ ทำให้พวกเรามีโอกาสทำงานกับลูกค้าใหม่ ๆตลอดระยะเวลา 15 ปี
2. ความสำคัญไม่ใช่ความสามารถในการนำเสนอ แต่คุณต้องมีบทพูดที่มีพลัง เวลาคุณนำเสนอเรื่องราวของคุณ
มันเป็นเวทีที่จะฉายแสงวิสัยทัศน์ของตัวคุณ และให้คนรับร้ถึง Personal passion ของตัวคุณเอง
ดังนั้นบทพูดจึงมีความสำคัญมากที่จะทำให้อีกฝ่ายหนึ่งตอบรับกับข้อเสนอของคุณ
ถ้าใครชอบฟังเพลงในยุค 1960 คุณจะรู้จักศิลปินชื่อดังอย่าง Bob Dylan เสียงของคุณDylan เป็นเสียงที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไร แต่ปัจจัยที่ทำให้ศิลปินอย่าง Bob Dylan เปล่งแสงเหนือกว่าคนอื่นเป็นเพราะว่าเพลงที่เขาแต่งบอกถึงความเป็นตัวตนของเขาได้ดีกว่าคนอื่น และมีเฉพาะเขาเท่านั้นที่เมื่อร้องเพลงเหล่านั้นแล้วทำให้คนฟังเกิดความร้สึกร่วม ถ้าคุณอยากทดลอง ให้ไปหาเพลง Blowing in the wind ที่เขาร้องมาเปรียบเทียบกับนักร้องคนอื่นที่ร้องเพลงเพลงนี้ อารมณ์เพลงจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
นี่เป็นตัวอย่างที่จะแสดงให้เห็นว่าบทพูดมีพลัง มีความสำคัญมากกว่าความสามารถในการนำเสนอ
3. คุณจะมีบทพูดที่ดีได้ เกิดจากการเตรียมตัวที่ดี ดังนั้นการ Pitch ที่ประสบความสำเร็จเกิดจากการวางแผนล่วงหน้า
จัดสรรเวลาในการทำงานให้มีเวลามากพอในการรวบรวมความเห็นต่างๆแล้วเขียนเป็นบทพูดที่มีพลังในการจูงใจที่ดีที่สุด
ประเด็นคือวางแผน วางแผน และวางแผน
4. ความเรียบง่ายคือ Theme ของการนำเสนอ เพราะความเรียบง่ายทำให้ผู้รับสารมีความเข้าใจในสิ่งที่นำเสนอ
ความเรียบง่ายจะเป็นเครื่องมือฉายแสงให้เห็นว่าคุณเป็นคนที่มั่นใจในตัวเอง ดังคำพูดของ Jack Welsh อดีต CEO ของ GE ที่กล่าวไว้ว่า “Only confident people can be simple”
เวลาผมทำ New business pitch ผมจะพิมพ์ Slide presentation ด้วยการพิมพ์กระดาษหนึ่งแผ่นต่อหนึ่ง Slide
หลังจากนั้นจะนำกระดาษทั้งหมดมาวางลงบนพื้น แล้วพิจารณากระดาษทั้งหมดว่ามีความสอดคล้องในการนำเสนอหรือไม่
นอกจากนั้นผมจะพยายามตัดทอนสิ่งที่ผมเรียกว่าเป็นส่วนเกิน เอาสิ่งฟุ่มเฟือยที่เป็นเนื้อร้ายออก
เพื่อทำให้การนำเสนอของผมกระชับและมีความเรียบง่าย
5. เทคนิคในการทำ Slide presentation ของผมคือใช้รูปภาพเป็นเครื่องมือสื่อประเด็น และเขียนคำพูดเป็น Key wording ใช้เป็นวลีมากกว่าจะเขียนเป็นประโยค เพื่อให้คำพูดนั้นสั้นและสื่อความหมายให้สอดคล้องกับรูป
เทคนิคอันนี้ของผมจะสวนทางกับวิธีทำ Slide presentation ของชาวบ้านที่จะเขียนเป็นข้อความยาวเหยียด ซึ่งจะไม่มีคนอ่านและ Slide แบบนี้จะมีพลังในการสื่อสารจะน้อยกว่าวิธีของผม
6. โครงสร้างของการนำเสนอ เราต้องให้ความสำคัญกับภาพรวมมากกว่ารายละเอียด ผมมีโอกาสเห็นการนำเสนอที่คนนำเสนอสนใจรายละเอียดมากกว่าภาพรวมทำให้เกิดภาวะที่ผมเรียกว่า Information overload
และลูกค้าไม่ร้ว่ารายละเอียดเหล่านั้นต้องการสื่อสารถึงประเด็นอะไร
ลองนำหลักการนี้ไปใช้ดูซิครับ แล้วคุณจะเห็นว่าพลังของการทำ Pitch จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของคุณได้อย่างเหลือเชื่อ
http://bit.ly/ukP87e
รายงานชีวิต Life Report ดร.พสุ เดชะรินทร์
ท่านผู้อ่านเคย เขียนรายงานชีวิตหรือ Life Report บ้างไหมครับ? ตั้งแต่เด็กเราเขียนรายงานในวิชาต่างๆ พอโตขึ้นก็เขียนรายงานที่เกี่ยวกับการทำงาน
แต่เราได้เคยเขียนรายงาน เกี่ยวกับชีวิตเราบ้างไหม? David Brooks ซึ่งเป็นนักเขียนประจำอยู่ที่หนังสือพิมพ์ The New York Times ได้เชิญชวนให้ผู้อ่านของเขาที่อายุเกิน 70 ปีขึ้นไปเขียนรายงานเกี่ยวกับชีวิตของแต่ละคน พร้อมทั้งประเมินช่วงชีวิตของแต่ละคนในแต่ละช่วงอีกด้วย จากนั้น David Brooks ก็ได้คัดเลือกข้อเขียนของแต่ละท่านมาลงใน The New York Times พร้อมทั้งมีการสรุปข้อคิดดีๆ จากรายงานชีวิตของแต่ละท่าน ซึ่งผมอ่านดูแล้วถือว่าเป็นประสบการณ์ที่น่าเรียนรู้ และได้รวบรวมมาไว้ในสัปดาห์นี้นะครับ
เริ่มจากการแบ่งชีวิตเราออกเป็นช่วงๆ ครับ ถ้าท่านผู้อ่านมองย้อนกลับไปท่านจะมองชีวิตท่านเป็นช่วงๆ หรือ เป็นสิ่งที่ยาวต่อเนื่องมาเลย? จะพบว่าคนที่แบ่งชีวิตของตนเองออกเป็นช่วงๆ นั้นจะมีความสุขในชีวิตที่ผ่านมามากกว่าพวกที่มองชีวิตตนเองเป็นสิ่งที่ต่อ เนื่อง เนื่องจากการแบ่งชีวิตเป็นช่วงๆ นั้น จะทำให้เรามีโอกาสในการหยุดคิด และสามารถที่จะทบทวน ประเมิน ปรับปรุงชีวิตในแต่ละช่วงได้ โดยการแบ่งช่วงของชีวิตนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเหมือนกันในแต่ละคนนะครับ และไม่จำเป็นต้องใช้ปีเป็นเกณฑ์ในการแบ่งด้วย เหตุการณ์สำคัญๆ ที่เข้ามาในชีวิตเราก็เป็นเกณฑ์แบ่งที่ดีครับ
นอกจากนี้จะพบว่าคนที่ชอบคิด ให้ความสำคัญกับอารมณ์ของตนเองและบุคคลอื่น มักจะมีความสุขในชีวิตน้อยกว่าพวกที่รู้จักที่จะปล่อยวาง หรือ ผู้ที่ลืมง่าย ให้อภัยง่าย ชื่นชมกับสิ่งต่างๆ ได้ง่าย รวมทั้งไม่ค่อยยึดติดกับสิ่งต่างๆ (ซึ่งก็ตรงกับหลักคำสอนในพระพุทธศาสนานะครับ)
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ เรามักจะชอบคิดหรือชอบที่จะเข้าไปควบคุมบังคับชีวิตคนอื่น โดยเฉพาะบุคคลรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นคู่ชีวิต บุตร ลูกศิษย์ ลูกน้อง ฯลฯ แต่จากประสบการณ์ของบรรดาผู้สูงวัยต่างๆ พบว่า เป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปยากที่จะไปควบคุมหรือเปลี่ยนแปลงชีวิตคนอื่นให้เป็น ไปตามที่เราต้องการ เราอาจจะอยากให้ลูกๆ เป็นอย่างเรา หรือ อยากจะให้คู่ชีวิตชอบกิจกรรมต่างๆ เหมือนเรา แต่ข้อคิดจากผู้สูงวัยพบว่าสุดท้ายแล้วเราไม่สามารถที่จะไปควบคุมหรือ เปลี่ยน (เขาใช้คำว่า remake) ชีวิตของผู้อื่นได้ มีท่านหนึ่งเขียนมาเลยครับว่าแต่งงานมาห้าสิบปี และใช้เวลาอยู่ยี่สิบปีถึงจะได้เรียนรู้ว่าไม่สามารถ remake ภรรยาตนเองให้เป็นอย่างที่ตนเองต้องการ
ถัดมาเป็นเรื่องของความเสี่ยงครับ ในชีวิตทั่วๆ ไปนั้น เรามักจะคำนึงถึงความเสี่ยงจากการกระทำต่างๆ ทำให้เราตัดสินใจที่จะไม่ทำในหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ข้อคิดที่น่าสนใจที่ได้ก็คือถ้าให้เปรียบเทียบระหว่างสิ่งที่ไม่ได้ทำ กับ สิ่งที่ทำนั้น บรรดาผู้มากประสบการณ์เหล่านี้ต่างมองเหมือนกันว่าจะเสียใจกับสิ่งที่ไม่ได้ ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำ หรือ ในอีกนัยหนึ่งก็คือ สิ่งที่ได้ตัดสินใจและได้ทำไปแล้ว จะไม่รู้สึกเสียใจ แต่เสียใจว่าในชีวิตที่ผ่านมายังไม่ได้ทำอะไรอีกหลายอย่างที่อยากทำ ก็ถือว่าเป็นมุมมองที่คนหนุ่มสาวที่ยังมีกำลังอยู่น่าจะนำมาปรับคิดได้นะ ครับ
ประเด็นถัดมาคือเรื่องของหน้าตาครับ จากข้อเขียนของบรรดาคุณปู่คุณย่าทั้งหลายนั้น ไม่มีใครเขียนถึงเรื่องของหน้าตาตนเองสมัยหนุ่มสาวเลยครับว่าสวย หล่อ มากน้อยแค่ไหน ทำให้คิดได้เหมือนกันนะครับว่าเมื่ออายุเกิน 70 ขึ้นไป และมองย้อนกลับมาในชีวิตแล้ว หน้าตา ความสวยหล่อ ไม่ได้ส่งผลกระทบหรือมีความสำคัญต่อชีวิตเท่าที่เราคิดกันไปเองเลย
เป็นอย่างไรครับข้อคิดเล็กๆ น้อยๆ จากบรรดาผู้มีประสบการณ์ชีวิตทั้งหลาย ท่านผู้อ่านอาจจะยังไม่ต้องมีอายุถึง 70 ก็สามารถลองเขียนรายงานชีวิตของตนเองดูได้นะครับ โดยแบ่งเวลาเป็นช่วงๆ ซึ่งจะเป็นช่วงไหนอย่างไรนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคน และอาจจะลองให้เกรดกับชีวิตของท่านเองในแต่ละช่วงดูก็ได้นะครับ เท่าที่ไปอ่าน Life Report ที่ David Brooks รวบรวมไว้ก็เห็นบางคนที่ส่งรายงานชีวิตเข้ามามีการให้เกรดชีวิตในแต่ละช่วง ด้วย บางช่วงก็ได้ F+ บางช่วงก็เป็น B หรือ A ก็มี ผมมองว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีนะครับ เพราะจะทำให้เราได้หันกลับมามองตนเองว่าในแต่ละช่วงของชีวิตได้ทำอะไรไปบ้าง และที่ผ่านมาชีวิตมีความสุขแค่ไหน
http://bit.ly/vgRdfe
2554 บันทึกเรื่อง “คน” กับ “น้ำ” โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitar@gmail.com
ผมเพิ่งลุยน้ำลึกราว 50-60 เซนติเมตร ออกไปนั่งโจ้ข้าวขาหมูร้านเดียวในตลาดละแวกบ้านที่ยังเปิดทำการอยู่หลังน้ำ บ่ามาถึงเมื่อหลายวันก่อน
ในร้านเฉอะแฉะ มีน้ำนองอยู่ตลอดเวลา เหลียวไปรอบๆ ตัว ลูกค้าที่นั่งอยู่ไม่กี่โต๊ะล้วนอยู่ใน “ยูนิฟอร์ม” เดียวกัน ขาสั้น เสื้อยืด กับรองเท้าบูต ใกล้ๆ ตัวมีถังบ้างกะละมังบ้าง ไว้สำหรับใส่ข้าวของลากลอยกลับบ้าน
ผมไม่ได้ของที่ต้องการ คือซีเมนต์กาวสำหรับอุดรอยรั่วกับปั๊มไดรโว่ แต่ได้ส้มเขียวหวานกับกล้วยปิ้งมาแทน
แม้ ค้าแผงผลไม้บอกว่า สั่งของไว้ร่วมหมื่น ของมาส่งพร้อมกับน้ำหลากมาถึงพอดี ไม่อยากทิ้งผลไม้ให้เน่าไปเฉยๆ ก็ต้องออกมายืนแช่น้ำขายไปตามมีตามเกิด
ขาก ลับ เจอคุณพี่รายหนึ่งกลับเข้าบ้านมาด้วยกัน เธอเล่าว่า ที่ทำงานน้ำยังไม่ท่วมเลย ต้องตะเกียกตะกายไปทำงาน เพื่อค่าจ้างรายวัน ต้องต่อรถทั้งรถทหาร รถเมล์ ทุกรูปแบบ กี่ต่อๆ นับไม่ไหว เพื่อไป-กลับให้ได้ในแต่ละวัน แต่ก็ยังยิ้มอยู่ได้
แม้รอยยิ้มจะเจือปนความขมขื่นและอ่อนล้ามากเพียงใดก็ตาม
ยิ่ง ลึกเข้าไปในซอยน้ำยิ่งลึก เด็กๆ สนุกกับกระแสน้ำไปพลาง แหวกขยะที่ลอยมาตามน้ำไปพลาง ทำให้ผมหวนนึกถึงความทรงจำดีๆ กับน้ำท่วมในวัยเยาว์
น้ำท่วมที่บ้านนอก ไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกตึงเครียดเหมือนน้ำในเมืองใหญ่
ยังจำได้เมื่อครั้งกลับจากโรงเรียน ลุยน้ำท่วมกลับบ้าน ไล่จับปูปลากันสนุกสนาน น้ำใสจนเห็นพื้นทราย พื้นดินด้านล่างกระจ่าง
ผม เหลียวมองรอบตัวตอนนี้ สีน้ำเขียวคล้ำ ขยะไหลกลับไปกลับมาตามแรงคลื่นที่เกิดจากรถขนาดใหญ่จากหน้าปากซอย และรถเล็กที่เสริมพิเศษเพื่อสู้น้ำ จุลินทรีย์และจุลชีพนานาแหวกว่ายเริงร่าอยู่ภายในสีคล้ำจนเกือบดำนั้น
อดคิดไม่ได้ว่าหากน้ำยังคงอยู่อีกนาน อะไรจะเกิดขึ้นตามมากับน้ำแล้วก็คนที่อยู่กับน้ำในเวลานี้
“น้ำ” ยิ่งนานยิ่ง “เน่า”
“คน” เล่า….!?!
สำนักข่าวเอเอฟพี เรียกขานสิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองไทยในเวลานี้เอาไว้ว่าเป็น “หายนะแบบสโลโมชั่น” ความเสียหายรายทางตามเส้นทางผ่านของน้ำยิ่งนับวันยิ่งมากมายมหาศาล จนหลายคนคร้านที่จะหลับตานึกถึง
คาร์ล วิลสัน บันทึกเอาไว้ใน ไชน่า เดลี่ เอเชีย วีคลี่ เอาไว้ว่า อุทกภัยในไทยหนนี้ส่งผลสะเทือนออกไปทั่วโลก นอกจากจะทำให้อุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศ มีปัญหาต่อเนื่องยาวนานจนกระทั่งถึงปีหน้าแล้ว ยังกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลกอย่างสูงอีกด้วย
“ผลกระทบต่อ เศรษฐกิจไทย คงจะไม่รู้กันแน่ชัดอีกนานหลายสัปดาห์ หรืออาจเป็นเดือน แต่มีการประเมินคร่าวๆ เอาไว้ในเวลานี้ว่า น่าจะอยู่ระหว่าง 5,000 ล้านดอลลาร์ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และจะส่งผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของไทยระหว่าง 1-2 เปอร์เซ็นต์”
นิตยสาร “อีโคโนมิสต์” บอกเอาไว้ว่า ผลกระทบที่ว่านี้จะยังไม่ส่งผลให้รู้สึกได้จนกว่าจะถึงปลายไตรมาสสุดท้ายของ ปีนี้ ต่อเนื่องไปจนถึงตลอดไตรมาสแรกของปี 2555
แอนดรูว์ สท็อทซ์ นักยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของกิมเอ็ง ซีเคียวริตี้ ในสิงคโปร์ บอกเล่าเป็นรูปธรรมไว้ว่า อุตสาหกรรมการผลิต ได้รับผลกระทบมากที่สุด คิดเป็นสัดส่วนราว 51 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายจากภาวะน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของภาคการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
ลำดับรองลงมา จะเป็นความเสียหายในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ที่คิดเป็นสัดส่วน 27 เปอร์เซ็นต์ ของความเสียหายทั้งหมด
ภาคอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวจะเสียหายหนัก รองลงมาคิดเป็น 22 เปอร์เซ็นต์
ผล ผลิตข้าวในปีนี้น่าจะหดหายไประหว่าง 20-25 เปอร์เซ็นต์ ยังไม่นับผลผลิตทางด้านการเกษตรอื่นๆ นั่นเนื่องเพราะพื้นที่นาและเรือกสวนอีกจำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้น้ำไม่น้อยกว่า 12-15 เปอร์เซ็นต์
น่าสนใจที่น้ำท่วมครั้งนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนปลาย เดือนกรกฎาคม ต่อเนื่องกับต้นเดือนสิงหาคม ตอนนั้น ความเสียหายหนักหนาสาหัสรวมศูนย์อยู่ที่ภาคการเกษตร แต่พอถึงตอนนี้ ความเสียหายชนิด “ยับเยิน” กลับกระจายลุกลามเป็นวงกว้าง กลืนกินภาคอุตสาหกรรมการผลิต กลายเป็นอุปสรรคต่อการขนส่งและการลำเลียง หรือ โลจิสติกส์ ตัดเส้นทางของ “ห่วงโซ่อุปทาน” หรือ ซัพพลาย เชน ส่งผลให้โรงงานต้องปิดตัวลงเป็นจำนวนมาก
ผม หลับตานึกถึงคุณพี่เจ้าของรอยยิ้มขม-ขม ที่ต้องพึ่งพารายได้รายวัน จำนวนนับแสนๆ คน หมดหนทางทำเงิน ชาวไร่ชาวนานาล่ม สวนจมน้ำ กับหนี้ก้อนโตในธนาคาร
พวกเขาอาจได้รับความช่วยเหลือไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
แล้วแม่ค้าขายกล้วยปิ้งของผมเล่า ใครจะเยียวยาเธอ อย่างไร?!
คิม แม็คเควย์ ตัวแทนของ มูลนิธิเอเชีย ประจำประเทศไทย บันทึกเรื่องคนกับน้ำในเชิงผลกระทบทางเศรษฐกิจเอาไว้ว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 องค์ประกอบซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
แรกสุด คือผลกระทบเฉียบพลัน อย่างที่เราเห็นเกิดขึ้นกับเรือกสวนไร่นา และอุตสาหกรรมต่างๆ ในนิคมอุตสาหกรรม 7 แห่ง ที่เสียหายแทบสิ้นเชิงไปกับตาและกับน้ำ
หลังจากนั้น มันจะเกิดผลกระทบต่อเนื่อง อย่างเช่นที่เกิดขึ้นกับระบบซัพพลายเชน ที่ส่งผลให้อุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งพาชิ้นส่วนต่างๆ ที่หดหายไป จำเป็นต้องหยุดการผลิตตามไปด้วย กับบรรดาผู้คนที่ได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากการหยุดการผลิตต่างๆ ดังกล่าว
แม็คเควย์ เชื่อว่า ภาระที่เกิดขึ้นจากน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ รวมทั้งความพยายามในการบรรเทาทุกข์และการฟื้นฟูทั้งหลาย ต่างล้วนตกอยู่บนบ่าของรัฐบาล เขายอมรับว่า ยากที่จะคิดถึงว่าจะมีรัฐบาลไหนจัดการกับทุกเรื่อง ทุกด้านที่เกิดขึ้นได้ และทำให้ทุกๆ ฝ่ายพึงพอใจ
แต่ถึงอย่างไร “รัฐบาลและองคาพยพทั้งหลายก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบ” เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ดัง นั้น น่าจะเป็นการเสียเวลาเปล่า ถ้าหากรัฐบาลจะใช้วิธีการโยนเรื่องรับผิดชอบไปยังที่อื่น ไม่ว่าจะเป็นองค์กรท้องถิ่น หรือพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เพราะสุดท้ายแล้ว ผู้คนคาดหวังว่ารัฐบาลที่อยู่ในอำนาจจะมีขีดความสามารถ มีวิจารณญาณ มีองค์ความรู้ดีพอที่จะทำให้พวกเขาคลายใจได้ว่าจะไม่เดือดร้อน หรือหากเดือดร้อนก็ต้องสั้นที่สุด
ในเมื่อรัฐบาลมีอำนาจสูงสุด รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบสูงสุด
ประชาชนทุกคนคาดหวังว่าจะได้รับสิ่งที่ดีๆ จากรัฐบาล ได้รับการแก้ปัญหาจากรัฐบาล
พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าจะได้ยินเพียงแค่คำแก้ตัวว่า “ทำดีที่สุดแล้ว” แต่สิ่งที่เขาเห็นว่าเป็นปัญหายังคงดำรงอยู่ให้เห็นตำตา
ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ ไม่มีใครอยากลงมือแก้ปัญหาด้วยตัวเองแน่นอน
เมื่อพึ่งรัฐไม่ได้ต่างหาก ที่บีบให้พวกเขาต้องพึ่งตัวเอง ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
แล้วความขัดแย้งจึงเกิดขึ้นตามมา
นัก วิชาการหลายคนเชื่อว่า ภาพสะท้อนที่สำคัญที่สุดในเชิงรัฐศาสตร์จากอุทกภัยครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องของความใหญ่โตมากมายของมวลน้ำที่เกิดขึ้นจากภาวะอากาศผิดปกติใน ช่วงมรสุมพอดิบพอดี
แต่เป็น “ความล้มเหลวของระบบบริหารจัดการ” ในยามเกิดภัยพิบัติของรัฐบาล และองคาพยพที่อยู่ใต้บังคับบัญชาของรัฐบาลทั้งมวลที่แสดงออกมาให้เห็นกระจะ-กระจะ
รัฐบาล และองคาพยพทั้งระบบ ไม่เพียงประเมินภาวะประสบภัยครั้งนี้ต่ำเกินความเป็นจริงเท่านั้น ยังเชื่องช้าอย่างมากในการบริหารจัดการ และเมื่อลงมือจัดการก็ขาดประสิทธิภาพ ทับซ้อนและขัดแย้งซึ่งกันและกันได้อย่างเหลือเชื่อ
ไม่บอกก็ไม่มีใครรู้ว่า หน่วยงานที่จัดการกับน้ำในเมืองไทยมีมากถึง 28 หน่วยงานครับ
ทำให้การแก้ปัญหาเหมือนกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า “ตำข้าวสารกรอกหม้อ” ไปเพียงครั้งคราว ครั้งแล้วครั้งเล่าตลอดภาวะวิกฤตหนนี้
ไม่เคยมีครั้งไหนที่รัฐบาลสามารถวางการจัดการรับมือ “น้ำ” ไว้ล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้แต่ครั้งเดียว
ระบบบริหารจัดการใน “แนวดิ่ง” อย่างที่เรียกกันว่า “เวอร์ติคอล ไลน์ ออฟ ออเดอร์” จะมีประสิทธิภาพได้ก็ต้องมี “หัว” ที่มีประสิทธิภาพ มีความรู้ ความชำนาญและการตัดสินใจที่ดี
หากเราคิดกันได้ว่า “หัว” ที่ว่าไม่สามารถจะหาได้ ก็ต้องรื้อระบบแนวดิ่งที่ว่านั้น กระจายหน้าที่และความรับผิดชอบให้ผู้ที่มีองค์ความรู้อย่างแท้จริง จัดการ-ใช่หรือไม่
ถ้าน้ำขนาดนี้ คุกคามเราอีกในปีหน้า เราจะยังขัดแย้งกันบ้าง วางเฉยกันบ้าง เพราะไม่ใช่เรื่องของกู แต่เป็นความเดือดร้อนของมึง อย่างนี้กันอีกหรือไม่?
จริง หรือไม่ ที่ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำทั้งหลายที่มีอยู่ในองคาพยพของรัฐบาล ทำงานอยู่กับน้ำมานาน จนกลายเป็นนานเกินไป ข้อมูลที่อยู่ในมือ ความรู้สึกที่อยู่ในใจ กลายเป็นเรื่อง “ล้าสมัย” ไปแล้วหรือ?
ตำราเรื่องน้ำและการบริหารจัดการเขื่อนของไทย เขียนขึ้นตั้งแต่เมื่อปี 2515 ไม่มีแม้แต่คำว่า “เอลนิโญ-ลานินญา” อยู่ใช่หรือเปล่า?
ยกเครื่องเรื่องระบบระบายน้ำแล้ว ต้องไม่ลืมยกเครื่องเรื่อง “คน” ด้วย!
พอล แชมเบอร์ส ผู้อำนวยการสำนักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยพายัพ ให้สัมภาษณ์กาย เทเลอร์ เอาไว้ใน เวิร์ลด์ โพลิติก รีวิว ว่า อุทกภัยครั้งนี้คุกคามต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยตรง
เขา อ้างคำบอกเล่าของ 2 รัฐมนตรีในสังกัดรัฐบาลชุดนี้เอาไว้ว่า พวกเขาเชื่อว่า นายกฯหญิงคนแรกของเมืองไทยจะมีเวลาอยู่ในตำแหน่งได้อีกราว 2 เดือน หลังจากนั้นพรรคการเมืองฝ่ายค้านจะนำเรื่องนี้เข้าสู่สภา โดยอาศัยประเด็นที่ว่า รัฐบาลไม่เพียงบริหารจัดการน้ำผิดพลาด ยังใช้ภาวะน้ำท่วมครั้งนี้ไปในทางที่ผิด คือใช้เพื่อผลประโยชน์ในทางการเมือง
รัฐมนตรีทั้งสองบอกกับแชมเบอร์เอาไว้ว่า พวกเขาไม่คิดว่า นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะรอดพ้นจากการอภิปรายดังกล่าว
การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีจะเกิดขึ้นตามมา คนใกล้ตัวนายกฯจะกลายเป็นผู้นำคนใหม่ของไทยแทน
ผมคิดถึงเรื่องนี้ขณะจับตามองชายหนุ่มทอดแหอยู่กลางซอย
เขายังไม่ได้ปลาสักตัว ได้แต่ “ขยะ” หลายชิ้น แต่ยังคงตั้งหน้าตั้งตาทอดแหต่อไป
ผมได้แต่แอบหวังอยู่ในใจว่า สาวแหขึ้นมาคราวหน้า เขาจะได้ “ขยะการเมือง” ขึ้นมาทิ้งสักหลายๆ ชิ้น!!
หน้า 22,มติชนรายวัน ฉบับวันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน 2554
′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย” กระเทือนซัพพลายเชน “ทั่วโลก” (ตอน 2)
ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก: จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
หลังภัยพิบัติทั้งสองครั้งซึ่งส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ และหลังจากที่ความกังวลถึงภาวะโลกร้อนซึ่งอาจนำมาสู่การเกิดภัยพิบัติทาง ธรรมชาติที่มีจำนวนถี่ขึ้น ทั้งหมดนี้ส่งผลให้บริษัทข้ามชาติทั้งหลายต้องตกอยู่ในภาวะกดดันในการหาวิธี ใหม่ของการผลิตและจัดส่ง
สำหรับเหตุการณ์น้ำท่วมในครั้งนี้ บริษัททั้งหลายควรจะต้องได้รับคำเตือนจากทางการอย่างน้อย24 ชั่วโมงก่อนที่น้ำจะมาถึง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นเหล่านี้ได้รับคำเตือนล่วงหน้าเพียง 2 หรือ 3 ชั่วโมงเท่านั้น นาย เซ็ทซุโอะ อิอุชิ ประธานของเจโทร ซึ่งเป็นองค์กรสนับสนุนการค้าของโตเกียวกล่าว
บริษัทเหล่านั้น ทำอะไรมไม่ได้มากนักแม้แต่จะเก็บเอกสารและคอมพิวเตอร์ให้พ้นน้ำ อย่างว่าแต่จะขนย้ายเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ส่วนมากมักติดตั้งถาวรอยู่กับพื้น
นอกจากนี้ ผลกระทบที่เกิดขึ้นยังไปไกลกว่านั้น บริษัทที่ไม่ได้รับผลกระทบน้ำท่วมโดยตรงอย่าง “ฟอร์ด” บริษัทผลิตรถยนต์สัญชาติอเมริกัน รวมทั้งบริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ทั่วโลกต่างเสียหายจากการขาดชิ้นส่วนอุปกรณ์ ซึ่งถูกผลิตขึ้นในไทยเช่นกัน
เช่นเดียวกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวใน ญี่ปุ่นอุทกภัยครั้งนี้ได้ทวีความเสียหายจากการเลือกที่ตั้งโรงงานที่ผลิต สินค้าประเภทเดียวกันไว้ในบริเวณเดียวกันเนื่องจากกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยลดต้น ทุนค่าขนส่งและเอื้อให้มีการพัฒนาฝีมือแรงงานร่วมกัน
การเป็น ศูนย์กลางการผลิตรถและชิ้นส่วนรถยนต์ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์รวมไปถึงชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆช่วยให้ประเทศไทยดึงดูดนักลงทุนจากต่างชาติ และช่วยยกระดับฐานะการเงินประเทศจนกลายมาเป็นประเทศฐานะปานกลาง แต่เมื่ออุตสาหกรรมเหล่านั้นต้องประสบกับ
อุทกภัย มันได้ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างรุนแรงต่อทั้งบริษัทเหล่านั้นและความได้เปรียบดังกล่าวของไทย
“บริษัท ทั้หลายจำต้องหันมาทบทวนโมเดลธุรกิจของการรวมศูนย์การผลิตเสียใหม่” ริชาร์ดลิตเติ้ล นักวิชาการด้านการเตรียมพร้อมรับมือภัยพิบัติจากมหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิ ฟอร์เนียกล่าว “แม้ว่าการทำเช่นนั้นจะข้อดี แต่มันก็เพิ่มโอกาสเสี่ยงแก่อุตสาหกรรมทั้งระบบถ้าโรงงานทั้งหมดของคุณตั้ง อยู่ในบริเวณเดียวกัน และเมื่อมันมีภัยธรรมชาติเกิดขึ้น สุดท้ายแล้วคุณก็เสียผลประโยชน์ทั้งหมดที่คุณจะได้จากการรวมศูนย์การผลิต”
ตอนนี้ ผู้ผลิตคอมพิวเตอร์หลายรายได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายในไตรมาสที่ 4 จะถูกกระทบจากการขาดแคลนชิ้นส่วน เอเซอร์คาดว่าผลกำไรในไครมาสที่ 3 จะลดลง 5 ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยในขณะนี้ ราคาฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ได้เพิ่มสูงขึ้น 5-10 เปอร์เซ็นต์แล้ว
การฟื้นฟูอุตสาหกรรมรผลิตฮาร์ดไดรฟ์ไม่ได้ขึ้น อยู่กับผู้ผลิตฮาร์ดไดรฟ์รายใหญ่ของโลกอย่างบริษัท “เวสเทิร์นดิจิตอล” ที่โรงงานต้องปิดลงชั่วคราวตั้งแต่กลางเดือนตุลาคมที่ผ่านมาเท่านั้น ทว่ายังต้องขึ้นอยู่กับบริษัทผลิตชิ้นส่วนฮาร์ดไดรฟ์จากไต้หวันด้วย ทั้งนี้ โรงงานทั้ง 2 แห่งของบริษัท Min Aik Technology ดังกล่าวของไต้หวัน ได้สูญเงินกว่า 90 ล้านดอลลาร์เมื่อโรงงานที่ตั้งอยู่ในนิคมโรจนะ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วม
เจ ที หว่าง ประธานของเอเซอร์ออกมาแสดงความกังวลว่า การที่แหล่งผลิตตั้งอยู่ในบริเวณใกล้กันนั้นทำให้เกิดโอกาสเสี่ยงมากขึ้น “ระบบซัพพลายเชนควรจะต้องมีการกระจายตัวมากกว่านี้” เขากล่าว
โจ นาธาน กูเย็ตต์ รองประธานฝ่ายซัพพลายเชนของดีเคเอสเอชเห็นตรงกัน อุทกภัยที่เกิดในประเทศไทยและเหตุการณ์สึนามิในญึ่ปุ่นจะส่งผลให้การออกแบบ ระบบซัพพลายเชนต้องเปลี่ยนไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการบริหารความเสี่ยง ขณะเดียวกัน การบริหารจัดการซัพพลายเชนก็ยังต้องคำนึงถึงความต้องการของลูกค้า ซัพพลายเออร์ และต้องเป็นไปตามข้อบังคับของรัฐบาลด้วย
ในขณะเดียวกัน ผู้ผลิตก็ต้องตกอยู่ภายใต้ความกดดันในเรื่องลูกค้า และคู่แข่ง และนักลงทุน โดยต้องประหยัดต้นทุนการผลิตให้ได้มากที่สุดอีกด้วย
แม้ว่าบริษัทที่ได้รับความเสียหายเหล่านี้จะมีประกันความเสียหาย แต่ก็ไม่มีอะไรจะมารับประกันได้ว่า พวกเขาจะมีสินค้าป้อนสู่ตลาด
เช่น เดียวกับเหล่าบริษัทประกันภัย ที่อาจยกเลิกการประกันภัยความเสี่ยงดังกล่าวหากพวกเขาไม่ได้เห็นแผนการ ป้องกันความเสี่ยงจากน้ำท่วมจากรัฐบาล
แล้วบริษัทผู้ผลิตจะลงทุน เพื่อเตรียมรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดด้วยตัวเองหรือไม่?ลิตเติ้ลกล่าว ว่ารัฐบาลไม่อาจบังคับให้บริษัทเหล่านี้เป็นผู้ลงทุนเพื่อรับมือกับภัย พิบัติเอง เนื่องจากบริษัททั้งหลายต้องคำนึงถึงต้นทุนการผลิต และการทำให้ผู้ถือหุ้นปกป้องตนเองและ
ลูกจ้างก็เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก “ระบบ ตลาดไม่เคยให้รางวัลแก่ผู้ที่ระแวดระวัง นักลงทุนจะไม่สนใจบริษัทที่ทำในสิ่งที่ถูกต้อง มิหนำซ้ำ พวกเขาจะลงโทษบริษัทพวกนั้นด้วยซ้ำ” ลิตเติ้ลกล่าว
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320474909&grpid=01&catid=&subcatid=
′ไฟแนนเชียลไทมส์′ วิเคราะห์ “น้ำท่วมไทย”กระเทือนซัพพลายเชน”ทั่วโลก” (ตอน 1)
ไฟแนนเชียลไทมส์ ได้ตีพิมพ์บทความเกี่ยวกับผลกระทบจากวิกฤติน้ำท่วมในประเทศไทยต่อระบบซัพพลายเชนโลก โดยเบน แบลนด์และโรบิน กว่อง สองผู้เขียนบทความ “ซัพพลายเชนหยุดชะงัก: จุดหมายที่จมอยู่ใต้บาดาล” แผ่นดินไหวญี่ปุ่นและวิกฤติน้ำท่วมไทยกระเทือนชิ้นส่วนการผลิตทั่วโลก (“Supply chain disruption: sunken ambitions” Fallout from Japanese quake and Thai floods is causing global parts shortages) ชี้ว่า
มหันตภัยน้ำท่วมซึ่งร้ายแรงที่สุดใน รอบ 50 ปีคราวนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างหนักต่อทั้งชีวิตของผู้คนและระบบเศรษฐกิจ คนมากกว่า 400 คนเสียชีวิต คนอีกนับแสนต้องอพยพย้ายที่อยู่ พื้นที่ปลูกข้าว 1 ใน 4 ของประเทศซึ่งส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างไทยถูกน้ำท่วมเสียหาย นิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึง 7 แห่งจมน้ำ ซึ่งยังผลให้ประชากรกว่า 7 แสนคนต้องไร้งานทำ
ความเสียหายที่เกิดขึ้นช่วยให้เห็นความสำคัญของบรรดาประเทศในเอเชีย ที่กำลังกลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตโลก อันเนื่องมาจากปริมาณอุปสงค์ที่สูงขึ้นในภูมิภาคนี้ รวมไปถึงการเป็นแหล่งผลิตราคาถูก
“โรงงานผลิตชิ้น ส่วนรถยนต์หลายแห่งต้องจมอยู่ในน้ำซึ่งท่วมสูงประมาณ 2 เมตร ผู้ผลิตหลายรายต่างพยายามจ้างนักประดาน้ำเพื่อกู้เครื่องจักรที่มีราคาแพง และยากแก่การเปลี่ยน”
แม้ว่าบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เรื่อยไปถึงโรงงานผลิตสินค้าเฉพาะกลุ่ม ล้วนมีแผนรับมือกับภัยธรรมชาติและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนทางการเมือง อันเห็นได้จากการที่คำว่า “การบริหารความเสี่ยงของระบบห่วงโซ่อุปทาน” (“supply chain risk management”) ได้ถูกบรรจุลงในคลังคำศัพท์ของวิชาการบริหาร อย่างไรก็ดี โรงงานมากกว่า 1,000 แห่งที่ได้รับผลกระทบดังกล่าวไม่ได้คาดคิดมาก่อนว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะมีความรุนแรงถึงเพียงนี้
“ไม่มีใครเคยนึกถึงความเป็นไปได้ของการเกิดความเสียหายในกรณีที่ร้าย แรงที่สุด” สมบูรณ์ ประสิทธิ์จุตรากุล ประธานบริษัท ดีเคเอสเอช ประเทศไทย จำกัด กล่าว
แหล่งผลิต 3 แห่งของดีเคเอสเอชในนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยาถูกน้ำท่วมทั้งหมด ทั้งโรงงานผลิตกางเกนยีนส์ยี่ห้อลีวายส์ โรงงานผลิตยา และศูนย์กระจายสินค้าที่มีขนาดใหญ่เท่าสนามฟุตบอล 3 สนาม ซึ่งทำหน้าที่จัดส่งสินค้าให้ผู้ค้าปลีกทั่วประเทศ “ในอนาคต เราจำเป็นต้องทบทวนเรื่องความเสี่ยงจากอุทกภัยเสียใหม่ เราต้องกลับมาพิจารณาว่า ควรจะยกพื้นที่ตั้งโรงงานให้สูงขึ้น หรือควรจะไปหาทำเลที่ตั้งโรงงานซึ่งมีการป้องกันภัยพิบัติที่ดีกว่านี้แทน” สมบูรณ์กล่าว
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งภัยพิบัติจากแผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่น เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจและการเงินภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นๆด้วย “ไม่กี่ปีที่แล้ว คนที่เป็นผู้จัดการซัพพลายเชนอาจจะแค่เดินเข้าไปหาหัวหน้า และอธิบายว่าวิกฤติน้ำท่วมในไทย เป็นเหตุการณ์ที่ไม่อาจคาดการได้ล่วงหน้า และเป็นสิ่งที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่ทุกวันนี้ คุณไม่สามารถอ้างเหตุผลดังกล่าวได้อีกต่อไปแล้ว” เดเนียล คอร์สเตน ผู้เชี่ยวชาญด้านซัพพลายเชนของสถาบันสอนธุรกิจไออีในมาดริดกล่าว
คอร์ส เตนกล่าวต่อว่า บริษัทจะถูกมองว่าเป็นจำเลยจากการกระทำที่ “ไร้ความรับผิดชอบ” ในสายตาลูกค้าและผู้ถือหุ้นของบริษัทถ้าหากว่า “บริษัทเหล่านั้นไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด”
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของภูมิภาค เอเชียแปซิฟิก ได้กลายมาเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รวมทั้งชิ้นส่วนประกอบรถ ยนต์ ที่ตั้งของโรงงานผลิตเหล่านั้นกระจุกอยู่รวมกันในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ ที่ตอนนี้แลดูเหมือนทะเลสาบขนาดยักษ์
ไล่มาตั้งแต่ “ฮอนด้า” โรงงานผลิตรถยนต์สัญชาติญี่ปุ่นซึ่งจมอยู่ใต้บาดาลมาตั้งแต่วันที่ 4 ต.ค. ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อยมาถึง “เอเซอร์” บริษัทผลิตคอมพิวเตอร์ซึ่งมีโรงงานผลิตฮาร์ดดิสส์ไดรฟ์ในประเทศไทย และบริษัทข้ามชาติรายใหญ่อื่นๆซึ่งได้ประมาณการไว้ว่า ยอดขายและผลกำไรของบริษัทจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติในครั้งนี้ จากปัญหาการขาดแคลนชิ้นส่วนทำให้ฮอนด้าต้องลดจำนวนการผลิตรถยนต์ในประเทศ ต่างๆทั่วโลก ตั้งแต่ฟิลิปปินส์ไล่ไปถึงเมืองสวินดอนในสหราชอาณาจักร
นอกจากนี้ ช่วงเวลาของการเกิดภัยพิบัติก็ช่วยซ้ำเติมความเสียหายให้สาหัสขึ้นไปอีก อุทกภัยครั้งนี้เกิดขึ้นเพียง 6 เดือน ภายหลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวและสึนามิในญี่ปุ่นซึ่งส่งผลกระทบต่อการผลิตใน ประเทศ ขณะเดียวกัน บริษัทจากประเทศญี่ปุ่นก็มีสัดส่วนการลงทุนจำนวนมากในประเทศไทย บริษัทเหล่านี้ต้องรับกับความเสียหายอีกครั้ง จากการที่โรงงานมากกว่า 450 โรงจากทั้งหมด 2,000 โรงถูกน้ำท่วม
และน้ำจะยังไม่หายไปไหนในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า จากการคาดการณ์สถานการณ์น้ำที่มองใน “แง่บวก” ที่สุด ส่งผลทำให้ผู้บริหารยังไม่สามารถประมาณการตัวเลขความเสียหายทั้งหมด รวมถึงเงินทุนที่จะต้องใช้สำหรับการฟื้นฟูโรงงานได้ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประเมินไว้ว่า วิกฤติน้ำท่วมครั้งนี้จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อจีดีพีมากกว่า 1.7 เปอร์เซ็น เทียบกับความเสียหาย 0.3 เปอร์เซ็นของจีดีพีเมื่อช่วงเหตุการณ์สึนามิของประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2547 และมูลค่าความเสียหาย 0.1 เปอร์เซ็นของจีดีพีในเหตุการณ์แผ่นดินไหวในญี่ปุ่นเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา
คำถามสำคัญที่เกิดขึ้นตามมาก็คือ นักลงทุนชาวต่างชาติจะย้ายการลงทุนออกนอกประเทศไทยหรือไม่? บรรดาผู้ผลิตจะเปลี่ยนแผนธุรกิจจาก “โมเดลการผลิตที่เน้นต้นทุนต่ำ” ในปัจจุบัน ที่ผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย และลูกค้าอยู่บริเวณใกล้กันทั้งนี้เพื่อลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งเปลี่ยนจากการผลิตแบบ “ทันเวลาพอดี” หรือ “just-in-time production” [หมาย เหตุ การผลิตแบบ "just-in-time" (JIT) โรงงานจะทำการผลิตสินค้าให้เสร็จและจัดส่งออกไปเมื่อมีการขายเกิดขึ้นเท่า นั้น และวัตถุดิบ ส่วนประกอบต่าง ๆ ที่ใช้ในการผลิตสินค้า ก็จะถูกนำมาผลิตและประกอบตามจำนวนความต้องการของลูกค้า วัตถุดิบและวัสดุต่าง ๆ ก็จะถูกสั่งซื้อเข้ามาก็ต่อเมื่อมีความต้องการเท่านั้น] ไปยังแผนธุรกิจที่เน้นการกระจายความเสี่ยงกว่านี้หรือไม่? บริษัท ควรจะหันมาลงทุนเพื่อการป้องกันภัยพิบัติ ซึ่งใช้เงินลงทุนมหาศาล หรือจะเพียงแค่ก้มหน้ายอมรับว่า ภัยพิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่พวกเขาไม่อาจคาดการณ์ได้?
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1320394612&grpid=01&catid=&subcatid=
$$… Occupy Global 951 เมือง ใน 82 ประเทศทั่วโลก เกิดจากอะไร? …$$ โดย Mr.Messenger ครับ
คู่มือการจัดตั้งศูนย์ประสานงานอาสาสมัครในสภาวะวิกฤติ
เมื่อโลกสำรวจการมีหลักนิติธรรมของประเทศไทย โดย : จุลพงศ์ อยู่เกษ
ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติได้กำหนดหน้าที่หนึ่งของคณะกรรมการอิสระว่าด้วยหลักนิติธรรมแห่งชาติ
ที่มีอาจารย์อุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธาน ว่า ให้คณะกรรมการมีอำนาจ “จัดให้มีการศึกษาและวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้อง (กับหลักนิติธรรม)” ผมจึงอยากจะแบ่งปันประสบการณ์เรื่องการศึกษาวิจัยการมีหลักนิติธรรมของ ประเทศไทยที่มีเจ้าของโครงการ คือ The World Justice Project
ขอแนะนำโครงการ The World Justice Project เพียงว่าเป็นโครงการระดับโลกที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2552 โดยมีบริษัทและสถาบันการเงินข้ามชาติ และองค์กรไม่หวังผลกำไรเช่นมูลนิธิบิล แอน มีลินด้า เกตส์ เป็นต้น ร่วมกันให้การสนับสนุนทางการเงินในการศึกษาและวิจัยในเชิงความมีอยู่จริง เป็นรูปธรรมของหลักนิติธรรมในประเทศต่างๆ ทุกภูมิภาคของโลก ซึ่งในต้นปี 2554 มีการวิจัยสำรวจใน 66 ประเทศทั่วโลก ประเทศไทยเป็น 1 ใน 66 ประเทศดังกล่าว และผลการวิจัยจะถูกนำไปใช้โดยบริษัทข้ามชาติในการกำหนดนโยบายการลงทุนของตน ในประเทศต่างๆ
เมื่อเริ่มต้นโครงการ งานแรก คือ การกำหนดความหมายและขอบเขตของคำว่า หลักนิติธรรม (Rule of Law) เสียก่อนและโครงการก็ไม่ได้เอาคำจำกัดความของคำว่าหลักนิติธรรมหรือ Rule of Law ที่ให้ไว้โดยปราชญ์ราชบัณฑิตทางกฎหมายทั้งหลายไม่ว่าจะทางอังกฤษ เยอรมนี ฝากฝรั่งเศสหรือของไทยหรือย้อนไปยุคโรมันมาพิจารณามากนักเพราะคำจำกัดความ ที่ให้ไว้มักแตกต่างและหลากหลาย อีกทั้งหากเอามาใส่ในงานวิจัยรังแต่จะก่อให้เกิดความซับซ้อนวุ่นวายเป็นที่ เข้าใจยากแก่ประชาชนชาวบ้านและโดยเฉพาะแก่นักธุรกิจ (ฮา)
อย่างไรก็ตาม ในเชิงวิชาการ โครงการยอมรับในการมองมิติของการมีหลักนิติธรรมของแต่ละประเทศในด้านตื้น หรือ Thin Conception และในด้านลึก หรือ Thick Conception ด้วย โดยในด้านตื้นนั้นหมายถึงการศึกษาวิจัยในตัวบทกฎหมายและระเบียบที่มีอยู่ ส่วนในด้านลึกหมายถึงการศึกษาวิจัยในเชิงรูปธรรม การปฏิบัติต่อสิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชน เป็นต้น ยกตัวอย่างเช่นหากใครที่ออกมาพูดว่าประเทศไทยไม่มีหลักนิติธรรมเพราะรัฐ ธรรมนูญเป็นผลพวงคณะปฏิวัติ ดังนี้ถือเป็นการวิเคราะห์การมีหลักนิติธรรมเชิงตื้นเท่านั้น
เนื่องจากการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ได้กระทำในหลายประเทศทั่วโลก โครงการจึงได้ประชุมรวบรวมความคิดเห็นนักกฎหมายที่ทำงานด้านกฎหมายจริงๆ รวมทั้งนักวิชาการบางส่วนจากมหาวิทยาลัยดังๆ ระดับโลกและกำหนดเป็นหลักสากล (Universal Principle) ของการมีหลักนิติธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งไว้สี่ข้อ คือ
หลักการแรก คือ การที่รัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐมีความรับผิดชอบภายใต้กฎหมาย
หลักการที่สอง คือ กฎหมายในประเทศมีความชัดเจน ถูกพิมพ์เผยแพร่แก่สาธารณชน พิทักษ์สิทธิขั้นพื้นฐานรวมทั้งความปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สินของประชาชน
หลักการต่อมา คือ ขั้นตอนการออกกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎหมาย และการบังคับใช้กฎหมายต้องสามารถเข้าถึงได้ รวมทั้งมีการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกันและมีประสิทธิภาพ
หลักการสุดท้าย คือ กระบวนการยุติธรรมต้องมีประสิทธิภาพ มีอิสระและจรรยาบรรณ และมีจำนวนเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรมต้องมีเพียงพอ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชนในกระบวนการยุติธรรม
เมื่อกำหนดหลักการสี่ประการข้างต้นแล้ว เพื่อให้การวิจัยสำรวจได้ผลงานเป็นรูปธรรมเชิงปฏิบัติอย่างแท้จริง โครงการได้กำหนดปัจจัย 10 ประการ ในการศึกษาการมีหลักนิติธรรมของทุกประเทศและปัจจัยทั้งสิบ ได้แก่ อำนาจที่จำกัดของรัฐบาล ปัญหาการคอร์รัปชัน การมีกฎหมายที่ชัดเจน แพร่หลายและไม่เปลี่ยนแปลงบ่อย ความมั่นคงปลอดภัยในร่างกายและทรัพย์สิน สิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชน การเป็นรัฐบาลที่โปร่งใส การบังคับใช้กฎหมาย ความสามารถในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของประชาชน การดำเนินคดีทางอาญาที่ยุติธรรมและมีประสิทธิภาพและประการสุดท้าย คือ ความยุติธรรมในเชิงไม่เป็นทางการ (เช่น วิธีการแก้ไขข้อพิพาทด้วยสันติวิธีของชาวบ้านกันเอง)
ขั้นตอนการศึกษาวิจัยได้แบ่งเป็นสองส่วน คือ การศึกษาวิจัยเชิงตื้นคือการศึกษาวิเคราะห์ตัวบทรัฐธรรมนูญ กฎหมาย กฎระเบียบต่างๆ คำพิพากษาของศาล ตามหลักสากลสี่ประการข้างต้น การศึกษาเชิงตื้นนี้โครงการจะทำทุกสามปีเว้นแต่จะได้รับแจ้งจากผู้ศึกษา วิจัยในประเทศใดประเทศหนึ่งถึงการมีการเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญ ส่วนการศึกษาเชิงลึก ซึ่งโครงการกระทำทุกปีนั้น โครงการจะจัดทำหัวข้อสำรวจขึ้นจำนวนหลายร้อยข้อและแต่ละข้อจะเป็นการสำรวจ เชิงชีวิตประจำวันของประชาชน ยกตัวอย่างเช่น คำถามว่าหากท่านถูกขโมยทรัพย์สินในบ้านของท่าน ท่านจะทำเช่นใดโดยให้เลือกข้อเลือกต่างๆ เช่น ไปแจ้งความตำรวจ ไปร้องเรียนหัวหน้าหมู่บ้านหรือนิ่งเฉย และหากตอบว่านิ่งเฉย ก็จะมีคำถามต่อไปว่าสาเหตุที่นิ่งเฉยนั้นเพราะอะไร เช่นเพราะแจ้งความกับตำรวจ ตำรวจก็ช่วยอะไรไม่ได้ หรือเสียเวลาหรือของมีค่าเล็กน้อย เป็นต้น การสำรวจนี้จะมีการว่าจ้างบริษัททำการสำรวจมืออาชีพในแต่ละประเทศ เพื่อออกสำรวจภาคสนามเป็นเวลา 3 เดือน
นอกจากนี้ โครงการยังทาบทามนักกฎหมายที่มีประสบการณ์ในแต่ละประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเป็นการเช็คข้อมูลการศึกษาวิจัยทั้งเชิงตื้นและเชิงลึกอีกครั้ง ก่อนไปร่วมกันจัดทำบทศึกษาโดยแบ่งเป็นรายประเทศ รายภูมิภาคและของโลก และขั้นตอนสุดท้าย คือ การจัดทำดัชนีเปรียบเทียบการมีหลักนิติธรรม หรือ Rule of Law ของประเทศต่างๆ โดยแยกเปรียบเทียบเป็นภูมิภาคและระดับโลก
ผมเคยเขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจในผลการศึกษาการจัดอันดับประเทศไทยในการ มีหลักกฎหมายในระดับโลกและภูมิภาคเอเชียของปี 2553 มาครั้งหนึ่งแล้ว หากท่านผู้อ่านสนใจ ผมหาโอกาสเขียนถึงอันดับประเทศไทยในปี 2554 และผลการวิจัยที่น่าวิตกกังวลสำหรับประเทศไทย
เมื่อกล่าวถึงคำว่า หลักนิติธรรมแล้ว ชวนให้คนทั่วไปเวียนหัวเหมือนคำว่า หลักการแพทย์หรือหลักการบัญชีเป็นอย่างยิ่ง ในรายงานของโครงการ World Justice Project ในปี 2554 เราจึงตั้งคำถามง่ายๆ จากชีวิตประจำวันเพื่อให้คนเห็นความสำคัญของการมีการปกครองด้วยหลักนิติธรรม เช่น หากท่านไม่สามารถชำระเงินค่าซื้อสินค้าให้แก่เจ้าหนี้ทางการค้าของท่านได้ ท่านคิดว่าเจ้าหนี้ควรใช้วิธีการทวงหนี้โดยใช้กำลังหรือข่มขู่หรือไม่ หรือเช่น หากอาคารที่ทำงานของท่านหรือสะพานสาธารณะที่ท่านใช้ทุกวันนั้นถูกสร้างไม่ ถูกต้องตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนดเนื่องจากการมีคอร์รัปชัน ท่านคิดว่ามีผลกระทบแก่ท่านหรือไม่ เป็นต้น
ความสำคัญของการมีหลักนิติธรรมจะเห็นได้ทางหนึ่งในการศึกษาเปรียบเทียบ ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการลงทุนในประเทศต่างๆ ในเอเชีย 12 ประเทศของ Business In Asia โดยนำปัจจัยต่างๆ รวมจำนวนทั้งสิ้น 22 ปัจจัยมาเป็นข้อพิจารณาและหนึ่งในปัจจัยนั้น คือ การมีหลักนิติธรรมของประเทศซึ่งได้ถูกนำมาเป็นปัจจัยหนึ่งในการเปรียบเทียบ ข้อดีข้อเสียของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ ด้วย
ย้อนกลับไปดูหน้าที่ของคณะกรรมการอิสระชุดของอาจารย์อุกฤษอีกครั้งหนึ่ง ผมหวังว่าการศึกษาวิจัยคงเป็นทั้งเชิงตื้นและทั้งเชิงลึกตามที่เขียนมาแล้ว เพราะมิฉะนั้นหากรายงานของคณะกรรมการได้ข้อสรุปเพียงว่าต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วประเทศไทยของเราจะมีหลักนิติธรรมขึ้นมาในทันที ผมเกรงว่าจะไม่ได้ประโยชน์เป็นโล้เป็นพายอะไรแก่ประชาชนในชีวิตประจำวัน เว้นแต่การศึกษาวิจัยของคณะกรรมการชุดนี้มีความประสงค์เรื่องอื่น ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ผมไม่ได้เป็น “ดอกเตอร์” ตามคุณสมบัติที่อาจารย์อุกฤษตั้งไว้เพื่อเป็นกรรมการหรือแม้แต่ในคณะอนุกรรม การของท่าน เลยขอเขียนไว้แค่นี้ครับ… อาจารย์
http://bit.ly/rfeeib
เหตใด TQF จึงไม่ตอบโจทย์อุดมศึกษาไทย
เป็นบทความที่ ดร.อรัญญา ศิริผล เขียนนะครับ
น่าสนใจมากๆๆๆๆ
ดาว์นโหลดไปอ่านกันครับ..TQF…ขนาด file 257 KB

